ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

The Reader ‘มากด้วยคำถาม’ เมษายน 19, 2009

Filed under: สวัสดีวันอาทิตย์© — ประทีป จิตติ @ 13:12
Tags: ,

The Reader

‘มากด้วยคำถาม’

สวัสดีวันอาทิตย์ ปีที่ ๔ อาทิตย์ที่ ๖

 

 

เอาล่ะเจ้าหนู ต่อไปนี้เรามาตั้งกฎใหม่ เธอจะต้องอ่านหนังสือให้ฉันฟังก่อน แล้วเราค่อยนอนด้วยกัน  ฮันนา ชมิดช์ สาวใหญ่วัย ๓๖ บอกไมเคิล เบิร์ก หนุ่มรุ่นกระทงวัย ๑๕

      เจ้าหนูไมเคิลของเรามีท่าทางสีหน้ายินดี และเต็มใจอ่านหนังสือให้เธอฟัง  อ่านและอ่านอย่างไม่รู้สึกเบื่อเลย ส่วนฮันนานั้นเล่าก็มีความสุขที่ได้รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้รับฟัง

      เรื่องราวดำเนินอยู่เช่นนั้น หนังไม่ฉายภาพให้เราเห็นสักครั้งเลยว่าฮันนาจะอ่านหนังสือเอง หรือเธออาจชอบที่จะให้คนอื่นอ่านให้ฟังมากกว่า

      หรือเป็นความชอบส่วนตัวอย่างหนึ่ง ที่ว่าต้องมีคนอ่านหนังสือให้เธอฟังก่อน เป็นการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศแบบหนึ่ง

      หรือจะอะไรสุดแต่ใจคนดูจะคิด, หนังต้องการตั้งคำถามให้กับคนดู จะใช่หรือไม่ใช่นั้นคำตอบยังไม่ปรากฏในตอนนี้  นั่นล่ะ เราจึงสมควรดูต่อไป หากอยากรู้ว่า ทำไม

      ตรงนี้เป็นปมหนึ่ง ปมที่ว่าทำไมเธอไม่อ่านเอง ได้แต่มอบหมายให้เจ้าหนูไมเคิลทำหน้าที่ The Reader

      จะว่าไปแล้วหนังไม่ได้ตัดต่อภาพและเรื่องราวให้เราละเลยคำถามที่ว่า เป็นเพราะเธอนั้นอ่านหนังสือไม่ออกหรือไม่  และเมื่อดูจนจบแล้วย้อนกลับมาในตอนต้น ๆ นี้อีกครั้งก็ยิ่งแน่ใจว่าหนังไม่ได้ลับลวงพรางในส่วนนี้ไว้แต่อย่างใด แต่กลับจงใจปล่อยให้ผ่านไปอย่างไม่ให้ความสนใจนัก

      หรือนั่นจะเป็นการลวงอย่างหนึ่ง ลวงโดยไม่ให้น้ำหนักอะไรในส่วนนั้น เหมือนว่าการที่ฮันนาอ่านหนังสือไม่ออกนั้นไม่ใช่ส่วนสำคัญของเรื่อง เบี่ยงเบนความคิดของคนดูด้วยฉากเลิฟซีน

      เป็นฉากเลิฟซีนที่เคต วินส์เล็ตฮันนา ชมิดช์ เปลืองตัว (แต่ไม่เปลืองเสื้อผ้า) มิใช่น้อย, เท่านี้ก็อาจเบี่ยงเบนความสนใจ ล้อมกรอบความคิดให้เหลือเพียงแค่เซ็กซ์หวือหวาของคนต่างวัย

      อย่างไรก็ตาม เนื้อหาส่วนนี้เป็นเพียงแค่ฉากหลังของเรื่องราวทั้งหมด  เมื่อฮันนาหายไปจากชีวิตของเจ้าหนูไมเคิล ฉากรักของคนทั้งสองก็จบสิ้นไปด้วย (แน่ละ เราจะไม่เห็นภาพของเคทเปลือยกายอีก)

