ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

๒๔. กันยายน 19, 2010

Filed under: ไม่มีหมวดหมู่ — ประทีป จิตติ @ 12:13

๒๔.

 

รอบกายมีแต่ความเงียบ เมื่อคล้อยหลังคุณป้าแม่บ้าน  ผมยังนั่งอยู่ที่เดิม นั่งนิ่ง ๆ บางขณะในหัวแทบไม่ได้คิดอะไรทั้งสิ้น เมื่อรู้สึกตัวผมก็คิดถึงอาการเช่นว่านี้ต่อหน้าเรไรในคืนนั้นคืนวันฝนตก ตรงหน้ามีสรรพสิ่งเคลื่อนไหวมากมาย ทว่าผมกลับไม่เห็นสิ่งใด เหมือนทุกสิ่งหยุดนิ่ง จนเมื่อเรไรเอื้อนเอื่อยภวังค์ของผมจึงปลาสนาการ

                ผมหยิบเบียร์ ปิดไฟ ออกมานั่งริมสระน้ำ มีเพียงแสงไฟเหลืองนวลหน้าประตูทางเข้าสว่างลางเรือน ผมคิดถึงเทียนสักเล่ม หรือตะเกียงสักดวง แสงเพียงริบหรี่จากของสองสิ่งอาจเรียกหรือสร้างแรงบันดาลใจและจินตนาการได้อย่างดี, พลันผมคิดถึงคำถามของเรไรที่ว่า ทำไมชอบอยู่ในที่มืดที่สลัว เวลาเย็นย่ำค่ำมืดที่พักของผมไม่เคยสว่างด้วยแสงไฟสีขาว หากไม่ใช่แสงจากโคมตั้งโต๊ะก็มักจะเป็นแสงจากหลอดสีเหลืองนวล  ผมตอบเธอไปว่า ในความมืดมักมีอะไรต่ออะไรให้เราค้นหาอยู่เสมอ การค้นหาที่ว่าคือการครุ่นคิดถึงสิ่งที่เราต้องการสร้างหรือหาคำตอบ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องชีวิต หรือแม้กระทั่งความเป็นไปของสรรพสิ่งรอบกายเช่นสังคมที่แวดล้อมตัวเรา หรือบางครั้งความมืดอาจทำให้เราไม่ต้องคิดเห็นอะไรเลย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ดี เมื่อไม่คิดก็บังเกิดความสงบ ความสงบที่บังเกิดขึ้นจะก่อให้เกิดพลังกับเรา เพื่อที่จะมีแรงกายแรงใจดำเนินชีวิตโลกยุ่ง ๆ เหยิง ๆ ต่อไป สำหรับเรื่องงาน ความสงบบางครั้งก็ทำให้เราเห็นแสงสว่าง เกิดความคิดต่าง ๆ ได้ต่อยอดในการทำงาน  เรไรไม่ค้านในสิ่งที่ผมอรรถาธิบาย เพียงแต่ยิ้มรับ มีเท่านั้น ยิ้มของเรไรแทนคำตอบว่าเข้าใจ คนอย่างเรไร หากไม่เห็นด้วยหรืออยากจะเสนอแนะสิ่งใดเธอจะทำทันที อย่างนุ่มนวลและถนอมน้ำใจ…

                ทำไมผมจึงคิดถึงเรไรขึ้นได้ คิดถึงเรไรอีกแล้ว เป็นครั้งที่เท่าไหร่ของวันนี้ สองหรือสาม สามหรือสี่… เป็นเพราะความเงียบ ความมืดอย่างนั้นหรือ หรือว่าในส่วนลึกแล้วผมคิดถึงเธอตลอดเวลา แล้วราตรีล่ะ ใช่ ผมคิดถึงเธอเช่นกัน ทว่ามันเป็นคนละความรู้สึก คนละเหตุผล ผมเป็นห่วงเธอ ผมน้อยใจเธอ เป็นเพราะผมมากับเธอ และผมกำลังอาศัยอยู่ในบ้านของเธอ

                นั่นมันไม่ใช่ความคิดถึงห่วงหาอาทรอย่างที่มีต่อเรไรสักนิด

                ผมคิดว่าควรจะหาอะไรทำมากกว่าจะมานั่งคิดเรื่อยเปื่อย นอกจากเรไรกับราตรีแล้ว เชื่อว่ามันจะเตลิดไปอีกไกล  คิดถึงงานเขียน ใช่ ผมน่าจะใช้เวลานี้ขบคิดต่อไปว่าเรื่องราวที่คั่งค้างอยู่ต่อไปจะเป็นอย่างไร

