ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

๒. กรกฎาคม 15, 2010

Filed under: ไม่มีหมวดหมู่ — ประทีป จิตติ @ 23:37
Tags:

๒.

 

บ่ายคล้อยผังห้องครัวยังไม่ลงตัว ผมเปลี่ยนมาเป็นแบบที่สี่แล้ว กับพื้นที่สิบกว่าตารางเมตรผมยังไม่สามารถออกแบบพื้นที่ใช้สอยใดๆได้  หนึ่งนั้นคงเป็นเพราะตำแหน่งของเคานเตอร์ประกอบอาหารเปลี่ยนย้ายตำแหน่งไม่ได้ แต่เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุแห่งปัญหาที่แท้จริงแล้วผมว่าไม่น่าจะใช่ งานที่มีอุปสรรคอย่างนี้ไม่เคยสร้างปัญหาให้ความคิดตีบตัน… สุดท้ายผมรู้ว่าใจตัวเองไม่นิ่ง ผมเฝ้าแต่คิดถึงเธอ คิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน

                เป็นความจริงหรือความฝัน?…

                เป็นความจริงที่เหมือนฝัน ครึ่งความฝันครึ่งความจริง

                ผมไม่แน่ใจนักหรอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผมจะเคยเกิดขึ้นกับใครบ้าง  คงไม่มี  ซึ่งผมค่อนข้างแน่ใจ เรื่องแบบนี้คงบังเกิดขึ้นได้แต่ในนิยาย ภาพยนตร์  มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นก็ได้ หรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ ทว่านิยายหรือภาพยนตร์กลับให้ภาพตรงกันข้าม คือเกิดขึ้นได้เฉพาะในนั้น  ในโลกแห่งความเป็นจริง หากเกิดขึ้นก็ต้องเรียกว่าเหนือความคาดหมาย

                ใช่!… แม้ผมจะฝันถึงการปรากฏตัวของหญิงสาวสักคน ทว่าไม่เคยคิดฝันเช่นเหตุการณ์เมื่อคืน  ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีราตรีสำหรับผมเช่นเมื่อค่ำคืน

 

 

กริ่งโทรศัพท์ข้างเก้าอี้ยาวดังกริ๊งกร๊าง  มันเป็นโทรศัพท์ระบบอนาลอกสีดำมาจากแผงขายของเก่าตลาดนัดใหญ่ย่านพุทธมณฑล น้ำหนักของมันสามารถทุ่มฟาดศีรษะคนได้ชนิดปางตาย หรือไม่อย่างน้อยๆก็มึนงงไปสักพักใหญ่  ผมไม่เคยใช้มันผิดประเภทอย่างว่า แต่ก็พอเห็นได้จากภาพยนตร์สามสี่เรื่องในจำนวนหลายเรื่องที่ผมได้ชม

                กริ๊ง…กริ๊ง… มันดังกว่าสามครั้งแล้ว  ผมรีบลุกไปรับ ด้วยความเร่งรีบผสมกับอาการสะลึมสะลือทำให้เดินเตะขาตัวเองหน้าคะมำ ทว่าก่อนที่ปลายคางจะสัมผัสกับพื้นห้องแขนข้างซ้ายก็ค้ำยันรับร้ำหนักที่โถมลง  ไม่มีกระดูกส่วนไหนหักแตกร้าว ผมลองยืดท่อนแขนเข้าออกช้าๆ งอเข้าช้าๆ จนแน่ใจว่ามีแต่จุดฟกช้ำแค่บริเวณข้อศอก  เสียงกริ๊งกร๊างยังดังอยู่ รีบลุกขึ้นไปยกกระบอกโทรศัพท์จากแท่น กริ๊งสุดท้ายดังได้เพียงครึ่ง กังวานก้องสะท้อนอยู่เต็มสองรูหู

                ผมได้ยินแต่เสียงลมหายใจแผ่วเบาที่สายปลายทาง เหมือนเจ้าของจะเป็นผู้หญิง  ไม่มีคำพูดใดๆ  สักพักกลายเป็นเสียงสัญญาณที่บ่งบอกว่าสายปลายทางยกเลิกการติดต่อ  ผมวางกระบอกโทรศัพท์ลงแท่น ลงนั่งที่เก้าอี้ยาว ภาวนาให้เป็นเธอ  สำนึกตัวเองหลอกบอกว่าต้องเป็นเธอ ไม่รู้ว่าทำไม…