      เรื่องเหมือนจะจบลงเท่านั้น ทว่าเป็นการจบส่วนแรก, ต่อมาเมื่อเจ้าหนูของเราเข้าเรียนที่โรงเรียนกฎหมาย และได้รับคัดเลือกให้ไปฟังการตัดสินคดีความที่ศาล เป็นคดีของอดีตเจ้าหน้าที่ควบคุมค่ายกักกันชาวยิวของนาซีในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หนึ่งในนั้นมีฮันนา ชมิดช์ รวมอยู่ด้วย

      ศาลต้องการพิสูจน์ลายมือของฮันนาเพื่อเปรียบเทียบกับรายงานที่เธอถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้เขียนในคืนวันที่ผู้ถูกคุมขังหญิงชาวยิวกว่าสามร้อยคนเสียชีวิตในโบสถ์ ที่ถูกไฟไหม้จากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือใด ๆ จากเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุม, ฮันนาลังเลใจขณะสายตาจด ๆ จ้อง ๆ สมุดโน้ตและดินสอเบื้องหน้า (แต่ผมมองว่าเธอกำลังคิดตัดสินใจอะไรบางอย่างอยู่) สุดท้ายเธอยอมรับว่าเธอเป็นผู้เขียนรายงานนั้นเอง

      หนังทำให้คนดูคิดอีกแล้วว่า เธออายที่จะบอกใครต่อใครหรืออย่างไรว่าเธอนั้นอ่านเขียนหนังสือไม่ได้?  หรือว่าเธอยอมรับผิด เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำผิด ไม่ว่าจะแก้ต่างอย่างไรก็ไม่พ้นความผิดอยู่ดี?

      ผมเลือกที่จะมองฮันนาว่า เธอยอมรับผิด เมื่อยอมรับแล้วประเด็นเรื่องความอายปมด้อยของตนเองจึงตกไป  ส่วนเจ้าหนูไมเคิลของเราผมมองว่าเขามีความขัดแย้งในใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำต่อชาวยิว การเคารพในตัดสินใจของฮันนา หรือกระทั่งความอายที่จะช่วย บอกใครต่อใครว่าฮันนานั้นอ่านหนังสือไม่ได้ ซึ่งนั่นหมายถึงเขาจะต้องเปิดเผยว่าครั้งหนึ่งเขาเคยมีความสัมพันธ์กับเธอ 

ประเด็นหลังนั้นผมคิดไม่ถึง จนเมื่อกลับไปเปิดอ่านบทความภาพยนตร์ ผู้เขียนบอกว่ามันน่าอับอายเพราะคนที่เคยทำงานให้กับนาซี (โดยเฉพาะหน่วยเอสเอส ที่มีภารกิจกำจัดชาวยิว) นั้น ถูกคนในสังคมประณามรังเกียจดูถูกดูแคลนเป็นอย่างมาก

      คนหนึ่งตัดสินใจด้วยความเด็ดเดี่ยว ส่วนอีกคนลังเล ๆ และสับสน

      เราบอกหรือตัดสินไม่ได้หรอกว่าการตัดสินใจของฮันนานั้นดีหรือไม่ดี แต่เราอาจคิดได้ว่าหากเธอยอมรับว่าอ่านไม่ได้เขียนไม่ได้โทษของเธออาจได้ลดหย่อนลง หนักเข้าก็บอกว่าเธอไม่ฉลาด  และด้วยความคิดเช่นนี้เหมือนเป็นคำถามย้อนถามเรากลับ หากเราตกอยู่ในสภาพเดียวกับฮันนาเราจะเลือกทำอย่างไร?…

      ไม่มีเรื่องโง่หรือฉลาดหรอก  เราควรจะตั้งคำถามถามว่า ทำไมเธอจึงเลือกตัดสินใจอย่างนั้น ในสภาพการณ์ที่ไม่ได้บีบบังคับให้ยอมรับสารภาพ แต่เธอตัดสินใจเลือกสารภาพเอง เราควรเคารพการตัดสินใจของเธอ

