ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

๑๘. กรกฎาคม 23, 2010

Filed under: ไม่มีหมวดหมู่ — ประทีป จิตติ @ 01:30

๑๘. นิยายรัก

 

ผมเปิดเบียร์กระป๋องแล้วออกเดินไปทางชายหาด ผมบอกฮานาแต่ไม่ได้ชวนเธอมาด้วย กลัวว่าเธอจะรับคำเชิญ ซึ่งใจจริงแล้วผมอยากถอยห่างออกมาจากเธอให้มากที่สุด อย่างน้อยผมยังเกรงใจราตรี ไม่อยากให้เธอคิดและมองผมไปในทางลบ ประเภทเป็นผู้ชายมักมากในกามารมณ์ หนักที่สุดคือใจง่าย, นี่กระมังที่เราแบ่งแยกตนเองออกจากสัตว์โลก เราช่างหาเหตุผลต่าง ๆ นานามาจำกัด เก็บกดสัญชาตญาณดิบ แล้วก็ยกย่องให้เป็นมนุษย์ ประเสริฐกว่าคน

แน่ละ, มนุษย์ใช่ว่าจะเป็นกันง่าย ๆ ได้ทุกคน

ผมไม่ยกตัวเองหรอกว่าดีเลิศประเสริฐศรีกว่าคนไหน ๆ ผมเพียงแต่คิดให้ตัวเองดูดีขึ้นในสำนึกตนเองก็เท่านั้น, ไม่รู้ว่าฮานาจะคิดทำนองเดียวกับผมหรือไม่ แต่เธอบอกว่าจะขอนั่งนอนอ่านหนังสืออยู่ที่บ้าน ขอให้ผมสนุกกับการเดินเล่น ผมขอบคุณและขอให้เธอสนุกกับการอ่าน เธอขอบคุณผมเช่นกัน

ผมเดินไปตามทางที่ร่มครึ้มด้วยต้นไม้ ผ่านบ้านที่เงียบเหงาหลังหนึ่ง มองเข้าไปจนแน่ใจว่าไม่มีคนอยู่แล้วเดินเข้าไปในบริเวณนั้น มีเตาย่างเนื้อสัตว์ที่ทำจากถังน้ำมันขนาดสองร้อยลิตรที่ลานดินกว้างด้านข้าง  ในวัยเด็กผมเคยฝันว่าเมื่อโตขึ้นอยากมีบ้านพักตากอากาศอย่างนี้บ้าง วันไหนเบื่อกรุงเทพมาก ๆ จะชวนเพื่อนฝูงมาสังสรรค์ กินดื่ม ปิ้งย่างอะไรต่ออะไรกินกัน ครั้นวันหนึ่งผมกลับหัวเราะเย้ยหยันความคิดนั้น ไม่ใช่เพราะเห็นว่าไม่มีวันที่จะเป็นไปได้ เพียงแต่คิดว่าไม่รู้จะมีอย่างนั้นไปทำไมกัน มีบ้านพักตากอากาศหลังหนึ่งซึ่งปีหนึ่ง ๆ จะมานอนพักสักกี่วันกัน ที่ดินตรงนั้นมันน่าจะมีประโยชน์กับผู้อื่นมากกว่าปล่อยให้เงียบเหงาร้างไร้ประโยชน์  แต่ก็นั่นละ ผมลองคิดกลับกันหากผมกลายเป็นผู้มีอันจะกิน มีเงินทองมากมายเหลือเฟือผมจะยังความคิดแบบไหนกัน, จะอย่างไรก็ช่างเถอะ รู้แต่ว่าวันนี้ขณะนี้ผมมีความคิดอย่างนี้ คิดมากไปประเดี๋ยวก็เพ้อเจ้อฟุ้งซ่านเท่านั้นเอง

