“สวัสดีวันอาทิตย์”
ผมเคยเล่าความในใจให้กับเพื่อนนักเขียน (สาว) คนหนึ่งว่า ในยามที่รู้สึกเศร้า เหงา อ้างว้างวังเวงใจสิ่งหนึ่งที่ผมใช้บำบัดใจคือการเขียนรูป ฉะนั้นทุกครั้งที่ผมดูภาพที่ตัวเองเขียนจะเห็นความรู้สึกที่ว่าปรากฏอยู่ในภาพ ซึ่งแน่ละ สำหรับคนดูอาจไม่จำเป็นต้องเห็นสิ่งนี้
หลายครั้งนะครับที่ผมเขียนภาพนั้นเสร็จแล้วรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนผ่านการทำสมาธิไปได้สักสิบกว่านาที พอโล่งแล้วก็เหมือนใจเรานั้นเต็ม อาจเรียกว่าความสุขก็ได้ ความสุขที่เข้ามาแทนที่อาการเหงาเศร้าซึมต่าง ๆ นานา
ฝีไม้ลายมือการเขียนภาพของผมนั้นเทียบเคียงได้แค่มือสมัครเล่น ผมวาดผมเขียนด้วยความรู้สึกพาไป ไม่จำเป็นต้องเขียนเหมือนของจริง เพราะการตั้งเอาไว้ว่า “ต้องเหมือน” นั้น หลายครั้งทำให้ผมเขียนได้ไม่สำเร็จ บางครั้งพาลเบื่อการเขียนภาพไปเลย
สองอาทิตย์ก่อนบังเอิญได้อ่านหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ มีรายงานกิจกรรมการเขียนภาพสเก็ตช์ของคนกลุ่มหนึ่ง ตอนหนึ่งมีคำแนะนำจากอาจารย์ (สถาปนิก) ว่า การเขียนภาพ (สเก็ตช์) อย่างนี้ไม่จำเป็นว่าจะต้องเหมือนจริงหมด เพียงแค่เก็บรายละเอียดที่สำคัญให้ได้
ผมจำได้ประมาณนี้นะครับ
ก่อนหน้านั้นเคยอ่านพบที่ไหนสักแห่งว่า เวลาเราเห็นภาพวาดของเด็ก ๆ อย่าพยายามติติงว่า “ไม่เห็นเหมือน” เลย
ไม่เห็นเหมือนนั้นหมายถึงสิ่งที่เขาเขียน เช่นภาพคน หมา แมว ฯลฯ คนอาจหัวโต ตาโต มือลีบ ผิดสัดส่วนไปจากความจริง แต่เราควรถามเขาว่าทำไมคนคนนี้จึงหัวโต ตาโต หรือแมวทำไมหน้ากลมหูแหลม แล้วปล่อยให้เขาอธิบายออกมาว่าทำไมจึงเป็นอย่างนั้น
เชื่อเถอะว่า เราจะได้อะไรดี ๆ (แม้ว่าจะขำ ๆ) จากเขา
อย่างน้อยก็เรื่องเหตุผล




นานาทรรศนะ