ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

๕. กรกฎาคม 15, 2010

Filed under: ไม่มีหมวดหมู่ — ประทีป จิตติ @ 23:47
Tags:

๕.

หรีดหริ่งเรไร

 

 ภาณุหิวหรือยังจ๊ะ 

เรไรลงนั่งตรงข้าม  ผมปิดสมุดบันทึกมองนาฬิกาที่ข้อมือของเธอ  บ่ายโมงกว่าแล้ว

            เรกินอะไรหรือยัง

            ยังจ้ะ จะชวนภาณุกินด้วยกันนี่ล่ะ  เรไรวางข้อศอกลงโต๊ะ เท้าคาง  ภาณุเขียนงานเรื่องใหม่อยู่หรือ? 

            ผมยิ้ม ไม่อาจตอบรับหรือปฏิเสธ ด้วยยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่กำลังเขียนอยู่นั้นควรเป็นบันทึกส่วนตัวหรือเรียบเรียงดัดแปลงเป็นงานเขียนเผยแพร่สู่สาธารณชน  ปล่อยให้เรไรเข้าใจไปตามความคิดของเธอ  งั้นเรไรไม่กวนภาณุล่ะ  กินข้าวด้วยกันนะ เรไรจะทำไข่เจียว

            เรไรลุกขึ้นเดินไปแขวนป้าย Lunch we’ll back soonี่ประตูร้าน ก่อนหายเข้าไปในครัวด้านหลัง  ไม่ถึงยี่สิบนาทีเรไรก็กลับออกมา วางกระทะแบนลงโต๊ะ  ผมก้มหน้าพิจารณาไข่เจียวของเธอ  สูดดมกลิ่นหอมของชีส 

เหมือนพิซซ่า

            ไข่เจียวทอดเพียงด้านเดียว แต่งหน้าด้วยเนื้อวัวบด พริกหวาน  ชีสแผ่นละลายซึมเข้าผสมกับเนื้อไข่ โรยใบออริกาโนหอมฉุน

            ภาณุจะกินกับซอสมะเขือเทศหรือถั่วเหลือง เดี๋ยวเรไรหยิบมาให้ 

ผมยังไม่ทันคิดตัดสินใจเรไรก็ทำท่าว่าจะข้าไปหยิบมาให้ทันที

            ไม่ต้องหรอกเร ซอสมะเขือเทศนี่ล่ะ อย่างอื่นคงไม่เข้ากัน 

            ยังไงเรไรก็ต้องเข้าไปตักข้าวอยู่ดีล่ะจ้ะ

            เรนั่งเถอะ  ผมลุกขึ้นทันที ไม่รอให้เธอเอ่ยค้าน

 

 เรไรเพิ่งทำครั้งแรก เป็นยังไงบ้างจ๊ะ

            อร่อยมาก 

ผมพูดทั้งที่ยังเคี้ยวข้าวอยู่เต็มปาก

            มันเกิดจากความบังเอิญผสมความขี้เกียจของเรไรนะ  กระทะมันเล็กกลับด้านลำบากเรไรเลยคิดว่าใช้ฝาหม้อปิดอบให้สุก  ใส่เนื้อที่ผัดกับพริกหวานไว้ก่อนแต่งหน้า  ใช้ไฟอ่อนๆนะ เปิดอีกครั้งก็สุกพอดี  เรไรเห็นก็นึกถึงพิซซ่า โรยใบไธม์ โปะชีส

            ไม่ใช่ออริกาโน?

            คล้ายกันน่ะ เรไรว่ามันหอมกว่านะ 

ผมตักไข่เจียวเป็นตัดแบ่งเป็นสี่ชิ้นให้เรไร 

ไข่เจียวของเรเลยกลายเป็นลูกครึ่งไทยอิตาเลียน

มีชื่อไหม? 

