ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

พฤษภาคม ๒๕๕๓ : เสียงเล็ก ๆ ของคนเล็ก ๆ พฤษภาคม 15, 2010

Filed under: ใจถึงใจ — ประทีป จิตติ @ 23:34
Tags: ,

พฤษภาคม ๒๕๕๓ : เสียงเล็ก ๆ ของคนเล็ก ๆ

 

มีทั้งความเหมือนและความต่างของเหตุการณ์ความไม่สงบในกรุงเทพ อันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับรัฐบาลในปีที่แล้วและที่กำลังบังเกิดอยู่ในปัจจุบัน

            กล่าวคือ ในด้านที่เหมือน รัฐบาลได้ใช้กำลังทหารเข้าปฏิบัติการ มีการใช้อาวุธสงคราม ได้แก่ปืนเล็กยาว เอ็ม ๑๖ มีทั้งกระสุนยางและกระสุนจริง ด้านที่ต่างคือควาวมรุนแรงที่เกิดจากการปะทะของทั้งสองฝ่าย

            มียอดจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก มีการใช้อาวุธสงครามร้ายแรงจากฝ่ายที่ไม่ปรากฏสถานะ ซึ่งทั้งฝ่ายรัฐและ นปช.ต่างปฏิเสธว่าฝ่ายนั้นมิใช่ฝ่ายของตน

            รัฐบาลออกประกาศว่า กลุ่มที่ใช้อาวุธเป็นผู้ก่อการร้าย จากถ้อยคำประกาศมีแนวโน้มว่าเป็นการกระทำของฝ่าย นปช. แต่เมื่อยังไม่มีหลักฐานยืนยันจึงเปลี่ยนไปเป็นกองกำลังไม่ทราบฝ่าย

            คนตายและบาดเจ็บมีทั้งฝ่าย นปช. รัฐบาล (ทหารและตำรวจ) และประชาชนที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

            ความไม่สงบมิได้เกิดขึ้นเพียงวันสองวันแล้วจบสิ้นอย่างเมื่อปีที่แล้ว  ความไม่สงบเกิดขึ้นมานานกว่าสองเดือน นับแต่มีการเดินทางเข้ามาชุมนุมของ นปช. มีการระเบิดรายวัน

            สถานที่การชุมนุมมิได้จำกัดอยู่เพียงที่ถนนราชดำเนิน เหมือนเช่นการชุมนุมทางการเมืองดังก่อน  การเคลื่อนขบวนการชุมนุมไปปักหลักที่สี่แยกราชประสงค์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางย่านธุรกิจของกรุงเทพ และย้ายจากราชดำเนินมาปักหลักที่ราชประสงค์ที่เดียวหลังเกิดเหตุการปะทะเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ นับถึงวันนี้เป็นเวลาร่วมเดือนแล้วที่ศูนย์กลางย่านธุรกิจหยุดชะงักงัน

          การปะทะกันของทั้งสองฝ่าย ดำรงอยู่ท่ามกลางการปักหลักการชุมนุมของมวลชน นปช. ต่างจากปีที่แล้วซึ่งเกิดขึ้นในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ไม่มีการเข้ามาชุมนุม  อย่างไรก็ดี แม้ว่าการปะทะกันในครั้งนี้จะมีความรุนแรงกว่าปีก่อน ทว่ามวลชน นปช.ก็ยังปักหลักชุมนุมกันต่อไป

           

ขณะที่ผมเขียนอยู่นี้ เป็นวันที่สามที่รัฐบาลดำเนินการปฏิบัติการปิดล้อมพื้นที่การชุมนุมย่านราชประสงค์ แผนปฏิการนี้เริ่มต้นเมื่อเวลา ๑๘ นาฬิกาของวันที่ ๑๓ พ.ค. วันนั้นพวกเรารวมทั้งคนเมืองหลวงอลหม่านกันมากพอดู โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทาง หรือทำงานย่านนั้น  ระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดินยกเลิกรับส่งผู้โดยสารบางสถานี โดยเฉพาะสถานีสยามของบีทีเอส ซึ่งเป็นสถานีเปลี่ยนเส้นทางระหว่างสายสุขุมวิทกับสีลม

