ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

วิกฤตการเมืองการปกครองสมัยใหม่ : บทเรียนจากอังกฤษต่อกรณีพฤษภาคม ๒๕๕๓ กันยายน 7, 2010

Filed under: บทความคัดสรรค์ — ประทีป จิตติ @ 19:10

วิกฤตการเมืองการปกครองสมัยใหม่ : บทเรียนจากอังกฤษต่อกรณีพฤษภาคม ๒๕๕๓

มติชนสุดสัปดาห์ ๓-๙ ก.ย. ๕๓ ฉบับที่ ๑๕๖๘

 

 

จากการพิพากษาตัดศีรษะพระเจ้าชาร์ลที่ ๑ ทำให้สังคมยุโรปมองอังกฤษเป็นชาตินอกกฎหมาย และต่างพากันคว่ำบาตร และไม่ยอมรับในการปฏิวัติที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น

ในขณะที่คนส่วนใหญ่ของอังกฤษยอมรับ “รัฐอังกฤษใหม่” แทนราชอาณาจักรที่จบลงไปและยอมรับผู้อารักขาหรือรัฐบาลใหม่ด้วยความจำใจ

ตามแนวคิดทางการเมืองของ Thomas Hobbes ที่ปรากฏในงานเขียน Leviathan เขาเขียนขึ้นในช่วงสงครามกลางเมืองของอังกฤษนี้เอง

ประเด็นสำคัญประการหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ของฮอบส์ คือ การชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการมีสันติภาพ และสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อการปกครองมีอำนาจสมบูรณ์เด็ดขาด

และหากต้องเลือกระหว่างการมีอิสรภาพภายใต้สภาวะอนาธิปไตยหรือสงครามกลางเมืองกับการอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการแต่มีสันติภาพความสงบเรียบร้อยแล้ว ฮอบส์ชี้ว่า ภายใต้หลักจิตวิทยาของมนุษย์ปรกติทั่วไปย่อมจะต้องเลือกอย่างหลังเพื่อรักษาชีวิตให้รอดและเพื่อความมั่นคงปลอดภัยในการดำเนินชีวิต

หากนำหลักคิดและการปฏิวัติอังกฤษมาเป็นกรอบในการทำความเข้าใจการเมืองไทย เราก็จะพบว่า มีการใช้หลักจิตวิทยาดังกล่าวนี้ในการหาทางออกจากวิกฤตการเมืองไทยอยู่เนือง ๆ

ยกตัวอย่างของการชุมนุมของพี่น้องเสื้อแดง ระหว่างเดือนมีนาคม- พฤษภาคม ๒๕๕๓…

เมื่อแกนนำนำพี่น้องเสื้อแดงไปชุมนุมปักหลักที่ราชประสงค์นานวันเข้า ก็เริ่มมีเสียงไม่พอใจออกมาจากลุ่มธุรกิจต่าง ๆ และเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการเด็ดขาดเข้าดำเนินการ

เมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็เริ่มมีกระแสออกมาว่าให้ทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ยุติความสับสนวุ่นวายที่ทำให้ไม่สามารถหาความแน่นอนในการประกอบธุรกิจ

และเมื่อถึงจุดหนึ่งการใช้กำลังเข้ากระชับพื้นที่กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนในกรุงเทพฯ ยอมรับไปโดยปริยาย และก็มีการสูญเสียเกิดขึ้นตามมา แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็ยังยอมรับได้ตราบเท่าที่สามารถนำสังคมกลับไปสู่ภาวะปรกติ

รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙…

ถ้านับย้อนไปดูรัฐประหารหลาย ๆ ครั้งที่เกิดขึ้น ก็มักอ้าง “ความสงบเรียบร้อย” เป็นสำคัญ และประชาชนส่วนใหญ่ก็ถูกโฆษณาชวนเชื่อให้เกิดความกลัวต่อสภาวะอนาธิปไตยอยู่หลายครั้ง ถ้าครั้งไหนประชาชนเชื่อ รัฐประหารครั้งนั้นก็ได้รับการยอมรับ แม้ว่าคนจำนวนหนึ่งจะไม่ชอบการทำรัฐประหารก็ตาม

แต่ก็มีคนอีกจำนวนหนึ่งที่อ่อนไหวมากต่อความสับสนวุ่นวายทางการเมือง และคนพวกนี้ก็มักจะเรียกร้องการใช้อำนาจนอกระบบเข้าแก้ไขวิกฤตการเมืองตั้งแต่เนิ่น ๆ

สิ่งที่นักรัฐศาสตร์ต้องสืบค้นตรวจสอบอย่างจริงจังก็คือ สภาวะอนาธิปไตยที่ว่านั้น มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นจริงแค่ไหน หรือจริง ๆ แล้ว มันเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเท่านั้น สงครามกลางเมืองของอังกฤษที่เริ่มขึ้นในค.ศ.๑๖๔๒ และฉากแรกของมันได้จบลงในปีค.ศ.๑๖๔๙ นั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

ผู้คนในอังกฤษจึงไม่ปฏิเสธอำนาจใหม่ที่เกิดขึ้นในมือของ โอลิเวอร์ ครอมแวล ผู้นำฝ่ายล้มเจ้า แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ยินดีปรีดากับผู้ปกครองคนใหม่นี้ก็ตาม แต่ถ้าคิดคำนวณบวกลบคูณหารแล้ว ก็ย่อมจะดีกว่าปล่อยชีวิตของพวกเขาอยู่ในสภาพที่ “โดดเดี่ยว ยากแค้นลำเค็ญ น่ารังเกียจ โหดร้ายป่าเถื่อนและเสี่ยงกับควมตายอยู่ตลอดเวลา”

ความอ่อนไหวทางจิตวิทยาของผู้คนดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้ย่อมส่งผลต่อการนิยมใช้กำลังอำนาจนอกระบบเข้าแก้ไขวิกฤตความสับสนวุ่นวาย และหากผู้คนในสังคมมีสภาพจิตอย่างว่า ก็เข้าข่ายว่า พวกเขาเหล่านั้นมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่เอื้อให้มีการแก้ไขวิกฤตปัญหาตามครรลองของประชาธิปไตย