ไม่ตัดสินผู้อื่นด้วยความคิดของเรา แต่ควรตั้งคำถามถามว่าทำไมเขาผู้นั้นจึงทำ

ต่อประเด็นเรื่องความอายที่จะบอกใครต่อใครว่าอ่านหนังสือไม่ได้นั้น ต้องมองว่าในสังคมคนเยอรมันเขาถือว่าเป็นสิ่งที่น่าอายหรือน่ารังเกียจอย่างไรหรือไม่ อย่างไร ขนาดไหน จนถึงขั้นทำให้ฮันนาเลือกที่จะปกปิดปมด้อยของตัวเองไว้  ประเด็นนี้เราก็ตั้งคำถามถามตัวเองได้อีกเหมือนกัน เราจะรู้สึกอย่างไรหากอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้  คนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้จะมีสภาพชีวิตอย่างไรในสังคม (นอกเสียจากว่าเราจะปฏิเสธสังคม)  ขณะเดียวกันคนที่อ่านไม่ได้เขียนไม่เป็นแต่กลับมีความพยายามที่จะเรียนรู้มันหนักหนาสาหัสสากรรจ์เพียงใด

ฮันนาต้องเริ่มจากการนับจำนวนคำในแต่ละประโยคที่ไมเคิลอ่านเรื่องราวต่าง ๆ บันทึกเทปส่งมาให้ เทียบกับตัวอักษรในหนังสือ ต้องจดจำว่าคำไหนเขียนอย่างนี้อ่านอย่างนี้  กระทั่งเขียนได้ จากข้อความสั้น ๆ ก็เริ่มยาวขึ้น

เธอใช้เวลากว่ายี่สิบปีที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่เธอไม่เคยรู้ และปรารถนาที่จะรู้มาโดยตลอด

ฉันใช้เวลาที่อยู่ในนี้เพื่อเรียนรู้ที่จะอ่าน

คือคำตอบที่เธอบอกกับไมเคิลเมื่อเขาถามว่าตลอดระยะเวลาที่ถูกคุมขังคุณได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องในอดีตบ้าง ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับผมและคุณ แต่เป็นการกระทำของคุณ, ผมชอบนะ ชอบที่เธอตอบว่า  มันไม่สำคัญหรอกว่าฉันจะเรียนรู้อะไร, ไม่สำคัญ

ไม่ได้หมายความตรง ๆ อย่างที่เธอพูดออกมาหรอก, ผมคิดเช่นนั้น

      ไมเคิลมีสิทธิ์ที่จะถามเช่นนั้น แต่ลืมฉุกคิดไปสักหน่อยว่า ควร หรือ ไม่ควร  กับผู้ที่คุมขังมานานขนาดนั้น ถ้าไม่สำนึกหรือเรียนรู้อะไรจากการกระทำของตนเองเสียบ้างเลยก็คงไม่ใช่คน

      หนังตั้งคำถามและชวนให้ตระหนักอีกแล้วว่า ควรคิดก่อนพูด เพราะคำพูดของเราเมื่อออกจากปากไปแล้วมันอาจทำให้เราสมใจ ขณะเดียวกันมันอาจสร้างความทุกข์ระทมให้กับผู้อื่น

จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลังเหมือนไมเคิล (แม้ในตอนนั้นอายุใกล้หกสิบแล้วก็ยังไม่ต่างไปจากเจ้าหนูไมเคิลเมื่อตอนแรกรุ่น)

 

ผมเขียนโดยให้น้ำหนักไปที่ฮันนา ชมิดช์ เพราะเรื่องราวของเธอกินใจผมเหลือเกิน ทั้งความเด็ดเดี่ยว ความมุ่งมั่น ที่จะทำสิ่งใดแล้วต้องทำให้สำเร็จ โดยเฉพาะการอ่าน การรู้หนังสือ

      การอ่านคือรากฐานที่สำคัญ, ถ้าฮันนาอ่านหนังสือได้ เขียนหนังสือได้ ก็ไม่จำเป็นต้องมี The Reader ·

 

๑๙ เม.ย. ๕๒

reader_ver2

THE READER

How far would you go to protect a secret?