            ระหว่างที่ได้รับทราบแผนการปฏิบัติงานของรัฐบาล ผมคิดว่าอย่างไรเสียคงเลี่ยงความรุนแรงไม่พ้น ประวัติศาสตร์กำลังเดินซ้ำรอยเดิม เป็นประวัติศาสตร์ที่แตกต่างไปจากเดิม นั่นคือระดับความรุนแรงจากการปะทะกันจะรุนแรงมากกว่าเดิม

            ผมกลับถึงที่พัก เปิดโทรทัศน์เพื่อต้องการทราบความเป็นไปของสถานการณ์ ข่าวที่ไม่คาดว่าจะได้ยินก็คือ เสธ.แดง (พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล) ถูกยิงระหว่างให้สัมภาษณ์กับนักข่าว

            เป็นการยิงอย่างมีระบบ เป็นการยิงอย่างพลซุ่มยิง (sniper) ยิงเข้าศีรษะ ทว่าเสธ.แดงยังไม่เสียชีวิตแต่ก็ยังอยู่ในอาการน่าวิตก ถึงวันนี้ก็ยังน่าวิตกอยู่หลังจากผ่านมาสองวันแล้ว

            ผมเข้านอนด้วยใจห่อเหี่ยว หดหู่ พลางคิดว่า ในกลางดึกคืนนี้ต้องเกิดความรุนแรงขึ้นอย่างแน่นอน

            รุ่งเช้า เปิดโทรทัศน์เช็กข่าว มีรายงานการปะทะกันเมื่อคืนจริง และมีผู้เสียชีวิต จุดเกิดเหตุอยู่หน้าสวนลุมพินี ถนนพระรามที่ ๔

            ถนนเส้นนั้นเป็นถนนสายหลักที่ผมจะต้องเดินทางไปทำงานที่ย่านคลองเตย ตามรายงานข่าวว่าไม่สะดวกแก่การเดินทาง ผมมีอีกทางเลือกหนึ่งคือไปใช้บริการของบีทีเอส ทว่าวันนั้นการบริการไม่เต็มระบบ จากวงเวียนใหญ่ไปถึงแค่ช่องนนทรี จึงตัดสินใจลงเรือข้ามฟากที่คลองสาน ไปโดยสารรถเมล์ที่สี่พระยา รออยู่กว่าครึ่งชั่วโมงไม่มีรถ จึงต้องตัดใจใช้บริการแท็กซี่

            การจราจรติดขัดตั้งแต่แยกสามย่าน บนสะพานไทยเบลเยี่ยมรถติดยาวเหยียด ระหว่างนั้นผมพยายามอ่านมติชนฯ ทว่าใจไม่นิ่งพอที่จะคิดถึงเรื่องอื่น

            เรื่องแรกคือค่ารถ จากที่เคยเสีย ๗๐ กว่าบาทคงเลยทะลุไปหลักร้อย  เรื่องสอง คิดว่าตัดสินใจผิดที่เลือกเส้นทางนี้ แทนที่จะไปทางถนนสาทร ซึ่งไม่ผ่านจุดปะทะกันกันเมื่อคืน

            แต่สุดท้ายก็โยนความคิดเหล่านั้นทิ้งไป หันมาอยู่กับปัจจุบัน  ไม่มีอะไรผิดหรือถูก มีเพียงแค่ความไม่รู้