ความอ่อนไหวที่ว่านี้ก็คือ เกิดความกลัวเร็วไป และการเกิดความกลัวเร็วไปก็ทำให้ขาดความเชื่อมั่นในการแก้ไขด้วยกลไกภายในระบบประชาธิปไตยเอง

การเกิดความกลัวเร็วไป เกิดจากการอ่อนไหวต่อการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายที่ต้องการใช้อำนาจนอกระบบเข้าแก้ไขปัญหา หรือไม่ การเกิดความกลัวเร็วไปนี้เองที่เป็นตัวเร่งให้มีการใช้อำนาจนอกระบบ

แต่แน่นอนว่า เมื่อถึงที่สุดแล้ว หากจะเกิดการนองเลือดหรือสภาวะสงครามกลางเมืองเข้าจริง ๆ ไม่ว่าคนในวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไหนก็ย่อมหนีไม่พ้นสภาวะทางจิตวิทยาดังกล่าว นั่นคือเลือกที่จะสงบโดยเร็วโดยถึงแม้ว่าจะต้องยอมแลกกับสภาวะเผด็จการก็ตาม

นอกเสียจากว่า ความสงบที่ได้มานั้นทำให้คนกลุ่มหนึ่งสามารถมีชีวิตอยู่รอดทำมาหากินได้เป็นปรกติตามเดิม แต่สำหรับคนบางกลุ่มนั้นไม่ได้ทำให้เขามีอาหารกิน มีชีวิตอยู่รอดเหมือนพวกแรก แน่นอนว่า พวกเขาจะยอมเดินหน้าเข้าสู่สภาวะอันสุ่มเสี่ยงต่อสงครามกลางเมือง เพราะถ้ายอมต่อไปก็อดตายอยู่ดี สู้เสี่ยงเดินหน้าไป อาจทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น

ฝ่ายที่ต้องการสร้างสถานะทางการเมืองของตนให้ชอบธรรม

ฝ่ายที่ต้องการสร้างสถานะทางการเมืองของตนให้ชอบธรรมและเป็นที่ยอมรับของคนในสังคมภายใต้สภาวะที่สังคมนั้นกำลังมีวิกฤตความขัดแย้งทางการเมือง มีการชุมนุมประท้วง ก็อาจเร่งให้สถานการณ์สุกงอม เข้าสู่สงครามกลางเมืองโดยเร็ว เพื่อฝ่ายตนจะได้เข้ามาเป็นพระเอกยุติสภาวะอันไม่พึงปรารถนานั้น

อย่างในกรณีเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ นั้นจะพบว่า ในวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๓ ได้มีนักการเมืองคนหนึ่งได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนองตนต้องการทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และกล่าวถึงแผนผังล้มเจ้าที่ทางการได้นำออกมาเผยแพร่…

ในที่สุด สงครามกลางเมืองย่อย ๆ ก็ได้เกิดขึ้น แต่ที่ไม่ขยายวงไปมากกว่านั้น ก็เพราะโชคดีที่มันไม่ถึงจุดที่ประชาชนรู้สึกว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถเดินเรื่องให้จบและเร็ว แต่ถ้าพวกเขาคิดว่า มันเป็นหน้าที่ของพวกเขาต้องออกมาถวายความจงรักภักดีต่อสภาบันโดยที่ต้องออกมาจัดการด้วยตัวพวกเขาเองแล้ว เมื่อนั้นสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ก็จะถือกำเนิดขึ้น และเมื่อนั้นเรื่องมันคงเป็นไปตามแผนของนักการเมืองผู้นี้ไปแล้ว

และเมื่อสงครามกลางเมืองยืดเยื้อ ใครก็ตามที่มายุติมันลงได้ ผู้นั้นก็เข้าข่าย dues ex machine และสังคมก็จะกลับเข้าสู่ความสงบเรียบร้อยสันติอีกครั้งหนึ่ง

แต่สันติภาพที่ว่านี้ ไม่ได้มาจากฝีมือของผู้คนในสังคมเอง เท่ากับเป็น “สันติภาพเทพประทาน” •

 

สันติวิธี ในความหมายที่กว้างกว่าวิธีอันสันติ พฤษภาคม 13, 2010

Filed under: บทความคัดสรรค์ — ประทีป จิตติ @ 00:48
Tags:

สันติวิธี ในความหมายที่กว้างกว่าวิธีอันสันติ

The Nonviolence that ought to be

บทความพิเศษ โดย อาทิตย์ ทองอินทร์

มติชนสุดสัปดาห์ ๗๑๓ พ.ค. ๕๓

 

 

สันติวิธีที่สมบูรณ์จะต้องประกอบด้วย ๒ ด้าน คือ สันติวิธีที่เป็นทั้งวิธีการ และเป็นทั้งเป้าหมายในตัวเอง

            ไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้วิธีการไร้ความรุนแรงเพื่อเป้าหมายทางการเมืองเท่านั้น หากแต่ความคิดในการขับเคลื่อนการกระทำ ตลอดจนเป้าหมายทางการเมืองของผู้ปฏิบัติจะต้องสันติ ไร้ความรุนแรงด้วย ซึ่งจัดว่าเป็นคุณค่าของสันติวิธีในขั้นต่ำสุด

            ขั้นที่สูงกว่านั้นขอบเขตควรขยายกว้างขวางไปถึงความเห็นอกเห็นใจ และเอาใจผู้อื่น (รวมทั้งฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง) มาใส่ใจเราให้มากที่สุดด้วย

            สังคมไทยให้ความสำคัญกับสันติวิธีเฉพาะด้านที่เป็นวิธีการปฏิบัติมากเกินไป ขณะเดียวกันให้ความสำคัญต่อด้านคุณค่าเชิงนามธรรมที่เป็นองค์ประกอบอยู่ในหลักคิดเรื่องสันติวิธีน้อยเกินไป