ออกจากบ้านหลังนั้นมาประมาณสักยี่สิบเมตรก็สุดเขตผืนดิน พื้นทรายอยู่ต่ำลงไปเกือบสองเมตร เดินลงบันไดที่ก่อด้วยก้อนหิน มองไปทางขวาแลเห็นเขาตะเกียบอยู่ไม่ไกล ส่วนทางซ้ายมีทั้งบ้านพักส่วนตัว โรงแรม เรียงรายไปตามชายหาด มีนักท่องเที่ยวเดินไปมา ลงเล่นน้ำทะเลอยู่มากพอสมควร ทว่าดูแล้วไม่วุ่นวายเท่าไรนัก อาจเป็นเพราะวันนี้ไม่ใช่วันหยุดสุดสัปดาห์, หมาไทยพันธุ์ทางตัวขนาดกลางวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาผม เมื่อใกล้ถึงตัวมันกระโจนเข้าใส่ ผมเอี้ยวตัวหลบ มันวิ่งย้อนกลับมาอีกครั้ง คราวนี้หลบมันไม่พ้น มันงับเอาชายเสื้อไว้ได้แล้วปล่อย วินาทีนั้นผมนึกสงสัยว่ามันเพียงแค่ต้องการหยอกล้อหรือเอาจริง ไอ้ลูกหมาผมสบถ มันกลับตัววิ่งเข้าหาผมอีก คราวนี้ผมตั้งท่ารอรับ เงื้อแขนข้างที่ถือกระป๋องเบียร์เตรียมขว้างใส่มัน ได้ผล มันชะงักเท้า ผมเดินเลี่ยงผ่านมัน จ้องมันอย่างไม่ไว้ใจ มันเห่าเสียทีหนึ่งก่อนวิ่งตื๋อลงทะเล ผมนึกขันกับท่าดำผุดดำว่ายของมัน มันคงชอบทะเลเหมือนคน หมาก็มีหัวใจ  ตัดสินใจลงนั่งจิบเบียร์มองดูมันด้วยความเพลิดเพลิน หยิบกล้องมาบันทึกเป็นคลิปวิดีโอ หากเรไรได้ดูคงหัวเราะด้วยความเอ็นดูมันไม่น้อย

เรไร…

พลันความเพลิดเพลินตรงหน้าก็มลายหายไปกับสายลม เมื่อคิดถึงเรไร

คืนนั้น, วันฝนพรำ…

เปียโนดังตึ๊ง ๆ “เลิฟว์ สตอรี่” กลิ่นหอมอย่างดอกแก้วของเรไรอวลอยู่ในอ้อมกอด

            “เร…”

            ผมเรียกชื่อเธอแผ่วเบาที่ข้างใบหู

            “เร………….”

            ผมเรียกอีกครั้งเมื่อปลายจมูกแนบลงที่ต้นคอ

            เรไรดันตัวผมออกห่าง ผมมองหน้าเธอ แสงฟ้าแลบสว่างวาบแวบเข้ามา เรไรหลับตา ริมฝีปากของเราประกบกัน ความดูดดื่มซึมซาบแทรกกำจายไปทั่วร่าง รู้สึกถึงเลือดในกายของเรายิ่งอุ่นจัด ลมหายใจแผ่วร้อน เรไรไม่ขืนตัวเมื่อผมโถมตัวให้เอนร่างลงบนฟูก ผมถอนริมฝีปาก กดจมูกลงที่ซอกคอของเรไรไล้เรื่อยลงมาถึงเนินอก หน้าท้อง สองมือพลางปลดกระดุมเชิร์ตจากเม็ดแรกจนเม็ดสุดท้าย ริมฝีปากไล้ย้อนกลับไปที่หน้าอกอีกครั้ง ซุกไซ้ดอมดมกลิ่นหอมของดอกแก้วของเรไร ดูดดื่มชื่นฉ่ำ

          …..

“หยุดไว้เท่านี้ นะ ภาณุนะ…”

เรไรหลับตา เสียงสั่นสะอื้นในขณะร่างของผมมีเพียงผ้าห่มนวมปกคลุม

            “เรร้องไห้?”

            “ช่างมันเถอะนะภาณุ ช่างมันเถอะนะ”

            “เรา…เราขอโทษ”

            “ไม่ต้องขอโทษ เรไม่โกรธภาณุ”

            ผมร้องไห้ กอดเธอไว้แน่น

            อิสรภาพเป็นสิ่งที่เราหวงแหน..แต่บางครั้งเราก็อยากถูกกักขังด้วยคนที่เรารัก…ดีกว่านั้นหากคนที่เรารักจะรักเราด้วย” เสียงเรไรแผ่วเบาที่ข้างหู

            “เร…”

            เรไรไม่ตอบรับเสียงเรียกของผม เธอกอดผมแน่นยิ่งขึ้น, ฟ้าร้อง เสียงฝนพรำเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ ผสมกับเสียงจากคลื่นวิทยุร้างไร้เสียงเพลง ผมอยากถามเธอ “เรายังเป็นเพื่อนกันอยู่ใช่ไหมเร” แต่เสียงนั้นก็ได้แต่รำพันอยู่ในใจ 

“ถ่ายอะไรอยู่” ราตรียื่นหน้าไปดูที่ช่องมองภาพ “ไม่เห็นสาว ๆ เล่นน้ำทะเล”

            “หมาเล่นน้ำทะเลต่างหาก”

          “ไหนล่ะ?”

