ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

เปิดใจ มิถุนายน 27, 2010

Filed under: ใจถึงใจ — ประทีป จิตติ @ 13:23

ไอ้เรื่องควมแตกต่างกันในทางความคิด ฝ่ายหนึ่งพูดอีกฝ่ายแย้งทันที ผมพบเห็นอยู่เป็นประจำ  ผมเองก็เคยอยู่ในทั้งสองฝ่าย แต่นั้นในหมู่เพื่อนมิตรสหายสนิท กับคนอื่นที่เป็นแค่คนรู้จักผมจะเงียบ ไม่แสดงทีท่าว่าเห็นด้วยหรือขัดแย้ง เหตุผลน่ะหรือ นั่นคือเราไม่เคยเรียนรู้จิตใจกันและกันมาก่อนนั่นเอง และนั่นเองหากพูดไปแล้วการทะเลาะวิวาทไม่ว่าจะทางร่างกายหรือวาทะย่อมบังเกิดขึ้น หรืออย่างดีน้อยสุดคือการเงียบ

แต่เป็นการเงียบที่แฝงไปด้วยความชิงชัง

สำหรับการวิวาทะสำหรับบุคคลอื่นผมมักไม่พบเห็นในที่สาธารณะ (ยกเว้นไว้ในแต่โทรทัศน์) แต่วันนี้กลับได้พบเห็น 

จริงแล้วมันมิใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่มันน่าขบคิดอย่างมากสำหรับสังคมเราในปัจจุบัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเห็นต่างในเรื่องการเมือง

 

เช้านี้ผมขึ้นรถเมล์พบกระทาหนุ่มวัยฉกรรจ์ ๓ คน เขาเป็นคนธรรมดา (ที่อาจต้อยต่ำในสายตาของคนบางคน) เขาพูดคุยกันเสียงดัง (ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นโดยธรรมชาติ) เขาคุยกันในเรื่องสัพเพเหระทั่วไป จนเมื่อรถแล่นมาถึงสี่แยกท่าพระ ซึ่งวันนี้สะพานข้ามแยกปิดซ่อมไปหนึ่งฝั่ง เขาคนหนึ่งวิพากษ์ว่า

“ดูสิ สะพานมันอยู่ของมันดีๆ ก็มาทำให้มันเสีย เสียแล้วต้องซ่อม เงินซ่อมเงินทำมันก็มาจากงบประมาณ หาเรื่องแดกกัน! งบประมาณมันก็กู้มา กู้มาทั้งนั้นแหละไอ้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่รู้ว่าจะกู้มาหาพ่อหาแม่อะไร”

เขาอีกคนหนึ่งร้องอืออาตามไป, พลันมีเสียงหญิง (สูงวัย) แทรกเข้ามา

“โง่แล้วอวดฉลาด!

ผมลอบมองสีหน้าหนึ่งในพวกเขา เขาทำหน้าเหลอหลา มองไปทางหญิงผู้นั้น

ผมยิ้ม และอยากยิ้มให้กำลังใจพวกเขา มิใช่ว่าเขาพูดถูกใจอะไร แต่คิดว่าพวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะพูด มีสิทธิ์ที่จะวิพากษ์  สำมะหาอะไรกับไอ้การวิพากษ์เช่นนี้ มันก็เกิดขึ้นได้กันทุกคน ไม่ว่าผมหรือหญิงสูงวัยผู้นั้น หรือคนอื่นๆ ที่โดยสารอยู่บนรถขณะนั้น

ผมไม่เข้าใจว่าหญิงสูงวัยผู้นั้นสอดขึ้นมาด้วยอารมณ์ใด แต่จะด้วยอารมณ์อันใดก็ช่างเถิด, ผมสงสัยด้วยว่า แล้วคนฉลาดก็ไม่อรรถาธิบายแสดงเหตุผล เมื่อพูดจบแล้วก็เงียบ เหมือนกับผู้พูดนั้นต้องการเพียงแค่อวดภูมิ แต่เป็นภูมิในความเงียบ

ในชั่วขณะที่พวกเขาวิพากษ์การทำสะพานข้ามทางแยก ตลอดไปจนถึงการโกงกินของรัฐบาล ผมมีชุดความคิดหนึ่งซึ่งเป็นข้อเท็จจริง นั้นคือสะพานไม่ได้พัง หรือถูกทำให้พัง แต่เป็นการซ่อมแซมแค่ผิวจราจรตามวาระ (ส่วนไอ้เรื่องจะไปโกงกินกันในกระบวนการจัดจ้างนั้นหรือไม่อย่างไรนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) ส่วนไอ้เรื่องรัฐบาลโกงกินนั้นถ้าจะว่ากันอย่างยุติธรรมแก่รัฐบาลนี้ก็ต้องบอกว่ามันมี และเกิดขึ้นทุกรัฐบาล

นั่นเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าพวกเขาไม่รู้ และความไม่รู้นั้นไม่ใช่เพราะเขาโง่

ไม่รู้ก็คือ “ไม่รู้”

หรืออาจเป็นได้ว่าพวกเขารู้แต่เลือกที่จะวิพากษ์ไปอย่างนั้น เพื่ออะไร? ไม่จำเป็นที่จะต้องไปคิดหาคำตอบ เพราะการกระทำเช่นนี้มันไม่บังเกิดผลอะไรนอกจากสนุกปาก คะนองไปตามความคิดที่มันอัดแน่นสุมทุมอยู่ในใจ เป็นความคับแค้นใจในเรื่องอันที่ผูกโยงเอามาลงระบายออกในอีกเรื่องหนึ่ง เข้าลักษณะพาลพาโล

เช่นทะเลาะกับเมีย, ถูกเจ้านายด่าว่า แล้วเรียกร้องหาความยุติธรรมให้ตนเอง, เห็นหมาแมวขัดหูขัดตาเตะมันสักเปรี้ยง หรือไม่ก็ด่ารัฐบาลมันเสียเลย (ไม่ว่าเขาจะตกอยู่ในสมัยของรัฐบาลใดก็ตาม)

ไม่หรอก… ผมจะกล่อมใจให้ตัวเองเชื่อว่า “พวกเขาไม่รู้” และก็ “ไม่โง่”

เขาฉลาดที่รู้ว่ามีการโกง “แดก” ความฉ้อฉลของระบบราชการ, ทุน  เพียงแต่เขาไม่เข้าใจและอาจเข้าไม่ถึงในการวิจารณ์ถึงเหตุแต่ละเหตุ อย่างน้อยก็เรื่องซ่อมสะพานข้ามแยก

หากหญิงสูงวัยเปลี่ยนประโยคคำพูดของตนเป็นการอธิบายถึงเหตุ พวกเขาอาจเข้าใจ หรือถ้าไม่พยายามทำความเข้าใจมันก็สุดแล้ว ดีกว่าหรือไม่ว่าจะพูดเอาสาแก่ใจตน

ฟังคนอื่นเขาคุยกันบ้าง แล้วคิด วิจารณ์ ใช้วิจารณญาณรวบรวมเหตุก่อนที่จะคิดแย้งกันบ้าง

และแย้งก็ต้องแย้งด้วยเหตุผล มีเหตุผล ไร้อคติ ยกตัวตนของตนวางไว้บนหิ้งแล้วหันหน้าพูดคุยกัน

ความแตกต่างทางความคิดอาจหลอมรวมกันได้ เพียงแค่ยกตัวตนของตน ของแต่ละฝ่ายออกไป

โลกในยามเช้าสายบ่ายเย็น คงน่าอภิรมย์ไม่มากก็น้อย •

 

๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s