            สันติวิธีอย่างครึ่ง ๆ กลาง ๆ นี้ ได้สะท้อนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนไม่เพียงจากฝ่ายผู้ชุมนุมเท่านั้น หากแต่จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและปฏิสัมพันธ์กันในเหตุการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงทุกวันนี้ ทั้งในโลกแห่งความเป็นจริง และในโลกเสมือนจริง

           

 

สำหรับกลุ่มผู้ชุมนุม แนวทางสันติวิธีนั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการประกาศของแกนนำ และควบคุมมวลชน หากแต่ต้องเริ่มขึ้นในความคิดและจิตใจของผู้ชุมนุมเป็นรายบุคคลไป

          สำหรับสังคมใหญ่ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ สันติวิธีกลายเป็นเพียงวาทกรรมของกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้เป็นเครื่องมือ หรือมาตรการทางสังคมกดดันกลุ่มผู้ชุมนุมให้เคลื่อนไหวในทิศทางที่ไม่ใช้ความรุนแรง โดยมุ่งป้องกันไม่ให้การชุมนุมสร้างผลกระทบเสียหายต่อสังคมใหญ่ให้ได้มากที่สุดเท่านั้น แต่มิได้ให้ความสำคัญต่อข้อเรียกร้องอันเป็นรากเหง้าของปัญหาที่ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมต้องลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวอย่างเพียงพอ ดังที่เพื่อนมนุษย์ควรปฏิบัติต่อกันอย่างเห็นอกเห็นใจ

          ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่าคนจำนวนมากติดอยู่ใต้มายาคติที่ว่า ผู้ชุมนุมถูกจ้างมา หรือถูกหลอกมา เป็นอุปสรรคที่ทำให้สังคมส่วนใหญ่มองข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมว่า เป็นเรื่องที่ไร้สาระ โดนหลอกและจ้างให้ทำเพื่อคนเพียงบางคน จึงไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจว่าจะเรียกร้องอะไร เพียงแต่การเรียกร้องนั้นจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อพวกเขามากจนเกินไปก็พอ

            ด้วยเหตุนี้ การดำเนินไปของเหตุการณ์การชุมนุม แทนที่จะเป็นการปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเหตุผลว่าด้วยเหตุแห่งข้อเรียกร้องระหว่างผู้ชุมนุมกับสังคมใหญ่บนเวทีระนาบเดียวกัน กลับกลายเป็นการปฏิสัมพันธ์ในลักษณะการดูละครเวที ที่กลุ่มผู้ชุมนุมเป็นผู้เล่นส่วนสังคมส่วนใหญ่ทำหน้าที่เป็นเหมือนคนดู ใช้เรื่องของวิธีการดำเนินเรื่องที่ปราศจากความรุนแรง หรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่คนดูเป็นเกณฑ์ในการตัดสินการแสดงของผู้ชุมนุม มากกว่าจะใช้เกณฑ์การตัดสินจากแก่นของเรื่องราวที่ผู้ชุมนุมพยายามนำเสนอ (ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะรุนแรงหรือไม่ก็ได้)

            เมื่อการดำเนินเรื่องเริ่มจะมีความรุนแรงเข้ามาร่วม (ไม่ว่าจะมาจากฝั่งผู้ชุมนุมหรือรัฐบาลก็ตาม) คนดูจำนวนไม่น้อยก็เรียกร้องให้รัฐบาลจัดการ “เซ็นเซอร์” หรือไม่ก็ ตัดจบละครดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อจะได้กลับไปดำเนินชีวิตตามปรกติกันต่อ ซึ่งเมื่อรัฐฯมีแนวโน้มไม่ตอบสนอง หรือตอบสนองอย่าง “ไม่ถึงใจ” เพียงพอ ผู้ชมจำนวนหนึ่งก็มีดำริริเริ่มที่จะกระโดดขึ้นไปไล่นักแสดงบนเวทีให้ออกไปด้วยตัวของพวกเขาเอง

          ลักษณะดังกล่าวสะท้อนให้เห็นมุมมองของคนที่อยู่ในสังคมใหญ่จำนวนมากว่า สันติวิธีมีความหมายกินขอบเขตเพียงวิธีการของผู้ประสงค์ที่จะเรียกร้องทางการเมืองเท่านั้น ซึ่งสังคมใหญ่ไม่เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องใช้สันติวิธี หากแต่ยังสามารถใช้เกณฑ์เรื่องสันติวิธีเป็นมาตรวัดและตัดสินค่าความควรอยู่หรือควรไปของผู้ชุมนุมอีกด้วย

            สันติวิธีควรจะเป็นกรอบ หรือเป็นหลักปฏิบัติที่ครอบคลุมสังคมภายนอกกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย เพื่อการปฏิสัมพันธ์ต่อกันจะไม่ใช้ความรุนแรง มากกว่าจะเป็นมาตรการกำกับฝ่ายเดียว

           

สันติวิธีมีลักษณะเป็นแนวทางหรือหลักการปฏิสัมพันธ์ต่อกันในชีวิตปรกติประจำวัน (as a way of life) มากกว่าเครื่องมือเฉพาะในการเรียกร้องทางการเมืองของคนเพียงบางกลุ่ม

            ความเข้าอกเข้าใจกันจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อสื่อมวลชนกระแสหลักแสดงบทบาทสนับสนุนให้เป็นเช่นนั้น (ดูเคมเปญโฆษณาประเภทคนไทยต้องรักกัน ประเทศไทยเหมือนบ้านหลังใหญ่ฯ การนำเสนอคลิปเหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายน ด้านเดียว ซ้ำซากของรัฐ) มีผลในเชิงจิตวิทยาที่ยุยงให้เกิดความรู้สึกเกลียดชังและหวาดระแวงต่อกันมากขึ้นระหว่างประชาชนด้วยกันเอง (๖ ตุลา ๑๙)

            จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการผลิบานของแนวทางสันติวิธีทั้งสิ้น

