ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

ถ้อยคำรำพึงในความเงียบซึ่งไม่มีอยู่จริงในห้วงขณะหนึ่ง ตุลาคม 16, 2010

Filed under: ใจถึงใจ — ประทีป จิตติ @ 04:07

Image0296 

ถ้อยคำรำพึงในความเงียบซึ่งไม่มีอยู่จริงในห้วงขณะหนึ่ง

               

เมื่อมีคนตั้งข้อกล่าวหาเอากับเรา แน่นอน เราย่อมมีเหตุผลโต้แย้ง เหตุผลนั้นมันอาจเป็นข้อแก้ตัวสำหรับผู้ที่ตั้งข้อกล่าวหา แต่สำหรับเรา เหตุผลนั้นย่อมไม่ใช่ข้อแก้ตัว

                เหตุผลก็คือเหตุผล คือคำอรรถาธิบายให้ฟัง

                แต่ก็อีกนั่นละ หากฝ่ายตรงข้ามไม่รับฟัง ย่อมมองว่านั่นคือคำแก้ตัว

                แปลกพิลึกละ ที่เขาต้องการให้เราพูด ให้เราอธิบาย สุดท้ายกลับมองเป็นคำแก้ตัว อย่างนั้นแล้วจะต้องการไปทำไม

                สุดท้ายเราเลือกไม่พูด คุณอยากว่าอย่างไรก็ว่ามา

                การไม่พูดนั้นหาใช่ว่าเรายอมรับ เราจำนน ต่อข้อที่คุณกล่าวหา

                ครั้นเราเงียบคุณยิ่งร้อนรน อยากให้เราพูด พูดพูดพูดอะไรบางอย่างออกมา

                เหมือนความเงียบจะสยบความเคลื่อนไหวได้ ทว่ากลับสยบไม่ได้

                คุณว่าเรากำลังต่อต้านด้วยการนิ่งเงียบ เพิกเฉย เหมือนยอมรับ แต่คุณไม่ยอมรับท่าทีนั้น ๆ

                เหมือนคุณบ้า

                หรือว่าเราบ้า

                เอาสิเอา ใครจะบ้ากว่ากัน

                เหตุผลหนึ่งที่เราเลือกเงียบ นั้นเป็นเพราะหลายต่อหลายครั้งที่คุณมอง คุณคิด ว่าเหตุผลของเรานั้นคือคำแก้ตัว นานเข้า หลายครั้งเข้าเราเหนื่อยใจ เหนื่อยใจที่จะอรรถาธิบาย  เมื่อครั้นเราเลือกเงียบคุณกลับร้อนรน อยากให้เราหาคำแก้ตัว ขณะเดียวกันคุณไม่เคยมองย้อนกลับไปที่ตัวคุณเอง

                เราคิดอย่างตลกบ้า ๆ แม้เอากระจกเงาบานใหญ่มาวางตรงหน้าคุณ คิดว่าคุณคงเดาไม่ออกว่าเรากำลังทำอะไร  คุณอาจยิ่งโมโห กับท่าทีการแสดงออกทางสัญลักษณ์ของเรา

                เราไม่ว่าคุณโง่

                เราคิดว่า “อัตตา” ของคุณนั้นสูงเกินไป

                จริงแล้ว อัตตาของคุณ หรือของเราอาจสูงเท่าเทียมกัน เพียงแต่มันแหวกออกไปคนละมุม คนละทิศทาง

                เราอาจอยู่ทางซ้าย และคุณอยู่ทางขวา (หรือเราทางขวาคุณทางซ้ายก็ได้)

                มันไม่ยากอะไรเลย หากเราจะยอมค้อมหัวโดยดุษณีว่า เหตุผลของเรานั้นคือ “คำแก้ตัว”  เช่นกัน มันไม่ยากอะไรเลยหากคุณจะยอมรับว่าถ้อยคำของเรานั้นคือ ”คำอรรถาธิบาย” หาใช่ข้อแก้ตัว

                อย่างไรก็ตาม ในเมื่อพื้นที่นี้เป็นที่ของเรา เราจะพูดในสิ่งที่เราคิดและมอง

                เราไม่ยอมรับอย่างง่าย ๆ หรอกว่า คุณจะเย้ยถากถางเราอย่างไร เราไม่ยอม และเรากำลังต่อต้านคุณด้วยหลักอะไร “อหิงสา” หรืออย่างไร

                หากการเงียบนิ่งเฉยจัดเป็นการต่อสู้อย่างหนึ่ง ไม่โต้ตอบด้วยวาจา ไม่โต้ตอบด้วยกาย ใช้ยิ้มรับเป็นการตอบโต้ หากคุณไม่แก่รงพอ คุณจะรู้สึกว่าเหมือนโดนสบประมาท

                ความสุขของผู้โบยตีคืออะไรหากไม่ใช่เสียงร้องของความเมตตา ร่ำไห้ โอดครวญ หากแต่ความนิ่งเฉยไม่ปริปากร้องกู่เรียกใช่ความสุขที่ผู้โบยตีพึงพอใจ

                หรือนั่นคือความพึงพอใจ หากใช่ก็มิจำเป็นต้องโบยตีใช่หรือไม่ หรือนั่นจะเป็นความพึงพอใจ ตาต่อตาฟันต่อฟัน

                อย่างไรก็ตาม เรามีความเชื่อว่า นั่นมิใช่ความพึงพอใจของคุณผู้ซึ่งโบยเฆี่ยนตี

                คุณถึงได้รังควานเราเรื่อยมา

          ฉะนั้นเมื่อเราถูกโบยตี เราจึงต้องอดทน  ทนอย่างที่สุด ไม่ใช่อดทนอย่างถึงที่สุด ซึ่งนั่นจะเป็นการนำเราไปสู่การบรรลุผล ในหลักการอหิงสาใช่หรือไม่

                เราไม่รู้ในรายละเอียดนักหรอกว่า หลักการของอหิงสานั้นคืออะไร ต้องทำอย่างไร แต่เท่าที่เรารู้ เราจะไม่ตอบโต้โดยใช้วิธีที่เราถูกกระทำ  อะไรที่เราเชื่อ เราคิดว่านั้นคือความชั่ว ความไม่ดี เราจะไม่โต้ตอบด้วยความชั่ว ความไม่ดี  คุณใส่ร้ายเรา โบยตีเราด้วยวาจา เราจะไม่โต้ตอบกลับด้วยสิ่งนั้น

                ใช่หรือไม่ว่าเราควร หรืออย่างน้อยก็ควรจะตอบโต้ด้วยสิ่งตรงกันข้าม

               คุณใส่ร้ายเรา เราจะชื่นชมในสิ่งดีของคุณ  คุณโบยตีเรา เราจะสำนึกถึงความเจ็บปวด ให้อภัยคุณ ไม่โกรธคุณ ปรารถนาให้คุณซึมซับความเจ็บปวดของเราบ้าง เพื่อที่บางทีคุณจะเข้าใจถึงความเจ็บปวด เมื่อคุณเข้าใจคุณจะเอาใจของเราใส่เข้าไปในใจคุณ คุณจะรู้สึกเจ็บปวดเช่นเราบ้าง เมื่อนั้นเราหวังว่าคุณจะเข้าใจในสิ่งที่คุณทำ  คุณจะเข้าใจว่าควรแล้วหรือที่จะกระทำเช่นนั้น

                ใช่แล้ว เราอภัยให้คุณ และปรารถนาให้คุณได้สัมผัสใจของเรา

                ไม่จำเป็นที่เราจะโต้ตอบความที่เราคิดว่าเลว ด้วยการทำเลวกลับไป

                ไม่จำเป็นที่เราต้องใช้การต่อสู้ที่เรียกว่าตาต่อตาฟันต่อฟัน

          เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เราคิด เราเชื่อว่ามันเลว ว่ามันไม่ดียังคงดำรงอยู่, เพียงเพราะเราไม่ต้องการให้มันดำรงอยู่มิใช่หรือ

               

               

