ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

ถ้อยคำรำพึงในความเงียบซึ่งไม่มีอยู่จริงในห้วงขณะหนึ่ง ตุลาคม 16, 2010

Filed under: ใจถึงใจ — ประทีป จิตติ @ 04:07

Image0296 

ถ้อยคำรำพึงในความเงียบซึ่งไม่มีอยู่จริงในห้วงขณะหนึ่ง

               

เมื่อมีคนตั้งข้อกล่าวหาเอากับเรา แน่นอน เราย่อมมีเหตุผลโต้แย้ง เหตุผลนั้นมันอาจเป็นข้อแก้ตัวสำหรับผู้ที่ตั้งข้อกล่าวหา แต่สำหรับเรา เหตุผลนั้นย่อมไม่ใช่ข้อแก้ตัว

                เหตุผลก็คือเหตุผล คือคำอรรถาธิบายให้ฟัง

                แต่ก็อีกนั่นละ หากฝ่ายตรงข้ามไม่รับฟัง ย่อมมองว่านั่นคือคำแก้ตัว

                แปลกพิลึกละ ที่เขาต้องการให้เราพูด ให้เราอธิบาย สุดท้ายกลับมองเป็นคำแก้ตัว อย่างนั้นแล้วจะต้องการไปทำไม

                สุดท้ายเราเลือกไม่พูด คุณอยากว่าอย่างไรก็ว่ามา

                การไม่พูดนั้นหาใช่ว่าเรายอมรับ เราจำนน ต่อข้อที่คุณกล่าวหา

                ครั้นเราเงียบคุณยิ่งร้อนรน อยากให้เราพูด พูดพูดพูดอะไรบางอย่างออกมา

                เหมือนความเงียบจะสยบความเคลื่อนไหวได้ ทว่ากลับสยบไม่ได้

                คุณว่าเรากำลังต่อต้านด้วยการนิ่งเงียบ เพิกเฉย เหมือนยอมรับ แต่คุณไม่ยอมรับท่าทีนั้น ๆ

                เหมือนคุณบ้า

                หรือว่าเราบ้า

                เอาสิเอา ใครจะบ้ากว่ากัน

                เหตุผลหนึ่งที่เราเลือกเงียบ นั้นเป็นเพราะหลายต่อหลายครั้งที่คุณมอง คุณคิด ว่าเหตุผลของเรานั้นคือคำแก้ตัว นานเข้า หลายครั้งเข้าเราเหนื่อยใจ เหนื่อยใจที่จะอรรถาธิบาย  เมื่อครั้นเราเลือกเงียบคุณกลับร้อนรน อยากให้เราหาคำแก้ตัว ขณะเดียวกันคุณไม่เคยมองย้อนกลับไปที่ตัวคุณเอง

                เราคิดอย่างตลกบ้า ๆ แม้เอากระจกเงาบานใหญ่มาวางตรงหน้าคุณ คิดว่าคุณคงเดาไม่ออกว่าเรากำลังทำอะไร  คุณอาจยิ่งโมโห กับท่าทีการแสดงออกทางสัญลักษณ์ของเรา

                เราไม่ว่าคุณโง่

                เราคิดว่า “อัตตา” ของคุณนั้นสูงเกินไป

                จริงแล้ว อัตตาของคุณ หรือของเราอาจสูงเท่าเทียมกัน เพียงแต่มันแหวกออกไปคนละมุม คนละทิศทาง

                เราอาจอยู่ทางซ้าย และคุณอยู่ทางขวา (หรือเราทางขวาคุณทางซ้ายก็ได้)

                มันไม่ยากอะไรเลย หากเราจะยอมค้อมหัวโดยดุษณีว่า เหตุผลของเรานั้นคือ “คำแก้ตัว”  เช่นกัน มันไม่ยากอะไรเลยหากคุณจะยอมรับว่าถ้อยคำของเรานั้นคือ ”คำอรรถาธิบาย” หาใช่ข้อแก้ตัว

                อย่างไรก็ตาม ในเมื่อพื้นที่นี้เป็นที่ของเรา เราจะพูดในสิ่งที่เราคิดและมอง

                เราไม่ยอมรับอย่างง่าย ๆ หรอกว่า คุณจะเย้ยถากถางเราอย่างไร เราไม่ยอม และเรากำลังต่อต้านคุณด้วยหลักอะไร “อหิงสา” หรืออย่างไร

                หากการเงียบนิ่งเฉยจัดเป็นการต่อสู้อย่างหนึ่ง ไม่โต้ตอบด้วยวาจา ไม่โต้ตอบด้วยกาย ใช้ยิ้มรับเป็นการตอบโต้ หากคุณไม่แก่รงพอ คุณจะรู้สึกว่าเหมือนโดนสบประมาท

                ความสุขของผู้โบยตีคืออะไรหากไม่ใช่เสียงร้องของความเมตตา ร่ำไห้ โอดครวญ หากแต่ความนิ่งเฉยไม่ปริปากร้องกู่เรียกใช่ความสุขที่ผู้โบยตีพึงพอใจ

                หรือนั่นคือความพึงพอใจ หากใช่ก็มิจำเป็นต้องโบยตีใช่หรือไม่ หรือนั่นจะเป็นความพึงพอใจ ตาต่อตาฟันต่อฟัน

                อย่างไรก็ตาม เรามีความเชื่อว่า นั่นมิใช่ความพึงพอใจของคุณผู้ซึ่งโบยเฆี่ยนตี

                คุณถึงได้รังควานเราเรื่อยมา

          ฉะนั้นเมื่อเราถูกโบยตี เราจึงต้องอดทน  ทนอย่างที่สุด ไม่ใช่อดทนอย่างถึงที่สุด ซึ่งนั่นจะเป็นการนำเราไปสู่การบรรลุผล ในหลักการอหิงสาใช่หรือไม่

                เราไม่รู้ในรายละเอียดนักหรอกว่า หลักการของอหิงสานั้นคืออะไร ต้องทำอย่างไร แต่เท่าที่เรารู้ เราจะไม่ตอบโต้โดยใช้วิธีที่เราถูกกระทำ  อะไรที่เราเชื่อ เราคิดว่านั้นคือความชั่ว ความไม่ดี เราจะไม่โต้ตอบด้วยความชั่ว ความไม่ดี  คุณใส่ร้ายเรา โบยตีเราด้วยวาจา เราจะไม่โต้ตอบกลับด้วยสิ่งนั้น

                ใช่หรือไม่ว่าเราควร หรืออย่างน้อยก็ควรจะตอบโต้ด้วยสิ่งตรงกันข้าม

               คุณใส่ร้ายเรา เราจะชื่นชมในสิ่งดีของคุณ  คุณโบยตีเรา เราจะสำนึกถึงความเจ็บปวด ให้อภัยคุณ ไม่โกรธคุณ ปรารถนาให้คุณซึมซับความเจ็บปวดของเราบ้าง เพื่อที่บางทีคุณจะเข้าใจถึงความเจ็บปวด เมื่อคุณเข้าใจคุณจะเอาใจของเราใส่เข้าไปในใจคุณ คุณจะรู้สึกเจ็บปวดเช่นเราบ้าง เมื่อนั้นเราหวังว่าคุณจะเข้าใจในสิ่งที่คุณทำ  คุณจะเข้าใจว่าควรแล้วหรือที่จะกระทำเช่นนั้น

                ใช่แล้ว เราอภัยให้คุณ และปรารถนาให้คุณได้สัมผัสใจของเรา

                ไม่จำเป็นที่เราจะโต้ตอบความที่เราคิดว่าเลว ด้วยการทำเลวกลับไป

                ไม่จำเป็นที่เราต้องใช้การต่อสู้ที่เรียกว่าตาต่อตาฟันต่อฟัน

          เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เราคิด เราเชื่อว่ามันเลว ว่ามันไม่ดียังคงดำรงอยู่, เพียงเพราะเราไม่ต้องการให้มันดำรงอยู่มิใช่หรือ

               

               

หลังจากเรารำพันไปดังข้างต้น เราคิดว่าจำเป็นหรือไม่ว่าผู้อื่นผู้ใดจะต้องเข้าใจเหตุผลของเรา หากว่าเราอรรถาธิบายไปแล้ว

                ไม่จำเป็น

                ไม่ต้องคาดหวังว่าผู้อื่นผู้ใดจะเข้าใจเรา

                ขอเพียงเราเข้าใจตัวตนของเรา

                ถูกหรือผิดต่างกันเพียงแค่ศรัทธา

                ในความเป็นชีวิต เราต่างเดินทางด้วยความโดดเดี่ยวในขณะย่างก้าวท่ามกลางผู้คน

                ยิ่งทำความเข้าใจกับชีวิต ยิ่งเหมือนไม่เข้าใจชีวิต

                ยิ่งพยายามทำความเข้าใจผู้คน เหมือนยิ่งไม่รู้จักผู้คน

          ยิ่งละเลยปัจจุบัน ยิ่งไม่เห็นสิ่งใด

               

๑๕ ต.ค. ๕๓

 

               

 

               

 

๒๖.ราตรีสวัสดิ์ ตุลาคม 8, 2010

Filed under: ไม่มีหมวดหมู่ — ประทีป จิตติ @ 15:21

๒๖.

 

041

คุณหานี่อยู่ใช่ไหม?”

ผมสะดุ้ง หันควับไปมองเจ้าของเสียง  ราตรียื่นสมุดบันทึกให้ผม ผมรับแล้วหลบเธอจะเดินกลับขึ้นห้อง

“คุณจะเขียนถึงฉันยังไงต่อ”

เธอร้องถามไล่หลัง เท้าผมหยุดกึก ราตรีคงอ่านสิ่งที่ผมเขียนไว้หมดแล้ว

สมองผมคิดหาคำตอบอย่างรวดเร็ว ทว่ามันหลากหลายคำตอบเสียเหลือเกิน มากเกินจนคัดเลือกไม่ถูก

ตัดสินใจหันหน้าไปผจญกับความจริง เดินเข้าไปหาเธอ ฝ่ามือที่เคยลูบไล้ใบหน้าบัดนั้นฟาดลงมาทันใด ผมตกใจด้วยคาดไม่ถึง มีแต่ความชาด้านเสียเกินจะรู้สึกเจ็บแสบอันใด

ผมทำอะไรผิดไปหรือ? คือคำถามที่อยากจะถาม แต่ชั่วขณะนั้นกลับพูดสิ่งใดไม่ออก

“คุณกล้าดียังไงถึงเอาเรื่องของฉันไปเขียน หรือคุณคิดว่าตัวเองเป็นนักเขียนจึงมีสิทธิ์”

“เรื่องของคุณ?”