           

ความจริงใจต่อกันนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการงอกเงยของแนวทางสันติวิธี หากปราศจากสิ่งนี้แล้วการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างสันติก็คงเกิดขึ้นได้ไม่สมบูรณ์นัก

สันติวิธีในตัวของมันเองหาได้ล้มเหลวไม่ เพราะมันยังไม่เคยทำงานได้จริง

สังคมเราหมกมุ่นอยู่แต่กับวิธีการอันเป็นรูปธรรม ๑ ๒ ๓ ๔ ของสันติวิธีมากเกินไป แต่ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางเชิงนามธรรมของหลักคิดนี้น้อยเกินไป ซึ่งคุณค่าดังกล่าวนี้ มันผูกติดอยู่กับหลักคุณธรรมของปรัชญาศาสนาหลักทุกศาสนาในโลก มากกว่าจะผูกติดอยู่กับหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ เช่นหลักของความอดทนอดกลั้น (ขันติ), การต่อสู้กับจิตใจฝ่ายต่ำของตนเองเพื่อยกระดับจิตใจให้บริสุทธิ์ (ญิฮาดโดยหัวใจ), หลักของความรักเพื่อนมนุษย์ (คริสต์ศาสนา) หรือกระทั่ง แนวทางสัตยาเคราะห์ของคานธี ก็ผสมผสานไว้ด้วยหลักปรัชญาทางศาสนาอินดูและเชนไม่น้อย ฯลฯ

การเคลื่อนไหวทางการเมืองตามกรอบสันติวิธีที่สมบูรณ์ มีลักษณะเป็น “ภารกิจทางจิตวิญญาณ” ที่ต้องอาศัยระดับจิตใจอันสูงส่งของผู้ปฏิบัติเป็นอย่างมาก การยึดแนวทางสันติวิธี จึงไม่ได้หมายถึงวิธีปฏิบัติง่าย ๆ เช่น การขึ้นเวทีไปด่าทอฝ่ายตรงข้ามโดยไม่พกอาวุธ หรือการแถลงการณ์กดดันรัฐบาลให้ปราบปรามเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างเด็ดขาด ถ้าไม่ทำเช่นใน ๗ วัน พวกเขาจะลงมือเอง ฯลฯ

 

จากที่กล่าวมา สันติวิธีไม่ได้ล้มเหลวแต่อย่างใด ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในความขัดแย้งทางการเมืองไทยปัจจุบันนั้น แม้จะเกิดมาจากหลายปัจจัย แต่เฉพาะในมิติของสันติวิธีแล้ว มันสะท้อนถึงการที่สังคมยังไม่ได้ใช้พลังของสันติวิธีอย่างเต็มศักยภาพที่หลักคิดนี้มีอยู่เลย.

           

           

 

เลือดและสันติวิธี มีนาคม 30, 2010

เลือดและสันติวิธี

นิธิ เอียวศรีวงศ์

มติชนสุดสัปดาห์ ๒๖ มี.ค. ๑ เม.ย. ๕๓ ฉบับที่ ๑๕๔๕

สันติวิธีนั้นเป็นการต่อสู้ที่มีพลังสูงมาก และจากสถิติการต่อสู้ด้วยแนวทางนี้เท่าที่มีมา พบว่าสูญเสียน้อยกว่าการต่อสู้ด้วยความรุนแรงอย่างมาก

          แต่สันติวิธีเป็นมากกว่า วิธี กล่าวคือไม่ใช่แค่ไม่ใช้ความรุนแรงในการต่อสู้ แต่เป้าหมายเองก็ต้องสันติด้วยเหมือนดัน  คานธีไม่ได้หวังว่าเมื่ออินเดียเป็นเอกราชแล้วอังกฤษจะล่มจมย่อยยับ ตรงกันข้าม ท่านพยายามชี้แจงให้คนงานทอผ้าที่แมนเชสเตอร์เห็นว่า อินเดียที่เป็นเอกราชนั่นแหละ จะเป็นตลาดที่ดีของผ้าอังกฤษเสียยิ่งกว่าอินเดียที่เป็นอาณานิคมเสียอีก

            คานธีคิดว่า การกดขี่อินเดียทำร้ายอังกฤษไม่น้อยไปกว่าทำร้ายอินเดีย การกอบกู้อินเดียให้เป็นเอกราชคือการกอบกู้ศีลธรรมของอังกฤษไปพร้อมกัน ในทัศนะของคานธี การตกต่ำทางศีลธรรมนั้นเลวร้ายเสียยิ่งกว่าการตกเป็นอาณานิคมเสียอีก

            พูดง่าย ๆ ก็คือ คานธีรักคนอังกฤษไม่น้อยไปกว่าคนอินเดีย

            แกนนำของ แดงทั้งแผ่นดิน ต้องกลับมาทบทวนเป้าหมายของตนใหม่ หากเชื่อว่าคุณทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบ ก็ขอให้มองให้กว้างขึ้นไปกว่านั้นอีกว่า ศัตรูของคุณทักษิณ ก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบเหมือนกัน  คนที่คุณทักษิณชอบเรียกว่าหัวหน้า อำมาตย์ นั้น ที่จริงคือคนแก่คนหนึ่ง ซึ่งแทนที่จะได้อยู่กินหลับนอนอย่างคนอายุปูนนั้น ได้มีโอกาสปล่อยวางและมีชีวิตอยู่ท่ามกลางไมตรีจิตรของคนไทยทั่วไป กลับต้องอยู่หลบ ๆ ซ่อน ๆ วางระยะห่างของตนเองให้ไกลไปจากสังคม เพราะไม่เคยรู้ว่าคนธรรมดาเขาเป็นกันอย่างไร

           

            มีคนที่น่าสงสาร น่าเห็นใจ ทั้งในหมู่คนที่เชียร์คุณทักษิณ และเป็นศัตรูกับคุณทักษิณอีกมากมาย ที่ควรได้รับความเป็นธรรมจากระบบ

            คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็น่าเห็นใจนะครับ ไหนจะต้องแบกรัฐบาล ไหนจะต้องแบกพรรคประชาธิปัตย์ ไหนจะต้องแบกทหาร แบกพันธมิตรฯ และแบกอะไรต่อมิอะไร เสียจนกระทั่งตัวคุณอภิสิทธิ์จริง ๆ ที่หลายคนเคยคาดหวังไว้หายไปไหนก็ไม่รู้ ได้เป็นนายกฯ หนนี้แล้ว จะได้เป็นอีกหรือไม่ก็ยากที่จะเดา ทั้งที่อายุยังน้อยอยู่แท้ ๆ

            ถ้าไม่มีระบบ (ที่พวกท่านเรียกว่าอำมาตยาธิปไตย) เสียอย่างเดียว คุณอภิสิทธิ์ก็ไม่ต้องเดือดร้อนถึงเพียงนี้

           

สรุปก็คือ เสื้อแดงทั้งแผ่นดิน ต้องต่อสู้เพื่อสันติของทุกฝ่าย  สันติไม่เป็นเพียงยุทธวิธี แต่เป็นเป้าหมายหลักของการต่อสู้  ยุทธวิธีเฉย ๆ ก่อให้เกิดการกระทำที่ไร้ความหมาย และยังเสี่ยงที่แปรผันหรือถูกบิดเบือนให้กลายเป็นความรุนแรงได้ง่ายด้วย

            แต่สันติวิธีที่เป็นยุทธวิธีและเป็นเป้าหมาย เป็นเรื่องที่ต้องฝึกปรือและเรียนรู้เผยแพร่กันให้เข้มข้น อย่าลืมเป็นอันขาดว่าวัฒนธรรมของมนุษย์สอนให้เราเห็นความรุนแรงเป็นวิธีจัดการปัญหาเสียจนแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ไปเสียแล้ว

            แม้แต่ขบวนการอหิงสาของคานธี ก็ต้องเผชิญกับการแปรผันไปสู่ความรุนแรงอยู่บ่อย ๆ

          การชุมนุม และวิทยุชุมชน เป็นเครื่องมืออย่างดีที่จะแบ่งปันประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับสันติวิธี ชี้ให้เห็นว่าระบบที่ไม่เป็นธรรมนั้น สร้างความทุกข์แก่คนทั้งหมดอย่างไร แม้แต่ผู้ที่กระทำความไม่เป็นธรรมแก่ผู้อื่น ก็เป็นหยื่อของระบบนั้นเหมือนกัน

            อย่างน้อยก็น่าจะได้ผลดีกว่าการระบายอารมณ์โกรธ.

           

           

 

ศาสนาและอัตลักษณ์ ธันวาคม 5, 2008

Filed under: บทความคัดสรรค์,หิ้งหนังสือ — ประทีป จิตติ @ 15:26
Tags:

ศาสนาและอัตลักษณ์

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๑๔๗๖, ๒๔ พ.ย .- ๔ ธ.ค.  พ.ศ.๒๕๕๑

……………………………………………………………………………………………………..

 

ในขณะที่อัตลักษณ์ของชาวเลกำลังได้รับความเคารพในสังคมไทยมากขึ้น อัตลักษณ์นั้นก็กำลังแปรเปลี่ยนไป จนในที่สุดจะเหลือชาวเลที่ครองชีวิตตามอัตลักษณ์ของเผ่าพันธุ์ได้น้อยลงไปเรื่อย ๆ

            ทั้งนี้เพราะอัตลักษณ์ไม่ได้อยู่ลอย ๆ  หากสัมพันธ์กับทรัพยากรที่เผ่าพันธุ์เคยใช้มาอย่างแยกออกไม่ได้  เมื่อที่ดินริมทะเลซึ่งเคยเป็นทำเลที่อยู่อาศัย เพื่อหากินกับทะเลถูกนายทุน (และราชการในนามของที่ราชพัสดุ) ยึดไปจนแทบไม่เหลือ จะให้ชาวเลใช้ชีวิตอย่างบรรพบุรุษต่อไปได้อย่างไร

            อัตลักษณ์ของใครก็ตามบนโลกใบนี้ ไม่เคยหยุดนิ่งกับที่สักอัตลักษณ์เดียว หากอัตลักษณ์ของใครหยุดนิ่งกับที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลยแล้ว ผมเชื่อว่ากลุ่มคนนั้น ๆ ย่อมสูญเสียอัตลักษณ์ไปโดยสิ้นเชิงจนถูกลืมสนิท ไม่อาจใช้อัตลักษณ์นั้นในการต่อรองอะไรในวงสังคมกว้างได้

            แต่หากทุกอย่างในอัตลักษณ์เปลี่ยนหมดก็ไม่เหลืออัตลักษณ์ไว้อีกนั่นแหละ  กระบวนการเปลี่ยนอัตลักษณ์จึงมีความสำคัญและน่าสนใจ เพราะจะเปลี่ยนจะปรับให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างไร โดยยังคงยี่ห้อหรือความเป็นตัวของตัวเองเอาไว้ให้คนอื่นหมายรู้ได้

            เรื่องนี้ไม่ง่ายนะครับ และหลายกลุ่มคนโลกนี้ทำไม่สำเร็จ เช่นปรับเปลี่ยนไม่ได้จนถูกความเปลี่ยนแปลงของโลกทำให้สูญเสียตัวตนไป หรือตรงกันข้าม คือกระบวนการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ทำลายอัตลักษณ์เสียเอง

            เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีข่าวเกี่ยวกับความขัดแย้งในชุมชนชาวเลเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ นั่นคือการเปลี่ยนศาสนา

            ชาวเลที่สังกะอู้ บนเกาะลันตาประสบภัยสึนามิ แต่ความช่วยเหลือของทางราชการไทยก็ไม่เคยไปถึง หรือไปถึงอย่างไม่ตรงกับความต้องการ