หลังจากเรารำพันไปดังข้างต้น เราคิดว่าจำเป็นหรือไม่ว่าผู้อื่นผู้ใดจะต้องเข้าใจเหตุผลของเรา หากว่าเราอรรถาธิบายไปแล้ว

                ไม่จำเป็น

                ไม่ต้องคาดหวังว่าผู้อื่นผู้ใดจะเข้าใจเรา

                ขอเพียงเราเข้าใจตัวตนของเรา

                ถูกหรือผิดต่างกันเพียงแค่ศรัทธา

                ในความเป็นชีวิต เราต่างเดินทางด้วยความโดดเดี่ยวในขณะย่างก้าวท่ามกลางผู้คน

                ยิ่งทำความเข้าใจกับชีวิต ยิ่งเหมือนไม่เข้าใจชีวิต

                ยิ่งพยายามทำความเข้าใจผู้คน เหมือนยิ่งไม่รู้จักผู้คน

          ยิ่งละเลยปัจจุบัน ยิ่งไม่เห็นสิ่งใด

               

๑๕ ต.ค. ๕๓

 

               

 

               

Advertisements
 

โลกทั้งใบไม่ได้เป็นของเรา กรกฎาคม 17, 2010

Filed under: ใจถึงใจ — ประทีป จิตติ @ 14:08

 

เย็นวันหนึ่งฝนเทกระหน่ำลงเมืองกรุง คงไม่ต้องบรรยายสภาพความยุ่งเหยิงวุ่นวายบนท้องถนนให้ละเอียดถี่ถ้วนนัก เพราะผมเองเหนื่อยใจไม่มีอารมณ์สาธยาย

นึกถึงสภาพที่ต้องติดแหงกอยู่บนรถเมล์ไม่ปรับอากาศด้วยแอร์คอนดิชั่น มีเพียงพัดลมสองถึงสามตัว หน้าต่างทุกบานปิดแทบสนิท ผู้คนแออัดแทบว่าหายใจรดต้นคอ กลิ่นกายอับอันไม่พึงประสงค์ของแต่ละคนชวนให้อารมณ์หงุดหงิดได้ง่าย, เท่านี้มันก็แย่พออยู่แล้วสำหรับการควบคุมอารมณ์ให้นิ่ง อดทน ไม่ก่นด่าเหตุการณ์ที่อยู่เหนือการควบคุม  รอคอย พยายามคิดและมองเรื่องอื่น ให้หลุดพ้นจากสภาพการณ์อันไม่พึงประสงค์ตรงหน้าและรอบข้าง

ผมอยู่บนรถเมล์เล็กสีส้ม เสียงเพลงจากเครื่องเสียงด้านคนขับส่งเสียงน่ารำคาญเพราะฟังไม่ได้สรรพ เพราะต้องแข่งกับเสียงเครื่องยนต์, ที่ปัดน้ำฝนขูดครืดคราดกับกระจก, เสียงคุยตะเบ็งของเด็กนักเรียนแข่งกับเสียงรอบข้าง อากาศร้อนอบอ้าวเพราะหน้าต่างปิดสนิททุกบาน  เกือบแล้ว, เกือบสติแตกกับสภาพแวดล้อม ดีแต่ว่ารู้ทันจึงเปลี่ยนมุมมอง ความคิด พยายามสังเกตอากัปกิริยาของแต่ละคน

รถติดไฟแดงอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง พลัน เสียงกระแทกกระทั้นดังลั่นรถ ผมค่อย ๆ เหลือบตาหันหน้าไปยังต้นเสียง พบว่าหญิงสาวนางหนึ่งเป็นเจ้าของเสียงแผดลงเครื่องโทรศัพท์

นิดเดียว, เพียงได้ยินได้ฟังนิดเดียวก็พอเข้าใจว่าไม่สบอารมณ์กับคู่สนทนาปลายสาย ปราดเดียวก็รู้ว่าคงเป็นคนรักของเธอ

ไม่มีใครให้ความสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นนัก จนผมรู้สึกแปลก หรือ “เขา” ชาชินกับเหตุการณ์ลักษณะนี้กันไปแล้ว

กับผมล่ะ ชินหรือไม่? ถามตัวเองในขณะนั้น

หากบอกว่าชินชาคงเป็นการการโกหกโกไหว้ตนเองเกินไป หากชินคงไม่ต้องมานั่งคิดคุ้ยความทรงจำบันทึกลงสมุด, มันคือความไม่ชินเสียมากกว่า

ผมบอกตัวเองเสมอว่าความเป็นส่วนตัวเป็นส่วนสำคัญยิ่งในชีวิตของตน ไม่ชอบและไม่ต้องการให้ใครผู้ใดมาบุกรุกรุกราน  เช่นกัน ในสิ่งที่ไม่ชอบก็จะไม่ทำเช่นนั้นกับคนอื่น โดยไม่ต้องพะวักพะวนกับเขาผู้นั้นหรอกว่าเขาหวงแหนความเป็นส่วนตัวมากน้อยเท่าใด อย่างน้อยผมคิดว่า เขาหรือใครคงมีอยู่ไม่มากไม่น้อย แต่ก็นั่นแหละ มันมีอยู่สองประเภทให้จำแนก

หนึ่ง, ห่วงแหนในสิ่งของตนแต่ไม่ตระหนักในความหวงแหนของผู้อื่น  สอง, คือทั้งหวงแหนของตนและรักษาความห่วงแหนของผู้อื่น

บางคนมองโลกทั้งใบเป็นของตัวเอง บางคนมองโลกแค่เพียงเป็นของตนในส่วนที่มันเป็นได้ ในที่ประชุมชนเขาให้โลกเป็นของเขาอย่างจำกัด ไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่ทำตัวเป็นเจ้าของโลก

เช่นกัน, กับหญิงสาว เด็กนักเรียน เจ้าของคนขับรถ ผมมองว่าเขากำลังเอาโลกทั้งใบเป็นของตัว แน่ละ มันไม่ผิดอะไรเลย และเช่นกันมันใช่ว่าจะถูกต้องเสียด้วย ในความคิดผมคิดว่าไม่มีทั้งคำว่า “ผิด” หรือ “ถูก”

มีแต่ “ควร” และ “ไม่ควร”

เมื่อไร ขณะใด เราจึงจะรู้ว่าอะไรควรและไม่ควรกันเล่า

เมื่อเราเอาตัวเป็นที่ตั้งอย่างนั้นหรือ, เมื่อเราเอาคนอื่นเป็นที่ตั้งอย่างนั้นหรือ, หรือเราควรเอาทั้งเราและเขาเป็นที่ตั้งพร้อม ๆ กันไป จะอย่างไรก็ตามผมคิดว่าอย่างหลังสุดนั่นละจะเป็นการถ่วงดุลให้เกิดความสมดุล ด้วยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือจะเอาใจเราไปใส่ใจเขาก็ไม่ต่างกัน จะต้องให้ยกตัวอย่างกันไหม ไม่ยากกหรอก หากจะลองคิดกันเองบ้างก็ได้

เราแหกปากตะคอกใส่โทรศัพท์อย่างนั้น ถามใจตัวดูว่า หากกลับกันคนอื่นกระทำเช่นนี้บ้างเราจะรู้สึกอย่างไร อยากให้มันเกิดขึ้นไหม หรือหากจะบอกว่า “ไม่เป็นไร” “พอทนได้” “รับได้” เพราะอะไร เพราะว่าโลกนี้มันเป็นของเรา เป็นของคนอื่นด้วยเช่นกัน อยากจะทำอะไรก็ทำไปงั้นหรือ คุณเชื่ออย่างนั้นหรือ

ผมไม่เชื่อ

ไพล่พาลให้คิดถึงเรื่องการเมือง อะไรคือประชาธิปไตย อย่าได้ตอบตามตัวความหมาย หาไม่แล้วประชาธิปไตยในเมืองไทยมันก็เป็นคำพูดความหมายแค่สวยหรู

ผมแค่คิดว่า การไม่เอาโลกทั้งใบมาเป็นของตัว อะไรก็เอาเพียงแค่ตัวเองเป็นที่ตั้ง การคิดถึงใจของผู้อื่นก่อนใจตัวเอง นี่หล่ะ มันคือประชาธิปไตย

