ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

๒๕. กันยายน 28, 2010

Filed under: ไม่มีหมวดหมู่ — ประทีป จิตติ @ 01:03

๒๕.

 

ผมรู้สึกร้อนและเหนียวตัว สะบัดผ้าห่มออก ลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียง เสื้อเปียกชุ่มเหงื่อ คงเป็นเหงื่ออันเกิดจากการกินยาแก้ไข้  คอแห้ง ในห้องนี้ไม่มีน้ำกิน ผมโทษตัวเอง จริงแล้วน่าจะหยิบติดมือขึ้นมาสักขวด มองไปที่โต๊ะหัวเตียงมีกระป๋องเบียร์ ลองเขย่าดู มันยังไม่หมด คงดื่มได้สักหนึ่งอึก แต่ก็นั่นแหละ เบียร์ไม่ใช่น้ำ ซ้ำยังเป็นเบียร์จืดชืด รสขมปร่าเพราะไร้ความเย็น  ไม่เป็นไร ห้องน้ำอยู่เพียงแค่เปิดประตูห้องออกไป น้ำประปาจากก๊อกคงช่วยบรรเทาอาการคอแห้งแทบจะเป็นผงนี้ได้บ้าง

                ลงจากเตียง บิดตัวไล่ความเมื่อยขบ ความหนาวความปวดเจ็บตามข้อกระดูกไม่หลงเหลืออยู่ แต่ผมยังไม่แน่ใจนักหรอกว่ามันจะหายไปแล้วไปลับ บางทีเมื่อหมดฤทธิ์ยามันจะหวนกลับมาอีก  เปิดประตูแผ่วเบา เดินไปสักสองสามก้าวก็ถึงห้องน้ำ ด้านหน้ามีอ่างล้างหน้าแบบแขวน เปิดก๊อก มือรองน้ำลูบหน้า แขน แล้วรองดื่ม รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันใด ตาสว่าง หายง่วงงุน  กี่โมงแล้วก็ไม่รู้ แต่ช่างเถอะ จะสนใจใส่ใจกับเวลาทำไม ในเมื่อรู้ไปก็หาได้มีประโยชน์อันใด ความอยากรู้เวลานี้นั้นเป็นความเคยชิน คนเมืองอย่างผมชอบดูเวลาแต่ไม่เคยใส่ใจกับมัน ดูแล้วเห็นแล้วก็จบกันไป

                เข้าห้องน้ำ ปลดทุกข์เบา แวบนั้นคิดถึงราตรีกับฮานา สองคนนั้นเป็นยังไง กลับมาหรือยัง เดี๋ยวจะย่องไปที่หน้าห้องของเธอ พลันเกิดความคิดแย้ง ถ้ารู้ว่าเธอกลับมาแล้วจะเป็นอย่างไร  ก็ไม่อะไร เพียงแค่ได้รู้ว่าเธอกลับมา  ไม่จริงหรอก มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น  ผมนิ่ง,  ใช่ ผมต้องการให้ตัวเองรู้ว่าผิดหวัง ผิดหวังที่ไม่ได้นอนกับเธอ ก็มันช่วยไม่ได้นี่ เพราะเมื่อตัดสินใจเดินทางมากับเธอ เธอไม่ได้บอกว่าจะมีใครอื่นอีกนอกจากผมและเธอ  ผมยังอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่า บางทีเธออาจเดินเข้ามานอนกับผมกลางดึกบ้างก็เป็นได้ แต่นี่เวลามันก็ผ่านมาตั้งค่อนคืนแล้ว ความหวังในความปรารถนาของผมยังไม่บังเกิดขึ้น หากรู้ว่าเธอกลับมาแล้ว นอนแล้วความปรารถนาของผมจะได้สิ้นสุด ไม่ต้องคิดเพ้อฝันรอคอย  เสียงที่คอยแย้งคิดหัวเราะหึหึ ก็เท่านั้นเอง คนเราถ้ารู้จักตัวเอง รู้เท่าทันใจตนเองเสียบ้างก็คงไม่หลงทาง หรือคิดอะไรนอกลู่นอกทางเฉไปเฉมาจนหลงลืมความตั้งใจดั้งเดิม

            เหมือนเป็นคำแย้งคิดที่ดี ทว่าผมกลับไม่ได้คิดตามเสียงแห่งความคิดนั้นเลย

 

 

ผมเปิดและปิดประตูลงกลอนแผ่วเบา ล้มตัวลงบนเตียง กระซิกกระซี้หยอกเย้าของราตรีและฮานายังคงก้องกังวานอยู่ในหัว

