ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

ใจถึงใจ พฤษภาคม 29, 2010

Filed under: ใจถึงใจ — ประทีป จิตติ @ 23:33

untitled ใจถึงใจ

 

๔ พ.ย. ๕๒

 

ผมพยายามคิดนึกว่า เป็นเวลานานเท่าไหร่แล้วที่เกิดความเบื่อหน่ายชีวิตในเมืองกรุงนี้ อาจจะหนึ่งหรือสองเดือน…หรือไม่ก็แค่สักหนึ่งหรือสองอาทิตย์

            ใช่ว่าเป็นเรื่องดีเลยที่คิดนึกเช่นนี้ และใช่ว่าผมไม่เคยรู้สึกเช่นนี้…กี่ครั้งแล้ว ถึงตรงนี้คิดทบทวนไม่ได้หรอกว่ากี่ครั้ง การที่ต้องดำรงชีวิตอยู่ในเมืองนี้กลับรู้สึกเบื่อและชิงชัง ไม่ใช่สิ่งดีเลย รังแต่จะบั่นทอนจิตใจให้อ่อนแอ  แต่ก็เถอะ จะให้ผมทำอย่างไรได้ เมื่อถึงจุดล้าทางกายย่อมส่งผลกระทบทางใจวันยังค่ำ

            ผมอดคิดไม่ได้ว่า ใช่แต่จะมีผมคนเดียวเท่านั้นที่คิดอย่างนี้ ใครหรือคนคนนั้นอาจมีถิ่นกำเนิดจากที่ไหนสักแห่ง และด้วยภาวะการณ์ต่าง ๆ บีบบังคับให้ต้องมุ่งหน้าเข้าเมืองกรุง

            ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ส่วนใหญ่มุ่งเข้ามาแสวงหาอาชีพ ทั้งขายแรงงาน แรงสมอง สวนทางกับคนกรุงเช่นผม คืออยากออกไปจากเมืองนี้ กล่าวอย่างตรงไปตรงมา คือไปจากสังคมเมืองที่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าล้วนมีแต่การแก่งแย่งแข่งขัน ไม่ว่าจะเรื่องปากท้อง หรือแม้แต่ที่พักอาศัย 

ห้องเช่าราคาถูกที่สุดได้ทอนสิ่งอำนวยความสะดวกอันควรจะมีออกไปตามที่ได้จ่าย ห้องเช่าพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรเพียงแค่อาศัยหลับนอนราคาเช่าเข้าไปเป็นพัน หรือเกือบพัน สถานที่ตั้งก็ห่างไกล หรืออยู่ลึกเข้าไปในซอยคือสิ่งที่ต้องยอมแลก แลกกับเงินที่อาจจะต้องจ่ายเพิ่มให้กับความสะดวก และต้องทนอยู่อย่างแออัดกับเพื่อนผู้ร่วมชะตากรรม ปลอบใจตัวเองว่า “ก็แค่อาศัยหลับนอน” ซึ่งนั่นก็ยังดีกว่าอีกหลายชีวิตที่มุ่งหน้าเข้ามาเมืองนี้แล้วต้องนอนกลางแจ้ง ไม่มีที่คุ้มหัวยามฝนตก ซ้ำร้ายกว่านั้นยังต้องห่มลมห่มฟ้า ขับถ่ายในซอกมุมมืด ตากยุงและแมลงกลางคืน ผจญอยู่ท่ามกลางอาชญากรรมรอบข้าง ความเลวร้ายไม่ปรานีคนกลุ่มหลังนี้

            คิดไปแล้วดูเหมือน “เรา” ต่างก็ตกอยู่ในสมรภูมิการสู้รบ การต่อสู้กับชีวิตในแต่ละวันมันไม่ต่างอะไรกับนักรบที่อยู่ท่ามกลางควันไฟจากดินระเบิด ห่ากระสุนปืน  

ศัตรูของเราเริ่มตั้งแต่ “ตัวเรา” เอง และคนรอบข้าง แปลกหน้า  สงครามในสมรภูมิเราอาจรู้ว่าใครคือศัตรู แต่สงคราม “ชีวิต” เราต่างไม่รู้ได้ว่าคนที่กำลังยิ้มให้อยู่นี้พอคล้อยลับหลังเขาก็กลายเป็นศัตรูได้อย่างคาดไม่ถึงเลยก็เป็นได้

            ผมอาจระแวง หวาดระแวงเกินไปกระมัง แต่ก็ใช่ว่าเกิดจากอาการฟุ้งซ่านแต่อย่างใด เนื่องด้วยมีประสบการณ์เช่นนี้จะไม่ระแวงก็อันตรายมากเกินไป ลำพังแค่การแก่งแย่งแข่งขันกับคนรู้จัก แปลกหน้า ผมคิดว่ามันก็ไม่ต่างไปจากสงครามนัก

            เมื่อเก็บตัวอยู่ในที่พัก ไม่ต้องพบปะหน้าใครรู้สึกปลอดภัย ก็คงไม่ต่างจากทหารได้กลับสู่แนวหลัง สู่กองบัญชาการ แต่เมื่อก้าวย่างกลับออกไปอีกเมื่อไหร่เราก็ตกอยู่ในสมรภูมิ  ทหารเดินผ่านข้าศึกที่นอนตายได้อย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรคงไม่ต่างจากเราที่เดินผ่านขอทานชรา พิการ เด็ก อย่างเห็นเป็นอากาศธาตุเช่นนั้น

