ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

๑๙. กรกฎาคม 30, 2010

Filed under: ไม่มีหมวดหมู่ — ประทีป จิตติ @ 02:54

๑๙.

ราตรีนั่งคุยกับฮานาอยู่ที่ริมสระน้ำ ส่วนผมกำลังทำอาหารมื้อเย็นอย่างไม่รื่นรมย์  ผมรู้ว่าเมื่อคนปรุงอาหารมีอารมณ์ไม่แจ่มใสในระหว่างประกอบอาหารแล้วรสชาติของอาหารมันจะห่วยแตกขนาดที่ว่าคนปรุงเองยังไม่อยากจะคิดกิน  การปรุงหรือประกอบอาหารมันเป็นศาสตร์ที่ต้องมีศิลปะเข้าร่วมประกอบ ต้องใส่จิตวิญญาณลงไป ไม่ต่างจากจิตรกร ช่างปั้น ศิลปินสาขาต่าง ๆ ที่ต้องหลอมรวมความคิด อารมณ์ เป็นหนึ่งเดียวถ่ายทอดมันออกมาด้วยสองมือ ผมไม่แน่ใจนักหรอกว่าสิ่งที่คิดนั้นจะถูกต้องนัก บางทีหากใจผมนิ่งไม่พลุ่งพล่านนักผมอาจคิดรื้อความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ดีกว่านี้, เสียงคุย เสียงหัวเราะอย่างรื่นรมณ์ของคนทั้งสองแว่วเข้ามา ผมเพิ่งสังเกตว่าราตรีไม่ได้พูดภาษาไทยหรืออังกฤษกับฮานา แต่เป็นภาษาญี่ปุ่น, เส้นสปาเกตตีนิ่มไป อีกทั้งผมใส่เกลือลงไปในน้ำต้มเกือบครึ่งฝ่ามือด้วยความพลั้งเผลอ กะว่าจะใช้น้ำที่ต้มเส้นทำน้ำซอส ก่อนที่ผมจะเททิ้งพลันคิดมักง่ายขึ้นมา จะเป็นไรไป เกลือใช่ว่าไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายเสียเมื่อไหร่ โยนมะเขือเทศที่หั่นไว้หยาบ ๆ ขยี้ให้เนื้อเละเป็นเนื้อเดียวกับน้ำ ตามด้วยกระเทียมที่ซอยไว้ มันฝรั่งที่ต้มแล้วบดให้เละ มองหาเนื้อบดที่ควรจะใส่ลงไปในหม้อก่อนสิ่งอื่น มันยังอยู่ในช่องแช่แข็งของตู้เย็น หยิบมันออกมาใส่ทั้งที่ยังมีเกล็ดน้ำแข็งจับ จะเป็นไรไป ผมคิด ลงหม้อแล้วมันก็เป็นเนื้อเดียวกัน เทซอสมะเขือเทศ ให้ตายเถอะ เนื้อบดนั่นผมยังไม่ได้หมักมันด้วยซ้ำ เถอะน่ะ นาน ๆ ครั้งเราจะได้ลิ้มรสชาติที่แท้จริงของมันสักครั้ง, ทำไมราตรีไม่พูดไทยกับฮานา หรือว่าเธอทั้งสองไม่อยากให้ผมรู้ว่าคุยเรื่องอะไรกัน ความลับ ใช่ คงเป็นเรื่องอะไรสักอย่างที่เธอทั้งสองไม่ปรารถนาให้ผมได้รับรู้ อาจจะไม่ใช่ฮานาที่คิดอย่างนั้น เป็นความคิดของราตรี เธอคงโกรธ หรืออย่างน้อยคงไม่พอใจกับคำพูดของผม ก่อนที่จะกลับมาที่บ้านพัก

 

“คุณไปไหนมา?”

