ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

สันติวิธี ในความหมายที่กว้างกว่าวิธีอันสันติ พฤษภาคม 13, 2010

Filed under: บทความคัดสรรค์ — ประทีป จิตติ @ 00:48
Tags:

สันติวิธี ในความหมายที่กว้างกว่าวิธีอันสันติ

The Nonviolence that ought to be

บทความพิเศษ โดย อาทิตย์ ทองอินทร์

มติชนสุดสัปดาห์ ๗๑๓ พ.ค. ๕๓

 

 

สันติวิธีที่สมบูรณ์จะต้องประกอบด้วย ๒ ด้าน คือ สันติวิธีที่เป็นทั้งวิธีการ และเป็นทั้งเป้าหมายในตัวเอง

            ไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้วิธีการไร้ความรุนแรงเพื่อเป้าหมายทางการเมืองเท่านั้น หากแต่ความคิดในการขับเคลื่อนการกระทำ ตลอดจนเป้าหมายทางการเมืองของผู้ปฏิบัติจะต้องสันติ ไร้ความรุนแรงด้วย ซึ่งจัดว่าเป็นคุณค่าของสันติวิธีในขั้นต่ำสุด

            ขั้นที่สูงกว่านั้นขอบเขตควรขยายกว้างขวางไปถึงความเห็นอกเห็นใจ และเอาใจผู้อื่น (รวมทั้งฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง) มาใส่ใจเราให้มากที่สุดด้วย

            สังคมไทยให้ความสำคัญกับสันติวิธีเฉพาะด้านที่เป็นวิธีการปฏิบัติมากเกินไป ขณะเดียวกันให้ความสำคัญต่อด้านคุณค่าเชิงนามธรรมที่เป็นองค์ประกอบอยู่ในหลักคิดเรื่องสันติวิธีน้อยเกินไป

            สันติวิธีอย่างครึ่ง ๆ กลาง ๆ นี้ ได้สะท้อนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนไม่เพียงจากฝ่ายผู้ชุมนุมเท่านั้น หากแต่จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและปฏิสัมพันธ์กันในเหตุการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงทุกวันนี้ ทั้งในโลกแห่งความเป็นจริง และในโลกเสมือนจริง

           

 

สำหรับกลุ่มผู้ชุมนุม แนวทางสันติวิธีนั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการประกาศของแกนนำ และควบคุมมวลชน หากแต่ต้องเริ่มขึ้นในความคิดและจิตใจของผู้ชุมนุมเป็นรายบุคคลไป

          สำหรับสังคมใหญ่ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ สันติวิธีกลายเป็นเพียงวาทกรรมของกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้เป็นเครื่องมือ หรือมาตรการทางสังคมกดดันกลุ่มผู้ชุมนุมให้เคลื่อนไหวในทิศทางที่ไม่ใช้ความรุนแรง โดยมุ่งป้องกันไม่ให้การชุมนุมสร้างผลกระทบเสียหายต่อสังคมใหญ่ให้ได้มากที่สุดเท่านั้น แต่มิได้ให้ความสำคัญต่อข้อเรียกร้องอันเป็นรากเหง้าของปัญหาที่ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมต้องลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวอย่างเพียงพอ ดังที่เพื่อนมนุษย์ควรปฏิบัติต่อกันอย่างเห็นอกเห็นใจ

          ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่าคนจำนวนมากติดอยู่ใต้มายาคติที่ว่า ผู้ชุมนุมถูกจ้างมา หรือถูกหลอกมา เป็นอุปสรรคที่ทำให้สังคมส่วนใหญ่มองข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมว่า เป็นเรื่องที่ไร้สาระ โดนหลอกและจ้างให้ทำเพื่อคนเพียงบางคน จึงไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจว่าจะเรียกร้องอะไร เพียงแต่การเรียกร้องนั้นจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อพวกเขามากจนเกินไปก็พอ

            ด้วยเหตุนี้ การดำเนินไปของเหตุการณ์การชุมนุม แทนที่จะเป็นการปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเหตุผลว่าด้วยเหตุแห่งข้อเรียกร้องระหว่างผู้ชุมนุมกับสังคมใหญ่บนเวทีระนาบเดียวกัน กลับกลายเป็นการปฏิสัมพันธ์ในลักษณะการดูละครเวที ที่กลุ่มผู้ชุมนุมเป็นผู้เล่นส่วนสังคมส่วนใหญ่ทำหน้าที่เป็นเหมือนคนดู ใช้เรื่องของวิธีการดำเนินเรื่องที่ปราศจากความรุนแรง หรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่คนดูเป็นเกณฑ์ในการตัดสินการแสดงของผู้ชุมนุม มากกว่าจะใช้เกณฑ์การตัดสินจากแก่นของเรื่องราวที่ผู้ชุมนุมพยายามนำเสนอ (ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะรุนแรงหรือไม่ก็ได้)

            เมื่อการดำเนินเรื่องเริ่มจะมีความรุนแรงเข้ามาร่วม (ไม่ว่าจะมาจากฝั่งผู้ชุมนุมหรือรัฐบาลก็ตาม) คนดูจำนวนไม่น้อยก็เรียกร้องให้รัฐบาลจัดการ “เซ็นเซอร์” หรือไม่ก็ ตัดจบละครดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อจะได้กลับไปดำเนินชีวิตตามปรกติกันต่อ ซึ่งเมื่อรัฐฯมีแนวโน้มไม่ตอบสนอง หรือตอบสนองอย่าง “ไม่ถึงใจ” เพียงพอ ผู้ชมจำนวนหนึ่งก็มีดำริริเริ่มที่จะกระโดดขึ้นไปไล่นักแสดงบนเวทีให้ออกไปด้วยตัวของพวกเขาเอง