            เราอาจรู้สึก แต่แล้วความรู้สึกนั้นก็จางหายอย่างรวดเร็วเมื่อพ้นผ่าน แล้วเราก็สนใจแต่เรื่องของเรา อนาคตของเรา ที่หมายของเรา ผ่านไป…แล้วผ่านไป เราจะรู้สึกรู้สาบ้างก็ต่อเมื่ออารมณ์จิตใจอ่อนไหว เมื่อเหล้าเข้าปาก เมื่อได้หยุดนั่งนิ่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยที่หลุดพ้นไปจากตัวเอง เราอยากเปลี่ยนสังคม ช่วยเหลือผู้ยากไร้ ยิ่งคิดยิ่งฮึกเหิม แต่ก็ต้องสะดุดเมื่อคิดได้ว่าสุดท้ายแล้วมันเกินความสามารถ เราไม่เคยสัมผัสความโหดร้ายในชะตาชีวิต  แน่ละ ไม่งั้นเราไม่มีเหล้าเข้าปากแก้วแล้วแก้วเล่า เมื่อคิดได้เช่นนั้นความเศร้าก็บังเกิด สังเวชสมเพชที่ต้องมานั่งเวทนามองดูชะตาชีวิตของคนอื่นที่มันช่างแสนบัดซบ ทั้งที่ความจริงชีวิตของเรานั้นก็บัดซบไม่ต่างไปจากเขา

            คิดได้เช่นนั้นยังนับว่าดีอยู่หรอก เพราะอย่างน้อยก็สมเพชตัวเอง ไม่ได้ก่นด่าว่าเขาเป็นไอ้พวกมารคอหอย ทำลายความสุขในการกินดื่ม  หนักเข้าก็ต้องบอกลากลับเข้าสู่กองบัญชาการ นั่งนอนหลบในซอกหลืบ ขังตัวเองอยู่ในความมืด ผจญภัยอยู่ในโลกเหงาเงียบแต่ลำพัง พูดคุยอยู่กับตนเอง และสู้รบทำสงครามในสมรภูมิจิตใจของตนเอง

            ผมไม่ปฏิเสธหากว่าใครสักคนจะมองด้วยความสมเพช ด้วยว่าอ่อนแอ  แน่ละ ผมอยากจะบอกด้วยว่า ผมเคยและเป็นอย่างนี้มาหลายครั้งในยามที่จิตใจมันเหี่ยวเฉากับสิ่งละอันพันละน้อยในสังคมเมืองนี้

            ผมไม่ปฏิเสธ แต่ยอมรับด้วยความยินดี

            ผมรู้ว่าการที่ตกอยู่ในห้วงอารมณ์เช่นนี้มิใช่เรื่องดีนัก หากแต่มันก็ดีนักเชียวที่จะเกิดความรู้สึกเช่นนี้ขึ้นมาสักในห้วงยาม อย่างน้อยมันทำให้ผมได้คิดอะไรแก้ ขัด และแย้งความคิดอ่อนแออ่อนล้าของจิตใจขึ้นมาได้บ้าง

            ในความคิด ในซอกมุมหลืบ ในความมืด หาใช่ว่าผมเดียวดาย ยังมี “ผม” ให้คิดและถามเป็นเพื่อน

            ผมอยากบอกคนรอบข้างว่า โปรดอย่าได้เป็นกังวลไปเลยหากผมจะไม่พูดคุยอะไรเท่าที่มันควร

บางครั้งผมรู้สึกเหงาในท่ามกลางผู้คนรายล้อม

บางครั้งผมรู้สึกเดียวดายท่ามกลางผู้คนอึกทึกครึกครื้น

แต่ไม่ว้าเหว่ในความเงียบงัน

แต่ก็เถอะ บางครั้งมันก็มีบ้างที่ว้าเหว่ในความเงียบงัน •

 

 

2 Responses to “ใจถึงใจ”

  1. สิญจน์ สวรรค์เสก Says:

    มันเป็นสัจธรรมกระมังขะรับพี่ท่าน ที่คนเราต้องล้วนต่างเป็นและล้วนต่างเจอ กับสถานการณ์เหล่านี้ ต่างแต่ว่าใครจะตะเกียกตะกายขึ้นมาจากหลุมที่ตัวเองกำลังขุดฝังตัวเองให้ลึกลงไปเรื่อยๆ นั้นได้ก่อนกัน หาไม่แล้ว ผมว่าเมื่อถึงเวลาที่สามารถปลีกตนออกไปจากเมืองใหญ่ได้จริง แต่หัวใจกลับถูกความเหงาแผดเผาจนตายด้านไปเรียบร้อยแล้ว

    ด้วยคารวะ

    สิญจน์

  2. บอกด้วยใจเลยขอรับว่า แต่ละความเห็นของท่านส.ส.สงบ เย็นใจทุกครา คารวะ.


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s