“ทำไมคนเราต้องเริ่มต้นสนทนากันด้วยการตั้งคำถาม”

ใบหน้าของราตรีเรียบเฉย, ผมไม่แน่ใจว่าภายใต้ดวงหน้านั้นเธอได้คิดซ่อนนัยยะอะไรในคำพูดด้วยหรือไม่ หรือว่าเธอเพียงแต่พูดจาเฉไฉไม่ต้องการตอบคำถาม ทว่า คำถามนั้นก็ชวนคิดอยู่ไม่น้อย

คำถาม… ใช่สิ ใช่แต่ผมเท่านั้นที่เริ่มต้นการสนทนาด้วยคำถาม

“คุณล่ะ คุณเองก็เริ่มต้นด้วยคำว่าทำไม  ขอโทษ หากคำถามของผมมันกวนใจคุณนัก  คุณอาจไม่ชอบให้ใครตั้งคำถามกับคุณ”

“ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดหรอก เพียงแต่ฉันสงสัยเท่านั้นว่าหากคนเราไม่เริ่มต้นการสนทนาด้วยคำถาม แล้วจะเริ่มจากสิ่งไหน”

“บอกเล่าเก้าสิบยังไงล่ะ เช่นคุณบอกขึ้นมาเองว่าไปที่นั่นที่นี่มา โดยที่ผมไม่ต้องถาม”

“ไม่ใช่คนอย่างฉันหรอก แบบที่คุณว่าน่ะ”

“ทำไม”

“ฉันจะรู้ได้ยังว่าคุณต้องการรู้หรือไม่ว่าฉันหายไปทำบ้าทำบออะไร”

“ผมถาม หมายความว่าผมอยากรู้”

“แล้วคุณไม่คิดบ้างละว่าฉันอาจไม่ต้องการตอบ”

“และก็ไม่ต้องการบอกด้วย คุณไม่ต้องการให้ใครรู้เรื่องราวของคุณ  ผมขอโทษ”

“เรื่องอะไรคะ”

“ผมไม่จำเป็นต้องบอก ไม่ใช่สิ ผมไม่อยากบอกต่างหาก”

“ดูเหมือนชีวิตคนเรามันหนีไม่พ้นคำถามคำตอบสักเท่าไหร่”

“คุณว่ายังไงล่ะ มีบ้างไหมที่เราลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วเราไม่ตั้งคำถามค้นหาคำตอบจากสิ่งที่เราเห็นสักเรื่อง”

ราตรีหัวเราะ “อย่างน้อยนี่ก็เป็นคำถามหนึ่งละที่อยู่ในช่วงของวัน แต่ทุกคำถามของเราไม่จำเป็นต้องพบคำตอบทันทีทันใดเสมอไป หรือบางครั้งเราอาจไม่ได้คำตอบเลยก็ได้”

“มันขึ้นอยู่กับปัญหาที่เราสงสัยด้วยละมั้ง”

“ก็มีส่วน ขึ้นอยู่กับปัญหานั้นมันใกล้หรือไกลตัว”

“อะไรล่ะที่คุณว่าใกล้ว่าไกล”

“ไกลน่ะหรือ อย่างคุณกับฉันเราจะคบกันไปได้นานเท่าไหร่ ส่วนที่ใกล้คุณกับฉันจะเดินกันไปเรื่อย ๆ อีกนานเท่าไหร่”

“คุณมีคำตอบไหมสำหรับอย่างแรก”

“ไม่”

“อย่างหลังล่ะ”

ราตรีหยุดเดิน ฉุดข้อมือผมให้หันกลับไปในทิศทางที่เดินมา “เรากลับกันเถอะ ฮานาอาจกำลังคิดถึงเรา”

“เรา?”

“คุณ” ราตรีชี้นิ้วมาที่ผมแล้วที่ตัวเธอ พูดเน้นคำ “กับฉัน”

ผมชี้ให้ราตรีดูหมาน้อย “นั่นไงที่ลงไปลอยคอกลางทะเล”

“ขาว” ราตรีตะโกนเรียก หมาน้อยวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหยุดตรงหน้าไม่กระโจนเข้าใส่เหมือนทำกับผม เธอลงนั่งลูบหัวมันอย่างเอ็นดู “เป็นไงเล่นน้ำสนุกละซี”

“ชื่อขาว?”