เถอะ, อย่าเรียกไอ้คำระบบการปกครองนี้ด้วยความไม่เข้าใจถึงรากถึงแก่นพร่ำเพรื่อนัก คำมันสวยแต่มีประโยชน์อะไร หาก “เรา” หรือ “ใคร” ฟังได้ยินแล้วส่ายหัวมึนงง อะไรหว่า “การปกครองโดยประชาชน เพื่อประชาชน”

จริงแล้ว, เราอยู่ร่วมกันโดยไม่ต้องประกาศว่า อยู่ภายใต้ระบอบการปกครองอะไรบ้างได้หรือไม่กัน •

 

 

๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๓

 

การอ่านความคิดของตน กรกฎาคม 11, 2010

Filed under: ใจถึงใจ — ประทีป จิตติ @ 14:11

เป็นเรื่องบังเอิญในขณะที่จ่อหัววันที่บันทึก วันนี้เป็นวันที่เข้าทำงานที่สำนักพิมพ์ปี ๒๕๔๖ อืม…ถึงวันนี้เข้าปีที่ ๗ แล้ว  บางทีเรื่องที่ไม่ได้คาดคิดถึงในหัวมันก็ผุดขึ้นมาดื้อ ๆ นี่กระมังที่เรียกความ “บังเอิญ” โดยแท้

จริงแล้วว่าจะบ่นด้วยการเขียนเสียละมากกว่า อยากบ่นเพราะว่าในห้วงยามนี้ไม่ได้เขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน กระทั่งเรื่องบันทึกไร้สาระในสมุดบันทึกเล่มนี้ แม้ว่าตะตั้งใจไว้แล้ว แต่อย่างว่าสุดท้ายก็ไม่เป็นได้ดังใจคิด

นี่ย่อมใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด

มันเป็นเพราะด้วยความขี้เกียจโดยแท้

เคยกล่าวกับตัวเอง เสียงดังพอให้คนอื่นได้ยินด้วยคือ หากอยากเป็นนักเขียน หากขี้เกียจคิดขี้เกียจเขียนแล้วจะเป็นได้อย่างไรกัน?

อันที่จริง ภาวะขี้เกียจนั้นมันก็มีเหตุผลละน่า ผมเชื่อว่าบางห้วงยามนักเขียนหรือนักอยากเขียนต้องประสบภาวะเช่นนี้บ้างเป็นแน่ เป็นภาวะที่ไร้แรงจูงใจ, อย่างนั้น อะไรละที่เรียกว่าแรงจูงใจสำหรับนักเขียน

วัตถุดิบเรื่องประเด็นที่เราจะเก็บเกี่ยวมันมาเขียน หรือมาปลูกลงแปลงพื้นนาบนหน้ากระดาษ (ผมคิดถึงถ้อยความของกนกพงษ์ที่ว่า ไพวรินทร์ ขาวงาม นั้นเขียนหนังสือเหมือนปลูกข้าวลงหน้ากระดาษ ผิดถูกอย่างไรช่างเถอะ)

เราผู้เขียนต้องเดินทาง ลงแรงไปเก็บเกี่ยว แน่ละ, ในสถานการณ์อย่างนี้ผมกำลังหยุดนิ่ง เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เฝ้ามองฟ้ามองน้ำ จากวันเป็นคืน จากเหนือล่องใต้ ผ่านเลยไปโดยไม่บังเกิดจินตนาการกับภาพที่เห็น เคว้งคว้าง ล่องลอย และเลื่อนลอย…

สิ่งใดเล่าที่ทำให้ผมเป็นเช่นนั้น, อาจเป็นเพราะความคาดหวัง เขียนงานชิ้นหนึ่งต้องได้ตีพิมพ์ (ความคิดนี้เก่าเชยไปเสียแล้ว) ความเบื่อ! หน่ายต่อชีวิตประจำวันหรือไม่  ต่อคำถามข้อหลังนี้มีเหตุผลและน้ำหนักพอควร ด้วยบ่อยครั้งเราเฝ้าถามตัวเราเองว่า ทำไมไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง หมายถึงสิ่งที่เราต้องการเห็น เห็นโลกที่มันดีขึ้น ไม่ใช่ว่ามีแต่แย่ลงไปทุกวัน ๆ หรือนี่คือการคาดหวังในสเกลที่ใหญ่เกินไป ทุกเรื่องที่ผมเขียน แน่ละ, ผมย่อมปรารถนาเห็นโลกเป็นเช่นนั้น แม้จะรู้ทราบอยู่ว่าอย่าคาดหวังว่างานของเราจะเปลี่ยนสังคมก็ตาม กระนั้นก็เถอะ แม้รู้เต็มอกว่าเป็นเช่นนั้นแต่ก็ยังย้อนกลับมาทิ่มแทงให้มองไม่เห็นแรงบันดาลใจ หรือจูงใจใด ๆ

เราผมอยากเขียนในสิ่งที่อยากเขียน ซึ่งมันอาจไม่ดีพอในสายตาของใคร คือไม่อยู่ในสภาพเผยสู่สาธารณชนได้ ฉะนั้น การเขียนบันทึกจึงเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง แน่ละ, ทุกครั้งที่ปรากฏตัวอักษรในสมุดบันทึกผมพร้อมให้ผู้อื่นได้อ่านเสมอ

บันทึกมีทั้งที่เป็นส่วนตัวและไม่ส่วนตัว ย่อมขึ้นกับความปรารถนาของเจ้าของผู้บันทึก

“การอ่านเป็นการคิดตามความคิดของผู้อื่นคนเขียน”  รงษ์ วงษ์สวรรค์

“การเขียนเป็นการรับใช้ความคิดของตน” กนกพงษ์ สงสมพันธุ์

ที่ยกมานี้หาใช่ว่าจะจับผิดว่าใครเลียนแบบใคร แต่ผมว่ามันจริงอย่างที่ทั้งท่านกล่าว

ก่อนลงมือเขียน…เราคิด…ก่อนเราคิดถึงสิ่งที่เราจะเขียนเราคิดถึงสาร เนื้อความที่เคยได้อ่าน ซึ่งนั่นเรียกว่า ภูมิความรู้ของเรานั่นเอง

อ่านความคิดของผู้อื่นแล้วคิดตาม มีทั้งคิดแย้ง, คิดต่อยอด จนหลายครั้งบังเกิดเป็นความคิดของตนเอง กรณีเช่นหาคำตอบเพื่อนำไปใช้แก้ไขความผิดพลาดของตนเอง  สำหรับการเขียนอัศจรรย์เพียงใดในขณะที่ในหัวของเรามีคำพูด ซึ่งเรียบเรียงอย่างรวดเร็วพร้อมกับมือสะบัดปลายนิ้วที่จับปากกาดินสอ (หรือเคาะแป้นพิมพ์ดีด) ในภาวะเช่นนั้นเราเรียกมันว่า “ไหลลื่น” ในขณะความคิด “ลื่นไหล”  บางทีมันก็น่าแปลกหากให้เราพูดในสิ่งที่คิดเขียน เรากลับทำเช่นนั้นไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้จากการหัดเขียนคิดเขียน ในยามที่เราจะต้องพูดหรือกล่าวอะไรสักอย่างเราจะทำได้ช้าลง นั่นหมายถึง เราจะต้องคิดเรียบเรียงสักเล็กน้อยแล้วจึงพูดออกไป

