ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

๒๓. กันยายน 3, 2010

Filed under: ไม่มีหมวดหมู่ — ประทีป จิตติ @ 16:17

๒๓.

 

โจ๊กสำเร็จรูปรสชาติอร่อยกว่าที่ผมคิด อาจเป็นด้วยความหิวหรือไม่ก็ห่างหายจากการกินอาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ ไปนาน หรือไม่อาจเป็นเพราะความเอื้ออาอารีของคุณป้าแม่บ้านที่อาบซึมแผ่ซ่านเข้าไปด้วย, อย่างไรก็ตามผมคิดว่าน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่าอื่นใด แม้จะเป็นการคิดเข้าข้างตัวเองมากไปก็ตามที

                “ยังร้อนมากอยู่นะคุณ ป้าไม่ค่อยชอบหรอกไอ้โจ๊กอย่างนี้ มันร้อนจี๋เกินไป หากคนไม่ดีไม่ทั่วมันก็จับเป็นก้อน แล้วไอ้ที่เป็นก้อนนั่นมันก็ไม่สุกเสียด้วย”

                “บางคนเขาก็ชอบนะครับ อย่างว่าของสำเร็จรูปเอารวดเร็วเข้าไว้ก่อน รีบกินแล้วรีบไปทำอะไรต่ออะไรต่อ”

                “คนกรุงเทพเขากินอยู่กันอย่างนี้หรือคุณ แล้วจะรู้จักรสชาติที่แท้จริงของอาหารได้ยังไง”

                “ส่วนมากเป็นยังงั้นละครับ” ผมคุยไปพลางคนโจ๊กในถ้วยกระดาษไป

                “แล้วคุณล่ะ”

“ส่วนใหญ่ผมจะทำกินเอง”

                “ดีค่ะ ลูกสาวป้าน่ะมันได้แต่ฝากท้องไว้กับร้านข้างถนน มันว่าห้องเช่าเขาไม่ให้ทำ ถึงทำได้ก็ไม่มีเวลาทำอยู่ดี สู้ซื้อเขาไม่ได้ ไม่รู้มันเอาเวลาไปทำอะไรหมด กับข้าวน่ะอย่างง่าย ๆ ก็ใช้เวลาทำไม่เท่าไหร่ เหมือนคนกรุงเทพนี่มีเวลาน้อยนะคะคุณ หมดไปกับงาน เรียน เดินทาง มันว่าวันหนึ่ง ๆ ใช้เวลาอยู่บนถนนสามสี่ชั่วโมง อย่างนั้นก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไมกัน”

                แม่บ้านรินน้ำส่งให้ผม

                “ลูกสาวป้าทำงานอะไรหรือครับ”

                “ยังค่ะยัง มันยังเรียนอยู่ กำลังจะจบตรี จบแล้วมันว่าจะต่อโทเลย แต่ป้าน่ะอยากให้มันทำงานก่อนแล้วส่งตัวเองเรียนอย่างคุณราตรี แต่มันว่าจบแค่ปริญญาตรีจะไปหางานอะไรทำ เดี๋ยวนี้จบตรีมันต่ำไปเสียแล้ว มันต้องจบโทจบเอก  ฮึ คิดกันอย่างนี้ซักวันคนจบเอกมันก็เกลื่อนเมืองซิคะคุณ แล้ววันนั้นจะต้องกระเสือกกระสนเรียนอะไรที่มันสูงกว่าปริญญาเอกอีกล่ะคะ”

                “ก็คงเรียนเอกอีกหลาย ๆ เอกมังครับ” ผมยิ้มให้แม่บ้าน นึกชอบใจความคิดของเธอ

                “มันไม่กลายเป็นว่าความรู้ท่วมหัวไปรึคะคุณ” เธอแค่นหัวเราะ “สมัยป้าเขาไม่เห็นบ้าเรียนกันขนาดนี้ จบม.ศ.๘  จบสายอาชีพก็ทำงานได้แล้ว นี่อะไร บอกว่าจบปริญญาตรียังต่ำ งั้นคนที่เขาจบต่ำกว่านั้นไม่ยิ่งต่ำกว่าหรือไงคะคุณ”

                “ก็คงยิ่งต่ำลงไปมังครับ”