“ทำไมคุณต้องย้อน”

“ผมไม่ได้ย้อนอะไรนี่ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของผมด้วยต่างหาก”

“อือฮึ คุณเลยถือสิทธิ์นั้น”

“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคุณถึงได้คิดอย่างนั้น การที่ผมจะเขียนบันทึกเกี่ยวกับใครสักคนมันไม่ชอบตรงไหน  ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณเข้าใจเรื่องสิทธิบ้าบออะไรนั่นแค่ไหน แต่อย่างน้อยคุณก็น่าจะคิดได้บ้างว่านี่มันเป็นบันทึกของผมเป็นบันทึกส่วนตัว”

“ฉันคงไม่พูดเรื่องนี้หรอกหากว่าฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่คุณเขียนเอาไว้มันจะเป็นข้อมูลให้คุณเอาไปขยายเขียนเป็นเรื่องบ้า ๆ ของคุณ”

“แต่ผมยังไม่ได้เขียนใช่ไหม ผมยังไม่ได้เขียนเรื่องบ้า ๆ นั่น มันเป็นแค่ความคิด เป็นความคิดที่ผมยังไม่ได้สรุปอะไรลงไป”

“แต่คุณก็คิด”

“ใช่ ผมคิด”

“ทำไม?”

“ทำไมอะไร”

“ทำไมคุณถึงไม่บอกว่าคุณไม่ได้คิด”

“ผมโกหกตัวเองไม่ได้”

                “คุณรักฉันใช่มั้ย”

                ผมอึ้งไปกับคำถามชนิดหักมุมสามร้อยหกสิบองศานิดหนึ่งก่อนตอบโดยไม่ต้องคิดมากความ

                “ใช่ ผมรักคุณ”

                “แล้วเรไรล่ะ”

                “ผมไม่แน่ใจ”

                “ไม่แน่ใจ ๆ  รู้มั้ยว่านั่นน่ะแปลว่าคุณรักเธอ”

                “เราจะพูดกันตรงนี้อีกนานไหม”

                ผมตัดบท ไม่อยากพูดถึงเรไร บุคคลที่สามที่ไม่เกี่ยวข้องอันใดด้วย 

ราตรีไม่ตอบ เดินกลับขึ้นบ้าน  

ผมยืนนิ่ง สรรพสิ่งรอบกายคล้ายหยุดนิ่งตามไปด้วย

                “คุณจะไม่ขึ้นมาใช่ไหม”

                “ไม่”

เธอเดินกลับลงมา

“เราต้องคุยกัน”

                พลันผมคิดถึงภาพระหว่างเธอกับฮานา รวมทั้งเสียงกระเส่ารัญจวนนั่นด้วย ถามกลับไปทันใด

“แบบไหน ยืน นั่ง หรือนอน”

                นัยน์ตาของราตรีเบิกโพลงในทันที ทว่าไม่มีประกายแห่งความโกรธ มีแต่ความวาววาม

                “คุณต้องการอย่างไหนล่ะ?”

                ผมเกือบโพล่งออกไปแล้วว่าก็อย่างที่คุณทำกับฮานาไงล่ะแต่ก็กลืนคำถามนั้นลงคอโดยพลัน  ราตรีเดินเข้าไปในตัวบ้านผมเดินตามเธอเข้าไปนั่งลงที่ชุดเก้าอี้หวาย เธอออกมาจากครัวถือเบียร์มาสองกระป๋องลงนั่งข้างผม ยื่นเบียร์ให้ผม ผมรับไว้แล้ววางลงโต๊ะ

“ผมไม่แน่ใจว่ารสหวานที่ลอดเข้าไปสัมผัสลิ้นตัวเองนั้นเป็นรสจากเบียร์หรือของเหลวที่เกิดจากเลือดเนื้อของเธอกันแน่”

ไม่ใช่แค่คุ้นกับประโยคนั้นทว่าผมจำมันได้ขึ้นใจเลยทีเดียว ก็ประโยคนั่นน่ะผมเขียนไว้ในคืนวันที่สองที่ผมได้พบเธอ

“คุณอยากจะลิ้มลองมันอีกไหม”

เธอหัวเราะ น้ำเสียงออกไปในทางเย้ยหยัน

หากเป็นกาลเวลาอื่นผมจะนิยมชมชอบเธอที่สามารถจดจำสิ่งที่ผมเขียนไว้ได้ แต่ด้วยเสียงหัวเราะหยันเหยียดนั่นทำให้ผมคิดนึกตรงข้าม ผมเกลียดเสียงหัวเราะพานเกลียดเจ้าของเสียงหัวเราะบ้า ๆ นั่นด้วย  ราตรีไม่รู้หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เข้าใจว่าผมรู้สึกอย่างไรกับประโยคนั้น มันเป็นความรู้สึกชื่นชมเธออย่างชัดเจนโจ่งแจ้งแต่เธอกลับดูถูกความรู้สึกนั้น ด้วยเสียงหัวเราะห่าบัดซบ!

“คุณคิดประโยคนั้นได้ยังไง”

“ความรู้สึกไง ผมใช้ความรู้สึกเขียนมันออกมา”

น้ำเสียงผมราบเรียบ ทั้งที่อยากตะโกนออกมาให้สมกับความคับแค้นใจ

“คุณไม่ได้ใช้ความคิด?”

ผมไม่ตอบ

“คุณใช้แต่อารมณ์ ใช้ความรู้สึก คุณเพ้อฝัน คุณไม่ชอบอยู่กับความจริง”

ผมเงียบ

“คุณทำราวกับว่าการได้พบฉันนั้นมันเหมือนความฝัน…คือความจริงหรือความฝัน แต่การปรากฏกายของเธอนั้นไม่ใช่ปาฏิหาริย์…ความจริงความฝันคุณยังแยกไม่ออก คุณขัดแย้งในตัวเองนะ”

“มีใครบ้างล่ะที่ไม่ขัดแย้งในตัวเอง คุณงั้นรึ?”

“ฉันคิดแต่ว่าฉันมีอิสระ ฉันชอบตั้งคำถามแต่ฉันจะไม่สงสัยมัน”

“แล้วคุณจะได้คำตอบได้ยังไง”

“ฉันจะไม่คาดหวังจะต้องได้คำตอบในทุก ๆ เรื่อง มันจำเป็นนักหรือว่าทุกเรื่องจะต้องมีคำตอบ”

“นั่นเป็นเพราะคุณหามันไม่เจอ คุณถึงได้คิดแบบนั้น”

“ก็ในเมื่อหาไม่เจอจะดันทุรังหาไปทำไม”

เธอเปิดเบียร์ยื่นให้ผม ผมดื่มเข้าไปอึกใหญ่ อยากมึนหัวมากกว่าที่กำลังมึนงงกับคำพูดของเธอ

เหมือนราตรีจะบอกว่าเธอมีชีวิตอยู่กับความจริง ส่วนผมมีชีวิตอยู่กับความฝัน

“สิ่งที่คุณคิดว่ารู้นั่นรู้นี่มันก็แค่มายาคติ ความจริงคือมันไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไร ไม่มี  อย่างคุณอาจคิดว่าตัวคุณนั้นมีอิสระ แท้ที่จริงคุณกำลังถูกพันธนาการด้วยความคิดว่าคุณมีอิสระ”

“งั้นคุณก็ถูกพันธนาการด้วยสิ”

“หึ ฉันมีอิสระ ไม่ใช่ฉัน อยากมีอิสระ”

ผมแค่นหัวเราะกับความคิดคำพูดนั้น

“อิสระ อิสระคือการหลุดพ้นจากเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างงั้นหรือ ผมเข้าใจถูกไหม”

ราตรีจุดบุหรี่ สีหน้าเอาจริงเอาจัง

“คุณเคยบ้างมั้ย ในชีวิตของคุณเคยทำอะไรอย่างไร้เงื่อนไขสักครั้งมั้ย”

ผมจุดบุหรี่บ้าง เสียงแห่งความเงียบเข้าโอบล้อม ควันสีเทาม้วนตัวปกคลุมอยู่รอบกาย

“ครั้งหนึ่ง วันนั้นไม่มีเวลา ไม่มีอดีตไม่มีอนาคต มีแต่สิ่งที่เป็นอยู่ตรงหน้า ผมนั่งดูท้องทะเลโดยไม่รู้สึกว่ามันเป็นทะเล นอนดูท้องฟ้าโดยที่ไม่รู้สึกว่ามันเป็นท้องฟ้า ในหัวของผมไม่มีอะไร ไม่ได้คิดอะไร รอบกายผมคล้ายไม่มีการเคลื่อนไหว มีเพียงผมเท่านั้นที่เคลื่อนไหว มีเพียงลมหายใจเข้าลมหายใจออก ผมรู้สึกถึงความสงบ สงบกับการที่ไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น เหมือนจับเอาทุกอย่างโยนทิ้งไป มันเบามันโล่ง รู้สึกถึงพลังบางอย่างเข้ามาทดแทน เป็นแรงขับดันให้ชีวิตเคลื่อนเดินหน้าต่อไปได้”

“คุณได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ชีวิตคนเรามันควรจะเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่แบ่งแยกแตกตัวออกมาจากมัน แต่ถึงจะพยายามแยกแตกตัวออกมาได้สุดท้ายก็ต้องกลับไปเป็นหนึ่งเดียวกับมันอยู่ดี แตกสลายรวมเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือความจริงแห่งชีวิต ความเพ้อฝันคือการพยายามแยกแตกตัวออกจากความจริง”

“ผมว่ามันไม่ถูกไปทั้งหมด บางครั้งความเพ้อฝันก็เป็นเครื่องมือหนึ่งในการเยียวยาชีวิต มีข้อแม้ว่าต้องไม่เพริดไปกับมัน”

“ต้องไม่ทิ้งฐานของความจริง”

“มันเป็นอิสระอย่างหนึ่งของมนุษย์ เรามีอิสระที่จะคิด ที่จะฝันต่าง ๆ นานา แต่นั่นมันยังไม่ใช่อิสระจริง ๆ อย่างที่คุณว่าใช่ไหม คือมันยังมีเงื่อนไขที่ทำให้เราอยากเป็นอิสระ”

ผมและราตรีสบตาประสานกัน ต่างคนต่างกระโจนเข้าไปค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่ตกตะกอนอยู่ในก้นบึ้ง

“ฉันรักคุณ เรไรก็รักคุณ แต่ความรักของเราไม่เหมือนกัน”

ราตรีโน้มตัวเข้าหาผม ริมฝีปากสัมผัสริมฝีปาก ลิ้นสัมผัสลิ้น ผมแน่ใจแล้วว่ารสหวานที่ลอดเข้าไปสัมผัสลิ้นตัวเองนั้นเป็นของเหลวที่เกิดจากร่างกายของเธอ

ราตรีผละออกจากอ้อมแขน

“ราตรีสวัสดิ์”

 

๑๕๑๙  ก.ย. ๕๓

 

๒๕. กันยายน 28, 2010

Filed under: ไม่มีหมวดหมู่ — ประทีป จิตติ @ 01:03

๒๕.