          ลักษณะดังกล่าวสะท้อนให้เห็นมุมมองของคนที่อยู่ในสังคมใหญ่จำนวนมากว่า สันติวิธีมีความหมายกินขอบเขตเพียงวิธีการของผู้ประสงค์ที่จะเรียกร้องทางการเมืองเท่านั้น ซึ่งสังคมใหญ่ไม่เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องใช้สันติวิธี หากแต่ยังสามารถใช้เกณฑ์เรื่องสันติวิธีเป็นมาตรวัดและตัดสินค่าความควรอยู่หรือควรไปของผู้ชุมนุมอีกด้วย

            สันติวิธีควรจะเป็นกรอบ หรือเป็นหลักปฏิบัติที่ครอบคลุมสังคมภายนอกกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย เพื่อการปฏิสัมพันธ์ต่อกันจะไม่ใช้ความรุนแรง มากกว่าจะเป็นมาตรการกำกับฝ่ายเดียว

           

สันติวิธีมีลักษณะเป็นแนวทางหรือหลักการปฏิสัมพันธ์ต่อกันในชีวิตปรกติประจำวัน (as a way of life) มากกว่าเครื่องมือเฉพาะในการเรียกร้องทางการเมืองของคนเพียงบางกลุ่ม

            ความเข้าอกเข้าใจกันจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อสื่อมวลชนกระแสหลักแสดงบทบาทสนับสนุนให้เป็นเช่นนั้น (ดูเคมเปญโฆษณาประเภทคนไทยต้องรักกัน ประเทศไทยเหมือนบ้านหลังใหญ่ฯ การนำเสนอคลิปเหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายน ด้านเดียว ซ้ำซากของรัฐ) มีผลในเชิงจิตวิทยาที่ยุยงให้เกิดความรู้สึกเกลียดชังและหวาดระแวงต่อกันมากขึ้นระหว่างประชาชนด้วยกันเอง (๖ ตุลา ๑๙)

            จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการผลิบานของแนวทางสันติวิธีทั้งสิ้น

           

ความจริงใจต่อกันนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการงอกเงยของแนวทางสันติวิธี หากปราศจากสิ่งนี้แล้วการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างสันติก็คงเกิดขึ้นได้ไม่สมบูรณ์นัก

สันติวิธีในตัวของมันเองหาได้ล้มเหลวไม่ เพราะมันยังไม่เคยทำงานได้จริง

สังคมเราหมกมุ่นอยู่แต่กับวิธีการอันเป็นรูปธรรม ๑ ๒ ๓ ๔ ของสันติวิธีมากเกินไป แต่ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางเชิงนามธรรมของหลักคิดนี้น้อยเกินไป ซึ่งคุณค่าดังกล่าวนี้ มันผูกติดอยู่กับหลักคุณธรรมของปรัชญาศาสนาหลักทุกศาสนาในโลก มากกว่าจะผูกติดอยู่กับหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ เช่นหลักของความอดทนอดกลั้น (ขันติ), การต่อสู้กับจิตใจฝ่ายต่ำของตนเองเพื่อยกระดับจิตใจให้บริสุทธิ์ (ญิฮาดโดยหัวใจ), หลักของความรักเพื่อนมนุษย์ (คริสต์ศาสนา) หรือกระทั่ง แนวทางสัตยาเคราะห์ของคานธี ก็ผสมผสานไว้ด้วยหลักปรัชญาทางศาสนาอินดูและเชนไม่น้อย ฯลฯ

การเคลื่อนไหวทางการเมืองตามกรอบสันติวิธีที่สมบูรณ์ มีลักษณะเป็น “ภารกิจทางจิตวิญญาณ” ที่ต้องอาศัยระดับจิตใจอันสูงส่งของผู้ปฏิบัติเป็นอย่างมาก การยึดแนวทางสันติวิธี จึงไม่ได้หมายถึงวิธีปฏิบัติง่าย ๆ เช่น การขึ้นเวทีไปด่าทอฝ่ายตรงข้ามโดยไม่พกอาวุธ หรือการแถลงการณ์กดดันรัฐบาลให้ปราบปรามเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างเด็ดขาด ถ้าไม่ทำเช่นใน ๗ วัน พวกเขาจะลงมือเอง ฯลฯ

 

จากที่กล่าวมา สันติวิธีไม่ได้ล้มเหลวแต่อย่างใด ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในความขัดแย้งทางการเมืองไทยปัจจุบันนั้น แม้จะเกิดมาจากหลายปัจจัย แต่เฉพาะในมิติของสันติวิธีแล้ว มันสะท้อนถึงการที่สังคมยังไม่ได้ใช้พลังของสันติวิธีอย่างเต็มศักยภาพที่หลักคิดนี้มีอยู่เลย.

           

           

 

4 Responses to “สันติวิธี ในความหมายที่กว้างกว่าวิธีอันสันติ”

  1. บทความนี้เป็นการคัดย่อครับ ไม่สมบูรณ์ด้านเนื้อหาเต็มร้อย

  2. แท็งค์กิ้วขะรับ
    พี่ท่านคุ้นคำ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ นะขะรับ
    ข้าพเจ้าว่า ‘สันติวิธี’ เป็นส่วนหลัง
    ฟังแล้วประโลมใจดี ผู้กล่าวก็รู้สึกเป็นคนดี
    พี่ท่านว่าไหม?

    คารวะ

  3. เหลืองก็ไม่เอา
    แดงก็ไม่ดี
    สีนี้ค่อยดีขึ้นหน่อย
    (หนอยแน่..เล่นซะชมพู)

  4. ตอนนี้ผมชอบ “สีเดียวขอรับ”


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s