ราตรีเงยหน้ามองผม “คุณชอบตั้งคำถามเสมอ”

ผมสะอึก, นั่นไม่ใช่คำถาม เป็นเพียงประโยคบอกเล่าที่ผมคาดเดาไม่ได้ว่ามันมีความหมายอะไรมากกว่าเป็นคำพูดลอย ๆ หรือไม่  อยากย้อนเธอกลับไปบ้างว่า ทำไมคุณถึงชอบตั้งแง่ เอาอะไรมากมายกับเรื่องขี้ผง คนเราหากไม่เริ่มด้วยคำถามเพื่อการสนทนาแล้วมันจะเริ่มด้วยอะไร ด้วยการพูดลอย ๆ อย่างที่คุณกำลังทำอยู่อย่างงั้นหรือ และด้วยความที่มันลอย ๆ อย่างนี้ละทำให้ผมต้องคิด ต้องเดา ต้องตีความหมายในสิ่งที่คุณพูด  คุณพยายามทำตัวให้ลึกลับซับซ้อน หรือว่านี่เป็นธรรมชาติของคุณ ธรรมชาติที่เสมือนกำแพงปิดกั้นโลกของคุณกับคนภายนอก อย่างนั้นเราจะคบกันได้อย่างไร  คนเราจะคบกันได้อย่างไรหากคนใดคนหนึ่งหรือทั้งคู่โบกกำแพงปิดกั้นจนไม่อาจมองเห็นจิตใจ ไม่อาจเรียนรู้ในความเป็นคนซึ่งกันและกันได้  เราจะคบกันได้อย่างไรหากบังเกิดความคิด เกิดคำถามเหล่านี้, ผมได้แต่ตั้งคำถามที่วกวนนี้อยู่ในใจ ขืนถามออกไปไม่รู้ว่าเธอจะพูดอะไรเลื่อนลอยขึ้นมาอีก

“ไม่รู้ว่าอย่างเจ้าขาวนี่วัน ๆ มันคิดอะไรของมันบ้าง หรือความคิดของมันเป็นเพียงแค่สัญชาตญาณ”

“ไม่รู้, ผมไม่เคยคิดแทนหมา!

ผมตอบแล้วออกเดิน ไม่สนใจว่าราตรีจะตามมาหรือจะอยู่คุยกับหมาน้อยของเธอต่อ

 

“หอม…น่ากินจัง”

ราตรีมายืนอยู่ด้านข้าง นัยน์ตานั้นหวานเชื่อม ส่งแก้วในมือให้ผม

“สำหรับพ่อครัว”

ผมมองแก้วนั้น นิ่งไปอึดใจ หันไปสนใจน้ำซอสสปาเกตตีต่อ

ความเงียบอวลอยู่โดยรอบ ก่อนเธอจะทำลายมัน

“ฉันรู้แล้วล่ะว่า ถ้าคนเราไม่คิดตั้งคำถามเพื่อจะพูดคุยกันจะเริ่มด้วยสิ่งไหน”

ผมไม่คิดถามเอาคำตอบจากเธอ  ฮึ มันอาจเป็นหลุมพราง เพื่อที่ผมเข้าไปติดกับดักของเธอแล้วเธอจะหาเรื่องตั้งแง่เอากับเรื่องขี้ผงบ้า ๆ นั้นอีก

“ความเงียบ, ความเงียบทำให้เกิดความหวาดระแวง ทำไมคุณเงียบ ทำไมคุณไม่พูดกับฉัน คุณระแวงอะไรฉันงั้นหรือ”

“หยิบจานให้ผมหน่อย”

“ฉันถามทำไมไม่ตอบ”

เสียงเธอแข็งกร้าว ทว่านัยน์ตานั้นยังหวานเชื่อม

“คุณถาม?”