 

ผมรู้สึกร้อนและเหนียวตัว สะบัดผ้าห่มออก ลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียง เสื้อเปียกชุ่มเหงื่อ คงเป็นเหงื่ออันเกิดจากการกินยาแก้ไข้  คอแห้ง ในห้องนี้ไม่มีน้ำกิน ผมโทษตัวเอง จริงแล้วน่าจะหยิบติดมือขึ้นมาสักขวด มองไปที่โต๊ะหัวเตียงมีกระป๋องเบียร์ ลองเขย่าดู มันยังไม่หมด คงดื่มได้สักหนึ่งอึก แต่ก็นั่นแหละ เบียร์ไม่ใช่น้ำ ซ้ำยังเป็นเบียร์จืดชืด รสขมปร่าเพราะไร้ความเย็น  ไม่เป็นไร ห้องน้ำอยู่เพียงแค่เปิดประตูห้องออกไป น้ำประปาจากก๊อกคงช่วยบรรเทาอาการคอแห้งแทบจะเป็นผงนี้ได้บ้าง

                ลงจากเตียง บิดตัวไล่ความเมื่อยขบ ความหนาวความปวดเจ็บตามข้อกระดูกไม่หลงเหลืออยู่ แต่ผมยังไม่แน่ใจนักหรอกว่ามันจะหายไปแล้วไปลับ บางทีเมื่อหมดฤทธิ์ยามันจะหวนกลับมาอีก  เปิดประตูแผ่วเบา เดินไปสักสองสามก้าวก็ถึงห้องน้ำ ด้านหน้ามีอ่างล้างหน้าแบบแขวน เปิดก๊อก มือรองน้ำลูบหน้า แขน แล้วรองดื่ม รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันใด ตาสว่าง หายง่วงงุน  กี่โมงแล้วก็ไม่รู้ แต่ช่างเถอะ จะสนใจใส่ใจกับเวลาทำไม ในเมื่อรู้ไปก็หาได้มีประโยชน์อันใด ความอยากรู้เวลานี้นั้นเป็นความเคยชิน คนเมืองอย่างผมชอบดูเวลาแต่ไม่เคยใส่ใจกับมัน ดูแล้วเห็นแล้วก็จบกันไป

                เข้าห้องน้ำ ปลดทุกข์เบา แวบนั้นคิดถึงราตรีกับฮานา สองคนนั้นเป็นยังไง กลับมาหรือยัง เดี๋ยวจะย่องไปที่หน้าห้องของเธอ พลันเกิดความคิดแย้ง ถ้ารู้ว่าเธอกลับมาแล้วจะเป็นอย่างไร  ก็ไม่อะไร เพียงแค่ได้รู้ว่าเธอกลับมา  ไม่จริงหรอก มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น  ผมนิ่ง,  ใช่ ผมต้องการให้ตัวเองรู้ว่าผิดหวัง ผิดหวังที่ไม่ได้นอนกับเธอ ก็มันช่วยไม่ได้นี่ เพราะเมื่อตัดสินใจเดินทางมากับเธอ เธอไม่ได้บอกว่าจะมีใครอื่นอีกนอกจากผมและเธอ  ผมยังอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่า บางทีเธออาจเดินเข้ามานอนกับผมกลางดึกบ้างก็เป็นได้ แต่นี่เวลามันก็ผ่านมาตั้งค่อนคืนแล้ว ความหวังในความปรารถนาของผมยังไม่บังเกิดขึ้น หากรู้ว่าเธอกลับมาแล้ว นอนแล้วความปรารถนาของผมจะได้สิ้นสุด ไม่ต้องคิดเพ้อฝันรอคอย  เสียงที่คอยแย้งคิดหัวเราะหึหึ ก็เท่านั้นเอง คนเราถ้ารู้จักตัวเอง รู้เท่าทันใจตนเองเสียบ้างก็คงไม่หลงทาง หรือคิดอะไรนอกลู่นอกทางเฉไปเฉมาจนหลงลืมความตั้งใจดั้งเดิม

            เหมือนเป็นคำแย้งคิดที่ดี ทว่าผมกลับไม่ได้คิดตามเสียงแห่งความคิดนั้นเลย

 

 

ผมเปิดและปิดประตูลงกลอนแผ่วเบา ล้มตัวลงบนเตียง กระซิกกระซี้หยอกเย้าของราตรีและฮานายังคงก้องกังวานอยู่ในหัว

                แสงไฟจากโคมตั้งโต๊ะสลัวรางเล็ดลอดออกมาจากห้องของราตรี ผมเดินลงปลายเท้าไปหยุดที่หน้าห้อง คิดว่าหูฟาดสมองฟั่นเฟือนด้วยความปรารถนากามราคะต่อราตรีจึงได้ยินเสียงกระสันสังวาส ต่อเมื่อตั้งสติตั้งใจฟังเสียงนั้นจึงรู้ว่านั่นคือความจริง ผมรู้สึกตื่นเต้น อวัยวะบริเวณเป้ากางเกงตื่นตัว แต่เพียงชั่ววินาทีก็บังเกิดความผิดหวัง ความคิดแล่นขึ้นมา แท้จริงแล้วราตรีไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งกับผมเลยหรือ เธอเป็นเพียงผู้หญิงใจง่าย รักสนุกแค่นั้นหรือ ผมอาจจะเคยคิดว่าเธอคงมีเพื่อนชายที่คบหาอยู่บ้าง แต่แทบไม่คิดเลยว่าเธอจะคบกับเพื่อนหญิงซึ่งเป็นเพศเดียวกันกับเธอ  เสียงหัวเราะ เสียงหายใจติดขัด เสียงหอบโหยโรยแรงสลับกันไปมา บางช่วงกระแสเสียงบ่งบอกความพอใจ บางครั้งเสียงหอบหายใจติดขัดเหมือนจะสำลักความสุขแล้วแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะระริกระรี้เริงร่ารื่นเริง  ชื่อของผมออกจากปากของฮานา คำว่าสัญญา ๆ จากปากของราตรี ผมอยากรู้เหลือว่าเธอสองคนนั้นพูดถึงผมทำไม อย่างไร ในแง่ไหน…

                ภาพราตรีและฮานานอนเปลือยกายกอดก่ายกันไปมา มือไม้ของสองสาวป่ายไปมาบนเรือนร่างของแต่ละคนปรากฏขึ้นในทันทีที่ผมหลับตา บ้าชะมัด ผมรู้ผมเห็นอย่างนั้นได้อย่างไรทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เห็น

                เสียงกรีดร้องถึงความสุขสุดยอดในการเสพสังวาสกระทบโสตประสาท

หาใช่เสียงที่เกิดจากจินตภาพในห้วงคำนึง

ราตรีกำลังเคลื่อนพ้นผ่าน อรุณรุ่งกำลังจะเข้ามาแทนที่

ผมตัดสินใจกลับกรุงเทพ ไม่ได้โกรธเกลียดราตรี ผมเพียงแต่รู้สึกว่าไม่ควรอยู่ที่นี่ต่อไป เพราะอะไร มันผิดจากความตั้งใจของผมเกินไป ทุกสิ่งที่เห็นอยู่เหนือความคาดการณ์ ผมรับไม่ได้ เหมือนผมเป็นตัวบ้าอะไรตัวหนึ่งที่เข้ามาเป็นส่วนเกิน ส่วนลึกแล้วผมต้องการเป็นหนึ่ง ไม่ใช่เป็นสองรองจากใคร และเพื่อไม่ให้เป็นรองผมว่าทางเลือกที่ดีคือการจากลา  ทำไมถึงไม่คิดแย่งช่วงชิง เสียงในหัวร้องถาม ไม่จำเป็น ผมไม่ชอบต่อสู้แย่งชิงอะไรกับใคร ใครอยากได้ก็แย่งไป  ของดีใครก็อยากได้ไม่แปลกที่จะต้องแก่งแย่งแข่งขันกัน ของไม่ดีน่ะสิจึงไม่มีใครแย่ง เสียงในหัวยังแย้งอีก  ผมเถียง ไม่จริงเสมอไปหรอก ของดีจริง ๆ บางครั้งคนเราก็มองไม่เห็น ของสวยของงามไม่ได้หมายความว่าของนั้นจะดีเสมอไป ไม่มีสิ่งใดที่ไร้ที่ติในโลกนี้ และนั่นหมายรวมถึงตัวผมด้วยไม่มีละเว้น

ผมไม่ปล่อยให้เสียงในหัวได้แย้งสิ่งใดอีก ลุกจากเตียงเก็บข้าวของลงเป้  แต่บ้าฉิบ! ผมไม่ได้หยิบสมุดบันทึกขึ้นมาด้วย 

ลงจากห้องลงไปที่โต๊ะริมสระน้ำ

บนโต๊ะนั้นว่างเปล่า

๗ ก.ย. ๕๓

 

๒๔. กันยายน 19, 2010

Filed under: ไม่มีหมวดหมู่ — ประทีป จิตติ @ 12:13

๒๔.