ผมจิบน้ำดื่มเล็กน้อย

ชื่อ?…  เรไรชะงักช้อนส้อมในมือ  ก็แค่ไข่เจียวธรรมดาๆนะภาณุ ไม่จำเป็นต้องมีชื่อหรอก

เราอยากให้มันมีชื่อ มันไม่ใช่ไข่เจียวอย่างที่คนเข้าใจ  ไว้วันหลังเราอยากกินแบบนี้ก็ต้องมานั่งอธิบายบอกเรว่าไข่เจียวอย่างวันนั้นนะ แบบที่เหมือนพิซซ่า พอดีหิวตาลายเป็นลมเสียก่อน

ภาณุเป็นคนคิดอะไรละเอียดลึกซึ้ง ถ้าอย่างนั้นช่วยคิดชื่อให้เรไรหน่อยซี่

คิดให้แล้วเรต้องกินข้าวนะ เลิกคุย 

เรไรยิ้มน้อยๆนัยน์ตาวาววามพยักหน้าขึ้นลง 

ออมเล็ทซ่า

เรไรทำท่าดีใจจะส่งเสียงร้องออกมา แต่เมื่อเห็นผมส่งสายตาให้กินข้าวจึงเปลี่ยนเป็นยิ้ม ก้มหน้าก้มตาจัดการอาหารมื้อกลางวัน

 

 ภาณุกำลังเขียนเรื่องอะไรจ๊ะ 

เรไรถามขณะผมกำลังล้างจานชามน้ำสุดท้าย

            ว่าเขียนได้ไม่เต็มปากหรอกเร  ยังไม่ได้คิดลงมือเขียน

            แค่พล็อตหรือจ๊ะ 

            พล็อต?  เรียกพล็อตก็ได้ แต่เป็นพล็อตที่หลวมโพรกเพรก

            เล่าให้เรฟังได้ไหมจ๊ะ

งั้นรอก่อน  ออกไปหน้าร้านได้แล้ว หมดเวลาพักแล้วขอรับแม่หญิง!”

            เรไรหัวเราะคิกคัก 

เรยิ้มง่าย หัวเราะง่ายอย่างนี้ทุกวันหรือไง

            เรก็อยากเป็นแบบนี้ทุกวัน

            ผมมองเห็นหลังเรไรแวบเดียวพ้นจากประตูห้องครัว

 

ลูกค้าของเรไรทยอยเข้าร้านแทบไม่เว้นระยะให้เธอนั่งสนทนากับผมได้ต่อเนื่อง  ดูเหมือนเธอจะสนใจผมมากกว่าลูกค้า ผมรู้สึกไม่ดีหากเรไรจะต้องเสียลูกค้าอย่างที่ไม่ควรเสีย

            คงไม่มีลูกค้าคนไหนชอบใจหากไม่ได้การต้อนรับเอาใจใส่จากเจ้าของร้าน

            เร เรากลับละ 

ผมบอกเรไรขณะที่ลูกค้ากลุ่มใหญ่สี่ถึงห้าคนเดินเข้าไปในร้าน 

ขอบใจเรมากที่ช่วยถอดความเลดี้ ออฟ เดอะ ไนต์  ผมชูสมุดบันทึกขึ้นตรงหน้า  แล้วก็ยังไข่เจียวออมเล็ทซ่า

            ไม่เป็นไรจ้ะ 

ผมรู้สึกว่าน้ำเสียงของเรไม่สดใสเหมือนทั้งวันที่ผ่านมา  ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือไม่ว่าความร่าเริงสดใสของเธอมักจะมลายหายไปทุกครั้งเมื่อผมเอ่ยคำลา

เธอคงเหงา… ผมคิดอย่างนั้น

เดี๋ยวพี่นกมา เรก็มีเพื่อนคุย  ผมหมายถึงชิดชนก พี่สาวของเรไรที่จะมาช่วยงานที่ร้านช่วงเย็น

เรคุยกับพี่นกทุกวันนะ ภาณุกลับเถอะ  สัญญานะกับเรนะว่าจะออกแบบห้องครัวให้เสร็จแล้วค่อยเริ่มงานเขียน

ขอรับแม่หญิงเรไร 

ผมก้มศีรษะโค้งตัวให้ หวังให้เธอหัวเราะคิกคัก แต่ก็ไม่ เรไรกลับย้ำคำด้วยน้ำเสียงเอาจริงเอาจัง

สัญญานะจ๊ะ

ผมไม่ได้รับคำอะไรนอกจากยิ้มให้เรไรแล้วเดินจากมา  ถึงหัวมุมถนนหันกลับไปที่ร้านหนังสืออีกครั้ง เรไรยังคงยืนนิ่งมองผมอยู่ 