พูดง่าย ๆ ว่า การเขียนนั้นทำให้เราพูดเป็นได้ประการหนึ่ง และเป็นไปได้สักวันหนึ่งว่า ภาษาพูดของเราจะไม่ต่างจากภาษาเขียน (ของเราเลย) เช่นนักปราชญ์โสเครติส ภาษาพูดกับภาษาเขียนนั้นไม่ต่างกัน หรืออย่างนักเขียนร่วมสมัยที่เคารพคารวะ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อ่านบทสัมภาษณ์และปาฐกถาต่าง ๆ แล้วมิได้ต่างจากงานเขียนเลย…เมื่อมองย้อนดูตัวผมเองแล้ว ก่อนหน้าลงมือเขียน (เมื่อสิบปีก่อน) กับวันนี้ เฉพาะแค่การพูดก็ผิดกัน เรียกได้ว่าเมื่อก่อนปากเร็วกว่าสมองคิด  เรียกว่าพูดโดยไม่คิด ใจและจิต อารมณ์เป็นตัวกำหนด โกรธ เกลียด คับแค้น…เหล่านี้เป็นตัวกำหนดความคิดอย่างหุนหันพลันแล่น แล้วปากก็เปล่งเสียงออกไปโดยไม่มีการตริตรองใด ๆ

ต่อเมื่อได้เขียน, ใครที่เขียนก็อาจเข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมจึงต้องคิดอะไรต่ออะไรก่อนพูดเป็นอัตโนมัติ ซึ่งนั่นอาจหรือเป็นผลพวงจากการเขียนนั่นเอง

ก่อนเขียน, เราคิด เรียบเรียงความคิด

ก่อนพูด, เราคิด เรียบเรียงความคิด

อาจแย้งได้ว่า บางคนพูดเป็นโดยมิได้เกิดจากการฝึกเขียน, อย่างไรก็ตามก็ยังอยู่ในโลกของการเขียน การอ่าน

การอ่าน, การเขียน ใช่หรือไม่ว่ามิได้เกิดจากการคิด…?

 

ในระหว่างเขียนบันทึกนี้ผมอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เงียบเลย แต่ก็นั่นละ ความรู้สึกหนึ่งในขณะบันทึก จิตนั้นมุ่งมั่นอยู่กับความคิด สายตาจับจ้องบนเนื้อกระดาษ พูดง่าย ๆ ว่า การเขียน (อะไรก็ตาม) มันช่วยฝึกให้เราสงบ มีสมาธิได้ในระดับหนึ่ง

นอกเหนือจากการบำบัดจิตใจด้วยการรับใช้ความคิดโดยการเขียน, อ่านตั้งแต่เริ่มเขียน ผมอ่านความคิดของตัวเอง •

 

๑ ก.พ. ๒๕๕๓

 

 

 

 

เปิดใจ มิถุนายน 27, 2010

Filed under: ใจถึงใจ — ประทีป จิตติ @ 13:23

ไอ้เรื่องควมแตกต่างกันในทางความคิด ฝ่ายหนึ่งพูดอีกฝ่ายแย้งทันที ผมพบเห็นอยู่เป็นประจำ  ผมเองก็เคยอยู่ในทั้งสองฝ่าย แต่นั้นในหมู่เพื่อนมิตรสหายสนิท กับคนอื่นที่เป็นแค่คนรู้จักผมจะเงียบ ไม่แสดงทีท่าว่าเห็นด้วยหรือขัดแย้ง เหตุผลน่ะหรือ นั่นคือเราไม่เคยเรียนรู้จิตใจกันและกันมาก่อนนั่นเอง และนั่นเองหากพูดไปแล้วการทะเลาะวิวาทไม่ว่าจะทางร่างกายหรือวาทะย่อมบังเกิดขึ้น หรืออย่างดีน้อยสุดคือการเงียบ

แต่เป็นการเงียบที่แฝงไปด้วยความชิงชัง

สำหรับการวิวาทะสำหรับบุคคลอื่นผมมักไม่พบเห็นในที่สาธารณะ (ยกเว้นไว้ในแต่โทรทัศน์) แต่วันนี้กลับได้พบเห็น 

จริงแล้วมันมิใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่มันน่าขบคิดอย่างมากสำหรับสังคมเราในปัจจุบัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเห็นต่างในเรื่องการเมือง

 

เช้านี้ผมขึ้นรถเมล์พบกระทาหนุ่มวัยฉกรรจ์ ๓ คน เขาเป็นคนธรรมดา (ที่อาจต้อยต่ำในสายตาของคนบางคน) เขาพูดคุยกันเสียงดัง (ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นโดยธรรมชาติ) เขาคุยกันในเรื่องสัพเพเหระทั่วไป จนเมื่อรถแล่นมาถึงสี่แยกท่าพระ ซึ่งวันนี้สะพานข้ามแยกปิดซ่อมไปหนึ่งฝั่ง เขาคนหนึ่งวิพากษ์ว่า

“ดูสิ สะพานมันอยู่ของมันดีๆ ก็มาทำให้มันเสีย เสียแล้วต้องซ่อม เงินซ่อมเงินทำมันก็มาจากงบประมาณ หาเรื่องแดกกัน! งบประมาณมันก็กู้มา กู้มาทั้งนั้นแหละไอ้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่รู้ว่าจะกู้มาหาพ่อหาแม่อะไร”

เขาอีกคนหนึ่งร้องอืออาตามไป, พลันมีเสียงหญิง (สูงวัย) แทรกเข้ามา

“โง่แล้วอวดฉลาด!

ผมลอบมองสีหน้าหนึ่งในพวกเขา เขาทำหน้าเหลอหลา มองไปทางหญิงผู้นั้น

ผมยิ้ม และอยากยิ้มให้กำลังใจพวกเขา มิใช่ว่าเขาพูดถูกใจอะไร แต่คิดว่าพวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะพูด มีสิทธิ์ที่จะวิพากษ์  สำมะหาอะไรกับไอ้การวิพากษ์เช่นนี้ มันก็เกิดขึ้นได้กันทุกคน ไม่ว่าผมหรือหญิงสูงวัยผู้นั้น หรือคนอื่นๆ ที่โดยสารอยู่บนรถขณะนั้น

ผมไม่เข้าใจว่าหญิงสูงวัยผู้นั้นสอดขึ้นมาด้วยอารมณ์ใด แต่จะด้วยอารมณ์อันใดก็ช่างเถิด, ผมสงสัยด้วยว่า แล้วคนฉลาดก็ไม่อรรถาธิบายแสดงเหตุผล เมื่อพูดจบแล้วก็เงียบ เหมือนกับผู้พูดนั้นต้องการเพียงแค่อวดภูมิ แต่เป็นภูมิในความเงียบ

ในชั่วขณะที่พวกเขาวิพากษ์การทำสะพานข้ามทางแยก ตลอดไปจนถึงการโกงกินของรัฐบาล ผมมีชุดความคิดหนึ่งซึ่งเป็นข้อเท็จจริง นั้นคือสะพานไม่ได้พัง หรือถูกทำให้พัง แต่เป็นการซ่อมแซมแค่ผิวจราจรตามวาระ (ส่วนไอ้เรื่องจะไปโกงกินกันในกระบวนการจัดจ้างนั้นหรือไม่อย่างไรนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) ส่วนไอ้เรื่องรัฐบาลโกงกินนั้นถ้าจะว่ากันอย่างยุติธรรมแก่รัฐบาลนี้ก็ต้องบอกว่ามันมี และเกิดขึ้นทุกรัฐบาล

นั่นเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าพวกเขาไม่รู้ และความไม่รู้นั้นไม่ใช่เพราะเขาโง่

ไม่รู้ก็คือ “ไม่รู้”

หรืออาจเป็นได้ว่าพวกเขารู้แต่เลือกที่จะวิพากษ์ไปอย่างนั้น เพื่ออะไร? ไม่จำเป็นที่จะต้องไปคิดหาคำตอบ เพราะการกระทำเช่นนี้มันไม่บังเกิดผลอะไรนอกจากสนุกปาก คะนองไปตามความคิดที่มันอัดแน่นสุมทุมอยู่ในใจ เป็นความคับแค้นใจในเรื่องอันที่ผูกโยงเอามาลงระบายออกในอีกเรื่องหนึ่ง เข้าลักษณะพาลพาโล

เช่นทะเลาะกับเมีย, ถูกเจ้านายด่าว่า แล้วเรียกร้องหาความยุติธรรมให้ตนเอง, เห็นหมาแมวขัดหูขัดตาเตะมันสักเปรี้ยง หรือไม่ก็ด่ารัฐบาลมันเสียเลย (ไม่ว่าเขาจะตกอยู่ในสมัยของรัฐบาลใดก็ตาม)

