ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

การอ่านความคิดของตน กรกฎาคม 11, 2010

Filed under: ใจถึงใจ — ประทีป จิตติ @ 14:11

เป็นเรื่องบังเอิญในขณะที่จ่อหัววันที่บันทึก วันนี้เป็นวันที่เข้าทำงานที่สำนักพิมพ์ปี ๒๕๔๖ อืม…ถึงวันนี้เข้าปีที่ ๗ แล้ว  บางทีเรื่องที่ไม่ได้คาดคิดถึงในหัวมันก็ผุดขึ้นมาดื้อ ๆ นี่กระมังที่เรียกความ “บังเอิญ” โดยแท้

จริงแล้วว่าจะบ่นด้วยการเขียนเสียละมากกว่า อยากบ่นเพราะว่าในห้วงยามนี้ไม่ได้เขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน กระทั่งเรื่องบันทึกไร้สาระในสมุดบันทึกเล่มนี้ แม้ว่าตะตั้งใจไว้แล้ว แต่อย่างว่าสุดท้ายก็ไม่เป็นได้ดังใจคิด

นี่ย่อมใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด

มันเป็นเพราะด้วยความขี้เกียจโดยแท้

เคยกล่าวกับตัวเอง เสียงดังพอให้คนอื่นได้ยินด้วยคือ หากอยากเป็นนักเขียน หากขี้เกียจคิดขี้เกียจเขียนแล้วจะเป็นได้อย่างไรกัน?

อันที่จริง ภาวะขี้เกียจนั้นมันก็มีเหตุผลละน่า ผมเชื่อว่าบางห้วงยามนักเขียนหรือนักอยากเขียนต้องประสบภาวะเช่นนี้บ้างเป็นแน่ เป็นภาวะที่ไร้แรงจูงใจ, อย่างนั้น อะไรละที่เรียกว่าแรงจูงใจสำหรับนักเขียน

วัตถุดิบเรื่องประเด็นที่เราจะเก็บเกี่ยวมันมาเขียน หรือมาปลูกลงแปลงพื้นนาบนหน้ากระดาษ (ผมคิดถึงถ้อยความของกนกพงษ์ที่ว่า ไพวรินทร์ ขาวงาม นั้นเขียนหนังสือเหมือนปลูกข้าวลงหน้ากระดาษ ผิดถูกอย่างไรช่างเถอะ)

เราผู้เขียนต้องเดินทาง ลงแรงไปเก็บเกี่ยว แน่ละ, ในสถานการณ์อย่างนี้ผมกำลังหยุดนิ่ง เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เฝ้ามองฟ้ามองน้ำ จากวันเป็นคืน จากเหนือล่องใต้ ผ่านเลยไปโดยไม่บังเกิดจินตนาการกับภาพที่เห็น เคว้งคว้าง ล่องลอย และเลื่อนลอย…

สิ่งใดเล่าที่ทำให้ผมเป็นเช่นนั้น, อาจเป็นเพราะความคาดหวัง เขียนงานชิ้นหนึ่งต้องได้ตีพิมพ์ (ความคิดนี้เก่าเชยไปเสียแล้ว) ความเบื่อ! หน่ายต่อชีวิตประจำวันหรือไม่  ต่อคำถามข้อหลังนี้มีเหตุผลและน้ำหนักพอควร ด้วยบ่อยครั้งเราเฝ้าถามตัวเราเองว่า ทำไมไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง หมายถึงสิ่งที่เราต้องการเห็น เห็นโลกที่มันดีขึ้น ไม่ใช่ว่ามีแต่แย่ลงไปทุกวัน ๆ หรือนี่คือการคาดหวังในสเกลที่ใหญ่เกินไป ทุกเรื่องที่ผมเขียน แน่ละ, ผมย่อมปรารถนาเห็นโลกเป็นเช่นนั้น แม้จะรู้ทราบอยู่ว่าอย่าคาดหวังว่างานของเราจะเปลี่ยนสังคมก็ตาม กระนั้นก็เถอะ แม้รู้เต็มอกว่าเป็นเช่นนั้นแต่ก็ยังย้อนกลับมาทิ่มแทงให้มองไม่เห็นแรงบันดาลใจ หรือจูงใจใด ๆ

เราผมอยากเขียนในสิ่งที่อยากเขียน ซึ่งมันอาจไม่ดีพอในสายตาของใคร คือไม่อยู่ในสภาพเผยสู่สาธารณชนได้ ฉะนั้น การเขียนบันทึกจึงเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง แน่ละ, ทุกครั้งที่ปรากฏตัวอักษรในสมุดบันทึกผมพร้อมให้ผู้อื่นได้อ่านเสมอ

บันทึกมีทั้งที่เป็นส่วนตัวและไม่ส่วนตัว ย่อมขึ้นกับความปรารถนาของเจ้าของผู้บันทึก