“อือฮึ”  

ผมดึงเธอเข้ามากอดรัดไว้แน่น จูบเธออย่างหื่นกระหาย ใจอยากจะขบกัดริมฝีปากเธอให้หวีดร้อง ให้รู้สึกเจ็บปวด อยากเป็นยิ่งกว่าสัตว์โลก ไม่ใช่คนไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่แค่ทำไปด้วยสัญชาตญาณห่าเหวใด ๆ ไม่ใช่ทำไปเพราะต้องการดำรงรักษาเผ่าพันธุ์ แต่ทำมันด้วยตัณหาอย่างแรงกล้า ตัณหาซึ่งคงมีแต่เฉพาะสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน กดร่างเธอให้ลงนอนแนบสนิทกับพื้นครัวแล้วกระแทกชำเราเธอให้สมกับสิ่งที่เธอกำลังกระทำต่อผม ปลายเล็บทั้งสิบที่จิกลงบนแผ่นหลัง มันเจ็บแสบ มันซาบซ่าน มันถึงใจ บ้า! บ้าดีแท้ เธอเองคงชอบความเจ็บปวดรวดร้าวท่ามกลางหรือบนความกระสันต์ บ้า! บ้าจริง แต่รู้สึกดีเหลือเกิน ดี ดีอย่างที่สุดของที่สุดของที่สุด ผมแผดหัวเราะ บ้าคลั่ง ลืมโลก ลืมตัว ลืมแม่งหมดทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเส็งเคร็งนี้ เว้นไว้สิ่งเดียวคือความเสียวความกระสันต์ อา…. เหลือบเห็นร่างของฮานาคล้อยหลังออกไปที่ม้านั่งริมสระน้ำ ผมไม่แคร์เธอหรอกไม่แคร์ ถ้าอยากสนุกด้วยกันก็เข้ามา เข้ามาเลย เข้ามา เข้ามา เข้ามา เข้ามาสิฮานา ฮานา ฮานา…

 

๒๐, ๒๑ ก.ค. ๕๓

 

 

2 Responses to “๑๙.”

  1. แวะมาทักทายราตรีขะรับ

    เคยไหมขอรับ หลงรักอิสตรีนางหนึ่งเพียงเพราะชื่อของนาง ชื่อที่ชวนหลงใหล นานมาแล้วข้าพเจ้าเคยหลงรักชื่อฮานา เพราะมีดอกไม้ญี่ปุ่นชื่อ ฮานาบิชิ แปลว่า ดอกไม้แห่งการรอคอย (หากจำไม่ผิด) ตอนหลังมากลายเป็นชื่อยี่ห้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเสียฉิบ (ความรักข้าพเจ้ามักจบแบบนี้เอง)

    อ่านนิยายของสหายให้รสชาติต่างไปจากอ่านของคนอื่น ก็ที่ได้รับรู้ว่าตัวอักษรของสหายยังเดินทาง กำลังเดินทาง ไออุ่นมักเป็นคล้ายหมอกควันเลือนราง ไม่เห็นแต่สามารถสัมผัส นั่นคือรสสัมผัสนั้น

    ขอบคุณที่ตัวอักษรพี่ท่านยังเดินทางสม่ำเสมอขอรับ

    คารวะ

  2. มาแว้ว ๆ นั่งก่อน จิบชาตามสบายเลยพี่ท่าน, เรื่ื่องชอบอิสสตรีเพียงเพราะชื่อนั้นน่าฟังยิ่งนัก กระนั้นเถอะ ฮานาบิชิยังไงก็คงความหมายอย่างนั้น อย่าไปสนเพียงเพราะกลายมาเป็นชื่อยี่ห้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเลยพี่ท่าน

    ชื่อฮานานี้ทำให้ผมคิดถึงเพลงของสาวสาวสาว คือดอกไม้แห่งน้ำใจ ต้นฉบับเป็นภาษาญี่ปุ่น ที่มาของฮานั้น มาจากเปิดค้นหาชื่อญี่ปุ่น จนได้ที่ฮานา แปลว่าดอกไม้ ลงตัวกับราตรี (ดอกไม้เหมือนกัน)

    ยังมีอะไรเกี่ยวกับดอกไม้กับผู้หญิงอีกเยอะ ภมรอย่างภาณุยังเข้าไม่ถึง ต้องคอยติดตาม

    รักษาสุขภาพ, คารวะ.


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s