ไม่หรอก… ผมจะกล่อมใจให้ตัวเองเชื่อว่า “พวกเขาไม่รู้” และก็ “ไม่โง่”

เขาฉลาดที่รู้ว่ามีการโกง “แดก” ความฉ้อฉลของระบบราชการ, ทุน  เพียงแต่เขาไม่เข้าใจและอาจเข้าไม่ถึงในการวิจารณ์ถึงเหตุแต่ละเหตุ อย่างน้อยก็เรื่องซ่อมสะพานข้ามแยก

หากหญิงสูงวัยเปลี่ยนประโยคคำพูดของตนเป็นการอธิบายถึงเหตุ พวกเขาอาจเข้าใจ หรือถ้าไม่พยายามทำความเข้าใจมันก็สุดแล้ว ดีกว่าหรือไม่ว่าจะพูดเอาสาแก่ใจตน

ฟังคนอื่นเขาคุยกันบ้าง แล้วคิด วิจารณ์ ใช้วิจารณญาณรวบรวมเหตุก่อนที่จะคิดแย้งกันบ้าง

และแย้งก็ต้องแย้งด้วยเหตุผล มีเหตุผล ไร้อคติ ยกตัวตนของตนวางไว้บนหิ้งแล้วหันหน้าพูดคุยกัน

ความแตกต่างทางความคิดอาจหลอมรวมกันได้ เพียงแค่ยกตัวตนของตน ของแต่ละฝ่ายออกไป

โลกในยามเช้าสายบ่ายเย็น คงน่าอภิรมย์ไม่มากก็น้อย •

 

๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓

 

 

ใจถึงใจ พฤษภาคม 29, 2010

Filed under: ใจถึงใจ — ประทีป จิตติ @ 23:33

untitled ใจถึงใจ

 

๔ พ.ย. ๕๒

 

ผมพยายามคิดนึกว่า เป็นเวลานานเท่าไหร่แล้วที่เกิดความเบื่อหน่ายชีวิตในเมืองกรุงนี้ อาจจะหนึ่งหรือสองเดือน…หรือไม่ก็แค่สักหนึ่งหรือสองอาทิตย์

            ใช่ว่าเป็นเรื่องดีเลยที่คิดนึกเช่นนี้ และใช่ว่าผมไม่เคยรู้สึกเช่นนี้…กี่ครั้งแล้ว ถึงตรงนี้คิดทบทวนไม่ได้หรอกว่ากี่ครั้ง การที่ต้องดำรงชีวิตอยู่ในเมืองนี้กลับรู้สึกเบื่อและชิงชัง ไม่ใช่สิ่งดีเลย รังแต่จะบั่นทอนจิตใจให้อ่อนแอ  แต่ก็เถอะ จะให้ผมทำอย่างไรได้ เมื่อถึงจุดล้าทางกายย่อมส่งผลกระทบทางใจวันยังค่ำ

            ผมอดคิดไม่ได้ว่า ใช่แต่จะมีผมคนเดียวเท่านั้นที่คิดอย่างนี้ ใครหรือคนคนนั้นอาจมีถิ่นกำเนิดจากที่ไหนสักแห่ง และด้วยภาวะการณ์ต่าง ๆ บีบบังคับให้ต้องมุ่งหน้าเข้าเมืองกรุง

            ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ส่วนใหญ่มุ่งเข้ามาแสวงหาอาชีพ ทั้งขายแรงงาน แรงสมอง สวนทางกับคนกรุงเช่นผม คืออยากออกไปจากเมืองนี้ กล่าวอย่างตรงไปตรงมา คือไปจากสังคมเมืองที่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าล้วนมีแต่การแก่งแย่งแข่งขัน ไม่ว่าจะเรื่องปากท้อง หรือแม้แต่ที่พักอาศัย 

ห้องเช่าราคาถูกที่สุดได้ทอนสิ่งอำนวยความสะดวกอันควรจะมีออกไปตามที่ได้จ่าย ห้องเช่าพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรเพียงแค่อาศัยหลับนอนราคาเช่าเข้าไปเป็นพัน หรือเกือบพัน สถานที่ตั้งก็ห่างไกล หรืออยู่ลึกเข้าไปในซอยคือสิ่งที่ต้องยอมแลก แลกกับเงินที่อาจจะต้องจ่ายเพิ่มให้กับความสะดวก และต้องทนอยู่อย่างแออัดกับเพื่อนผู้ร่วมชะตากรรม ปลอบใจตัวเองว่า “ก็แค่อาศัยหลับนอน” ซึ่งนั่นก็ยังดีกว่าอีกหลายชีวิตที่มุ่งหน้าเข้ามาเมืองนี้แล้วต้องนอนกลางแจ้ง ไม่มีที่คุ้มหัวยามฝนตก ซ้ำร้ายกว่านั้นยังต้องห่มลมห่มฟ้า ขับถ่ายในซอกมุมมืด ตากยุงและแมลงกลางคืน ผจญอยู่ท่ามกลางอาชญากรรมรอบข้าง ความเลวร้ายไม่ปรานีคนกลุ่มหลังนี้

            คิดไปแล้วดูเหมือน “เรา” ต่างก็ตกอยู่ในสมรภูมิการสู้รบ การต่อสู้กับชีวิตในแต่ละวันมันไม่ต่างอะไรกับนักรบที่อยู่ท่ามกลางควันไฟจากดินระเบิด ห่ากระสุนปืน  

ศัตรูของเราเริ่มตั้งแต่ “ตัวเรา” เอง และคนรอบข้าง แปลกหน้า  สงครามในสมรภูมิเราอาจรู้ว่าใครคือศัตรู แต่สงคราม “ชีวิต” เราต่างไม่รู้ได้ว่าคนที่กำลังยิ้มให้อยู่นี้พอคล้อยลับหลังเขาก็กลายเป็นศัตรูได้อย่างคาดไม่ถึงเลยก็เป็นได้

            ผมอาจระแวง หวาดระแวงเกินไปกระมัง แต่ก็ใช่ว่าเกิดจากอาการฟุ้งซ่านแต่อย่างใด เนื่องด้วยมีประสบการณ์เช่นนี้จะไม่ระแวงก็อันตรายมากเกินไป ลำพังแค่การแก่งแย่งแข่งขันกับคนรู้จัก แปลกหน้า ผมคิดว่ามันก็ไม่ต่างไปจากสงครามนัก

            เมื่อเก็บตัวอยู่ในที่พัก ไม่ต้องพบปะหน้าใครรู้สึกปลอดภัย ก็คงไม่ต่างจากทหารได้กลับสู่แนวหลัง สู่กองบัญชาการ แต่เมื่อก้าวย่างกลับออกไปอีกเมื่อไหร่เราก็ตกอยู่ในสมรภูมิ  ทหารเดินผ่านข้าศึกที่นอนตายได้อย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรคงไม่ต่างจากเราที่เดินผ่านขอทานชรา พิการ เด็ก อย่างเห็นเป็นอากาศธาตุเช่นนั้น

            เราอาจรู้สึก แต่แล้วความรู้สึกนั้นก็จางหายอย่างรวดเร็วเมื่อพ้นผ่าน แล้วเราก็สนใจแต่เรื่องของเรา อนาคตของเรา ที่หมายของเรา ผ่านไป…แล้วผ่านไป เราจะรู้สึกรู้สาบ้างก็ต่อเมื่ออารมณ์จิตใจอ่อนไหว เมื่อเหล้าเข้าปาก เมื่อได้หยุดนั่งนิ่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยที่หลุดพ้นไปจากตัวเอง เราอยากเปลี่ยนสังคม ช่วยเหลือผู้ยากไร้ ยิ่งคิดยิ่งฮึกเหิม แต่ก็ต้องสะดุดเมื่อคิดได้ว่าสุดท้ายแล้วมันเกินความสามารถ เราไม่เคยสัมผัสความโหดร้ายในชะตาชีวิต  แน่ละ ไม่งั้นเราไม่มีเหล้าเข้าปากแก้วแล้วแก้วเล่า เมื่อคิดได้เช่นนั้นความเศร้าก็บังเกิด สังเวชสมเพชที่ต้องมานั่งเวทนามองดูชะตาชีวิตของคนอื่นที่มันช่างแสนบัดซบ ทั้งที่ความจริงชีวิตของเรานั้นก็บัดซบไม่ต่างไปจากเขา