                “บ๊ะ แล้วจะไปทำมาหาแดกอะไรกัน อุ๊ย ขอโทษนะคะ”

                “ป้าพูดตรงดี” ผมหัวเราะ “มันก็จริงอย่างที่คุณป้าพูด ผมเองก็เคยครุ่นคิดนะครับว่าไอ้ค่านิยมนี้มันเกิดขึ้นเอาตอนไหน หรือมันจะค่อย ๆ แทรกซึมจนแทบไม่รู้ตัว เพื่อนผมคนหนึ่งจบแค่ปวช.ทำงานได้แล้ว วันหนึ่งตกงานไปสมัครที่ใหม่เขาไม่รับวุฒินี้ แม้ว่าเขาจะมีประสบการณ์การทำงานเกือบสิบปีก็ยังเข้าทำไม่ได้ เขาว่าบริษัทมันกำหนดนโยบายมาอย่างนั้น ตำแหน่งงานของเพื่อนต้องจบระดับปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ สุดท้ายเขาก็ต้องกลับไปเรียนเพื่อเอากระดาษใบประกาศเท่านั้นเอง”

                “มันเป็นเพราะระบบ”

                “แต่ระบบมันก็เกิดจากคนล้อมกรอบสร้างมันขึ้นมา”

                “แล้วว่าไง คุณว่ามันเกิดจากอะไรก่อน หรือว่าจะเป็นปัญหาโลกแตกเหมือนไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันยังงั้น”

                “ถ้าไม่มองว่าบริษัทห้างร้านเกิดจากคน ผมว่าเป็นเพราะระบบนะครับ จะทำงานในตำแหน่งที่สูงก็ต้องจบสูงกว่าคนทั่วไป ตำแหน่งสูงเงินก็มาก นั่นคือแรงจูงใจ ทีนี้คนก็อยากได้เงินมาก ๆ จึงต้องขวนขวายเรียนจบให้สูง คิดเหมือนกันอย่างนี้มากเข้าจำนวนคนจบสูงมันก็มาก อย่างปริญญาตรีเดี๋ยวนี้กลายการศึกษาขั้นพื้นฐานไปโดยปริยาย แม้รัฐบาลจะไม่ได้บังคับก็ตาม”

                “แต่มันก็ดีไม่ใช่หรือคะคุณหากเราจะมีคนจบปริญญากันเยอะ ๆ”

                “น้ำเสียงของคุณป้าเหมือนไม่ได้ดีใจไปด้วยเลยนะครับ”

                “ก็ความจริงมันไม่เป็นอย่างนั้น คุณภาพของคนมันไม่ได้วัดกันที่ใบปริญญานี่คะคุณ ก็ไอ้พวกที่โกงบ้านกินเมืองนั่นน่ะมิใช่จบปริญญาหรอกรึ คนจบป.๔ หรือไม่ได้เรียนหนังสือมันจะเอาปัญญาที่ไหนไปคิดฉ้อฉลหลายซับหลายซ้อน โกงได้ก็ถูกคนจับได้ไล่ทันหมด”

                “แต่พวกนั้นถึงแม้เรารู้ว่าเขาโกงแต่เรากลับทำอะไรเขาไม่ได้ จับได้แต่ไล่ไม่ทัน ช่องโหว่ช่องว่างในระบบมันมากมายเหลือเกิน หัวหมอไงครับป้า ซิกแซกไปทางโน้นทีทางนี้”

                “คุณคุยสนุก คุยได้ไปเรื่อย เหมือนคุณราตรี”

                ผมเงียบเมื่อได้ยินชื่อราตรีเป็นครั้งที่สองจากคุณป้าแม่บ้าน นึกอยากถามเธอสุดสุดว่าคุณป้าเป็นอะไรกับราตรี หมายถึงญาติผู้ใหญ่ ไม่ใช่แค่สถานะลูกจ้าง แต่ตัดใจไม่ถาม ไม่ได้นึกถึงเรื่องมรรยาท แต่ต้องการให้เธอค่อย ๆ คลายมันออกมาเอง ด้วยการชวนคุยเรื่องต่าง ๆ อ้อมเข้าหาตัวราตรี แต่จะเป็นไปได้สักแค่ไหนผมเองไม่สามารถคาดการณ์กะเกณฑ์ได้ คงต้องปล่อยให้เป็นไปโดยธรรมชาติ ระหว่างนี้ผมเลือกที่จะเงียบ แสร้งกินโจ๊กไปพลาง ๆ