 

รอบกายมีแต่ความเงียบ เมื่อคล้อยหลังคุณป้าแม่บ้าน  ผมยังนั่งอยู่ที่เดิม นั่งนิ่ง ๆ บางขณะในหัวแทบไม่ได้คิดอะไรทั้งสิ้น เมื่อรู้สึกตัวผมก็คิดถึงอาการเช่นว่านี้ต่อหน้าเรไรในคืนนั้นคืนวันฝนตก ตรงหน้ามีสรรพสิ่งเคลื่อนไหวมากมาย ทว่าผมกลับไม่เห็นสิ่งใด เหมือนทุกสิ่งหยุดนิ่ง จนเมื่อเรไรเอื้อนเอื่อยภวังค์ของผมจึงปลาสนาการ

                ผมหยิบเบียร์ ปิดไฟ ออกมานั่งริมสระน้ำ มีเพียงแสงไฟเหลืองนวลหน้าประตูทางเข้าสว่างลางเรือน ผมคิดถึงเทียนสักเล่ม หรือตะเกียงสักดวง แสงเพียงริบหรี่จากของสองสิ่งอาจเรียกหรือสร้างแรงบันดาลใจและจินตนาการได้อย่างดี, พลันผมคิดถึงคำถามของเรไรที่ว่า ทำไมชอบอยู่ในที่มืดที่สลัว เวลาเย็นย่ำค่ำมืดที่พักของผมไม่เคยสว่างด้วยแสงไฟสีขาว หากไม่ใช่แสงจากโคมตั้งโต๊ะก็มักจะเป็นแสงจากหลอดสีเหลืองนวล  ผมตอบเธอไปว่า ในความมืดมักมีอะไรต่ออะไรให้เราค้นหาอยู่เสมอ การค้นหาที่ว่าคือการครุ่นคิดถึงสิ่งที่เราต้องการสร้างหรือหาคำตอบ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องชีวิต หรือแม้กระทั่งความเป็นไปของสรรพสิ่งรอบกายเช่นสังคมที่แวดล้อมตัวเรา หรือบางครั้งความมืดอาจทำให้เราไม่ต้องคิดเห็นอะไรเลย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ดี เมื่อไม่คิดก็บังเกิดความสงบ ความสงบที่บังเกิดขึ้นจะก่อให้เกิดพลังกับเรา เพื่อที่จะมีแรงกายแรงใจดำเนินชีวิตโลกยุ่ง ๆ เหยิง ๆ ต่อไป สำหรับเรื่องงาน ความสงบบางครั้งก็ทำให้เราเห็นแสงสว่าง เกิดความคิดต่าง ๆ ได้ต่อยอดในการทำงาน  เรไรไม่ค้านในสิ่งที่ผมอรรถาธิบาย เพียงแต่ยิ้มรับ มีเท่านั้น ยิ้มของเรไรแทนคำตอบว่าเข้าใจ คนอย่างเรไร หากไม่เห็นด้วยหรืออยากจะเสนอแนะสิ่งใดเธอจะทำทันที อย่างนุ่มนวลและถนอมน้ำใจ…

                ทำไมผมจึงคิดถึงเรไรขึ้นได้ คิดถึงเรไรอีกแล้ว เป็นครั้งที่เท่าไหร่ของวันนี้ สองหรือสาม สามหรือสี่… เป็นเพราะความเงียบ ความมืดอย่างนั้นหรือ หรือว่าในส่วนลึกแล้วผมคิดถึงเธอตลอดเวลา แล้วราตรีล่ะ ใช่ ผมคิดถึงเธอเช่นกัน ทว่ามันเป็นคนละความรู้สึก คนละเหตุผล ผมเป็นห่วงเธอ ผมน้อยใจเธอ เป็นเพราะผมมากับเธอ และผมกำลังอาศัยอยู่ในบ้านของเธอ

                นั่นมันไม่ใช่ความคิดถึงห่วงหาอาทรอย่างที่มีต่อเรไรสักนิด

                ผมคิดว่าควรจะหาอะไรทำมากกว่าจะมานั่งคิดเรื่อยเปื่อย นอกจากเรไรกับราตรีแล้ว เชื่อว่ามันจะเตลิดไปอีกไกล  คิดถึงงานเขียน ใช่ ผมน่าจะใช้เวลานี้ขบคิดต่อไปว่าเรื่องราวที่คั่งค้างอยู่ต่อไปจะเป็นอย่างไร

 

 

เรื่องราวของราตรีค้างอยู่ตรงนี้ในหน้าสมุดบันทึก

เป็นวันที่สามที่ผมได้พบเธอในยามค่ำคืน พอรุ่งเช้าสายเธอก็จากไป ไม่ได้ให้ความหวังว่าจะกลับมาอีกเมื่อรัตติกาลมาเยือน ฉันไปนะ เธอบอกและโอบเอวผมจากด้านหลังขณะล้างจานชามอาหารมื้อเช้า…

                เหตุการณ์ผ่านมาอีกสองวัน ไม่นานเลย ผมต้องเค้นความทรงจำระหว่างผมกับเธอ ไม่ยากนัก เริ่มจากคืนก่อนที่พอรุ่งเช้าผมก็มาที่นี่ คือวันนี้ เริ่มจับจุดได้แล้วสมองก็โล่ง พร้อมจะเริ่มต้นการทำงาน จิบเบียร์กระป๋องใหม่ จุดบุหรี่ สร้างสมาธิ ภาพเบื้องหน้าแม้มีการเคลื่อนไหวน้อยนิดทว่าผมเห็นว่ามันนิ่ง ฟังเสียงความเงียบ คิดถึงตรงนี้พลันคิดถึงเพื่อนนักเขียนแดนระโนด เขาอาจแย้งว่า ความเงียบมันจะมีเสียงได้อย่างไรกัน ผมจะบอกเขาว่ามีสิ บอกอย่างมีเหตุผลไม่ใช่ตะแบง ไม่งั้นผมคงไม่กล้าบอกได้เต็มคำหรอกว่า ฟังเสียงความเงียบ

                ผมเคยอ่านบทความอะไรของใครจำไม่ได้แล้ว เขาเขียนถึงศิลปินเพลงคนหนึ่ง เขียนเพลงความเงียบ พอขึ้นบรรเลงมันกลับไม่มีเสียงจากเครื่องดนตรีใด ๆ เกือบสักสิบนาทีละมั้งที่เพลงนี้ดำเนินไป กระทั่งมีเสียงต่อว่า อย่างนี้มันไม่ง่ายไปหรือ กับการที่ไม่ได้ทำอะไรเลยแล้วบอกว่านี่คือบทเพลง เขาชี้แจงว่า ระหว่างที่ความเงียบบรรเลงมันจะมีเสียงต่าง ๆ รอบกาย เสียงขยับเขยื้อนตัว เสียงถอนหายใจ เสียงบ่นและอีกสารพัดสุดแท้แต่ใครจะได้ยินสิ่งใดบ้าง นั้นล่ะ คือบทเพลงความเงียบ  ผมอาจสรุปให้เขาฟังตามมความคิดของตัวเองว่า ในความเงียบ ไม่ได้มีความเงียบ อย่างเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของสุชาติ สวัสดิ์ศรี เรื่องความเงียบ ในความเงียบได้ยินเสียงวิทยุ เสียงคนคุยกันอะไรทำนองนี้ หากไม่ได้ยิน อย่างน้อยก็จะได้ยินเสียงของตัวเราเอง อื้อ ก็คงเหมือนกับผมในเวลานี้ ใช่ ผมได้ยินเสียงของตัวเอง รวมทั้งเสียงคำถามของเพื่อนนักเขียนคนนั้น  ถึงตรงนี้บังเกิดคำถามของตัวเองแทรกเข้ามา กับคนสมัยนี้ เขาได้ยินเสียงของตัวเองกันบ้างไหม? ทำไมถึงคิดถามอย่างนี้ ผมถามกลับ เพราะเราเห็นแทบเป็นความเคยชินเสียแล้วที่เห็นคนคุยกับคนอื่น ไม่ซึ่งหน้าก็ผ่านโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต ไม่รู้ ผมตอบ ตอบเพราะไม่รู้จริง ๆ ตอบเพราะไม่สามารถคิดแทนคนอื่นได้ เขาคงเหงา อยู่เงียบ ๆ คุยกับตัวเองไม่ได้ ไม่รู้ ไม่รู้ เลิกถามเสียที เสียงนั้นเลิกกวนใจ แต่ข้อสงสัยที่ว่าเพราะความเหงา คุยกับตัวเองไม่ได้นั้นทำให้ผมคิดถึงตัวเอง  ผมคุยกับตัวเองมากกว่าจะคุยกับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นการคุยแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ได้ประสบ ทั้งจากชีวิตจริงและจากการอ่าน เช่นนั้นเป็นเพราะผมเหงาหรือเปล่า?  ความเหงาคืออะไร? หากความเหงาหมายถึงอยู่เพียงลำพังโดดเดี่ยวโดยความสมัครใจของตนไม่ได้ คำตอบของผมไม่เป็นเช่นนั้น  ผมต้องการหลีกหนีจากผู้คนหรือเปล่า? นั่นก็ไม่ใช่อีก ถ้าเอาสองประเด็นนี้รวมกัน ผมว่าบางครั้งก็ต้องการความเป็นส่วนตัว ใช่ คนเราต้องมีโลกส่วนตัวกันบ้าง แล้วจะเป็นยังไง หากคนในสังคมนี้ไม่แยแสโลกส่วนตัว เราจะต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลาอย่างนั้นหรือ การเป็นสัตว์สังคมจะต้องอยู่รวมกันตลอดเวลาหรืออย่างไร อย่างนั้นผมขอเลือกเป็นสัตว์ป่าสัตว์โทนเสียดีกว่า พลันคิดถึงเพลงของมาโนช พุฒตาลที่ว่า อยากเป็นอย่างสัตว์โทน หิวก็กินเหนื่อยก็นอน เชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ ไม่เชื่อในสิ่งที่ไม่อยากเชื่อ แต่ก่อนจะเลือกเชื่อหรือไม่เชื่อก็ต้องผ่านกระบวนความคิดว่าสุดท้ายแล้วเราจะเลือกสิ่งใดสิ่งไหน

                บุหรี่หมดมวน เอาละ ถึงเวลาที่ผมต้องลงมือทำงานเสียที

                เสียงคลื่นซัดซาดชายฝั่งแว่วมาครืน ๆ นี่ละเสียงของความเงียบ เป็นความเงียบที่มีจังหวะจะโคน ยินแล้วเพลิดเพลินใจยิ่งนัก

 

              