 

 

เรื่องราวของราตรีค้างอยู่ตรงนี้ในหน้าสมุดบันทึก

เป็นวันที่สามที่ผมได้พบเธอในยามค่ำคืน พอรุ่งเช้าสายเธอก็จากไป ไม่ได้ให้ความหวังว่าจะกลับมาอีกเมื่อรัตติกาลมาเยือน ฉันไปนะ เธอบอกและโอบเอวผมจากด้านหลังขณะล้างจานชามอาหารมื้อเช้า…

                เหตุการณ์ผ่านมาอีกสองวัน ไม่นานเลย ผมต้องเค้นความทรงจำระหว่างผมกับเธอ ไม่ยากนัก เริ่มจากคืนก่อนที่พอรุ่งเช้าผมก็มาที่นี่ คือวันนี้ เริ่มจับจุดได้แล้วสมองก็โล่ง พร้อมจะเริ่มต้นการทำงาน จิบเบียร์กระป๋องใหม่ จุดบุหรี่ สร้างสมาธิ ภาพเบื้องหน้าแม้มีการเคลื่อนไหวน้อยนิดทว่าผมเห็นว่ามันนิ่ง ฟังเสียงความเงียบ คิดถึงตรงนี้พลันคิดถึงเพื่อนนักเขียนแดนระโนด เขาอาจแย้งว่า ความเงียบมันจะมีเสียงได้อย่างไรกัน ผมจะบอกเขาว่ามีสิ บอกอย่างมีเหตุผลไม่ใช่ตะแบง ไม่งั้นผมคงไม่กล้าบอกได้เต็มคำหรอกว่า ฟังเสียงความเงียบ

                ผมเคยอ่านบทความอะไรของใครจำไม่ได้แล้ว เขาเขียนถึงศิลปินเพลงคนหนึ่ง เขียนเพลงความเงียบ พอขึ้นบรรเลงมันกลับไม่มีเสียงจากเครื่องดนตรีใด ๆ เกือบสักสิบนาทีละมั้งที่เพลงนี้ดำเนินไป กระทั่งมีเสียงต่อว่า อย่างนี้มันไม่ง่ายไปหรือ กับการที่ไม่ได้ทำอะไรเลยแล้วบอกว่านี่คือบทเพลง เขาชี้แจงว่า ระหว่างที่ความเงียบบรรเลงมันจะมีเสียงต่าง ๆ รอบกาย เสียงขยับเขยื้อนตัว เสียงถอนหายใจ เสียงบ่นและอีกสารพัดสุดแท้แต่ใครจะได้ยินสิ่งใดบ้าง นั้นล่ะ คือบทเพลงความเงียบ  ผมอาจสรุปให้เขาฟังตามมความคิดของตัวเองว่า ในความเงียบ ไม่ได้มีความเงียบ อย่างเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของสุชาติ สวัสดิ์ศรี เรื่องความเงียบ ในความเงียบได้ยินเสียงวิทยุ เสียงคนคุยกันอะไรทำนองนี้ หากไม่ได้ยิน อย่างน้อยก็จะได้ยินเสียงของตัวเราเอง อื้อ ก็คงเหมือนกับผมในเวลานี้ ใช่ ผมได้ยินเสียงของตัวเอง รวมทั้งเสียงคำถามของเพื่อนนักเขียนคนนั้น  ถึงตรงนี้บังเกิดคำถามของตัวเองแทรกเข้ามา กับคนสมัยนี้ เขาได้ยินเสียงของตัวเองกันบ้างไหม? ทำไมถึงคิดถามอย่างนี้ ผมถามกลับ เพราะเราเห็นแทบเป็นความเคยชินเสียแล้วที่เห็นคนคุยกับคนอื่น ไม่ซึ่งหน้าก็ผ่านโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต ไม่รู้ ผมตอบ ตอบเพราะไม่รู้จริง ๆ ตอบเพราะไม่สามารถคิดแทนคนอื่นได้ เขาคงเหงา อยู่เงียบ ๆ คุยกับตัวเองไม่ได้ ไม่รู้ ไม่รู้ เลิกถามเสียที เสียงนั้นเลิกกวนใจ แต่ข้อสงสัยที่ว่าเพราะความเหงา คุยกับตัวเองไม่ได้นั้นทำให้ผมคิดถึงตัวเอง  ผมคุยกับตัวเองมากกว่าจะคุยกับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นการคุยแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ได้ประสบ ทั้งจากชีวิตจริงและจากการอ่าน เช่นนั้นเป็นเพราะผมเหงาหรือเปล่า?  ความเหงาคืออะไร? หากความเหงาหมายถึงอยู่เพียงลำพังโดดเดี่ยวโดยความสมัครใจของตนไม่ได้ คำตอบของผมไม่เป็นเช่นนั้น  ผมต้องการหลีกหนีจากผู้คนหรือเปล่า? นั่นก็ไม่ใช่อีก ถ้าเอาสองประเด็นนี้รวมกัน ผมว่าบางครั้งก็ต้องการความเป็นส่วนตัว ใช่ คนเราต้องมีโลกส่วนตัวกันบ้าง แล้วจะเป็นยังไง หากคนในสังคมนี้ไม่แยแสโลกส่วนตัว เราจะต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลาอย่างนั้นหรือ การเป็นสัตว์สังคมจะต้องอยู่รวมกันตลอดเวลาหรืออย่างไร อย่างนั้นผมขอเลือกเป็นสัตว์ป่าสัตว์โทนเสียดีกว่า พลันคิดถึงเพลงของมาโนช พุฒตาลที่ว่า อยากเป็นอย่างสัตว์โทน หิวก็กินเหนื่อยก็นอน เชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ ไม่เชื่อในสิ่งที่ไม่อยากเชื่อ แต่ก่อนจะเลือกเชื่อหรือไม่เชื่อก็ต้องผ่านกระบวนความคิดว่าสุดท้ายแล้วเราจะเลือกสิ่งใดสิ่งไหน