                “คุณเองก็จบปริญญาใช่ไหม คุณเรียนเพื่อต้องการแค่กระดาษใบเดียวอย่างว่าหรือเปล่า”

                เหมือนถูกตบหน้าจนเจ็บชา ผมเงียบ ไม่ตอบเธอโดยทันที ความคิดหาเหตุผลแล่นเข้ามา ความจริงคือเหตุผลที่ง่ายที่สุดในการตอบคำถามนี้

                “ผมเรียนเพราะต้องการได้ความรู้ เอาไปทำงาน กระดาษแผ่นนั้นถึงยังไงก็ต้องได้อยู่ดี มันสำคัญตรงที่ระหว่างที่เรียนเราเก็บเกี่ยวเอาความรู้ได้มากน้อยขนาดไหน งานที่ผมอยากทำระบบเขาต้องการคนจบปริญญา ผมก็ต้องทำตามระบบ แต่ก็นั่นละครับ มันไม่ได้หมายความคนจบระดับนี้มันจะต้องมีคุณภาพเท่ากัน มีทั้งคนที่เรียน และมีทั้งสักแต่ว่าเรียน กระดาษนั้นแค่การันตีว่าจบปริญญานะ แต่ไม่ได้รับรองว่าจะทำงานจริง ๆ ได้ ตัวอย่างก็อย่างที่ป้าว่านั่นแหละ เมื่อก่อนจบมศ.๘ ทำงานได้ เห็นมั้ย ไม่จบปริญญาก็ทำงานได้ คนไม่จบอะไรเลยก็สามารถทำงานได้ เป็นคนใช้แรงงานก็ถือว่าทำงาน”

                เธอหัวเราะ ผมหน้าเสีย ไม่รู้ว่าหัวเราะนั้นเพราะเย้ยหยันหรือชอบใจเห็นด้วย

                “คุณพูดคล้ายคุณราตรี”

                ราตรี… นี่เป็นราตรีครั้งที่สามโดยบังเอิญอีกแล้ว

                “งั้นป้าขอความเห็นคุณได้ไหมคะ”

                “ครับ”

                “ป้าจะทำยังไงกับลูกสาวป้าดี เรื่องเรียนต่อโทอะไรของมัน”

                “เขาน่าจะทำงานก่อน เพราะผมไม่เห็นความจำเป็นอะไรของเขาที่จะต้องเรียน นี่ผมหมายถึงผมไม่รู้รายละเอียดมากไปกว่าที่ป้าเล่ามา”

                “คุณราตรีก็ว่าเหมือนคุณ เอาล่ะ ป้าตัดสินใจได้แล้ว ป้าจะบอกมันว่า อยากจะเรียนก็เรียนไป แต่ต้องทำงานหาเงินส่งตัวเองเรียน ป้าไม่ส่งมันแล้ว”

                “ป้าน่าจะตัดสินใจเองมากกว่าจะเอาความคิดของผมตัดสินใจ”

                “วุ้ย คุณก็… ป้าคิดไว้อย่างนี้ก่อนจะถามคุณถามคุณราตรีแล้วล่ะค่ะ คนเราก็ยังงี้แหละ คำตอบมีไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ต้องการความเห็นคนอื่นว่าจะคิดเหมือนเราหรือเปล่าเท่านั้น”

                ผมเงียบอีก คิดตามคำพูดของเธอ จริงหรือที่คนเรามักเป็นอย่างที่เธอว่า ไม่จริงหรอก บ่อยครั้งไปที่คำตอบของผมต้องเปลี่ยนไปตามความเห็นที่จริงใจของเพื่อน และบ่อยครั้งเหมือนกันที่ผมดื้อดึง คิดทำตามความเห็นของตัวเอง ผลน่ะหรือ การทำตามความเห็นของตัวเองล้มหงายไม่เป็นท่า และนั่นยิ่งทำให้ผมเรียนรู้ว่า หากเรารับฟังเอาความคิดเห็นของคนอื่นมาใส่ใจคิดกับความคิดเห็นของตัวเองมันจะทำให้เรากระทำการต่าง ๆ ไปได้ตลอดรอดฝั่ง จริงแล้วในความหมายของคุณป้าแม่บ้านอาจจะเป็นเช่นนี้