ผมวางปากกา  เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ผมคิด จะว่านานก็นาน จะว่าไม่นานก็ว่าได้ ความรู้สึกในขณะที่เขียนเหมือนเวลารอบข้างหยุดนิ่ง ไม่ใช่แค่เวลารอบข้าง เหมือนโลกทั้งโลกหยุดนิ่ง มีเพียงผมเท่านั้นที่ขยับปลายนิ้วจารจดถ่ายทอดความในหัวลงสู่พื้นกระดาษ ถึงตอนนี้ผมอยากถามเพื่อนนักเขียนแดนระโนดว่าเขามีความรู้สึกเหมือนกันหรือไม่ในเวลาเขียนงาน ผมว่าเขาอาจเป็นเหมือนกัน รวมทั้งนักเขียนคนอื่น ๆ ด้วย  อย่างนักเขียนซีไรต์คนหนึ่ง เขาว่าสามารถเขียนงานได้ทุกสถานที่ ไม่จำเป็นต้องเป็นที่ที่เงียบ ในพื้นที่ผู้คนพลุกผล่านเขาก็สามารถเขียนได้ ผมไม่คิดหรอกว่าเขาพูดเกินจริงหรือโอ้อวดตนเอง เพราะผมเชื่อว่าในขณะที่ลงมือเขียนสมาธิของเขาจะพุ่งจดจ่อกับงาน โลกรอบตัวเหมือนถูกปิดสวิตช์ เหมือนกับการอ่านหนังสือบนรถเมล์ บางคนถามผมว่าอ่านรู้เรื่องหรือในสภาวะแวดล้อมอย่างนั้น ผมตอบว่ารู้เรื่อง เพียงเพราะใจผมจดจ่ออยู่กับหนังสือ ความวุ่นวายรอบข้างเป็นอย่างไรผมไม่ได้ให้ความสนใจ นั่นอาจเป็นเพราะข้อจำกัดต่าง ๆ บนรถเมล์ด้วยนั่นเอง หากไม่อ่านหนังสือจะมีทางเลือกไหนอีกนอกจากมองนั่นมองนี่ซึ่งมันเป็นฉากซ้ำ ๆ ซาก ๆ  หากไม่อ่านผมจะเลือกหลับตา พูดคุยกับตัวเอง หรือไม่ก็พยายามขบคิดคิดหาเรื่องราวจับมาเป็นงานเขียน  คิดไปแล้วนี่เป็นความสามารถวิเศษหรือเปล่า หรือเป็นเพียงความสามารถพิเศษ ที่เหมือนสามารถแยกตัวออกจากความวุ่นวายได้ในชั่วขณะหนึ่ง  ผมคิดว่านี่คือหนทางเริ่มต้นของการทำสมาธิ หากแต่ว่าเป็นการเริ่มต้นในทางโลก ด้วยความเข้าใจง่าย ๆ ต่อคำว่าสมาธิที่หลายคนมักเข้าใจไปว่า การนั่งสมาธินั้นเป็นหนึ่งในกระบวนการปฏิบัติธรรม อย่างท่านพุทธทาสได้ยกตัวอย่าง ในระหว่างการทำงานเราก็ได้ฝึกการทำสมาธิไปในตัว อย่างเรากำลังตอกตะปูหากไม่มีสมาธิเสียแล้วแทนที่ค้อนจะตอกถูกตะปูก็จะถูกนิ้วของเรา ฉะนั้นแล้วเราต่างทำสมาธิด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่เท่านั้นว่าเรากำลังทำ จริงแล้วหากเราตั้งสติ หมายถึงรู้ตัวว่ากำลังจะทำอะไรให้ได้ให้ดี สมาธิก็จะตามมา คือใจมันรู้ตัว รู้ตัวแล้วก็จดจ่อในสิ่งที่ทำ ผมอาจคิดผิดเพี้ยนไปก็ได้ แต่นั่นละ บอกแล้วว่าเป็นขั้นแรก ขั้นแรกที่อาจจะนำไปสู่ในขั้นที่สูงต่อไป จะได้หรือไม่ได้นั้นผมไม่ได้คาดหวัง หากเพียงทำได้ในขณะที่ยังคงดำรงชีวิตอยู่ในสังคมทำได้เท่านี้ผมว่ามันทำใจนั้นไม่ทุกข์มากไปกว่าเดิม ทำให้ผมอยู่ในสังคมนี้ได้มีความสุขมากกว่าก่อน ก่อนหน้าที่จิตใจอ่อนไหวโอนเอนไปกับสิ่งที่ได้ยินได้เห็นและประสบกับตนเอง

                สรรพสิ่งรอบข้างเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยตามสายลม กลิ่นดอกไม้ ดอกอะไรผมไม่รู้ ผมไม่เคยได้กลิ่นนี้ ผมคุ้นแต่กลิ่นของแก้วในห้องพัก ป่านนี้กลีบดอกคงร่วงหล่น เพื่ออีกไม่นานจะมีชุดใหม่เบิกบานส่งกลิ่นหอมอีกครั้ง เป็นอย่างนั้นสลับกันไป  เพียงความคิดถึง กลิ่นหอมอ่อน ๆ นั้นก็กลายเป็นกลิ่นของดอกแก้ว เหมือนวันที่เรไรอยู่ในอ้อมกอด…

                รู้สึกหนาว ครั่นเนื้อครั่นตัวขึ้นมาอีก

ผมปิดสมุดบันทึก รวบปากกา บุหรี่ ไฟแช็กไว้รวมกัน เก็บกระป๋องไปทิ้งถังในครัว กินยาแก้ไข้ที่คุณป้าแม่บ้านจัดไว้ให้ ปิดล็อคประตู ขึ้นบันไดกลับเข้าห้องนอน คิดถึงราตรีกับเพื่อนของเธอ ไปไหน ทำไมยังไม่กลับ กี่โมงแล้ว หยิบโทรศัพท์ เปิดเครื่อง เกือบตีหนึ่ง หรือเธอจะกลับเมื่อได้เวลาหนึ่งนาฬิกา เหมือนที่เธอเคยปรากฏที่ห้องพัก เครื่องโทรศัพท์สั่น ผมตกใจ ที่หน้าจอบอกว่ามีข้อความยังไม่ได้เปิดอ่าน เปิดแล้วพบว่าเรไรพยายามติดต่อผมสองครั้งเมื่อตอนบ่ายสองและสองทุ่ม ผมรีบปิดเครื่อง ยัดมันไว้ใต้หมอน สอดตัวเข้าผ้าห่ม นอนขดตัวด้วยความหนาวสั่น คิดถึงแม่ คิดถึงพ่อ คิดถึงย่า ความเจ็บป่วยทำให้เราคิดถึงคนที่รักเราอย่างโหยหาอย่างนั้นหรือ  เรไร ผมคิดถึงวันที่เรไรนั่งเฝ้าพยาบาลชวนคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้

ถ้าให้เลือกได้ตอนนี้ผมอยากซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม

แล้วคิดอ้อนอ้อนเธอต่าง ๆ นานา

ทว่าตอนนี้หนาว หนาวเหลือเกิน..  

๑, ๒ ก.ย. ๕๓

 

 

 

 

 

วิกฤตการเมืองการปกครองสมัยใหม่ : บทเรียนจากอังกฤษต่อกรณีพฤษภาคม ๒๕๕๓ กันยายน 7, 2010

Filed under: บทความคัดสรรค์ — ประทีป จิตติ @ 19:10

วิกฤตการเมืองการปกครองสมัยใหม่ : บทเรียนจากอังกฤษต่อกรณีพฤษภาคม ๒๕๕๓

มติชนสุดสัปดาห์ ๓-๙ ก.ย. ๕๓ ฉบับที่ ๑๕๖๘

 

 

จากการพิพากษาตัดศีรษะพระเจ้าชาร์ลที่ ๑ ทำให้สังคมยุโรปมองอังกฤษเป็นชาตินอกกฎหมาย และต่างพากันคว่ำบาตร และไม่ยอมรับในการปฏิวัติที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น

ในขณะที่คนส่วนใหญ่ของอังกฤษยอมรับ “รัฐอังกฤษใหม่” แทนราชอาณาจักรที่จบลงไปและยอมรับผู้อารักขาหรือรัฐบาลใหม่ด้วยความจำใจ

ตามแนวคิดทางการเมืองของ Thomas Hobbes ที่ปรากฏในงานเขียน Leviathan เขาเขียนขึ้นในช่วงสงครามกลางเมืองของอังกฤษนี้เอง

ประเด็นสำคัญประการหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ของฮอบส์ คือ การชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการมีสันติภาพ และสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อการปกครองมีอำนาจสมบูรณ์เด็ดขาด

และหากต้องเลือกระหว่างการมีอิสรภาพภายใต้สภาวะอนาธิปไตยหรือสงครามกลางเมืองกับการอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการแต่มีสันติภาพความสงบเรียบร้อยแล้ว ฮอบส์ชี้ว่า ภายใต้หลักจิตวิทยาของมนุษย์ปรกติทั่วไปย่อมจะต้องเลือกอย่างหลังเพื่อรักษาชีวิตให้รอดและเพื่อความมั่นคงปลอดภัยในการดำเนินชีวิต

หากนำหลักคิดและการปฏิวัติอังกฤษมาเป็นกรอบในการทำความเข้าใจการเมืองไทย เราก็จะพบว่า มีการใช้หลักจิตวิทยาดังกล่าวนี้ในการหาทางออกจากวิกฤตการเมืองไทยอยู่เนือง ๆ

ยกตัวอย่างของการชุมนุมของพี่น้องเสื้อแดง ระหว่างเดือนมีนาคม- พฤษภาคม ๒๕๕๓…

เมื่อแกนนำนำพี่น้องเสื้อแดงไปชุมนุมปักหลักที่ราชประสงค์นานวันเข้า ก็เริ่มมีเสียงไม่พอใจออกมาจากลุ่มธุรกิจต่าง ๆ และเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการเด็ดขาดเข้าดำเนินการ

เมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็เริ่มมีกระแสออกมาว่าให้ทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ยุติความสับสนวุ่นวายที่ทำให้ไม่สามารถหาความแน่นอนในการประกอบธุรกิจ

และเมื่อถึงจุดหนึ่งการใช้กำลังเข้ากระชับพื้นที่กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนในกรุงเทพฯ ยอมรับไปโดยปริยาย และก็มีการสูญเสียเกิดขึ้นตามมา แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็ยังยอมรับได้ตราบเท่าที่สามารถนำสังคมกลับไปสู่ภาวะปรกติ

รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙…

ถ้านับย้อนไปดูรัฐประหารหลาย ๆ ครั้งที่เกิดขึ้น ก็มักอ้าง “ความสงบเรียบร้อย” เป็นสำคัญ และประชาชนส่วนใหญ่ก็ถูกโฆษณาชวนเชื่อให้เกิดความกลัวต่อสภาวะอนาธิปไตยอยู่หลายครั้ง ถ้าครั้งไหนประชาชนเชื่อ รัฐประหารครั้งนั้นก็ได้รับการยอมรับ แม้ว่าคนจำนวนหนึ่งจะไม่ชอบการทำรัฐประหารก็ตาม