            คิดได้เช่นนั้นยังนับว่าดีอยู่หรอก เพราะอย่างน้อยก็สมเพชตัวเอง ไม่ได้ก่นด่าว่าเขาเป็นไอ้พวกมารคอหอย ทำลายความสุขในการกินดื่ม  หนักเข้าก็ต้องบอกลากลับเข้าสู่กองบัญชาการ นั่งนอนหลบในซอกหลืบ ขังตัวเองอยู่ในความมืด ผจญภัยอยู่ในโลกเหงาเงียบแต่ลำพัง พูดคุยอยู่กับตนเอง และสู้รบทำสงครามในสมรภูมิจิตใจของตนเอง

            ผมไม่ปฏิเสธหากว่าใครสักคนจะมองด้วยความสมเพช ด้วยว่าอ่อนแอ  แน่ละ ผมอยากจะบอกด้วยว่า ผมเคยและเป็นอย่างนี้มาหลายครั้งในยามที่จิตใจมันเหี่ยวเฉากับสิ่งละอันพันละน้อยในสังคมเมืองนี้

            ผมไม่ปฏิเสธ แต่ยอมรับด้วยความยินดี

            ผมรู้ว่าการที่ตกอยู่ในห้วงอารมณ์เช่นนี้มิใช่เรื่องดีนัก หากแต่มันก็ดีนักเชียวที่จะเกิดความรู้สึกเช่นนี้ขึ้นมาสักในห้วงยาม อย่างน้อยมันทำให้ผมได้คิดอะไรแก้ ขัด และแย้งความคิดอ่อนแออ่อนล้าของจิตใจขึ้นมาได้บ้าง

            ในความคิด ในซอกมุมหลืบ ในความมืด หาใช่ว่าผมเดียวดาย ยังมี “ผม” ให้คิดและถามเป็นเพื่อน

            ผมอยากบอกคนรอบข้างว่า โปรดอย่าได้เป็นกังวลไปเลยหากผมจะไม่พูดคุยอะไรเท่าที่มันควร

บางครั้งผมรู้สึกเหงาในท่ามกลางผู้คนรายล้อม

บางครั้งผมรู้สึกเดียวดายท่ามกลางผู้คนอึกทึกครึกครื้น

แต่ไม่ว้าเหว่ในความเงียบงัน

แต่ก็เถอะ บางครั้งมันก็มีบ้างที่ว้าเหว่ในความเงียบงัน •

 

 

เพียงความเข้าใจ พฤษภาคม 23, 2010

Filed under: ใจถึงใจ — ประทีป จิตติ @ 12:19

เพียงความเข้าใจ

 

คนเราแต่ละคนล้วนประกอบด้วยอัตตา ใช่หรือไม่ว่า อัตตานี้คือความบ่งบอกความเป็นตัวตนของเราแต่ละคน เป็นสิ่งบ่งบอกแสดงเป็นบุคคลิก ความคิด ความรู้สึกของเรา

            อัตตาเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ หากว่าเราดำรงมันไว้อย่างพอดี 

ผมคิดว่ามันก็ดี เข้าท่าเข้าทาง อย่างน้อยอัตตาก็ดำรงความเป็นตัวตนของเราไว้ จะเปรียบได้กับรากแก้วของต้นไม้ได้เช่นนั้นไหม คือเรายังคงความเป็นตัวตน เอนลู่ต้านลมบ้าง เพื่อไม่ให้ล้มพับงอกลิ้งไปเท่านั้น

ในวันก่อน ผมมิเคยคิดเช่นนี้ อัตตาของผมใหญ่ แข็งแรง และยิ่งแข็งยิ่งแรงเท่าใด เมื่อล้มลงย่อมเจ็บมากเป็นเท่าตัว

 

หลายครั้งเราเถียงหัวชนฝา คัดค้านในสิ่งที่ใครต่อใครคิดไม่เหมือนเรา เราปกป้องสิ่งใดก็ตามทั้งที่จริงแล้วสิ่งที่เราคิดปกป้องนั้นหาใช่เป็นของเรา เราเพียงอยากบอกกล่าวคนทั้งโลกว่า เราก็มีความเชื่อของเรา และเรากระทำไปเพียงเพื่อปกป้องความคิดของเรา

การกระทำเช่นนั้นเองนำเราไปสู่ภาวะความขัดแย้ง พูดกันไปคนละทาง ทั้งที่อยู่บนแกนเรื่องเดียวกัน

 

ถึงวันนี้ ผมพยายามที่จะบอกกล่าวอะไรกับคนทั้งโลกน้อยลง บอกตัวเองเสมอว่าเราล้วนมีความคิด ความเชื่อต่างกัน  พูดได้เท่าที่พูด ฟังได้เท่าที่รับฟังได้ ไม่พยายามค้านและขัดแย้ง

แต่ก็นั่นเอง… ในความสัมพันธ์กับหมู่มิตรหลายครั้งอดแสดงความรู้ ที่ผมสำนึกได้ภายหลังว่า น่าจะเป็นความโง่มากกว่า โง่ในลักษณะที่ปล่อยให้อารมณ์มาบดบังอยู่เหนือความมีเหตุผลและสติ จนบางครั้งผมบังเกิดคำถามกับตัวเองว่า ผมหรือเขาที่เป็นคนมีปัญหา  บางครั้งเหมือนผมตกอยู่ในวงล้อมต่อสู้ปกป้องความคิดของตัวเองแต่เพียงลำพัง

เป็นความรู้สึกแปลก หรือผมเองแปลกแยกจากเพื่อนฝูงหรืออย่างไร ซึ่งมันก็จริงคือที่ว่า ผมผิดแผก เพราะอะไร เพราะอัตตาหรือไม่ และในภาวะเพียงลำพังกำลังอัตตาผมพุ่งถึงจุดสูงสุดงั้นหรือ?

บางครั้ง ในสิ่งที่ผมพูด เพียงอยากให้คนเข้าใจในสิ่งที่คิด หาใช่ว่าจะต้องเข้าใจลึกซึ้งถึงขนาดว่าทำไม เพราะเหตุใดผมจึงคิดเช่นนั้น สำหรับผู้อื่นผมก็ใช้วิธีการนี้คิดเช่นนี้เพื่อจะ เข้าใจ เขาเช่นกัน

            ขอเพียงเราเข้าใจว่าต่างฝ่ายต่างคิดอย่างไร หากเราเข้าใจตรงจุดเริ่มนี้ได้แล้ว แน่ละ เราอาจต่างฝ่ายต่างเข้าใจถึงที่มาของเหตุได้ว่า ทำไม อย่างไร

            ผมปรารถนาภาวะการณ์เช่นนั้นเหลือเกิน, เรานั่งฟังฝ่ายตรงข้ามพูดในสิ่งที่เขาคิดและรู้สึกโดยไม่โต้แย้งและเป็นมิตร

            ฉะนั้นแล้วผมต้องเก็บกักอัตตาในภาวะการณ์นั้นให้ต่ำที่สุด อย่าเรียกร้องเอากับฝ่ายตรงข้าม

            ผมต้องเริ่มต้นจากตัวผมก่อน

            แม้ว่าที่สุดแล้ว เราอาจเพียงคุยกันรู้เรื่องเท่านั้น แต่เราก็ไม่บังเกิดความทะเลาะเบาะแว้ง

            เข้าใจ แต่ไม่จำเป็นเข้าใจทั้งหมด ยังดีกว่าไม่เข้าใจ คุยไม่รู้เรื่องกันเลย

            อย่างน้อยมันก็ทำให้เรารู้สึกเคารพความคิดของคนอื่นได้บ้าง อย่างที่ผมเคยคิดประโยคหนึ่งขึ้นมา คือ เราคุยกันเพราะเห็นต่างกัน