            ตลอดทางนับจากสี่พระยาโชเฟอร์แท็กซี่วัยกลางคนได้แต่นั่งนิ่งเงียบ มีเพียงเสียงถอนหายใจระบายออกมาเป็นระยะ  ผมคิดว่าเขาคงเครียดกับรถติด หรือไม่ก็ไม่อยากจะพูดอะไรทั้งนั้น ซึ่งนับเป็นสิ่งที่ดีของคนขับรถ ที่ว่าเมื่อผู้สารไม่พูดสิ่งใดเขาก็จะไม่รบกวน

            กระทั่งรถแล่นมาถึงบริเวณแยกศาลาแดง มีเสียงระเบิดปัง ปัง ผมมองขึ้นไปบนฟ้า เห็นแนวควันเป็นเส้นตรงแล้วแตกกระจายกลางอากาศ ระดับความสูงพอ ๆ กับตึกของโรงพยาบาลจุฬาฯ พิจารณาแล้วว่าเป็นประทัดหาใช่ปืนหรือระเบิด  เสียงนี้เป็นจุดเริ่มต้นให้ผมเริ่มพูดคุยกับโชวเฟอร์แท็กซี่

            กระนั้น เขาก็ยังสงวนท่าที ไม่พูดหากผมไม่เอ่ยเชิงถาม

            ลงจากสะพานรถมุ่งหน้าไปยังแยกวิทยุ เห็นสาเหตุที่ทำให้รถติด ตำรวจและทหารวางแนวล้อมจุดเกิดเหตุจึงทำให้ช่องจราจรเหลือเพียงช่องเดียว ถัดไปบริเวณหัวมุมถนนวิทยุมีกลุ่มคนกำลังวางสิ่งกีดขวางกั้นไม่ให้รถแล่นเข้าถนนวิทยุ ขณะเดียวกันวิทยุในรถรายงานข่าวว่า ถนนสาทรเหนือก็ถูก นปช.ปิดกั้นไม่ให้รถแล่นเข้าถนนพระราม ๔  ผมคิดในใจ ถนนที่ผมคิดว่าจะมาในตอนแรกกลับกลายเป็นว่าใช้งานไม่ได้ ยิ่งตอกย้ำความคิดที่ว่าผิดหรือถูก

            ใช่แล้ว, มันมีแต่สิ่งที่ไม่รู้เท่านั้น

            ผมหันไปทางมุมถนนวิทยุอีกครั้ง เห็นกลุ่มคนกลุ่มเดิม ในมือมีท่อนไม้ ห่างออกไปเป็นทหารมีอาวุธปืนครบมือ ระยะห่างของกลุ่มคนทั้งสองน่าจะอยู่ระหว่าง ๕๐ เมตรเป็นอย่างน้อย ทำให้ผมอดคิดถึงภาพการสู้รบในสงครามกลางเมืองของอเมริกาไม่ได้ การตั้งแนวสู้รบกันไม่น่าจะมากน้อยไปกว่านี้

            สงครามกลางเมือง, ใช่แล้ว ภาพที่ผมเห็นมันคือสงคราม

            ต่างที่ว่า ไม่ใช่การรบระหว่างทหารกับทหาร ทว่าเป็นการรบระหว่างทหารกับประชาชน

          แม้ว่าประชาชนที่ผมเห็นจะไม่ได้ยืนมือเปล่าปราศจากอาวุธ ทว่า อานุภาพการทำลายล้างของมันนั้นต่างกันชนิดราวฟ้ากับเหว

            เมื่อรถแล่นผ่านแยกวิทยุไปการจราจรก็คล่องตัวพอสมควร ผมแสดงความคิดเห็นกับโชเฟอร์ว่าไม่น่ามาสู้กันอย่างนี้ เราคนไทยเหมือนกัน สุดท้ายแล้วไม่มีใครได้อะไรโดยเฉพาะคำว่า “ชนะ” คงมีได้แต่ “ความพ่ายแพ้”