แต่ก็มีคนอีกจำนวนหนึ่งที่อ่อนไหวมากต่อความสับสนวุ่นวายทางการเมือง และคนพวกนี้ก็มักจะเรียกร้องการใช้อำนาจนอกระบบเข้าแก้ไขวิกฤตการเมืองตั้งแต่เนิ่น ๆ

สิ่งที่นักรัฐศาสตร์ต้องสืบค้นตรวจสอบอย่างจริงจังก็คือ สภาวะอนาธิปไตยที่ว่านั้น มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นจริงแค่ไหน หรือจริง ๆ แล้ว มันเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเท่านั้น สงครามกลางเมืองของอังกฤษที่เริ่มขึ้นในค.ศ.๑๖๔๒ และฉากแรกของมันได้จบลงในปีค.ศ.๑๖๔๙ นั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

ผู้คนในอังกฤษจึงไม่ปฏิเสธอำนาจใหม่ที่เกิดขึ้นในมือของ โอลิเวอร์ ครอมแวล ผู้นำฝ่ายล้มเจ้า แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ยินดีปรีดากับผู้ปกครองคนใหม่นี้ก็ตาม แต่ถ้าคิดคำนวณบวกลบคูณหารแล้ว ก็ย่อมจะดีกว่าปล่อยชีวิตของพวกเขาอยู่ในสภาพที่ “โดดเดี่ยว ยากแค้นลำเค็ญ น่ารังเกียจ โหดร้ายป่าเถื่อนและเสี่ยงกับควมตายอยู่ตลอดเวลา”

ความอ่อนไหวทางจิตวิทยาของผู้คนดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้ย่อมส่งผลต่อการนิยมใช้กำลังอำนาจนอกระบบเข้าแก้ไขวิกฤตความสับสนวุ่นวาย และหากผู้คนในสังคมมีสภาพจิตอย่างว่า ก็เข้าข่ายว่า พวกเขาเหล่านั้นมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่เอื้อให้มีการแก้ไขวิกฤตปัญหาตามครรลองของประชาธิปไตย

ความอ่อนไหวที่ว่านี้ก็คือ เกิดความกลัวเร็วไป และการเกิดความกลัวเร็วไปก็ทำให้ขาดความเชื่อมั่นในการแก้ไขด้วยกลไกภายในระบบประชาธิปไตยเอง

การเกิดความกลัวเร็วไป เกิดจากการอ่อนไหวต่อการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายที่ต้องการใช้อำนาจนอกระบบเข้าแก้ไขปัญหา หรือไม่ การเกิดความกลัวเร็วไปนี้เองที่เป็นตัวเร่งให้มีการใช้อำนาจนอกระบบ

แต่แน่นอนว่า เมื่อถึงที่สุดแล้ว หากจะเกิดการนองเลือดหรือสภาวะสงครามกลางเมืองเข้าจริง ๆ ไม่ว่าคนในวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไหนก็ย่อมหนีไม่พ้นสภาวะทางจิตวิทยาดังกล่าว นั่นคือเลือกที่จะสงบโดยเร็วโดยถึงแม้ว่าจะต้องยอมแลกกับสภาวะเผด็จการก็ตาม

นอกเสียจากว่า ความสงบที่ได้มานั้นทำให้คนกลุ่มหนึ่งสามารถมีชีวิตอยู่รอดทำมาหากินได้เป็นปรกติตามเดิม แต่สำหรับคนบางกลุ่มนั้นไม่ได้ทำให้เขามีอาหารกิน มีชีวิตอยู่รอดเหมือนพวกแรก แน่นอนว่า พวกเขาจะยอมเดินหน้าเข้าสู่สภาวะอันสุ่มเสี่ยงต่อสงครามกลางเมือง เพราะถ้ายอมต่อไปก็อดตายอยู่ดี สู้เสี่ยงเดินหน้าไป อาจทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น

ฝ่ายที่ต้องการสร้างสถานะทางการเมืองของตนให้ชอบธรรม

ฝ่ายที่ต้องการสร้างสถานะทางการเมืองของตนให้ชอบธรรมและเป็นที่ยอมรับของคนในสังคมภายใต้สภาวะที่สังคมนั้นกำลังมีวิกฤตความขัดแย้งทางการเมือง มีการชุมนุมประท้วง ก็อาจเร่งให้สถานการณ์สุกงอม เข้าสู่สงครามกลางเมืองโดยเร็ว เพื่อฝ่ายตนจะได้เข้ามาเป็นพระเอกยุติสภาวะอันไม่พึงปรารถนานั้น

อย่างในกรณีเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ นั้นจะพบว่า ในวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๓ ได้มีนักการเมืองคนหนึ่งได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนองตนต้องการทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และกล่าวถึงแผนผังล้มเจ้าที่ทางการได้นำออกมาเผยแพร่…

ในที่สุด สงครามกลางเมืองย่อย ๆ ก็ได้เกิดขึ้น แต่ที่ไม่ขยายวงไปมากกว่านั้น ก็เพราะโชคดีที่มันไม่ถึงจุดที่ประชาชนรู้สึกว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถเดินเรื่องให้จบและเร็ว แต่ถ้าพวกเขาคิดว่า มันเป็นหน้าที่ของพวกเขาต้องออกมาถวายความจงรักภักดีต่อสภาบันโดยที่ต้องออกมาจัดการด้วยตัวพวกเขาเองแล้ว เมื่อนั้นสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ก็จะถือกำเนิดขึ้น และเมื่อนั้นเรื่องมันคงเป็นไปตามแผนของนักการเมืองผู้นี้ไปแล้ว

และเมื่อสงครามกลางเมืองยืดเยื้อ ใครก็ตามที่มายุติมันลงได้ ผู้นั้นก็เข้าข่าย dues ex machine และสังคมก็จะกลับเข้าสู่ความสงบเรียบร้อยสันติอีกครั้งหนึ่ง

แต่สันติภาพที่ว่านี้ ไม่ได้มาจากฝีมือของผู้คนในสังคมเอง เท่ากับเป็น “สันติภาพเทพประทาน” •

 

๒๓. กันยายน 3, 2010

Filed under: ไม่มีหมวดหมู่ — ประทีป จิตติ @ 16:17

๒๓.

 

โจ๊กสำเร็จรูปรสชาติอร่อยกว่าที่ผมคิด อาจเป็นด้วยความหิวหรือไม่ก็ห่างหายจากการกินอาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ ไปนาน หรือไม่อาจเป็นเพราะความเอื้ออาอารีของคุณป้าแม่บ้านที่อาบซึมแผ่ซ่านเข้าไปด้วย, อย่างไรก็ตามผมคิดว่าน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่าอื่นใด แม้จะเป็นการคิดเข้าข้างตัวเองมากไปก็ตามที

                “ยังร้อนมากอยู่นะคุณ ป้าไม่ค่อยชอบหรอกไอ้โจ๊กอย่างนี้ มันร้อนจี๋เกินไป หากคนไม่ดีไม่ทั่วมันก็จับเป็นก้อน แล้วไอ้ที่เป็นก้อนนั่นมันก็ไม่สุกเสียด้วย”

                “บางคนเขาก็ชอบนะครับ อย่างว่าของสำเร็จรูปเอารวดเร็วเข้าไว้ก่อน รีบกินแล้วรีบไปทำอะไรต่ออะไรต่อ”

                “คนกรุงเทพเขากินอยู่กันอย่างนี้หรือคุณ แล้วจะรู้จักรสชาติที่แท้จริงของอาหารได้ยังไง”

                “ส่วนมากเป็นยังงั้นละครับ” ผมคุยไปพลางคนโจ๊กในถ้วยกระดาษไป

                “แล้วคุณล่ะ”

“ส่วนใหญ่ผมจะทำกินเอง”

                “ดีค่ะ ลูกสาวป้าน่ะมันได้แต่ฝากท้องไว้กับร้านข้างถนน มันว่าห้องเช่าเขาไม่ให้ทำ ถึงทำได้ก็ไม่มีเวลาทำอยู่ดี สู้ซื้อเขาไม่ได้ ไม่รู้มันเอาเวลาไปทำอะไรหมด กับข้าวน่ะอย่างง่าย ๆ ก็ใช้เวลาทำไม่เท่าไหร่ เหมือนคนกรุงเทพนี่มีเวลาน้อยนะคะคุณ หมดไปกับงาน เรียน เดินทาง มันว่าวันหนึ่ง ๆ ใช้เวลาอยู่บนถนนสามสี่ชั่วโมง อย่างนั้นก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไมกัน”

                แม่บ้านรินน้ำส่งให้ผม

                “ลูกสาวป้าทำงานอะไรหรือครับ”

                “ยังค่ะยัง มันยังเรียนอยู่ กำลังจะจบตรี จบแล้วมันว่าจะต่อโทเลย แต่ป้าน่ะอยากให้มันทำงานก่อนแล้วส่งตัวเองเรียนอย่างคุณราตรี แต่มันว่าจบแค่ปริญญาตรีจะไปหางานอะไรทำ เดี๋ยวนี้จบตรีมันต่ำไปเสียแล้ว มันต้องจบโทจบเอก  ฮึ คิดกันอย่างนี้ซักวันคนจบเอกมันก็เกลื่อนเมืองซิคะคุณ แล้ววันนั้นจะต้องกระเสือกกระสนเรียนอะไรที่มันสูงกว่าปริญญาเอกอีกล่ะคะ”

                “ก็คงเรียนเอกอีกหลาย ๆ เอกมังครับ” ผมยิ้มให้แม่บ้าน นึกชอบใจความคิดของเธอ

                “มันไม่กลายเป็นว่าความรู้ท่วมหัวไปรึคะคุณ” เธอแค่นหัวเราะ “สมัยป้าเขาไม่เห็นบ้าเรียนกันขนาดนี้ จบม.ศ.๘  จบสายอาชีพก็ทำงานได้แล้ว นี่อะไร บอกว่าจบปริญญาตรียังต่ำ งั้นคนที่เขาจบต่ำกว่านั้นไม่ยิ่งต่ำกว่าหรือไงคะคุณ”

                “ก็คงยิ่งต่ำลงไปมังครับ”

                “บ๊ะ แล้วจะไปทำมาหาแดกอะไรกัน อุ๊ย ขอโทษนะคะ”

