ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

The war พฤษภาคม 4, 2010

Filed under: ใจถึงใจ — ประทีป จิตติ @ 23:18

first_blood

๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

กรุงเทพฯ

 

ผมดูภาพยนตร์สงครามมาก็หลายเรื่อง บางเรื่องก็ล้วนให้ความคิดหลากหลายแง่มุม นอกจากแก่นของเรื่องที่นำเสนอ บ้าง ทำไมถึงต้องมีการสูญเสียกันในแต่ละสมรภูมิ, แน่ละ แก่นแท้ของมัน (สงคราม) ย่อมหนีไม่พ้นความขัดแย้ง ไม่ว่าจะยุคสมัยใด ก่อนประวัติศาสตร์ ก่อนการเกิดของแต่ละศาสนา หรือแม้กระทั่งในโลกร่วมสมัยปัจจุบัน

            การขัดแย้งระหว่างคนเป็นเหตุหลัก ลำพังแค่คนต่อคนหนึ่งคู่กรณี คงมิอาจขยายผลเป็นสงคราม ต่อเมื่อต่างฝ่ายต่างมีสมัครพรรคพวกร่วมสมทบนั่นแหละ การทะเลาะวิวาทจึงบานปลายขยายตัว จากกลุ่มชนขยายเป็นกลุ่มเผ่าพันธุ์ กระทั่งโลกนี้แบ่งแยกดินแดนออกไปเป็นประเทศต่าง ๆ ระดับความรุนแรงก็แผ่ขยายตัวตาม

            การขัดแย้งระหว่างคนด้วยกันจะด้วยอะไรหากไม่ใช่ผลประโยชน์ หากทว่าโลกนี้ก็เคยมีสงครามศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อบวกศรัทธาในลัทธิศาสนา เช่นสงครามครูเสด หากกล่าวหยาบ ๆ เราเรียกมันว่า “สงครามศาสนา” และนักประวัติศาสตร์หรือบทเรียนวิชาประวัติศาสตร์ก็บอกกล่าวเช่นนั้น ผมสงสัยอยู่ว่า ก็ในเมื่อศาสนาแต่ละศาสนาสอนให้ละเว้นการฆ่า ไฉนเลยคนจึง “ฆ่า” กันด้วยศาสนาได้

            หรือเพราะ “ศาสนา” เป็นเพียงม่านฉากบังหน้าผลประโยชน์อันแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง?

            ผมค่อนข้างเชื่อว่า เป็นเพราะผลประโยชน์ต่าง ๆ ของทั้งสองฝ่าย, ฝ่ายคริสตจักรจะได้อะไร หรือฝ่ายอิสลามจะได้อะไร หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชนะ, แน่ละ อย่างน้อย ๆ นครศักสิทธิ์อย่าง “ยะรูซาเล็ม” ก็จะต้องตกเป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพียงเท่านี้ นั่นละคือผลแห่งการแย่งชิง ส่วนจะมีประโยชน์ในแง่ไหน ด้านใด ที่สุดแล้วมันต้องมีแน่ ๆ

            มนุษย์เราหว่านพืชแล้วไม่หวังผลนั้นมีหรือไม่? คงมีแต่อาจมองหาเห็นได้ยาก

          นอกจากความขัดแย้งเรื่องความเชื่อ (ตามที่กล่าวอ้าง) ก็เรื่องการแก่งแย่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งเช่นทรัพยากร ทรัพย์อันเป็นหนึ่งของปัจจัยสี่  อาหาร เมื่อคนอีกเผ่าพันธุ์ขาดแคลน การขอด้วยการทูตมิบังเกิดผลเนื่องจากโลกแปรสภาพทุกอย่างเป็นทุน ทุกสิ่งต้องซื้อขาย แลกเปลี่ยน ขอกันดี ๆ ด้วยความอาทรไม่เป็นผลก็ใช้สัญชาตญาณดิบ ฉกชิง ต่อสู้กันในที่สุด พัฒนาความหยาบกระด้างของจิตใจ ถึงขั้นโกรธเกลียด ชิงชัง อาฆาต ทำลายล้างโคตรล้างเผ่าพันธุ์ อย่างกับมิใช่มนุษย์

            แต่ก็เถอะ สัตว์มันเคยฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มันเสียเมื่อไหร่ อย่าว่าแต่มนุษย์จะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเลย สัตว์โลกบางชนิดสูญพันธุ์ไปเพราะถูกมนุษย์ตามล่าด้วยความโลภ ไม่เคยเพียงพอไปมากหลายแล้ว

            ในความคิดที่จะเขียนเรื่องการฆ่าอันเกิดจากคำถามเมื่อชมภาพยนตร์สงคราม ในความคิดรู้สึกขณะนิ้วสอดอยู่ในโกร่งไกปืน ค่อย ๆ รั้งเข้าหาตัวทุกขณะวินาทีนั้น นักรบ (ทหาร) ผู้นั้นเขาคิดอะไร สิ่งมีชีวิตที่จะทำการสังหารเบื้องหน้านั้นเป็นคนเป็นมนุษย์, เช่นกัน การที่จะต้องฆ่าใครสักคนอย่างมีเหตุผลหยาบที่สุดนั้นเป็นอย่างไร

            เหตุผลหยาบนั้นกล่าวอย่างที่สุดอาจเรียกได้ว่า “ไม่มีเหตุผล”

            เราไม่เคยมีความแค้นใดต่อกัน ไม่เคยรู้จักกัน เรามาฆ่ากันในนามของสงครามบ้า ๆ อันมีเหตุผลมากมายร้อยแปด