            ผมคิดถึงความเห็นของเพื่อนที่เคยได้พูดคุยกัน  เขาว่า ปัญหามันจะจบได้ก็ต่อเมื่อพูดคุยกัน, ผมเสริมความเห็นของเพื่อนพูดกับโชวเฟอร์ว่า “และต้องโยนผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายทิ้งก่อนด้วย”

            คนอาสาเข้ามาทำงานการเมืองจำเป็นต้องทำเพื่อคนอื่น (ประชาชน) ฉะนั้นต้องเอาผลประโยชน์ของประชาชนมาก่อน (แล้วผลประโยชน์ของชาติจะตามมา)

            ผมสังเกตเห็นโชวเฟอร์ยิ้มเล็กน้อย เป็นยิ้มชวนหดหู่ หมอง ๆ อย่างไรชอบกล

            จริงที่ว่า สิ่งที่เห็นและดำเนินอยู่มันไม่ได้เป็นอย่างที่ผมเสนอแนะไปสักนิด ทั้งฝ่ายรัฐบาลและ นปช.ยังคงดำรงการเผชิญหน้าเข้าหากัน

            เมื่อยังมีการเผชิญหน้า การปะทะทำร้ายทำลายกันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

          เมื่อใกล้ถึงที่หมายผมเหลือบมองมิเตอร์ ตัวเลขบอกราคาหนึ่งร้อยสิบห้าบาท เมื่อรถจอดผมส่งแบงก์ร้อยกับยี่สิบ บอกว่าไม่ต้องทอน ขอให้รับผู้โดยสารได้เยอะ ๆ และขอให้เขาโชคดี

            เช่นกัน, เขาก็ขอให้ผมโชคดี

            วันนั้นทั้งวัน ผม รวมทั้งเพื่อนร่วมงานต่างไม่มีกะจิตกะใจทำงาน ผมเปิดวิทยุของจ.ส.๑๐๐ ฟังรายงานความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์โดยตลอด ทราบว่ามีการปะทะกันบนถนนพระรามที่ ๔ บริเวณบ่อนไก่ จนตกบ่ายข่าวยืนยันแน่ชัดว่ามีการปิดการจราจรถนนพระรามที่ ๔ ตั้งแต่สามแยกคลองเตยไปจนถึงสามย่าน  รถไฟบีทีเอสหยุดให้บริการทั้งระบบหลังเวลา ๑๖ นาฬิกา ผมกับผู้ร่วมงานตัดสินใจกลับบ้านร่วมกันทางถนนพระรามที่ ๓ ก่อนเวลาเลิกงานจริงสองชั่วโมง

            กลับถึงบ้านเปิดโทรทัศน์ มีรายงานการปะทะกันที่บริเวณบ่อนไก่ มีภาพและเสียง…ควันไฟจากการเผายางรถ เสียงปืน…

            หลับไปเมื่อก่อนสี่ทุ่ม ตื่นมาอีกครั้งก็เจ็ดโมงเช้าของวันนี้ เปิดโทรทัศน์ บ่อนไก่มีสภาพไม่ต่างไปจากสมรภูมิสงคราม ดังเช่นภาพข่าวสงครามในบางประเทศย่านตะวันออกกลาง

            วันทั้งวันยังคงมีรายงานข่าวการปะทะกัน ทั้งที่บ่อนไก่ ราชปรารภ ศาลาแดง…ยอดผู้เสียชีวิตของเมื่อวานถึงวันนี้ขณะที่เขียน ๒๔ คน บาดเจ็บ ๑๒๙ คน ถึงวันพรุ่งนี้จะเพิ่มอีกสักกี่คน หรือจะหยุดไว้เท่านี้

            ผมภาวนาให้เป็นอย่างหลัง

ไม่มีฝ่ายไหนผิดหรือถูก มีแต่ความไม่เข้าใจกัน ทว่าสถานการณ์ปัจจุบันการจำแนกให้ใคร ฝ่ายไหน ถูกหรือผิดนั้นง่ายกว่าการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน

            ผิด หรือ ถูก ดำรงอยู่บนอัตตาของแต่ละคน

            เมื่อลดอัตตาลงได้ ความเข้าใจกันและกันก็เห็นอยู่รำไร

 

            จากพฤษภาคม ๒๕๓๕ ถึงพฤษภาคม ๒๕๕๓ มีทั้งความเหมือนและความต่างในระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย •

 

๑๕ พ.ค. ๕๓         

           

           

 

8 Responses to “พฤษภาคม ๒๕๕๓ : เสียงเล็ก ๆ ของคนเล็ก ๆ”

  1. พี่ท่านคิดว่าสมควรเลิกระบอบสารพัดธิปไตยนี้ได้หรือยังขะรับ?
    ผลพิสูจน์น่าจะบอกมานานแล้วนะว่าระบอบนี้ล้มเหลวกับสภาพสังคมไทย ล้มเหลวเละเทะตั้งแต่เิริ่มมาโน่นแหละ

    หรือพี่ทั่นว่าไง?

  2. จะระบอบอะไรก็ช่างเถิด ผมขอบความเด็ดขาดของสฤษดิ์ สิงค์โปร์ คนไทย ละเลยเรื่องวินัยกันมาก โดยเฉพาะวินัยทางสังคม มีแต่คนคิดถึงแต่ สิทธิขิงตน มากกว่า หน้าที่ ที่พึงกระทำของตน

  3. สิญจน์ สวรรค์เสก Says:

    พูดถึงประเด็นการเมืองทีไรแล้วหดหู่ครับพี่ท่านทั้งสอง ไม่รู้ว่าเมื่อใดหนอคนไทยจะหนักแน่น มีความอดทนที่จะพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผลมากกว่าที่เป็นอยู่นี้

  4. ต้องอ่านหนังสือธรรมะบ้างแล้วขอรับ ไม่มากก็น้อยย่อมทำให้มีสติขึ้นได้บ้าง

  5. ไอซ์ Says:

    ท่านพี่ฃอบเผด็จการ !!!! ฮ่าๆๆๆๆ
    ล้อเล่นนะท่านพี่

  6. คืออย่างนี้ขอรับป๋า ไอ้ปชต. นี่มันสมบูรณ์ยังไงมิทราบ ผมว่ามันขึ้นอยู่กับบริบทของสังคมด้วยนะ

    อังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมัน เราเอามันมาอย่างละนิดละหน่อย ถามหน่อยเถิดว่า มันเกี่ยวข้องยังไงกับชาวสยามประเทศ

    มันก็เละอย่างที่เห็น

    ไม่มีระบอบไหนสมบูรณ์
    เช่นกัน ไม่ว่าจะระบอบไหน มันล้วนมีทั้งด้านบวก และ ลบ หากเราเห็น และฉลาดเลือกหยิบมาใช้ก็น่าจะเข้าทีดีอยู่หรอก

    (และ) เช่นกัน เผต็จการในบางเรื่องมันก็มีคุณค่าในตัวของมัน

    ด้วยมิตรภาพ.

  7. ไอซ์ Says:

    ไม่ได้มานาน
    หายไปเป็นผีดิบดูบอลมาท่านพี่
    ฟังคนยุคก่อนหน้าเราไปหน่อยนึง
    เขาคุยกันเรื่องการเมือง เขาว่ายุคนั้น
    พวกขี้ม้าที่ครองคอกแหลกกันยังไงรวยกันไปเท่าไหร่
    ก็ไม่เท่ากับยุคนี้สมัยนี้ที่มันต่างแย่งกันแหลกแย่งกันรวย

    เราก็เลยรวยๆแหลกๆเหลวๆ
    อย่างที่เป็นกันอยู่นี่แหละ

    (มั้ง)

    เอิ๊ก

    ท่านพี่สบายดีนะ

  8. ประทีป Says:

    สบายดีครับ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s