                “ป้าพูดตรงดี” ผมหัวเราะ “มันก็จริงอย่างที่คุณป้าพูด ผมเองก็เคยครุ่นคิดนะครับว่าไอ้ค่านิยมนี้มันเกิดขึ้นเอาตอนไหน หรือมันจะค่อย ๆ แทรกซึมจนแทบไม่รู้ตัว เพื่อนผมคนหนึ่งจบแค่ปวช.ทำงานได้แล้ว วันหนึ่งตกงานไปสมัครที่ใหม่เขาไม่รับวุฒินี้ แม้ว่าเขาจะมีประสบการณ์การทำงานเกือบสิบปีก็ยังเข้าทำไม่ได้ เขาว่าบริษัทมันกำหนดนโยบายมาอย่างนั้น ตำแหน่งงานของเพื่อนต้องจบระดับปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ สุดท้ายเขาก็ต้องกลับไปเรียนเพื่อเอากระดาษใบประกาศเท่านั้นเอง”

                “มันเป็นเพราะระบบ”

                “แต่ระบบมันก็เกิดจากคนล้อมกรอบสร้างมันขึ้นมา”

                “แล้วว่าไง คุณว่ามันเกิดจากอะไรก่อน หรือว่าจะเป็นปัญหาโลกแตกเหมือนไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันยังงั้น”

                “ถ้าไม่มองว่าบริษัทห้างร้านเกิดจากคน ผมว่าเป็นเพราะระบบนะครับ จะทำงานในตำแหน่งที่สูงก็ต้องจบสูงกว่าคนทั่วไป ตำแหน่งสูงเงินก็มาก นั่นคือแรงจูงใจ ทีนี้คนก็อยากได้เงินมาก ๆ จึงต้องขวนขวายเรียนจบให้สูง คิดเหมือนกันอย่างนี้มากเข้าจำนวนคนจบสูงมันก็มาก อย่างปริญญาตรีเดี๋ยวนี้กลายการศึกษาขั้นพื้นฐานไปโดยปริยาย แม้รัฐบาลจะไม่ได้บังคับก็ตาม”

                “แต่มันก็ดีไม่ใช่หรือคะคุณหากเราจะมีคนจบปริญญากันเยอะ ๆ”

                “น้ำเสียงของคุณป้าเหมือนไม่ได้ดีใจไปด้วยเลยนะครับ”

                “ก็ความจริงมันไม่เป็นอย่างนั้น คุณภาพของคนมันไม่ได้วัดกันที่ใบปริญญานี่คะคุณ ก็ไอ้พวกที่โกงบ้านกินเมืองนั่นน่ะมิใช่จบปริญญาหรอกรึ คนจบป.๔ หรือไม่ได้เรียนหนังสือมันจะเอาปัญญาที่ไหนไปคิดฉ้อฉลหลายซับหลายซ้อน โกงได้ก็ถูกคนจับได้ไล่ทันหมด”

                “แต่พวกนั้นถึงแม้เรารู้ว่าเขาโกงแต่เรากลับทำอะไรเขาไม่ได้ จับได้แต่ไล่ไม่ทัน ช่องโหว่ช่องว่างในระบบมันมากมายเหลือเกิน หัวหมอไงครับป้า ซิกแซกไปทางโน้นทีทางนี้”

                “คุณคุยสนุก คุยได้ไปเรื่อย เหมือนคุณราตรี”

                ผมเงียบเมื่อได้ยินชื่อราตรีเป็นครั้งที่สองจากคุณป้าแม่บ้าน นึกอยากถามเธอสุดสุดว่าคุณป้าเป็นอะไรกับราตรี หมายถึงญาติผู้ใหญ่ ไม่ใช่แค่สถานะลูกจ้าง แต่ตัดใจไม่ถาม ไม่ได้นึกถึงเรื่องมรรยาท แต่ต้องการให้เธอค่อย ๆ คลายมันออกมาเอง ด้วยการชวนคุยเรื่องต่าง ๆ อ้อมเข้าหาตัวราตรี แต่จะเป็นไปได้สักแค่ไหนผมเองไม่สามารถคาดการณ์กะเกณฑ์ได้ คงต้องปล่อยให้เป็นไปโดยธรรมชาติ ระหว่างนี้ผมเลือกที่จะเงียบ แสร้งกินโจ๊กไปพลาง ๆ

                “คุณเองก็จบปริญญาใช่ไหม คุณเรียนเพื่อต้องการแค่กระดาษใบเดียวอย่างว่าหรือเปล่า”

                เหมือนถูกตบหน้าจนเจ็บชา ผมเงียบ ไม่ตอบเธอโดยทันที ความคิดหาเหตุผลแล่นเข้ามา ความจริงคือเหตุผลที่ง่ายที่สุดในการตอบคำถามนี้

                “ผมเรียนเพราะต้องการได้ความรู้ เอาไปทำงาน กระดาษแผ่นนั้นถึงยังไงก็ต้องได้อยู่ดี มันสำคัญตรงที่ระหว่างที่เรียนเราเก็บเกี่ยวเอาความรู้ได้มากน้อยขนาดไหน งานที่ผมอยากทำระบบเขาต้องการคนจบปริญญา ผมก็ต้องทำตามระบบ แต่ก็นั่นละครับ มันไม่ได้หมายความคนจบระดับนี้มันจะต้องมีคุณภาพเท่ากัน มีทั้งคนที่เรียน และมีทั้งสักแต่ว่าเรียน กระดาษนั้นแค่การันตีว่าจบปริญญานะ แต่ไม่ได้รับรองว่าจะทำงานจริง ๆ ได้ ตัวอย่างก็อย่างที่ป้าว่านั่นแหละ เมื่อก่อนจบมศ.๘ ทำงานได้ เห็นมั้ย ไม่จบปริญญาก็ทำงานได้ คนไม่จบอะไรเลยก็สามารถทำงานได้ เป็นคนใช้แรงงานก็ถือว่าทำงาน”

                เธอหัวเราะ ผมหน้าเสีย ไม่รู้ว่าหัวเราะนั้นเพราะเย้ยหยันหรือชอบใจเห็นด้วย

                “คุณพูดคล้ายคุณราตรี”

                ราตรี… นี่เป็นราตรีครั้งที่สามโดยบังเอิญอีกแล้ว

                “งั้นป้าขอความเห็นคุณได้ไหมคะ”

                “ครับ”

                “ป้าจะทำยังไงกับลูกสาวป้าดี เรื่องเรียนต่อโทอะไรของมัน”

                “เขาน่าจะทำงานก่อน เพราะผมไม่เห็นความจำเป็นอะไรของเขาที่จะต้องเรียน นี่ผมหมายถึงผมไม่รู้รายละเอียดมากไปกว่าที่ป้าเล่ามา”

                “คุณราตรีก็ว่าเหมือนคุณ เอาล่ะ ป้าตัดสินใจได้แล้ว ป้าจะบอกมันว่า อยากจะเรียนก็เรียนไป แต่ต้องทำงานหาเงินส่งตัวเองเรียน ป้าไม่ส่งมันแล้ว”

                “ป้าน่าจะตัดสินใจเองมากกว่าจะเอาความคิดของผมตัดสินใจ”

                “วุ้ย คุณก็… ป้าคิดไว้อย่างนี้ก่อนจะถามคุณถามคุณราตรีแล้วล่ะค่ะ คนเราก็ยังงี้แหละ คำตอบมีไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ต้องการความเห็นคนอื่นว่าจะคิดเหมือนเราหรือเปล่าเท่านั้น”

                ผมเงียบอีก คิดตามคำพูดของเธอ จริงหรือที่คนเรามักเป็นอย่างที่เธอว่า ไม่จริงหรอก บ่อยครั้งไปที่คำตอบของผมต้องเปลี่ยนไปตามความเห็นที่จริงใจของเพื่อน และบ่อยครั้งเหมือนกันที่ผมดื้อดึง คิดทำตามความเห็นของตัวเอง ผลน่ะหรือ การทำตามความเห็นของตัวเองล้มหงายไม่เป็นท่า และนั่นยิ่งทำให้ผมเรียนรู้ว่า หากเรารับฟังเอาความคิดเห็นของคนอื่นมาใส่ใจคิดกับความคิดเห็นของตัวเองมันจะทำให้เรากระทำการต่าง ๆ ไปได้ตลอดรอดฝั่ง จริงแล้วในความหมายของคุณป้าแม่บ้านอาจจะเป็นเช่นนี้

                “หากผม หรือราตรีคิดไม่เหมือนป้าล่ะ จะทำตามความคิดเดิมมั้ย”

                “มันขึ้นอยู่กับว่า ความเห็นนั้นมีเหตุผลน่าคิดตามมากน้อยแค่ไหน และต้องไม่เผด็จการ บอกว่าป้าต้องทำอย่างที่ผมที่ฉันบอกนะ อย่างนั้นป้าจะทำตามความคิดของตัวเอง”

                “ไม่มีใครชอบการบังคับ เราต่างมีอิสรภาพของเรา โดยเฉพาะอิสรภาพทางความคิด”

                “คุณนี่ก็ พูดอะไรเหมือนคุณ”

                “ราตรี”

                “ไฮ้ คุณรู้ได้ยังไงว่าป้าจะพูดถึงคุณราตรี”

                “ผมได้ยินป้าว่าอะไรก็เหมือนคุณราตรี ๆ เหมือนป้านับถือเขามากมาย” ผมเงียบไปอึดใจ “ผมคิดถึงนิยายรัก ๆ ใคร่ ๆ นางเอกจะมีพี่เลี้ยงหรือแม่นมรักใคร่ทูนหัวเอามาก ๆ”

                “ทุกสิ่งในนิยายน่ะเอามาจากเรื่องจริงทั้งนั้นแหละคุณ มีแต่เรื่องนะที่แต่งที่สร้างกันขึ้นมา”

                “ไม่มีบ้างเลยหรือครับ ที่เรื่องเป็นเรื่องจริง อย่างฝรั่งยังมีนิยายประเภทเบสออนทรูสตอรี่”

                “แต่บางฉาก ตัวละครบางตัวก็ต้องปรับเปลี่ยนใช่ไหมล่ะคะ เนื้อเรื่องบางตอนก็อาจจะโลดโผนกว่า”

                ผมคิดถึงเรื่องที่ผมกำลังเขียน…หากจะเขียนตามความเป็นจริงที่ปรากฏ เมื่อไหร่งานเขียนเรื่องนี้จะจบ อาจจะเป็นเดือน เป็นปี หรือไม่มีวันจบลงได้ ทิ้งไว้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ หากผมอยากจะจบ ผมต้องหลอกตัวเองงั้นหรือ ผมจะก้าวผ่านความจริงได้หรือไม่กัน หรือผมควรจะทิ้งเรื่องนี้ไปเสีย เพราะว่าสิ่งที่เขียนมันคือเรื่องจริง

                ไม่, ผมจะลองดื้อดูสักครั้ง จะลองดูว่าผมจะเขียนเรื่องจริงให้เป็นนิยายได้หรือไม่  ใช่ นั่นคือคำตอบของผมที่เลือกแล้ว ผมจะไม่ฟังความเห็นของใครทั้งนั้น

                ว่าแต่ตัวละครสำคัญของผมตอนนี้เธอไปทำอะไรอยู่ที่ไหนกัน ทั้งราตรีและฮานา •

               

๑๙, ๓๑ ส.ค. ๕๓

 

๒๒. สิงหาคม 27, 2010

Filed under: ไม่มีหมวดหมู่ — ประทีป จิตติ @ 14:57

๒๒.