                แสงไฟจากโคมตั้งโต๊ะสลัวรางเล็ดลอดออกมาจากห้องของราตรี ผมเดินลงปลายเท้าไปหยุดที่หน้าห้อง คิดว่าหูฟาดสมองฟั่นเฟือนด้วยความปรารถนากามราคะต่อราตรีจึงได้ยินเสียงกระสันสังวาส ต่อเมื่อตั้งสติตั้งใจฟังเสียงนั้นจึงรู้ว่านั่นคือความจริง ผมรู้สึกตื่นเต้น อวัยวะบริเวณเป้ากางเกงตื่นตัว แต่เพียงชั่ววินาทีก็บังเกิดความผิดหวัง ความคิดแล่นขึ้นมา แท้จริงแล้วราตรีไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งกับผมเลยหรือ เธอเป็นเพียงผู้หญิงใจง่าย รักสนุกแค่นั้นหรือ ผมอาจจะเคยคิดว่าเธอคงมีเพื่อนชายที่คบหาอยู่บ้าง แต่แทบไม่คิดเลยว่าเธอจะคบกับเพื่อนหญิงซึ่งเป็นเพศเดียวกันกับเธอ  เสียงหัวเราะ เสียงหายใจติดขัด เสียงหอบโหยโรยแรงสลับกันไปมา บางช่วงกระแสเสียงบ่งบอกความพอใจ บางครั้งเสียงหอบหายใจติดขัดเหมือนจะสำลักความสุขแล้วแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะระริกระรี้เริงร่ารื่นเริง  ชื่อของผมออกจากปากของฮานา คำว่าสัญญา ๆ จากปากของราตรี ผมอยากรู้เหลือว่าเธอสองคนนั้นพูดถึงผมทำไม อย่างไร ในแง่ไหน…

                ภาพราตรีและฮานานอนเปลือยกายกอดก่ายกันไปมา มือไม้ของสองสาวป่ายไปมาบนเรือนร่างของแต่ละคนปรากฏขึ้นในทันทีที่ผมหลับตา บ้าชะมัด ผมรู้ผมเห็นอย่างนั้นได้อย่างไรทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เห็น

                เสียงกรีดร้องถึงความสุขสุดยอดในการเสพสังวาสกระทบโสตประสาท

หาใช่เสียงที่เกิดจากจินตภาพในห้วงคำนึง

ราตรีกำลังเคลื่อนพ้นผ่าน อรุณรุ่งกำลังจะเข้ามาแทนที่

ผมตัดสินใจกลับกรุงเทพ ไม่ได้โกรธเกลียดราตรี ผมเพียงแต่รู้สึกว่าไม่ควรอยู่ที่นี่ต่อไป เพราะอะไร มันผิดจากความตั้งใจของผมเกินไป ทุกสิ่งที่เห็นอยู่เหนือความคาดการณ์ ผมรับไม่ได้ เหมือนผมเป็นตัวบ้าอะไรตัวหนึ่งที่เข้ามาเป็นส่วนเกิน ส่วนลึกแล้วผมต้องการเป็นหนึ่ง ไม่ใช่เป็นสองรองจากใคร และเพื่อไม่ให้เป็นรองผมว่าทางเลือกที่ดีคือการจากลา  ทำไมถึงไม่คิดแย่งช่วงชิง เสียงในหัวร้องถาม ไม่จำเป็น ผมไม่ชอบต่อสู้แย่งชิงอะไรกับใคร ใครอยากได้ก็แย่งไป  ของดีใครก็อยากได้ไม่แปลกที่จะต้องแก่งแย่งแข่งขันกัน ของไม่ดีน่ะสิจึงไม่มีใครแย่ง เสียงในหัวยังแย้งอีก  ผมเถียง ไม่จริงเสมอไปหรอก ของดีจริง ๆ บางครั้งคนเราก็มองไม่เห็น ของสวยของงามไม่ได้หมายความว่าของนั้นจะดีเสมอไป ไม่มีสิ่งใดที่ไร้ที่ติในโลกนี้ และนั่นหมายรวมถึงตัวผมด้วยไม่มีละเว้น

ผมไม่ปล่อยให้เสียงในหัวได้แย้งสิ่งใดอีก ลุกจากเตียงเก็บข้าวของลงเป้  แต่บ้าฉิบ! ผมไม่ได้หยิบสมุดบันทึกขึ้นมาด้วย 

ลงจากห้องลงไปที่โต๊ะริมสระน้ำ

บนโต๊ะนั้นว่างเปล่า

๗ ก.ย. ๕๓

 

3 Responses to “๒๕.”

  1. ละเลียดด้วยความรื่นรมย์ บางวรรคตอนชักเหี่ยวหด บางบรรทัดชวนคับพอง เอมใจทุกครั้งเห็นโบกี้อักษรพี่ท่านรุดหน้า ใจนั้นล่องลอยดุจลูกโป่งสวรรค์หลุดจากมือเจ้าแกละ แต่ก็คล้ายมีน้ำหนักที่มองไม่เห็นกดทับลงมาด้วยคำถาม

    ‘เมื่อใดจะลงมือเขียนสักที?’