กำกับการแสดง : Stephen Daldry

นำแสดง : Kate Winslet  Ralph Fiennes

David Cross

Lena Olin

 

 

อ่านความเห็นอื่น ๆ จากสำนักหนอนสนทนา 

Advertisements
 

8 Responses to “The Reader ‘มากด้วยคำถาม’”

  1. หายไปนานสวัสดิ์พี่ทั่น

    ดูหนังกันใหญ่ พี่ทั่นดูเดอะรีดเดอร์ พี่ทั่นขุลล์ดูเดอะฮิตเลอร์ โคกบัวบกไม่มีโรงหนังได้แต่นั่งดูก้อนเมฆเต้นระบำ

    ข้าพเจ้าอ่านเดอะรีดเดอร์ น้ำตาซึมตอนเฉลยว่าฮันนาอ่านหนังสือไม่ได้ เพราะตาคนเขียนแกซ่อนแก๊กเสียมิบเม้น อ่านไปก็ผงกหัวไป ‘เออนะ กะแค่อ่านหนังสือไม่ออกตะแกก็หยิบมาเขียนได้เป็นตุเป็นตะ’ สำนวนเรียบง่าย เดินเรื่องไปเรื่อย ๆ ชวนติดตาม ใช้ ‘ผม’ เป็นคนเล่า

    ยังสงสัยต่อว่าเป็นหนังจะทำอย่างไร จะน่าเบื่อไหม? (เหมือนตอนสงสัยเจ้าหนูกะทินั่นแล)ฟังน้ำเสียงพี่ท่านแล้วท่าจะโอเช

    แล้วจะหามาดู(หนูเคท)

    คารวะ

  2. ประทีป จิตติ Says:

    ยินดี ๆ ขอรับพี่ท่านที่ได้ปะอักษรกันอีก แต่ละครั้งที่เงียบหาย ผมคาดเดาว่าพี่ต้องพบพานอะไรบางอย่างของชีวิต ก็ได้แต่ระลึกถึงด้วยความเป็นห่วง

    หนังสือเรื่องนี้ เป็นฉบับแปลไทยใช่ไหม สำนวนแปลเป็นยังไงบ้างขอรับ ผมไม่เคยอ่านมาก่อน แต่พี่ที่สนง.บอกว่า ภาพยนตร์ไม่เพี้ยนไปจากหนังสือ โดยรวมแล้วแกชอบ

    หนังไม่น่าเบื่อจริง ๆ เลยครับ

    น่าติดตามตั้งแต่ต้นยันจบ

    หนูเคตก็สมควรได้รางวัลไปทั้งสองสถาบัน ลูกโลกตัวสมทบ อ๊อดสะก้าตัวนำ

    เยส…

    ป.ล. ไอ้เจ้าวินโดว์ไรเตอร์ตัวใหม่นี่ทำเอาผมเสียเวลา…โพสต์ตัวเดียวมีปัญหาเป็นชั่วโมง ฟ้อนต์เฟิ้นอะไรนี่มันออกมาไม่เหมือนที่กำหนดไว้ ได้แต่มั่ว ๆ ไปก่อน อิอิอิ

  3. ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าใครแปล แต่แปลได้ร้ายกาจมั่ก ท่วงทำนองออกมาเนิบ ๆ ยังกะตา..(เอ่อ..จำชื่อคนเขียนไม่ได้อีกเช่นกัลล์)มาเองเลยล่ะ

  4. คุณอานันท์

    มารายงานผลการชม The Reader ครับ

    แน่ใจว่า ก่อนดู The Reader ผมไม่ได้อ่านหรืออ่านก็จำไม่ได้ว่าเรื่องนี้จบลงอย่างไร แต่เชื่อ(ผม)เถอะ หนังเรื่องไหน ผลักให้เกิดความหวานหอม ความผูกพัน ความหลงมากเท่าไหร่ … เดาได้เลยว่า บทจบก็มักจะหนักหนาอย่างเดียวกับ The Reader เรื่องนี้

    ผม “อิน” เป็น “เผาเต่า” ตั้งแต่ฉากฮันน่าขัดตัวให้ไมเคิล “Kid ของเธอ” แล้วล่ะครับ !