                บุหรี่หมดมวน เอาละ ถึงเวลาที่ผมต้องลงมือทำงานเสียที

                เสียงคลื่นซัดซาดชายฝั่งแว่วมาครืน ๆ นี่ละเสียงของความเงียบ เป็นความเงียบที่มีจังหวะจะโคน ยินแล้วเพลิดเพลินใจยิ่งนัก

 

              

ผมวางปากกา  เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ผมคิด จะว่านานก็นาน จะว่าไม่นานก็ว่าได้ ความรู้สึกในขณะที่เขียนเหมือนเวลารอบข้างหยุดนิ่ง ไม่ใช่แค่เวลารอบข้าง เหมือนโลกทั้งโลกหยุดนิ่ง มีเพียงผมเท่านั้นที่ขยับปลายนิ้วจารจดถ่ายทอดความในหัวลงสู่พื้นกระดาษ ถึงตอนนี้ผมอยากถามเพื่อนนักเขียนแดนระโนดว่าเขามีความรู้สึกเหมือนกันหรือไม่ในเวลาเขียนงาน ผมว่าเขาอาจเป็นเหมือนกัน รวมทั้งนักเขียนคนอื่น ๆ ด้วย  อย่างนักเขียนซีไรต์คนหนึ่ง เขาว่าสามารถเขียนงานได้ทุกสถานที่ ไม่จำเป็นต้องเป็นที่ที่เงียบ ในพื้นที่ผู้คนพลุกผล่านเขาก็สามารถเขียนได้ ผมไม่คิดหรอกว่าเขาพูดเกินจริงหรือโอ้อวดตนเอง เพราะผมเชื่อว่าในขณะที่ลงมือเขียนสมาธิของเขาจะพุ่งจดจ่อกับงาน โลกรอบตัวเหมือนถูกปิดสวิตช์ เหมือนกับการอ่านหนังสือบนรถเมล์ บางคนถามผมว่าอ่านรู้เรื่องหรือในสภาวะแวดล้อมอย่างนั้น ผมตอบว่ารู้เรื่อง เพียงเพราะใจผมจดจ่ออยู่กับหนังสือ ความวุ่นวายรอบข้างเป็นอย่างไรผมไม่ได้ให้ความสนใจ นั่นอาจเป็นเพราะข้อจำกัดต่าง ๆ บนรถเมล์ด้วยนั่นเอง หากไม่อ่านหนังสือจะมีทางเลือกไหนอีกนอกจากมองนั่นมองนี่ซึ่งมันเป็นฉากซ้ำ ๆ ซาก ๆ  หากไม่อ่านผมจะเลือกหลับตา พูดคุยกับตัวเอง หรือไม่ก็พยายามขบคิดคิดหาเรื่องราวจับมาเป็นงานเขียน  คิดไปแล้วนี่เป็นความสามารถวิเศษหรือเปล่า หรือเป็นเพียงความสามารถพิเศษ ที่เหมือนสามารถแยกตัวออกจากความวุ่นวายได้ในชั่วขณะหนึ่ง  ผมคิดว่านี่คือหนทางเริ่มต้นของการทำสมาธิ หากแต่ว่าเป็นการเริ่มต้นในทางโลก ด้วยความเข้าใจง่าย ๆ ต่อคำว่าสมาธิที่หลายคนมักเข้าใจไปว่า การนั่งสมาธินั้นเป็นหนึ่งในกระบวนการปฏิบัติธรรม อย่างท่านพุทธทาสได้ยกตัวอย่าง ในระหว่างการทำงานเราก็ได้ฝึกการทำสมาธิไปในตัว อย่างเรากำลังตอกตะปูหากไม่มีสมาธิเสียแล้วแทนที่ค้อนจะตอกถูกตะปูก็จะถูกนิ้วของเรา ฉะนั้นแล้วเราต่างทำสมาธิด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่เท่านั้นว่าเรากำลังทำ จริงแล้วหากเราตั้งสติ หมายถึงรู้ตัวว่ากำลังจะทำอะไรให้ได้ให้ดี สมาธิก็จะตามมา คือใจมันรู้ตัว รู้ตัวแล้วก็จดจ่อในสิ่งที่ทำ ผมอาจคิดผิดเพี้ยนไปก็ได้ แต่นั่นละ บอกแล้วว่าเป็นขั้นแรก ขั้นแรกที่อาจจะนำไปสู่ในขั้นที่สูงต่อไป จะได้หรือไม่ได้นั้นผมไม่ได้คาดหวัง หากเพียงทำได้ในขณะที่ยังคงดำรงชีวิตอยู่ในสังคมทำได้เท่านี้ผมว่ามันทำใจนั้นไม่ทุกข์มากไปกว่าเดิม ทำให้ผมอยู่ในสังคมนี้ได้มีความสุขมากกว่าก่อน ก่อนหน้าที่จิตใจอ่อนไหวโอนเอนไปกับสิ่งที่ได้ยินได้เห็นและประสบกับตนเอง

