๑๑. All for Love
“ภาณุ” ผมสะดุ้ง รีบหันหลังพิงประตู “ดูอะไร?”
“ห้องตรงข้าม” ผมไม่โกหก เหมือนเรไรจะไม่รู้ว่าผมลงไปข้างล่าง “ฆ่าเวลา รอเรไง”
เรไรกลับเข้าไปในห้องน้ำ “ภาณุออกไปไหนมา”
ผมเลือกที่จะเงียบไม่ตอบคำถามนั้น เดินไปหยุดที่หน้าห้องน้ำ เรไรกำลังยืนเช็ดผมที่หน้ากระจก เธอสวมเชิ้ตของผม ชายเสื้อยาวคลุมต้นขา บางขณะมันร่นขึ้นไปตามจังหวะยกท่อนแขน ผมมองเพลิน กระทั่งมีเสียงกระแอมกระไอจากเจ้าของเรือนร่างผมจึงเดินเข้าครัวดื่มเบียร์ที่เหลือค่อนกระป๋อง
“ภาณุยังสนใจห้องตรงข้าม?”
“เปล่า”
“แต่แอบดูเขา?”
“ก็แค่…หาความตื่นเต้น” จุดบุหรี่ “เหมือนเด็กๆ เด็ก ๆ มีแต่เรื่องตื่นเต้นไม่เว้นแต่ละวัน”
พูดออกไปแล้วรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กไม่รู้จักโต รู้ว่าประโยคนี้มีความหมายไปทางลบแต่ผมก็ยังอยากคงความเป็นเด็กไว้ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดก็ตาม ความเป็นเด็กหมายถึงจินตนาการยังคงอยู่ในผม น่าแปลกที่ครั้งหนึ่งผมคิดหนีจากความเป็นเด็กไปสู่ผู้ใหญ่ถึงวันนี้กลับโหยหาชีวิตในช่วงยามนั้น เป็นเพราะผมนึกเบื่อความเป็นผู้ใหญ่ สังคมผู้ใหญ่ลึกลับซับซ้อน ผมมิอาจปรับตัวให้ชาชินกับวิถีชีวิตเช่นนี้
ผู้ใหญ่คิดซับคิดซ้อน เช่นผม เช่นราตรีกับเพื่อนสาว หรือไม่เว้นแม้กระทั่งเรไร
เปิดเบียร์อีกกระป๋อง เปิดวิทยุเครื่องเล็ก หมุนหาคลื่นเพลงไทยสากลเก่า ๆ อย่างของสุนทราภรณ์ จำได้ว่ามีจัดอยู่ช่องหนึ่งเปิดมันอยู่ทุกค่ำคืนแต่กลับหาไม่พบ คงเป็นเพราะฝนตก สุดท้ายก็เลือกช่องเพลงแคลสสิคทดแทน
“แล้วตอนนี้ล่ะยังตื่นเต้นอยู่ไหม?”
ผมเอนหลัง หลับตาคิดถึงภาพเรไรเมื่อครู่






นานาทรรศนะ