    ผมจะคุยแลกเปลี่ยนอะไรกับคุณอานันท์ … รัก หรือ เซ็กซ์ ?

    สำหรับไมเคิล ผมว่า เขาสามารถแยกรักออกจากเซ็กซ์ได้ก็ต่อเมื่อเขาอิ่มแล้ว มันคงคล้ายกับว่า เราจะถามหาความอร่อยได้ก็ต่อเมื่อมีอาหารสักจานปรากฏอยู่ต่อหน้า เพราะถ้าคนหิวไส้จะขาด แล้วไม่มีอะไรจะกิน คงไม่ถามหาความอร่อยหรอกครับ ขอข้าวไข่เจียวสักจาน ก็บวชให้ได้แล้ว

    ส่วนฮันน่า … ผมว่า ผมคงไม่เข้าใจเธอนัก ผู้หญิงเป็นเพศที่เดาใจยากจริงๆ

    (คิดถึง “แม่เพลง” ขึ้นมาในพลัน คิดถึงหนังเรื่อง Once … หากไม่ได้ “แม่เพลง” ในวันนั้น ผมคงมองอะไรไม่ครบด้าน และมีความจำผิดๆ ต่อ Once … ไม่ใช่แบบที่เป็นอยู่ตอนนี้)

    คุณอานันท์ เห็นเหมือนผมไหม … ความรัก แม้มีมุมมีเสี้ยวที่เราสามารถเก็บเกี่ยวความสุขจากมันได้บ้าง แต่ในด้านใหญ่ของมัน รักเต็มไปด้วยทุกข์ – เป็นทุกข์ที่มีสุขเคลือบไว้บางๆ

    ทุกข์หวานๆ สักเม็ดไหมครับ

    ขุนอรรถ

  5. […] ผลการชม The Reader ครับ … คุณอานันท์ Caused by : https://prateepjittibook.wordpress.com/2009/04/19/the-reader/ […]

  6. ประทีป จิตติ Says:

    สวัสดีครับพี่ขุน…

    ผมกำลังอ่านเรื่องนี้ในฉบับหนังสือ… อือ มีรายละเอียดบางเสี้ยวที่ภาพยนตร์ไม่เสนอ

    ทว่า มันเป็นการประกอบกันด้วยดีนะครับ เป็นคนละฉบับ มีดีด้อยต่างกันไป

    สำหรับฮันนาแล้ว หนังสือก็แสดงให้เห็นว่าเธอเป็นคนเช่นนั้น อย่างที่พี่ขุนว่า เข้าใจยาก เพราะเธอเด็ดเดี่ยวที่จะเก็บความลับของตนไว้ จึงทำให้คนที่มองเธอ มองอย่างไม่เข้าใจ

    แม้ว่าความลับไม่มีในโลก แต่ฮันนาก็พยายามกระทำสิ่งนั้น

    เรื่องบางเรื่องของเรา โลก ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้นี่นะ

    ขอบคุณที่มาร่วมแจมครับพี่

    ป.ล.มีเรื่อง Seven Pounds รออยู่ยังไม่ได้ชม ท่านพี่ขุนล่ะ ชมหรือยัง?
    .
    .
    .
    ฉบับแปล โดย สมชัย วิพิศมากูล ครับพี่ดิลล์

  7. ประทีป จิตติ Says:

    ความรัก แม้มีมุมมีเสี้ยวที่เราสามารถเก็บเกี่ยวความสุขจากมันได้บ้าง แต่ในด้านใหญ่ของมัน รักเต็มไปด้วยทุกข์ – เป็นทุกข์ที่มีสุขเคลือบไว้บางๆ

    ทุกข์หวานๆ สักเม็ดไหมครับ

    ป.ล. ตอนนี้กำลังอมอยู่หนึ่งเม็ด ฮา…

  8. อ่านแล้วเข้าถึงอารมณ์มากๆครับ สะเทือนใจตอนจบจริงๆ
    ฝากรีวิวด้วยนะครับ
    http://www.rvbookthai.com/thereader/


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s