                สรรพสิ่งรอบข้างเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยตามสายลม กลิ่นดอกไม้ ดอกอะไรผมไม่รู้ ผมไม่เคยได้กลิ่นนี้ ผมคุ้นแต่กลิ่นของแก้วในห้องพัก ป่านนี้กลีบดอกคงร่วงหล่น เพื่ออีกไม่นานจะมีชุดใหม่เบิกบานส่งกลิ่นหอมอีกครั้ง เป็นอย่างนั้นสลับกันไป  เพียงความคิดถึง กลิ่นหอมอ่อน ๆ นั้นก็กลายเป็นกลิ่นของดอกแก้ว เหมือนวันที่เรไรอยู่ในอ้อมกอด…

                รู้สึกหนาว ครั่นเนื้อครั่นตัวขึ้นมาอีก

ผมปิดสมุดบันทึก รวบปากกา บุหรี่ ไฟแช็กไว้รวมกัน เก็บกระป๋องไปทิ้งถังในครัว กินยาแก้ไข้ที่คุณป้าแม่บ้านจัดไว้ให้ ปิดล็อคประตู ขึ้นบันไดกลับเข้าห้องนอน คิดถึงราตรีกับเพื่อนของเธอ ไปไหน ทำไมยังไม่กลับ กี่โมงแล้ว หยิบโทรศัพท์ เปิดเครื่อง เกือบตีหนึ่ง หรือเธอจะกลับเมื่อได้เวลาหนึ่งนาฬิกา เหมือนที่เธอเคยปรากฏที่ห้องพัก เครื่องโทรศัพท์สั่น ผมตกใจ ที่หน้าจอบอกว่ามีข้อความยังไม่ได้เปิดอ่าน เปิดแล้วพบว่าเรไรพยายามติดต่อผมสองครั้งเมื่อตอนบ่ายสองและสองทุ่ม ผมรีบปิดเครื่อง ยัดมันไว้ใต้หมอน สอดตัวเข้าผ้าห่ม นอนขดตัวด้วยความหนาวสั่น คิดถึงแม่ คิดถึงพ่อ คิดถึงย่า ความเจ็บป่วยทำให้เราคิดถึงคนที่รักเราอย่างโหยหาอย่างนั้นหรือ  เรไร ผมคิดถึงวันที่เรไรนั่งเฝ้าพยาบาลชวนคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้

ถ้าให้เลือกได้ตอนนี้ผมอยากซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม

แล้วคิดอ้อนอ้อนเธอต่าง ๆ นานา

ทว่าตอนนี้หนาว หนาวเหลือเกิน..  

๑, ๒ ก.ย. ๕๓

 

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s