            กลุ่มเผยแพร่ศาสนาคริสเตียนกลุ่มหนึ่งเข้ามาให้ความช่วยเหลือ จำนวนหนึ่งของชาวเลได้ใกล้ชิดกับกลุ่มผู้สอนศาสนา เกิดประทับใจในความเมตตาอารีของเขา ในที่สุดก็เปลี่ยนศาสนาเป็นคริสเตียน

            ชุมชนชาวเลที่นั่นจึงแบ่งออกเป็นสองพวก ได้แก่พวกที่เปลี่ยนศาสนาไปแล้ว กับอีกพวกหนึ่งที่ยังนับถือศาสนาดั้งเดิมของเผ่าพันธุ์

            เคยได้ยินมานานแล้วว่า ผู้ที่เปลี่ยนศาสนาเป็นคริสต์หรือพุทธก็ตาม มักไม่เข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน เพราะถือว่าเป็นการนับถือผีที่ขัดกับหลักศาสนาของตน

            กลุ่มที่ยังนับถือศาสนาดั้งเดิมไม่ยอมให้ผู้ที่เปลี่ยนเป็นคริสต์แล้ว ใช้ป่าช้าเป็นที่ฝังศพ

            อย่างที่กล่าวแล้วว่าทรัพยากรที่ดินของชุมชนมีจำกัด การหาที่ทำสุสานคริสต์จึงมิใช่เรื่องง่าย

            กลุ่มผู้สอนศาสนาให้สัมภาษณ์ในทำนองว่า ผู้กลับใจได้พบพระคริสต์ในจิตใจของตนเอง จึงเปลี่ยนความเชื่ออันเป็นประสบการณ์ที่เกิดแก่เขาเฉพาะราย ไม่ได้หมายความว่าเขาตัดขาดตัวเองออกไปจากชุมชนชาวเล

            ผมคิดว่าคำอธิบายนี้น่าสนใจมาก ขอให้สังเกตนะครับว่าศาสนาในคำอธิบายนี้ เป็นความเชื่อส่วนบุคคลหรือประสบการณ์ส่วนบุคคล สถิตอยู่ในจิตใจของแต่ละคนซึ่งแตกต่างกันไป ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น, ชุมชน, รัฐ หรือโลกทั้งหมดเลย เหมือนกับความเชื่อว่าปีนี้จะหนาวหรือไม่หนาวเท่านั้นเอง

            หลักการความเป็นฆราวาสวิสัย (secularity) ของการเมือง, รัฐ, เศรษฐกิจ, วิชาการความรู้ ฯลฯ (แหะ ๆ – แม้แต่ของศาสนาเองดังพุทธศาสนาในเมืองไทย) อันเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย ก็ตั้งอยู่บนทัศนคติที่มองศาสนาเป็นเรื่องของปัจเจกดังกล่าวนี้

            และเพราะเป็นเรื่องของปัจเจก จึงไม่กระทบถึงอัตลักษณ์ของกลุ่ม คริสต์ชนเหล่านี้ยังเป็นชาวเล เป็นสมาชิกของชุมชนและพึงได้รับสิทธิ์ต่าง ๆ ที่ชุมชนมอบให้แก่สมาชิกอย่างเสมอภาพกับคนอื่น

            แต่ศาสนาไม่เคยเป็นเรื่องของปัจเจกชนมาก่อนในโลก เพิ่งเป็นในตะวันตกไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง (หลังจากผ่านสงครามศาสนาหรือสงครามที่อ้างศาสนามาหลายครั้งหลายหน) แล้วฝรั่งก็พยายามยัดเยียดหลักการนี้ให้แก่อาณานิคมของตัวเอง ส่วนหนึ่งเพื่อปกครองได้ง่ายขึ้น อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อเปิดทางให้แก่มิชชันนารีทำงานได้สะดวกขึ้น (มิชชันนารีมีบทบาทสูงในระบอบอาณานิคมของทุกประเทศ)

            แม้ประนั้น ส่วนใหญ่ของผู้คนในโลกก็ยังไม่คุ้นเคยกับการแยกศาสนาออกจากชีวิตส่วนอื่น ๆ ภายนอกจิตใจของตนเองจนถึงปัจจุบัน ถึงจะจัดระบบปกครอง, ระบบกฎหมาย, การศึกษา ฯลฯ ให้สอดคล้องกับตะวันตก แต่ลึกลงไปแล้วก็ยังผูกพันสิ่งเหล่านี้เข้ากับความเชื่อทางศาสนาอยู่ดี

            ในประวัติศาสตร์ของภาคกลางไทย มีเรื่องที่พระเจ้าแผ่นดินจับบาทหลวงฝรั่งเศสไปจำขื่อคาและเฆี่ยนตีภายหลังรัชสมัยพระนารายณ์ แต่นั่นไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนนโยบายที่มีต่อฝรั่งเศสของราชวงศ์ใหม่  หากเป็นเพราะบาทหลวงกีดกันไม่ให้ไพร่ไทยที่เข้ารีตแล้ว ไปร่วมขบวนแห่ต่าง ๆ ตามที่ถูกเกณฑ์ เพราะขบวนแห่นั้นเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา (เช่นเสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐินเป็นต้น)

            แต่การไปจ่ายแรงงานตามเกณฑ์เป็นรากฐานของการปกครองไทย หากการเกณฑ์มีเงื่อนไขว่าบาทหลวงจะอนุญาตหรือไม่ พระอำนาจก็ถูก “กบฏ” ถ่วงดุลได้ จึงต้องปราบปรามลงโทษบาทหลวง เท่ากับตั้งตัวเป็นกบฏนั่นเอง

            เรื่องทำนองเดียวกันนี้ปรากฏในประวัติศาสตร์ไทยของภาคเหนืออีกเหมือนกัน เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเชียงใหม่ต้องประหารมิชชันนารี เพราะแทรกเข้ามาในพระราชอำนาจ ทั้ง ๆ ที่เมื่อมองจากสายตาฝรั่ง ศาสนาเป็นเรื่องปัจเจกไม่เกี่ยวอะไรกับรัฐ