สัญญาจ้ะเร 

ผมโบกมือให้เธอแล้วรีบออกเดิน หวังให้เรไรกลับเข้าร้านไปดูแลลูกค้า

 

สามทุ่มกว่า…ผมมองนาฬิกาแขวนเหนือตู้เย็น  เรไรเป็นคนนำมันมาแขวนเมื่อแรกที่ผมย้ายเข้าพักที่อพาร์ทเม้นต์นี้  เธอบอกว่าผมจะได้รู้เวลาได้ทุกเวลาที่ต้องการ ไม่ต้องลุกเดินไปดูหลังโต๊ะทำงาน  แต่เรไรไม่รู้หรอกว่าผมเป็นคนที่ไม่ใส่ใจกับเวลา ผมเพียงแค่มองมันอย่างเสียไม่ได้  จะกี่โมงกี่ยามมันไม่สามารถกำหนดให้ผมไปทำอะไรต่ออะไร  อะไรต่ออะไรมันอยู่ในหัวผมแล้ว  

แต่ขณะนี้มันกลับทำให้ผมคิดถึงเรไร

            เรไรดีต่อผมสม่ำเสมอ สี่ปี่ก่อนเป็นอย่างไรเดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอยู่เสมอต้อนเสมอปลาย  สี่ปีกว่าแล้วหรือ?… สี่ปีเหมือนสี่วัน ช่างรวดเร็วจนผมรู้สึกอยากให้มันผ่านไปช้าๆ แต่ละวันแต่ละคืนผ่านไปอย่างน่าจดจำ ระลึกถึงได้อย่างชัดเจนเมื่อต้องการรื้อฟื้นความทรงจำ

            เหมือนเรได้รู้จักภาณุมาสักสิบปี  เรไรบอกตอนหนึ่งในคืนวันฉลองปีใหม่ที่ร้านหนังสือของเธอ

            มิตรภาพในความคิดความรู้สึกของเรไรนั้นช่างผกผันกับของผมราวฟ้ากับเหว  ผิดกับที่ผมรู้สึกกับราตรี เหมือนรู้จักเธอมานานสองปีไม่ใช่แค่สองวัน  เธอหัวเราะแต่น้ำเสียงไม่ได้เย้ยหยัน  ผมคิดว่าเธอคงชอบใจหรือไม่ก็… ไม่รู้สิ ผมเบื่อที่จะต้องคาดเดาความคิดของคนอื่น มันอาจทำให้ผมผิดหวังเมื่อความคิดนั้นไม่เป็นไปตามใจคิด, เรไรบอกว่าผมเป็นคนที่คิดอะไรลึกซึ้ง แต่กับบางเรื่องเท่านั้นหรอก  กับความรู้สึกคิดนึกของคนยากที่จะดำดิ่งลงไปสำรวจถึงก้นบึ้ง  เรไรต่างหากที่เป็นคนคิดอะไรลึกซึ้งกว่าผมเสียอีก เธอมักเล่าเหตุการณ์ต่างๆที่มีผมร่วมอยู่ด้วยได้อย่างละเอียดชัดเจน  บางเรื่องผมแทบจำภาพต่างๆไม่ได้ แต่เรไรก็ทำให้ผมจำได้

            อะไรที่ทำให้เรจดจำเรื่องราวได้มากขนาดนี้

            เพราะเรไรใส่ใจที่จะจดจำน่ะซีภาณุ  เรไรไม่ได้หมายความต่อว่าภาณุนะจ๊ะ

            เรารู้ว่าเรไม่ได้คิดอย่างนั้น 

            ผมบอกทั้งที่ใจคิดตรงข้าม  เรไรไม่ได้ต่อว่าแต่ก็ทำให้ผมรู้สึกสะอึก  เธอเลือกที่จะจดจำทุกเรื่องราวระหว่างผมและเธอ

 