            ใช่, เห็นต่างกัน คุยกันให้เป็นแนวทางเดียวกัน ไม่เหมือนแต่ก็เดินร่วมทางกันไปได้ เพียงเท่านี้โลกมันก็น่าอยู่ขึ้นอีกเป็นก่ายกอง

 

            ๑๕ พ.ย. ๒๕๕๒

 

 

พฤษภาคม ๒๕๕๓ : เสียงเล็ก ๆ ของคนเล็ก ๆ พฤษภาคม 15, 2010

Filed under: ใจถึงใจ — ประทีป จิตติ @ 23:34
Tags: ,

พฤษภาคม ๒๕๕๓ : เสียงเล็ก ๆ ของคนเล็ก ๆ

 

มีทั้งความเหมือนและความต่างของเหตุการณ์ความไม่สงบในกรุงเทพ อันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับรัฐบาลในปีที่แล้วและที่กำลังบังเกิดอยู่ในปัจจุบัน

            กล่าวคือ ในด้านที่เหมือน รัฐบาลได้ใช้กำลังทหารเข้าปฏิบัติการ มีการใช้อาวุธสงคราม ได้แก่ปืนเล็กยาว เอ็ม ๑๖ มีทั้งกระสุนยางและกระสุนจริง ด้านที่ต่างคือควาวมรุนแรงที่เกิดจากการปะทะของทั้งสองฝ่าย

            มียอดจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก มีการใช้อาวุธสงครามร้ายแรงจากฝ่ายที่ไม่ปรากฏสถานะ ซึ่งทั้งฝ่ายรัฐและ นปช.ต่างปฏิเสธว่าฝ่ายนั้นมิใช่ฝ่ายของตน

            รัฐบาลออกประกาศว่า กลุ่มที่ใช้อาวุธเป็นผู้ก่อการร้าย จากถ้อยคำประกาศมีแนวโน้มว่าเป็นการกระทำของฝ่าย นปช. แต่เมื่อยังไม่มีหลักฐานยืนยันจึงเปลี่ยนไปเป็นกองกำลังไม่ทราบฝ่าย

            คนตายและบาดเจ็บมีทั้งฝ่าย นปช. รัฐบาล (ทหารและตำรวจ) และประชาชนที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

            ความไม่สงบมิได้เกิดขึ้นเพียงวันสองวันแล้วจบสิ้นอย่างเมื่อปีที่แล้ว  ความไม่สงบเกิดขึ้นมานานกว่าสองเดือน นับแต่มีการเดินทางเข้ามาชุมนุมของ นปช. มีการระเบิดรายวัน

            สถานที่การชุมนุมมิได้จำกัดอยู่เพียงที่ถนนราชดำเนิน เหมือนเช่นการชุมนุมทางการเมืองดังก่อน  การเคลื่อนขบวนการชุมนุมไปปักหลักที่สี่แยกราชประสงค์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางย่านธุรกิจของกรุงเทพ และย้ายจากราชดำเนินมาปักหลักที่ราชประสงค์ที่เดียวหลังเกิดเหตุการปะทะเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ นับถึงวันนี้เป็นเวลาร่วมเดือนแล้วที่ศูนย์กลางย่านธุรกิจหยุดชะงักงัน

          การปะทะกันของทั้งสองฝ่าย ดำรงอยู่ท่ามกลางการปักหลักการชุมนุมของมวลชน นปช. ต่างจากปีที่แล้วซึ่งเกิดขึ้นในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ไม่มีการเข้ามาชุมนุม  อย่างไรก็ดี แม้ว่าการปะทะกันในครั้งนี้จะมีความรุนแรงกว่าปีก่อน ทว่ามวลชน นปช.ก็ยังปักหลักชุมนุมกันต่อไป

           

ขณะที่ผมเขียนอยู่นี้ เป็นวันที่สามที่รัฐบาลดำเนินการปฏิบัติการปิดล้อมพื้นที่การชุมนุมย่านราชประสงค์ แผนปฏิการนี้เริ่มต้นเมื่อเวลา ๑๘ นาฬิกาของวันที่ ๑๓ พ.ค. วันนั้นพวกเรารวมทั้งคนเมืองหลวงอลหม่านกันมากพอดู โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทาง หรือทำงานย่านนั้น  ระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดินยกเลิกรับส่งผู้โดยสารบางสถานี โดยเฉพาะสถานีสยามของบีทีเอส ซึ่งเป็นสถานีเปลี่ยนเส้นทางระหว่างสายสุขุมวิทกับสีลม

            ระหว่างที่ได้รับทราบแผนการปฏิบัติงานของรัฐบาล ผมคิดว่าอย่างไรเสียคงเลี่ยงความรุนแรงไม่พ้น ประวัติศาสตร์กำลังเดินซ้ำรอยเดิม เป็นประวัติศาสตร์ที่แตกต่างไปจากเดิม นั่นคือระดับความรุนแรงจากการปะทะกันจะรุนแรงมากกว่าเดิม

            ผมกลับถึงที่พัก เปิดโทรทัศน์เพื่อต้องการทราบความเป็นไปของสถานการณ์ ข่าวที่ไม่คาดว่าจะได้ยินก็คือ เสธ.แดง (พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล) ถูกยิงระหว่างให้สัมภาษณ์กับนักข่าว

            เป็นการยิงอย่างมีระบบ เป็นการยิงอย่างพลซุ่มยิง (sniper) ยิงเข้าศีรษะ ทว่าเสธ.แดงยังไม่เสียชีวิตแต่ก็ยังอยู่ในอาการน่าวิตก ถึงวันนี้ก็ยังน่าวิตกอยู่หลังจากผ่านมาสองวันแล้ว

            ผมเข้านอนด้วยใจห่อเหี่ยว หดหู่ พลางคิดว่า ในกลางดึกคืนนี้ต้องเกิดความรุนแรงขึ้นอย่างแน่นอน

            รุ่งเช้า เปิดโทรทัศน์เช็กข่าว มีรายงานการปะทะกันเมื่อคืนจริง และมีผู้เสียชีวิต จุดเกิดเหตุอยู่หน้าสวนลุมพินี ถนนพระรามที่ ๔

            ถนนเส้นนั้นเป็นถนนสายหลักที่ผมจะต้องเดินทางไปทำงานที่ย่านคลองเตย ตามรายงานข่าวว่าไม่สะดวกแก่การเดินทาง ผมมีอีกทางเลือกหนึ่งคือไปใช้บริการของบีทีเอส ทว่าวันนั้นการบริการไม่เต็มระบบ จากวงเวียนใหญ่ไปถึงแค่ช่องนนทรี จึงตัดสินใจลงเรือข้ามฟากที่คลองสาน ไปโดยสารรถเมล์ที่สี่พระยา รออยู่กว่าครึ่งชั่วโมงไม่มีรถ จึงต้องตัดใจใช้บริการแท็กซี่

            การจราจรติดขัดตั้งแต่แยกสามย่าน บนสะพานไทยเบลเยี่ยมรถติดยาวเหยียด ระหว่างนั้นผมพยายามอ่านมติชนฯ ทว่าใจไม่นิ่งพอที่จะคิดถึงเรื่องอื่น

            เรื่องแรกคือค่ารถ จากที่เคยเสีย ๗๐ กว่าบาทคงเลยทะลุไปหลักร้อย  เรื่องสอง คิดว่าตัดสินใจผิดที่เลือกเส้นทางนี้ แทนที่จะไปทางถนนสาทร ซึ่งไม่ผ่านจุดปะทะกันกันเมื่อคืน

            แต่สุดท้ายก็โยนความคิดเหล่านั้นทิ้งไป หันมาอยู่กับปัจจุบัน  ไม่มีอะไรผิดหรือถูก มีเพียงแค่ความไม่รู้