            เพื่อพิทักษ์โลกจากฝ่ายอธรรม ฯลฯ และเพื่ออะไรต่อมิอะไรอีกหลากหลาย มันน่าขัน…แต่หัวเราะไม่ออกที่ว่า ในขณะเดียวกันต่างฝ่ายต่างก็อ้างเหตุผลเดียวกัน พวกใครพวกมัน และเราต่างก็ให้ใจ ให้ความเชื่อถือในฝ่ายเดียวกัน

            ทหาร (นักรบ) บางคนถึงกับสบถออกมาอย่างเหลือกลั้นว่า “นี่กูมาทำอะไรที่นี่” บางคนปรับสภาพจิตใจไม่ได้ (หาใช่ความอ่อนแอของจิตใจ) สติสตังเลอะเลือนไปมากก็เยอะ หากตัดคำว่า “เพื่อนั่น” “เพื่อนี่” ออกไป เป็นไปได้หรือไม่ว่า เราจะไม่ก่อสงคราม

            หรือ “สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน” จะหลีกหนีการสงคราม (ต่อสู้) ไปไม่พ้น เพราะมันฝังอยู่ในยีน, อย่างนั้นมันก็เป็นดังเช่นสัตว์โลกอื่น ๆ ทั่วไป เพียงแต่การทะเลาะขัดแย้งของมนุษย์นั้นรุนแรงกว่า ด้วยมันสมองอันปราดเปรื่อง คิดค้นสร้างเครื่องมือประหัตประหารกันได้ครั้งละจำนวนมาก ระเบิดหนึ่งลูก ปืนกลหนึ่งกระบอก แก๊สพิษจำนวนนิดน้อยสามารถฆ่าคนได้มากกว่าหนึ่ง และก็มิใช่แต่มนุษย์เท่านั้นที่ต้องวอดวาย สัตว์ พืช หรือจะมีสิ่งชีวิตบนผืนโลกนี้ล้วนได้รับผลกระทบกระเทือน

            ความจริงผมควรจะสัมภาษณ์กับทหารสักคนที่เคยตกอยู่ในสมรภูมิการสู้รบว่า เขารู้สึกอย่างไรในวินาทีที่ก่อนจะลั่นไกสาดส่งกระสุนไปยังศัตรู (มนุษย์) เบื้องหน้า และในวินาทีนี้ผมรู้แล้วว่าควรจะสอบถามพูดคุยกับใคร…

            หากมองในมุมมองของผม (ผู้ชม) ผมคงไม่มีความรู้สึกใดอื่นนอกจาก ถ้าไม่ยิงเราก็ถูกยิง…นั่นหมายถึงชีวิต ส่วนยิงแล้วจะรู้สึกอย่างไร

            หากว่าคู่ต่อสู้เราวิ่งหนีหาย ก็อาจโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง อย่างน้อยศัตรูก็หลบพ้นไป หมายถึง เรายังมีชีวิตอยู่ แน่ละ ศัตรูของเราก็ยังอยู่เช่นกัน อาจโกรธแค้นบ้างที่ไม่สามารถเอาตายได้ (หากเราบ้า ประสาทเสียไปกับสงครามบ้า ๆ นั่นแล้ว) แต่หากว่าศัตรูเราล้มคว่ำไปต่อหน้า หลังกลิ่นความตาย…หลังกลิ่นควันดินปืน เราหรือผมจะรู้สึกอย่างไร สลด สังเวช หรือด้านชาไปแล้ว..

            จริงอยู่, ในสมรภูมิการสู้รบไม่มีที่ว่างสำหรับความอ่อนโยน อ่อนแอ สงสาร เมตตา มีแต่ความเด็ดเดี่ยว เข้มแข็ง ดุดัน…เหล่านี้อาจนำพาให้เรามีชีวิตรอดกลับไป หรือไม่ก็ไม่ประสาทเสียไปในสมรภูมิ

            แต่เราก็พร้อมจะบ้า ประสาทเสียเมื่อกลับบ้าน ดังจะเห็นได้จากทหารผ่านศึก จะเป็นจำนวนเท่าไหร่ผมมิอาจรู้ แต่ค่อนข้างแน่ใจว่าเกือบทั้งร้อยย่อมมีบาดแผลในใจ เป็นแผลเป็นติดอยู่ในใจไปอีกนานแสนนาน, ภาพยนตร์สงครามหลายเรื่องที่สะท้อนภาวการณ์เช่นนี้

           

            “คุณรู้สึก หรือคิดอย่างไรก่อนลั่นไกส่งลูกกระสุน?”

            ….
            “ตอนนี้ล่ะ คุณรู้สึกอย่างไรที่คนตรงหน้าคุณล้มลงไป?”

           

            พลัน ผมคิดว่าไม่ควรถามอะไรโง่ ๆ เช่นนั้น ในเมื่อคำตอบก็มีให้เห็นคล้ายจากปากคำผู้ผ่านสมรภูมิ ทั้งจากหนังสือและภาพยนตร์, ซึ่งต่างล้วนถ่ายทอดบอกเล่าจากความจริง อย่าง “รอน โควิช” หรือแม้แต่ “จอห์น แรมโบ” และแม้กระทั่งบุคคลที่ผมจะเอ่ยถาม ผมต้องถามตัวเองในวินาทีนี้ว่า “ต้องการสะกิดบาดแผลของเขา?”

 

One Response to “The war”

  1. แหล่มเลย เขียว-ขาว


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s