            เสียงกริ่งโทรศัพท์กังวานก้องปลุกให้ผมตื่นจากห้วงคิดคำนึง  ลุกขึ้นอย่างเร็วมือปัดถ้วยกาแฟล้มคว่ำ น้ำสีดำเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเมื่อซึมเข้าเนื้อกระดาษสมุดบันทึก  ผมสบถ รีบใช้มือปาดทิ้งก่อนที่มันจะซึมลึกไปถึงหน้าต่อๆไป  ถ้วยกาแฟหมุนกลิ้งเกือบตกโต๊ะ รีบคว่ำสมุดจับถ้วยขึ้นตั้ง  เสียงกริ่งยังดังเร่งเร้าให้รีบไปรับ

            ผมได้ยินแต่เสียงสัญญาณยกเลิกการติดต่อเมื่อยกกระบอกโทรศัพท์แนบหู  เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่ห้องตรงข้าม อาจเป็นคนโทรคนเดียวกันต่อสายมาผิดห้องดังซ้ำอยู่สี่ถึงห้าครั้งจากนั้นก็เงียบ  วางกระบอกโทรศัพท์ลงแท่น นั่งลงที่เก้าอี้ยาว  นาฬิกาแขวนผนังหลังโต๊ะทำงานบอกเวลาสี่ทุ่มห้านาที เข็มวินาทีกระดิกหมุนไปจนเกือบครบรอบ  ลุกขึ้นเดินไปในครัว นาฬิกาแขวนเหนือตู้เย็นยังคงเป็นเวลาสามทุ่มกว่า เข็มวินาทีกระดิกค้างอยู่ที่เลขห้า ซ้ำไปมา  ผมเอื้อมมือปลดมันลงมาพลิกด้านหลัง ถ่านก้อนเล็กบวมฉึ่งเหมือนจะระเบิดปริแตกมีน้ำเหนียวๆซึมออกมา  แกะมันออกโยนลงถังแขวนนาฬิกาเข้าที่

นาฬิกาตายยังบอกเวลาได้ถูกสองครั้งในหนึ่งวัน 

เรไรเป็นคนบอกผมในวันที่ผมถามเธอว่าทำไมไม่เปลี่ยนถ่านนาฬิกาข้อมือ  มันหยุดเวลาไว้ที่สิบสามนาฬิกายี่สิบนาทีเศษ

มันหยุดเดินเมื่อภาณุเข้ามาที่ร้านในบ่ายวันหนึ่ง

เรไรไม่ได้บอกอะไรมากกว่านั้น  ผมเชื่อว่าเธอจำได้ เหมือนที่ผมจำวันที่เธอบอกเหตุผลในวันนั้นได้

เหมือนนาฬิกาของเรไรหยุดเวลาให้ผมคิดถึงเธอ

 

ท่ามกลางความเงียบเสียงโทรศัพท์ห้องตรงข้ามแผดดังเป็นรอบที่สาม  สองครั้งแรกผมพยายามอดทนกับมัน ก้มหน้าก้มตาวางผังห้องครัวต่อไป แต่ครานี้ผมหมดความอดกลั้น นึกโมโหผู้ที่เพียรต่อสายเข้ามา  เขาหรือเธอน่าจะคิดได้บ้างว่าเมื่อไม่มีคนรับควรจะหยุดทำการติดต่อ  เจ้าของห้องอาจไม่อยู่หรือไม่ต้องการรับ  แต่ใครล่ะจะทนฟังเสียงอันน่ารำคาญเช่นนั้นได้ทั้งคืน  เขาน่าจะยกกระบอกขึ้นจากแท่น ไม่ก็ดึงสายสัญญาณออกให้สิ้นเรื่อง

            ผมตัดสินใจเด็ดขาดว่าต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อหยุดเสียงนั้น  จะแจ้งให้เจ้าหน้าที่ประจำอพาร์ทเม้นต์ตัดสายทิ้ง  แต่ก่อนอื่นต้องแน่ใจเสียก่อนว่าห้องตรงข้ามนั้นไม่มีผู้ใดจริงๆ  ลุกเดินไปที่ประตูเปิดกระชากอย่างแรง เข่าแทบทรุดด้วยความตกใจกับภาพที่ปรากฏตรงหน้า

          ราตรี!

 

อ่านตอนต่อไป.

 

๒๘๓๐ ม.ค. ๕๒

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s