                “หากผม หรือราตรีคิดไม่เหมือนป้าล่ะ จะทำตามความคิดเดิมมั้ย”

                “มันขึ้นอยู่กับว่า ความเห็นนั้นมีเหตุผลน่าคิดตามมากน้อยแค่ไหน และต้องไม่เผด็จการ บอกว่าป้าต้องทำอย่างที่ผมที่ฉันบอกนะ อย่างนั้นป้าจะทำตามความคิดของตัวเอง”

                “ไม่มีใครชอบการบังคับ เราต่างมีอิสรภาพของเรา โดยเฉพาะอิสรภาพทางความคิด”

                “คุณนี่ก็ พูดอะไรเหมือนคุณ”

                “ราตรี”

                “ไฮ้ คุณรู้ได้ยังไงว่าป้าจะพูดถึงคุณราตรี”

                “ผมได้ยินป้าว่าอะไรก็เหมือนคุณราตรี ๆ เหมือนป้านับถือเขามากมาย” ผมเงียบไปอึดใจ “ผมคิดถึงนิยายรัก ๆ ใคร่ ๆ นางเอกจะมีพี่เลี้ยงหรือแม่นมรักใคร่ทูนหัวเอามาก ๆ”

                “ทุกสิ่งในนิยายน่ะเอามาจากเรื่องจริงทั้งนั้นแหละคุณ มีแต่เรื่องนะที่แต่งที่สร้างกันขึ้นมา”

                “ไม่มีบ้างเลยหรือครับ ที่เรื่องเป็นเรื่องจริง อย่างฝรั่งยังมีนิยายประเภทเบสออนทรูสตอรี่”

                “แต่บางฉาก ตัวละครบางตัวก็ต้องปรับเปลี่ยนใช่ไหมล่ะคะ เนื้อเรื่องบางตอนก็อาจจะโลดโผนกว่า”

                ผมคิดถึงเรื่องที่ผมกำลังเขียน…หากจะเขียนตามความเป็นจริงที่ปรากฏ เมื่อไหร่งานเขียนเรื่องนี้จะจบ อาจจะเป็นเดือน เป็นปี หรือไม่มีวันจบลงได้ ทิ้งไว้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ หากผมอยากจะจบ ผมต้องหลอกตัวเองงั้นหรือ ผมจะก้าวผ่านความจริงได้หรือไม่กัน หรือผมควรจะทิ้งเรื่องนี้ไปเสีย เพราะว่าสิ่งที่เขียนมันคือเรื่องจริง

                ไม่, ผมจะลองดื้อดูสักครั้ง จะลองดูว่าผมจะเขียนเรื่องจริงให้เป็นนิยายได้หรือไม่  ใช่ นั่นคือคำตอบของผมที่เลือกแล้ว ผมจะไม่ฟังความเห็นของใครทั้งนั้น

                ว่าแต่ตัวละครสำคัญของผมตอนนี้เธอไปทำอะไรอยู่ที่ไหนกัน ทั้งราตรีและฮานา •

               

๑๙, ๓๑ ส.ค. ๕๓

 

2 Responses to “๒๓.”

  1. -ตีเข่าคุย (ประทีป-ธุลีดิน) ตอน ข้าพเจ้าอกหัก-

    อกหักมาพักนึงแล้วพี่ทั่น พี่ทั่นอาจรำพึง ‘เรื่องอะไรมาบอกตูข้า(ฟะ) อกเอ็งก็อกเอ็ง ข้าไม่เกี่ยว’ แต่โปรดได้รับฟังสักนิดหน่อยเถิดขะรับ (แค่เอ่ยนามทำหัวใจข้าพเจ้าหรุบหรู่ปานพนมเพียนต้องลมจะดับมิดับแหล่)..(อ่านต่อ)
    http://tuleedin.blogspot.com/2010/09/note-book_05.html

  2. prateep Says:

    รับแล้วขอรับ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s