                 ผมผุดลุกขึ้นก่อนที่จะจมอยู่กับความคิดคะนึงถึงเธอ คิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน  ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ คว้ากระเป๋าสะพายออกจากห้องพัก ได้ยินเสียงโทรกริ๊งกร๊าง ลังเลอยู่อึดใจ แล้วรีบลงบันไดไปโดยเร็ว

 

 

ผู้คนที่สวนสาธารณะริมน้ำบางตา  ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอากาศที่เย็นลงอย่างผิดปรกติหรือไม่ บ่ายคล้อยมากแล้วแต่อากาศยังคงเย็น  นี่เป็นเพียงการเริ่มต้น อีกสักพักเมื่อย่างเข้าสู่เวลาเย็นย่ำจะยิ่งเย็นลงกว่านี้  อาจหนาวเหน็บสำหรับบางคน

                หนุ่มสาวผู้พิสมัยความหนาวเย็นเอนกายอิงแอบแลกสัมผัสไออุ่นของกันและกัน  ผมคิดถึงตัวเอง ข้างกายผมน่าจะมีหญิงสาวสักคนหนึ่ง เราจะนั่งเงียบๆอยู่ในความคิดของแต่ละคน สงสัยสิ่งใดจึงตั้งคำถามถาม  แลกเปลี่ยนความคิด แลกเปลี่ยนมุมมอง  ช่วยกันฝันถึงโลกแห่งอุดมคติ วิพากษ์โลกแห่งความจริง  ยอมรับกราดเกรี้ยวขัดแย้ง คิดหาหนทางให้ก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆของชีวิต ของสังคม ด้วยสติปัญญาร่วมกัน

                ทั้งหมดเป็นเพียงแค่ความฝัน…

                กลับมาเผชิญความจริงตรงหน้ามีเพียงหนุ่มสาวสี่ห้าคู่ ข้างกายผมว่างเปล่า  รับรู้ว่าความจริงกำลังฝันท่ามกลางโลกแห่งความจริง ยิ่งคิดคะนึงถึงเธอ… ราตรี

                ผืนฟ้าเย็นย่ำ ขอบฟ้าอีกฟากฝั่งแม่น้ำเป็นสีส้ม ถัดขึ้นไปเป็นสีครามเข้ม โลกกำลังอยู๋ในห้วงแห่งสนธยา เป็นช่วงรอยต่อระหว่างกลางวันและกลางคืน รัตติกาลค่อยๆคืบคลานเข้าแทนที่  ราตรีกำลังจะมาเยี่ยมเยือนอีกครั้ง  ผมอาจได้พบเธออีกสักครั้ง

                แม้จะรู้ว่าความคิดนั้นเป็นการละเมอเพ้อพกแต่ผมก็ตัดสินใจยัดสมุดบันทึกลงกระเป๋า มุ่งหน้ากลับอพาร์ทเม้นต์ด้วยใจกระหยิ่มยิ้มย่อง

 

 

ผมนั่งรอคอยเสียงกริ่งโทรศัพท์ที่เก้าอี้ยาว มองนาฬิกาแขวนผนังหลังโต๊ะทำงาน ใกล้ถึงเวลาเดียวกับเมื่อคืนก่อน  ความฝันและความหวังที่จะได้พบเธอค่อยมลายหายไปเกือบถึงศูนย์  ในเวลาไม่กี่อึดใจความฝันและความหวังที่จะได้พบเธอจะมีค่าเป็นศูนย์  ผมตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าเมื่อถึงเวลานั้นจะตื่นจากความฝันเผชิญหน้ากับความจริง ความจริงที่จะได้รับรู้ว่าเหตุการณ์ราวปาฏิหาริย์จะไม่เกิดขึ้นซ้ำติดกัน ในเวลาอันใกล้หรือแม้แต่ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง

                สิบเก้าแปดเจ็ดหกห้าสี่สามสองหนึ่งเสียงเคาะประตูก็อก ก็อก ก็อก  ใจผมหายวาบนั่งตัวแข็ง  จนเสียงเสียงเคาะนั้นดังย้ำอีกคำรบ ผมรีบลุกเดินไปหยุดหลังบานประตู มองที่ช่องมอง… คือเธอ

                คือความจริงหรือความฝัน แต่การปรากฏกายของเธอนั้นไม่ใช่ปาฏิหาริย์

 

๒๐ ม.ค. ๕๒

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s