            นั่นสิ ไอ้หมานั่นมันหายไปตอนไหนผมเองไม่ได้สังเกต “จมน้ำตายไปแล้ว ไม่ก็ไอ้หลามคาบไปกินแล้วละ”

            “เสียงคุณแปร่ง ๆ ฉันทิ้งคุณไว้คนเดียว โกรธหรือ”

            “ไม่คนเดียวหรอก ไม่ใช่คนเดียว”

            “ฮานา? ฮานาเป็นไง เธอว่าคุณทำข้าวผัดให้ เธอชอบมาก”

            “ผมตั้งใจทำให้คุณมากกว่า”

            “คุณงอน? ผู้ชายงอนน่ะคิดว่าน่าดูงั้นหรือ”

            “มันก็แล้วแต่คุณจะมองว่ายังไง ผมไม่ได้งอนอะไร เพียงแต่รู้สึกเกลียดตัวเองในเรื่องบางเรื่องอย่างบัดซบ”

            “ร้ายแรงมากงั้นหรือ?”

            “คุณเคยทำอะไรให้คนที่ไว้ใจตัวคุณหมดความไว้เนื้อเชื่อใจไหม”

            ราตรีแค่นหัวเราะ “บ่อยไป”

            “คุณพูดง่ายนะ”

            “ทำไมล่ะ คุณจะคิดมากทำไมกัน ในเมื่อคุณไม่มีวันรู้หรอกว่าคุณจะทำอย่างนั้นเมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้หรอกน่ะ”

            “งั้นเราคงไม่รู้อะไรทั้งนั้นในโลกใบนี้”

            “คุณรู้งั้นหรือ สิ่งที่คุณรู้มันก็แค่สิ่งที่ผ่านไป ผ่านไปแล้วคุณถึงได้รู้  แทนที่คุณจะมานั่งเคียดแค้นตัวเองคุณน่าจะอภัยให้ตัวเอง คุณทำได้ไหมให้อภัย เริ่มจากให้ตัวเอง ไม่งั้นคุณจะให้สิ่งนี้กับคนอื่นได้ยังไง”

            “แล้วยังไง” ผมแค่นหัวเราะบ้าง “หากให้อภัยตนเองได้แล้วมันจะยังไง”

            “คุณลองสิ ลองดู ฉันบอกไม่ถูกหรอก เพราะเรื่องของคุณมันต่างจากฉัน มันเป็นเรื่องเฉพาะตัว ของใครของมัน”

            “ถ้าผมให้ไม่ได้?”

            “คุณคงไม่ยอมรับว่าคุณทำผิดพลาด”

            “ผมยอมรับนะ แต่ยังอภัยให้ตัวเองไม่ได้”

            “งั้นคุณก็ต้องลงโทษตัวเอง”

            “ยังไง?”

            “ให้ความทุกข์ใจมันโบยจิตใจคุณไงล่ะ คุณกำลังถูกมันโบยอยู่ใช่ไหมล่ะ ฉันถึงเห็นคุณนั่งเหม่อลอย อารมณ์เสียใส่ฉัน”

            “คุณโกรธผม?”

            “ไม่”

            “เพราะ? คุณจะบอกว่าคุณให้อภัยผม?”

            “คุณถาม ฉันก็จะบอกว่าใช่”

            “ถ้าผมไม่ถาม?”

            “ฉันก็ยังคิดอย่างนั้นนั่นละ”

            “เฮ้อ รู้สึกดีขึ้นเยอะ ว่าแต่ว่าในเมื่อผมยอมรับว่าตัวเองทำพลาดแล้วทำไมผมจึงยังเกลียดตัวเอง”

            “ฉันคิดว่าคุณหาคำตอบให้ตัวเองได้ไม่ยากนะ”

            “คุณทำยังไง”

            “ฉันอยู่ฉันคิดอยู่กับปัจจุบัน คุณมัวแต่คิดถึงเรื่องในอดีต เอาเรื่องในอดีตไปเชื่อมโยงกับอนาคต มองข้ามปัจจุบัน คุณก็จะมีแต่ความเสียดายกับวิตกกังวล”

            “อดีตจะเป็นยังไงปัจจุบันจะเป็นยังไงขึ้นอยู่กับปัจจุบัน”

ราตรียิ้ม พเยิดหน้า

            “คุณทำได้?”

            ราตรีแค่นหัวเราะ “พยายามน่ะ”

            “ต้องทำได้สิ ต้องทำ ไม่ใช่แค่บอกตัวเองว่าพยายาม หรือจะพยายาม”

            “คุณล่ะ?”

            “ผมจะพะยายาม”

            เสียงหัวเราะของเราประสานกัน แข่งกับเสียงคลื่นเสียงลม

 

๑๔, ๑๕ ก.ค. ๕๓

 

 

           

 

One Response to “๑๘.”

  1. ลงท้ายยังงี้คนเขียนก็ต้องบอกว่า จะพยายามเขียนให้จบ (ไม่มีเสียงหัวเราะ)


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s