    ข้าพเจ้าอมยิ้มรำพึง ‘เป็นคำถามที่ดี’ แรงกดดันจากการที่เห็นงานพี่ท่านเคลื่อนไหวเป็นแรงกดดันด้านดี แผ่วเบา เนิบนุ่ม ไม่กระแทกกระทั้นเหมือนถูกโบยฟาดด้วยวันเวลาว่างเปล่าซึ่งสูญไปกับลมหายใจเถลไถล คืนวันที่ครุ่นคำนึงอยู่กับตัวอักษรนั้นหน่วงหนัก น่ารักษา เป็นคืนวันที่ผสานกับก้อนดินเหนียวชีวิตรวมเนื้อเดียว

    ยามนี้วันเวลาข้าพเจ้าคงมิต่างรูปปั้นดินเหนียวแตกกระจาย ชิ้นโน้นนิดส่วนนี้หน่อย ระเกะกะพ่านเพ่น

    ออกเดินทางค้นหาจังหวะเขียนที่มั่นคง เป็นคล้ายนิยายผจญภัยทุกเรื่อง สมบัติโจรสลัด, ขุมทรัพย์, ลายแทง, ปริศนาถูกทิ้งไว้เป็นร่องรอยให้ขบคิดติดตาม เผชิญอุปสรรค และ..แน่ล่ะ ตัวร้าย! ที่จะต้องคอยขัดขวาง แย่งชิง กลั่นแกล้ง พยายามทุกวิธีให้การเดินทางสะดุดหยุดลง ขาดไม่ได้! หากขาดไปการค้นหายังจะเหลือรสชาติใด

    เอาล่ะพี่ท่าน ขอข้าพเจ้าคว้าดาบโค้ง (คงได้มาจากครั้งผจญภัยดินแดนอาหรับราตรี) ออกไปจัดการเจ้าโจรสลัดตาเดียวสักครู่ แล้วจะออกเดินทางค้นหาสมบัติล้ำค่าต่อไป

    คารวะ

    ‘คิดว่าหูฟาดสมองฟั่นเฟือน’ (หูอาจชอบซาดิสต์)
    ‘ผมอยากรู้เหลือว่าเธอสองคน’ (ไม่ทราบเจตนาให้เป็นเช่นนี้หรือทำ ‘เกิน’ หล่น)

  2. prateep Says:

    น้อมรับคำชมด้วยความปีติ อันที่จริงแล้วเราต่างก็มีส่วนผลักดันกันและกันนะขอรับ

    อย่างที่บอกพี่ท่านไว้ว่าเพิ่งมาสานต่อเอาเมื่อสองสามเดือนก่อน ทิ้งไว้เกือบปี ด้วยความคิดว่าไม่ขงเขียนมันแล้ว

    ก็ด้วยความเถลไถล กอรปกับสับสนชีวิตในการรังสรรค์สร้างงาน ทั้งเรื่องสั้น บทความที่เคยกระทำ ต่างลดหายจากไป

    ….

    ขอบพระคุณพี่ท่านทุกครั้งที่ตาดี แนะนำคำตก ขาด เกิน รวมทั้งความเห็น เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในกระบวนการขัดเกลา

    เมื่อวานนั่งเพิ่ม เกลาตอนท้าย ๆ เรื่อง สนุกกับถ้อยความของตัวละครอย่างไม่คาดคิด ทั้งที่บอกว่า เริ่มเบื่อ ๆ กับตัวละคร (แถมยังเขียนเพิ่มเติมได้เป็นวรรคเป็นเวร)

    จริงอย่างพี่ท่านบอก หากสนุกกับเรื่อง มันก็เขียนได้มันส์ สะเด็ด

    การสะดุดในงานเขียน ย่อมมีบ้าง อย่างผมก็มี แต่กลับมาได้เพราะมุทิตาจิตของพี่ท่าน ที่เป็นญาติมิตรน้ำหมึกโดยแท้จริง

    คารวะ.

  3. prateep Says:

    ๒๖ เสร็จนานแล้ว แต่อยู่ในขั้นเกลา เพราะใกล้จบเรื่อง วันศุกร์ผมกันครับ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s