            ประสบการณ์ความแตกแยกในชุมชนเช่นนี้เคยเกิดกับชุมชนกะเหรี่ยงบางแห่งเหมือนกัน พวกที่หันไปนับถือศาสนาคริสต์ ไม่อาจร่วมในพิธีกรรมต่าง ๆ ของชุมชนได้ และก่อให้เกิดความตึงเครียดขึ้นในความสัมพันธ์ภายใน

            พิธีกรรมที่ชาวบ้านทำ อาจเกี่ยวกับพระเจ้าของเขา หรือบรรพบุรุษของเขาก็จริง แต่ “หน้าที่” (function) ของพิธีกรรมเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจและสังคม ไม่ใช่การบูชาผีล้วน ๆ อย่างที่ศาสนาสมัยใหม่มักเข้าใจผิด การไม่เข้าร่วมในพิธีกรรมจึงก่อให้เกิดความแตกแยกในชุมชน จนกระทั่งทุกฝ่ายอาจดำเนินชีวิตตามวิถีทางเดิม (ที่ตัวถนัด) ต่อไปไม่ได้

            หมู่บ้านไทยในอดีตฝากสมบัติกลางชุมชนจำนวนไม่น้อยไว้กับวัด เพื่อให้วัดใช้ด้วยและชาวบ้านก็สามารถใช้ได้ด้วย เช่นเสื่อสาด, ถ้วยโถโอชาม ฯลฯ ชาวบ้านก็อาจยืมวัดใช้ในโอกาสที่มีงานต่าง ๆ เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะหาและเก็บของเหล่านี้ไว้ใช้เอง

          คนที่เปลี่ยนศาสนาไปแล้ว ยังร่วมเป็นเจ้าของสมบัติกลางนี้อยู่หรือไม่?

 

เพราะศาสนาไม่ใช่เรื่องของปัจเจก จึงสัมพันธ์เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์เป็นอย่างยิ่ง ชุมชนไทยไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้ดังที่กล่าวแล้ว ในขณะที่เกิดปัญหากับชาวเล กะเหรี่ยงและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ และจะกระทบถึงอัตลักษณ์อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก โดยเฉพาะหากศาสนาใหม่ไม่ยอมกลืนตัวเองเข้ากับความเชื่อดั้งเดิม

            ความเป็นชาวเลหมายถึงอะไรบ้าง ศาสนามีส่วนเกี่ยวข้องอยู่กับอัตลักษณ์นั้นมากน้อยเพียงไร ถ้าเกี่ยวมาก ก็ยากที่จะรักษาความเป็นชาวเลไว้ได้ เมื่อเปลี่ยนศาสนา

            ยกเว้นแต่วัฒนธรรมชาวเลจะแข็งแกร่งพอที่จะค่อย ๆ แยกเอาศาสนาออกไปจากเอกลักษณ์นั้นเสีย ดังการไหว้ของไทยซึ่งถูกทำให้ขาดออกไปจากศาสนาพุทธโดยสิ้นเชิง คนต่างศาสนาจึงไหว้กันได้โดยไม่ตะขิดตะขวง หรือแม้แต่กราบศพได้ (ยกเว้นมุสลิมที่เคร่งครัดจำนวนหนึ่ง)

            แต่ดังที่กล่าวไว้ในตอนแรกแล้วว่า ชาวเลถูกพรากออกไปจากทรัพยากรที่เคยใช้เพื่อจรรโลงอัตลักษณ์ของตน ผมจึงเดาว่าคงยากที่ชาวเลจะสามารถรักษาอัตลักษณ์ของตนไว้ได้ แล้วเขาก็จะถูกกลืนหายไปในสังคมไทยโดยเกือบจะสิ้นเชิง ·

 

picture : http://imagecache2.allposters.com

 

 

Demagogue กันยายน 29, 2008

Demagogue

โดย อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์

มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับที่ ๑๓๕๘  ประจำวันที่ ๒๕ – ๓๑ ส.ค. ๒๕๔๙

 

คำนี้ไม่เคยมีในภาษาไทยจนถึงวันนี้ ขอนิยามความหมายตามสารานุกรม wikipedia ว่า “ยุทธศาสตร์ทางการเมืองเพื่อได้อำนาจทางการเมืองโดยอาศัยอคติ, ความกลัวของประชาชน  โดยทั่วไปแล้วก็ใช้วาทศิลป์และการโฆษณาชวนเชื่อ และมักมีเนื้อหาออกไปทางชาตินิยมและประชานิยม”

            ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อธิบายว่าการไม่มีคำคำนี้ในภาษาไทยว่า “เพราะไม่มีการเมืองในเมืองไทยก่อนพ.ศ. ๒๔๗๕”

            แต่ผมไม่เชื่อ เพราะมีการเมืองในเมืองไทยหรือเมืองไหน ๆ มาตั้งแต่มนุษย์ไม่ได้อยู่คนเดียวเหมือนกัน

            ความแตกสำคัญอยู่ตรงที่ว่า การเมืองระดับสูงในเมืองไทยสมัยโบราณไม่ใช่การเมืองที่มีฐานอยู่กับ ‘มวลชน’ จนถึงปลายสมบูรณาญาสิทธิราช มวลชนจึงเริ่มมีความสำคัญในการเมืองไทยมากขึ้น

(more…)

 

น้องใหม่ไฟแรง กันยายน 1, 2008

Filed under: บทความคัดสรรค์,หิ้งหนังสือ — ประทีป จิตติ @ 00:00
Tags:

น้องใหม่ไฟแรง

คอลัมน์ มิตรน้ำหมึก โดย ณรงค์ จันทร์เรือง

มติชนสุดสัปดาห์, ๒๒-๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๑  ฉบับที่ ๑๔๖๒

 

หมายเหตุ-บทความนี้เป็นการคัดย่อ เนื้อหาอรรถรสดั้งเดิมของผู้เขียนจึงอาจลดหายไปบ้าง