            ตลอดทางนับจากสี่พระยาโชเฟอร์แท็กซี่วัยกลางคนได้แต่นั่งนิ่งเงียบ มีเพียงเสียงถอนหายใจระบายออกมาเป็นระยะ  ผมคิดว่าเขาคงเครียดกับรถติด หรือไม่ก็ไม่อยากจะพูดอะไรทั้งนั้น ซึ่งนับเป็นสิ่งที่ดีของคนขับรถ ที่ว่าเมื่อผู้สารไม่พูดสิ่งใดเขาก็จะไม่รบกวน

            กระทั่งรถแล่นมาถึงบริเวณแยกศาลาแดง มีเสียงระเบิดปัง ปัง ผมมองขึ้นไปบนฟ้า เห็นแนวควันเป็นเส้นตรงแล้วแตกกระจายกลางอากาศ ระดับความสูงพอ ๆ กับตึกของโรงพยาบาลจุฬาฯ พิจารณาแล้วว่าเป็นประทัดหาใช่ปืนหรือระเบิด  เสียงนี้เป็นจุดเริ่มต้นให้ผมเริ่มพูดคุยกับโชวเฟอร์แท็กซี่

            กระนั้น เขาก็ยังสงวนท่าที ไม่พูดหากผมไม่เอ่ยเชิงถาม

            ลงจากสะพานรถมุ่งหน้าไปยังแยกวิทยุ เห็นสาเหตุที่ทำให้รถติด ตำรวจและทหารวางแนวล้อมจุดเกิดเหตุจึงทำให้ช่องจราจรเหลือเพียงช่องเดียว ถัดไปบริเวณหัวมุมถนนวิทยุมีกลุ่มคนกำลังวางสิ่งกีดขวางกั้นไม่ให้รถแล่นเข้าถนนวิทยุ ขณะเดียวกันวิทยุในรถรายงานข่าวว่า ถนนสาทรเหนือก็ถูก นปช.ปิดกั้นไม่ให้รถแล่นเข้าถนนพระราม ๔  ผมคิดในใจ ถนนที่ผมคิดว่าจะมาในตอนแรกกลับกลายเป็นว่าใช้งานไม่ได้ ยิ่งตอกย้ำความคิดที่ว่าผิดหรือถูก

            ใช่แล้ว, มันมีแต่สิ่งที่ไม่รู้เท่านั้น

            ผมหันไปทางมุมถนนวิทยุอีกครั้ง เห็นกลุ่มคนกลุ่มเดิม ในมือมีท่อนไม้ ห่างออกไปเป็นทหารมีอาวุธปืนครบมือ ระยะห่างของกลุ่มคนทั้งสองน่าจะอยู่ระหว่าง ๕๐ เมตรเป็นอย่างน้อย ทำให้ผมอดคิดถึงภาพการสู้รบในสงครามกลางเมืองของอเมริกาไม่ได้ การตั้งแนวสู้รบกันไม่น่าจะมากน้อยไปกว่านี้

            สงครามกลางเมือง, ใช่แล้ว ภาพที่ผมเห็นมันคือสงคราม

            ต่างที่ว่า ไม่ใช่การรบระหว่างทหารกับทหาร ทว่าเป็นการรบระหว่างทหารกับประชาชน

          แม้ว่าประชาชนที่ผมเห็นจะไม่ได้ยืนมือเปล่าปราศจากอาวุธ ทว่า อานุภาพการทำลายล้างของมันนั้นต่างกันชนิดราวฟ้ากับเหว

            เมื่อรถแล่นผ่านแยกวิทยุไปการจราจรก็คล่องตัวพอสมควร ผมแสดงความคิดเห็นกับโชเฟอร์ว่าไม่น่ามาสู้กันอย่างนี้ เราคนไทยเหมือนกัน สุดท้ายแล้วไม่มีใครได้อะไรโดยเฉพาะคำว่า “ชนะ” คงมีได้แต่ “ความพ่ายแพ้”

            ผมคิดถึงความเห็นของเพื่อนที่เคยได้พูดคุยกัน  เขาว่า ปัญหามันจะจบได้ก็ต่อเมื่อพูดคุยกัน, ผมเสริมความเห็นของเพื่อนพูดกับโชวเฟอร์ว่า “และต้องโยนผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายทิ้งก่อนด้วย”

            คนอาสาเข้ามาทำงานการเมืองจำเป็นต้องทำเพื่อคนอื่น (ประชาชน) ฉะนั้นต้องเอาผลประโยชน์ของประชาชนมาก่อน (แล้วผลประโยชน์ของชาติจะตามมา)

            ผมสังเกตเห็นโชวเฟอร์ยิ้มเล็กน้อย เป็นยิ้มชวนหดหู่ หมอง ๆ อย่างไรชอบกล

            จริงที่ว่า สิ่งที่เห็นและดำเนินอยู่มันไม่ได้เป็นอย่างที่ผมเสนอแนะไปสักนิด ทั้งฝ่ายรัฐบาลและ นปช.ยังคงดำรงการเผชิญหน้าเข้าหากัน

            เมื่อยังมีการเผชิญหน้า การปะทะทำร้ายทำลายกันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

          เมื่อใกล้ถึงที่หมายผมเหลือบมองมิเตอร์ ตัวเลขบอกราคาหนึ่งร้อยสิบห้าบาท เมื่อรถจอดผมส่งแบงก์ร้อยกับยี่สิบ บอกว่าไม่ต้องทอน ขอให้รับผู้โดยสารได้เยอะ ๆ และขอให้เขาโชคดี

            เช่นกัน, เขาก็ขอให้ผมโชคดี

            วันนั้นทั้งวัน ผม รวมทั้งเพื่อนร่วมงานต่างไม่มีกะจิตกะใจทำงาน ผมเปิดวิทยุของจ.ส.๑๐๐ ฟังรายงานความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์โดยตลอด ทราบว่ามีการปะทะกันบนถนนพระรามที่ ๔ บริเวณบ่อนไก่ จนตกบ่ายข่าวยืนยันแน่ชัดว่ามีการปิดการจราจรถนนพระรามที่ ๔ ตั้งแต่สามแยกคลองเตยไปจนถึงสามย่าน  รถไฟบีทีเอสหยุดให้บริการทั้งระบบหลังเวลา ๑๖ นาฬิกา ผมกับผู้ร่วมงานตัดสินใจกลับบ้านร่วมกันทางถนนพระรามที่ ๓ ก่อนเวลาเลิกงานจริงสองชั่วโมง

            กลับถึงบ้านเปิดโทรทัศน์ มีรายงานการปะทะกันที่บริเวณบ่อนไก่ มีภาพและเสียง…ควันไฟจากการเผายางรถ เสียงปืน…

            หลับไปเมื่อก่อนสี่ทุ่ม ตื่นมาอีกครั้งก็เจ็ดโมงเช้าของวันนี้ เปิดโทรทัศน์ บ่อนไก่มีสภาพไม่ต่างไปจากสมรภูมิสงคราม ดังเช่นภาพข่าวสงครามในบางประเทศย่านตะวันออกกลาง

            วันทั้งวันยังคงมีรายงานข่าวการปะทะกัน ทั้งที่บ่อนไก่ ราชปรารภ ศาลาแดง…ยอดผู้เสียชีวิตของเมื่อวานถึงวันนี้ขณะที่เขียน ๒๔ คน บาดเจ็บ ๑๒๙ คน ถึงวันพรุ่งนี้จะเพิ่มอีกสักกี่คน หรือจะหยุดไว้เท่านี้

            ผมภาวนาให้เป็นอย่างหลัง

ไม่มีฝ่ายไหนผิดหรือถูก มีแต่ความไม่เข้าใจกัน ทว่าสถานการณ์ปัจจุบันการจำแนกให้ใคร ฝ่ายไหน ถูกหรือผิดนั้นง่ายกว่าการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน

            ผิด หรือ ถูก ดำรงอยู่บนอัตตาของแต่ละคน

            เมื่อลดอัตตาลงได้ ความเข้าใจกันและกันก็เห็นอยู่รำไร

 

            จากพฤษภาคม ๒๕๓๕ ถึงพฤษภาคม ๒๕๕๓ มีทั้งความเหมือนและความต่างในระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย •

 

๑๕ พ.ค. ๕๓