 

เรไรทรุดลงนั่งข้างฟูกนอน โปะผ้าขนหนูไว้ที่หน้าผากผม

            “กินยาแล้วนอนพัก กินน้ำมาก ๆ ไหนดูซิน้ำในขวดไม่ลดลงเลย ทำไมไม่กินน้ำมาก ๆ เล่าจ๊ะ มา ลุกขึ้นกินน้ำก่อน”

            ผมลุกขึ้นอย่างว่าง่าย

            “รู้ไหมว่าทำไมเรากินน้ำน้อย เพราะว่าเราขี้เกียจลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ น่ะ”

            “เหลวไหล ถ่ายเยอะ ๆ นั่นแหละเป็นการไล่ไข้ออกจากร่างกาย ภาณุไม่รู้หรือไง”

            “รู้”

            “รู้แต่ไม่ยักทำนะ  เอ้า กินอีกแก้วหนึ่ง”

            “เรจะไปร้านหรือยัง”

            “ทำไม รำคาญเรไรแล้วหรือ”

            ผมอยากอ้อนให้เรอยู่กับผม แต่รู้ว่าอย่างนั้นมันจะเป็นการเห็นแก่ตัวอย่างมาก ๆ

            “งั้นเรไปละนะ”

            ผมดึงมือเธอไว้ “เราอยากให้เรอยู่…”

            “ก็อยู่อยู่นี่ไง เดี๋ยวเย็น ๆ เรค่อยไปที่ร้าน”

            ผมมองตาของเธอ อยากบอกถึงสิ่งที่ต้องการแต่แล้วก็ตัดใจไม่พูดออกไป หลับตารอเวลาให้ยาออกฤทธ์ผมจะได้หลับ และตื่นขึ้นมาอีกครั้งด้วยความร้างไร้ร่างของเรไร

            “เรไรไม่ค่อยได้ยินภาณุพูดถึงแม่”

            “เรก็รู้นี่ว่าเราไม่ได้อยู่กับแม่ แม่เลิกกับพ่อตั้งแต่เรายังจำความไม่ได้”

            “แล้ว…”

            “อะไรหรือเร ถามมาเถอะเราอยากพูดถึงแม่บ้าง”

            “เรไรจะไม่ถามหรอกนะว่าเขาสองคนเลิกกันเพราะอะไร”

            “ถึงเรถามเราก็ไม่รู้ ต้องไปถามเขาสองคน”

            “ภาณุโกรธเขาไหมที่เลิกกัน”

            “ไม่ ไม่เคยเลยนะ แม่เคยอธิบายให้เราฟังว่าเพราะอะไร ถึงแม่ไม่พูดก็เถอะ เราก็ไม่โกรธอยู่ดี เพราะอะไรรู้ไหม เพราะเรารู้ว่าแม่รักเรา”

            “แม่มาหาภาณุบ่อยไหมจ๊ะ”

            “เราคิดว่าเคยพบแม่ไม่น่าจะเกินสิบครั้งนะ ประมาณนั้น จนแม่ตายนั่นแหละ วันสุดท้ายที่ได้พบแม่ เราสองคนพูดคุยกันอย่างเปิดอก ตอนนั้นเราอยู่ม.๓ นะ แม่เล่าให้ฟังหมดเลยว่าทำไมถึงเลิกกับพ่อ ก็เขาไปกันไม่ได้ ทั้งเรื่องความคิดและอารมณ์ของแต่ละคน คือว่า แม่กับพ่อตอนมีเราน่ะแม่อายุสิบเจ็ด พ่อยี่สิบ วัยรุ่นกันอยู่เลย แต่แม่ไม่พูดว่าพ่อเสีย ๆ หาย ๆ ให้เราฟังเลยนะ เขาว่าพ่อน่ะเป็นคนดี ให้เรารักพ่อมาก ๆ เขาสองคนก็ยังพบกัน พบอย่างคนเป็นเพื่อน ไม่ได้เกลียดกันอย่างบางคู่ทีเลิกกันแล้วหน้าก็ไม่อยากมองกัน”

            “ภาณุดีนะที่ไม่โกรธพ่อแม่”

            “เราไม่โกรธเพราะรู้ว่าเขาสองคนรักเราไงเร ไม่ได้ทอดทิ้งเรา แม้ว่าเราจะอยู่กับย่าพ่อก็กลับบ้านมาเกือบทุกอาทิตย์”

            “ภาณุไม่ได้อยู่กับพ่อหรือจ๊ะ”

            “พ่อต้องไปประจำต่างจังหวัดน่ะ คือถ้าไม่ไปยศมันก็ไม่ขึ้น จนพ่อได้จ่าสิบเอกนั่นแหละจึงย้ายกลับ แต่กลับมาแล้วเขาก็อยู่แฟลต ไม่ได้กลับมาอยู่ที่บ้าน”

            “แล้วแม่ล่ะ”

            “แม่ย้ายไปต่างจังหวัด ก็ตามสามีใหม่น่ะเร พอแม่ไปต่างจังหวัดก็ได้แต่เขียนจดหมายมา แต่…”

            “แต่อะไรจ๊ะ”

            “เราไม่เคยตอบแม่เลยสักฉบับ มันเป็นความเลินเล่อของชีวิตน่ะ เราไม่คิดว่าแม่จะคิดสั้น! นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เราเกลียดตัวเอง ทุกวันนี้ก็ยังเกลียด  แม่ว่าอย่าทำใจดำไม่ตอบจดหมายแม่  ใช่ เราใจดำจริง ๆ นะเร  หากแม่สามารถรับรู้ได้ เราจะบอกแม่ว่า ผมไม่ได้ใจดำ คืออย่างน้อยก็ไม่ได้คิดอย่างนั้น ที่ไม่ตอบเพราะคิดว่าเอาแต่ว่าเอาไว้ก่อน เอาไว้ก่อนเดี๋ยวค่อยตอบ ก็ใครจะรู้ล่ะว่าแม่จะคิดสั้น แม่เข้าใจไหมว่าผมไม่ได้ใจดำ!

            “แม่เข้าใจลูก”

            ผมลืมตามองเสียงตอบนั้น ไม่ใช่เรไรแต่เป็นแม่ แม่มานั่งอยู่ข้าง ๆ

            “แม่ แม่จริง ๆ ใช่ไหม แม่มาได้ยังไง”

            “แม่ควรจะถามเรามากกว่าว่ามัวมาทำอะไรอยู่ที่นี่ ทำไมไม่สนใจคนที่เขารักเราห่วงใยเรา”

            “ใครล่ะแม่ที่แม่ว่ารักผม”

            “ลูกตอบคำถามนี้เองได้ ไม่จำเป็นต้องให้แม่ตอบ”

            แม่ลุกขึ้น

            “แม่จะไปไหน อยู่กับผมให้นานกว่านี้ไม่ได้หรือ แม่จำได้ไหมว่าครั้งก่อนแม่ก็มาคุยกับผมอย่างนี้เดี๋ยวเดียว แล้วแม่ก็ไม่เคยมาอีกเลย กี่ปีแล้ว เกือบสิบปีแล้ว แม่จำได้ไหม แม่อย่าเพิ่งไป ผมไม่สบายนะแม่ แม่อย่าเพิ่งไป ขอร้อง แม่ ผมขอร้อง อย่าเพิ่งไป”

            “ลูกอยากให้แม่รู้ว่าลูกไม่ได้ใจดำ แม่ก็มาบอกแล้วว่าแม่เข้าใจ ต่อไปอย่าคิดโทษตัวเองอีก ทุกอย่างผ่านไปแล้ว จงอยู่กับปัจจุบันนะลูก”

            “แม่ แม่ แม่”

            ผมลืมตามองฝ่าความมืด ไม่นานนักจึงรู้ว่าตัวเองฝัน ภาพฝันนั้นเหมือนความจริงมิผิดเพี้ยน พยายามทบทวนเหตุการณ์ในฝันอย่างรวดเร็วก่อนที่จะลางเลือนไปเหมือนกับความฝันที่แล้ว ๆ มา  แม่ว่าอะไรนะ เข้าใจว่าผมไม่ได้ใจดำที่ไม่ตอบจดหมาย?  แม่ถามว่ามัวมาทำอะไรที่นี่?  ทั้งหมดนั้นมันเกิดจากจิตใต้สำนึกของผมเอง หรือว่ามันเป็นความจริงในความเป็นปาฏิหาริย์ ก่อนที่ผมจะคิดอะไรไปมากกว่านั้นเสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น

            “คุณราตรีบอกว่าคุณเป็นไข้ เป็นยังไงบ้างคะ ป้าได้ยินคุณเรียก…”

            “แม่ใช่ไหมครับ ผมเรียกแม่ ผมฝันถึงแม่น่ะครับ”

            “หิวไหมคะ มีโจ๊กสำเร็จรูป ป้าจะทำให้ แล้วค่อยกินยา”

            “ขอบคุณครับ เดี๋ยวผมจัดการเองดีกว่า”

            “ไม่เป็นไรคะ เดี๋ยวตามลงไปข้างล่างนะคะ”

          แม่บ้านไม่เปิดโอกาสให้ผมพูดอะไรต่อ หันหลังเดินจากไปทันที, มองไปยังห้องของราตรี มืดสนิท ไร้วี่แววสิ่งมีชีวิตอยู่ในห้องนั้น

 

๘ ส.ค. ๕๓  

           

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.