“การอ่านเป็นการคิดตามความคิดของผู้อื่นคนเขียน”  รงษ์ วงษ์สวรรค์

“การเขียนเป็นการรับใช้ความคิดของตน” กนกพงษ์ สงสมพันธุ์

ที่ยกมานี้หาใช่ว่าจะจับผิดว่าใครเลียนแบบใคร แต่ผมว่ามันจริงอย่างที่ทั้งท่านกล่าว

ก่อนลงมือเขียน…เราคิด…ก่อนเราคิดถึงสิ่งที่เราจะเขียนเราคิดถึงสาร เนื้อความที่เคยได้อ่าน ซึ่งนั่นเรียกว่า ภูมิความรู้ของเรานั่นเอง

อ่านความคิดของผู้อื่นแล้วคิดตาม มีทั้งคิดแย้ง, คิดต่อยอด จนหลายครั้งบังเกิดเป็นความคิดของตนเอง กรณีเช่นหาคำตอบเพื่อนำไปใช้แก้ไขความผิดพลาดของตนเอง  สำหรับการเขียนอัศจรรย์เพียงใดในขณะที่ในหัวของเรามีคำพูด ซึ่งเรียบเรียงอย่างรวดเร็วพร้อมกับมือสะบัดปลายนิ้วที่จับปากกาดินสอ (หรือเคาะแป้นพิมพ์ดีด) ในภาวะเช่นนั้นเราเรียกมันว่า “ไหลลื่น” ในขณะความคิด “ลื่นไหล”  บางทีมันก็น่าแปลกหากให้เราพูดในสิ่งที่คิดเขียน เรากลับทำเช่นนั้นไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้จากการหัดเขียนคิดเขียน ในยามที่เราจะต้องพูดหรือกล่าวอะไรสักอย่างเราจะทำได้ช้าลง นั่นหมายถึง เราจะต้องคิดเรียบเรียงสักเล็กน้อยแล้วจึงพูดออกไป

พูดง่าย ๆ ว่า การเขียนนั้นทำให้เราพูดเป็นได้ประการหนึ่ง และเป็นไปได้สักวันหนึ่งว่า ภาษาพูดของเราจะไม่ต่างจากภาษาเขียน (ของเราเลย) เช่นนักปราชญ์โสเครติส ภาษาพูดกับภาษาเขียนนั้นไม่ต่างกัน หรืออย่างนักเขียนร่วมสมัยที่เคารพคารวะ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อ่านบทสัมภาษณ์และปาฐกถาต่าง ๆ แล้วมิได้ต่างจากงานเขียนเลย…เมื่อมองย้อนดูตัวผมเองแล้ว ก่อนหน้าลงมือเขียน (เมื่อสิบปีก่อน) กับวันนี้ เฉพาะแค่การพูดก็ผิดกัน เรียกได้ว่าเมื่อก่อนปากเร็วกว่าสมองคิด  เรียกว่าพูดโดยไม่คิด ใจและจิต อารมณ์เป็นตัวกำหนด โกรธ เกลียด คับแค้น…เหล่านี้เป็นตัวกำหนดความคิดอย่างหุนหันพลันแล่น แล้วปากก็เปล่งเสียงออกไปโดยไม่มีการตริตรองใด ๆ

ต่อเมื่อได้เขียน, ใครที่เขียนก็อาจเข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมจึงต้องคิดอะไรต่ออะไรก่อนพูดเป็นอัตโนมัติ ซึ่งนั่นอาจหรือเป็นผลพวงจากการเขียนนั่นเอง

ก่อนเขียน, เราคิด เรียบเรียงความคิด

ก่อนพูด, เราคิด เรียบเรียงความคิด

อาจแย้งได้ว่า บางคนพูดเป็นโดยมิได้เกิดจากการฝึกเขียน, อย่างไรก็ตามก็ยังอยู่ในโลกของการเขียน การอ่าน

การอ่าน, การเขียน ใช่หรือไม่ว่ามิได้เกิดจากการคิด…?

 

ในระหว่างเขียนบันทึกนี้ผมอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เงียบเลย แต่ก็นั่นละ ความรู้สึกหนึ่งในขณะบันทึก จิตนั้นมุ่งมั่นอยู่กับความคิด สายตาจับจ้องบนเนื้อกระดาษ พูดง่าย ๆ ว่า การเขียน (อะไรก็ตาม) มันช่วยฝึกให้เราสงบ มีสมาธิได้ในระดับหนึ่ง

นอกเหนือจากการบำบัดจิตใจด้วยการรับใช้ความคิดโดยการเขียน, อ่านตั้งแต่เริ่มเขียน ผมอ่านความคิดของตัวเอง •

 

๑ ก.พ. ๒๕๕๓

 

 

 

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s