 

ตลาดเรื่องสั้นเมื่อ ๒๐ ปีก่อนกำลังอ่อนแรงเต็มที เรื่องสั้นประเภทหักมุมกันเอวเคล็ดก็ทำท่าว่าจะล้มหายตายจากไปจริงๆ ส่วนเรื่องสั้นก้าวหน้าหรือเพื่อชีวิตที่เคยฮือฮาว่าเป็นคลื่นลูกใหม่ ก็ทำท่าว่าจะยืนระยะไม่อยู่เพราะฉายหนังซ้ำกันไม่เสร็จ

            นักวิเคราะห์วรรณกรรมเคยฟันธงกันโครมครามว่า นอกจากแข็งกระด้างแล้วยังซ้ำซาก มุ่งแต่เสนอเนื้อหาที่เอาจริงเข้าก็วนเวียนอยู่กับเรื่องเก่า แถมไร้รูปแบบทางวรรณศิลป์อีกต่างหาก!

            มือเรื่องสั้นที่ยอมรับนับถือกันในยุคก่อนๆ ก็อ่อนล้าไปตามอายุขัย รุ่นกลางๆ ก็ยังแสวงหาละล้าละลังกันไม่เสร็จ พอๆ กับรุ่นใหม่นึกว่าไปโลดแต่โดนคนอ่านโบกมือบ๊ายบายไปเรื่อยๆ ก็เกิดอาการเหมือนชาวทุ่งท้อแท้ ทำท่าเก้ๆ กังๆ หันรีหันขวางชอบกลอยู่

            “เทพบุตรเรื่องสั้น” ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว ไม่มีผลงานออกมาตั้งแต่เกือบสิบปีก่อน

            “นักเขียนส่วนมากน่ะจะเขียนหนังสือได้ดีที่สุดระหว่างอายุ ๓๐ ถึง ๔๐ ปี สูงสุดไม่เกิน ๕๐ ปี ต่อจากนั้นก็อย่าริอ่านฝืนอกฝืนใจอีกต่อไปเลย…ยกเว้นแต่จะเป็นมืออาชีพหรือไม่ก็จีเนียสน่ะแหละถึงจะเขียนแล้วมีคนอ่านจนกว่าจะเขียนไม่ไหวไปเอง”

           

click link

click link

 มนัส สัตยารักษ์ ก็แทบจะไม่ได้เขียนเรื่องสั้นแม้แต่เรื่องเดียว เพื่อนฝูงรักใคร่อย่างสุชาติ สวัสดิ์ศรี อุตส่าห์เทียบเชิญเขียนเรื่องสั้นยังไง แบบไหน ก็ได้ตามใจชอบ ให้เวลาตั้ง ๖ เดือนแน่ะสำหรับเรื่องสั้นเรื่องเดียว

            ยืดระยะให้อีกเดือนครึ่ง มนัสก็บอกกับผมเหมือนจะปลดปลงอยู่ในที

            “เขียนไม่ออกจริงๆ เพื่อนเอ๋ย  นึกถึงตอนไปขอเรื่องสั้นพี่ปกรณ์ตอนนั้นแล้วไม่นึกว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง…ตอนที่ลื่นๆ น่ะ พอนึกพล็อตได้หรือมีอะไรมากระทบตากระทบใจก็รีบเขียนทันที บ.ก.จะเอาลงหรือไม่ลงน่ะไร้ปัญหา แต่เราก็มานั่งภูมิอกภูมิใจว่า เออ…เราเขียนเรื่องเรื่องนี้ได้ดีแฮะ”

            “มันไม่อยากเขียนเหมือนก่อนน่ะซี เรียกว่าหมดไฟคงได้มั้ง? ถ้าฝืนใจเขียนจริงๆ ก็คงได้เรื่องไม่เอาไหน? คนที่เขาเคยได้ยินชื่อเรามาก่อน แต่มาอ่านเจอเข้า เขาคงนึกว่านี่หรือที่ว่าเขียนหนังสือดี? ไม่เห็นเหมือนอย่างที่เขาพูดๆ กันเลย”

            มนัสฯ ลงเอยด้วยเสียงปนหัวเราะ แต่ฟังแล้วหายยังไงบอกไม่ถูก

          “ผมเขียนเรื่องสั้นให้สุชาติแล้ว แต่พออ่านทวนเสร็จก็ต้องทิ้งไป เรื่องมันไม่ดีพอน่ะซี ไม่ถูกใจเราก็ไม่อยากปล่อยไปให้ใครเห็น…ขายหน้าเขาว่ะ!”

(more…)

 

บรรณาธิการที่รัก สิงหาคม 25, 2008

Filed under: บทความคัดสรรค์,หิ้งหนังสือ — ประทีป จิตติ @ 00:00
Tags:

บรรณาธิการที่รัก

คอลัมน์ มิตรน้ำหมึก โดย ณรงค์ จันทร์เรือง

มติชนสุดสัปดาห์, ๑๕-๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๑  ฉบับที่ ๑๔๖๑

 

หมายเหตุ-บทความนี้เป็นการคัดย่อ เนื้อหาอรรถรสดั้งเดิมของผู้เขียนจึงอาจลดหายไปบ้าง

 

ฤกษ์งามยามดี ณ สำนักงานไรเตอร์ แมกกาซีน ได้เชิญชวนชวน ๓ บรรณาธิการ กับ ๑ นักเขียนเรื่องสั้นน้องใหม่ ให้มาพบปะกันเพื่อแสดงความเห็นในประเด็นที่ว่า

          “บรรณาธิการไม่มีความจำเป็นสำหรับนักเขียนหน้าใหม่อีกแล้วหรือ”

            คุณเรืองเดช จันทรคีรี, คุณกมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม, คุณเริงศักดิ์ กำธร และนักเขียนวัยละอ่อนอีกคน คือคุณทวีศักดิ์ เผือกสม

            โหมโรงแล้วเปิดฉากเลยนะครับ

(more…)