ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

To : ปลาย เมษายน 27, 2010

Filed under: ใจถึงใจ — ประทีป จิตติ @ 23:21

IMGP4834_resize

กรุงเทพฯ

๒๗ เมษายน ๒๕๕๓

 

สวัสดีครับ

เป็นอย่างไร สบายดีนะครับ หวังว่าอันความทุกข์ระทมขมขื่นของคุณคงจางหายไปบ้างแล้ว ตอนนี้ผมเครียดพอควรกับเหตุการณ์ไม่สงบในเมืองหลวง อันนี้คิดว่าคงไม่ต่างไปจากชายแดนใต้ เพียงแต่ต่างกันตรงบริบทเท่านั้นเอง

            ไม่อยากเครียดแต่มันก็เครียดอย่างไม่รู้ตัว คิดว่าคนอื่นก็คงซึมซับอารมณ์นี้อยู่ไม่น้อย พยายามลดการตามข่าว เหลือไว้เพียงติดตามความเคลื่อนไหว วันต่อวัน เช้าขึ้นมาต้องคอยเช็กข่าวว่าเมื่อคืนเกิดระเบิดที่ไหนบ้าง อย่างเมื่อเช้านี้เดินทางด้วยรถไฟฟ้าไม่ได้ ต้องเลี่ยงมาทางสีลม เตรียมกล้องไว้คอยบันทึกภาพชีวิต แต่ก็เห็นเป็นปรกติดีนะครับ เพียงแค่เห็นทหารสะพายปืนเดินเป็นคู่ลาดตระเวนไปมา (ย้ำว่าปรกติ) สภาพตรงแยกศาลาแดงฝั่งนปช. (ซึ่งไม่แดงแล้ว) ดูไม่จืดเลย ไม้ไผ่เหลาแหลม ยางรถยนต์วางกั้นเป็นแนวยาวปิดถนนราชดำริจรดประตูรั้วสวนลุมฯ

            แต่ก็ยังมีคนแก่ไปออกกำลังเหมือนเคย ใช้ชีวิตอย่างปรกติ แต่ก็นั่นล่ะครับ ผมว่าจำนวนคนน้อยลงอย่างมาก ปรกติเวลารถเมล์เทียบป้ายจะต้องมีคนแก่ขึ้นมา แล้วเราก็ต้องคอยมองลุกให้เขานั่ง (นี่ก็เรื่องปรกติครับ)

            แต่พอกลางคืนไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าจะเป็นยังไง  อ่านคอลัมน์ (เมื่อวาน) ของไทยรัฐ พวกนางฟ้าแถวสวนลุมฯ พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส รายได้ต่อวันต่อคืนเพิ่มขึ้นเป็นสี่ ถึง เจ็ดพันบาท

            นางฟ้าเหล่านี้ไม่เลือกสีนะครับ ดีจัง อยากให้คนไทยที่กำลังเย้ว ๆ กันอยู่นี้คิดอย่างเธอบ้าง

            ในยามสงครามสมัยก่อนเหล่านักรบก็ได้พวกนางฟ้าเหล่านี้บำบัดจิตใจ เป็นที่ยกย่อง (อย่างน้อยก็ในวงสังคมกลุ่มหนึ่ง) นี่อ่านและทำรายงานสมัยเรียนนะครับ ผมเลือกได้เรื่อง “ปัญหาโสเภณี”

            เดี๋ยวจะว่า “ฝักใฝ่” นางฟ้า จริงแล้วหาใช่เช่นนั้น แต่มันก็น่าสนใจมิใช่หรือครับ จากเมื่อก่อนถูกหลอก แล้วมาเป็นค่านิยม แล้วมาเป็นทัศนคติที่ไม่เสียหายอะไร ถ้าเทียบกับนักการเมืองแล้ว ผมว่ายังดีกว่าเยอะครับ ไม่โกงกิน มีแต่จะถูกลูกค้าโกง ว่าเข้านั่น

            มันก็เป็นปัญหาสังคมจริง ๆ จัง ๆ นั่นล่ะ หากศึกษาให้ลึกลงไปมันเกิดจากความล้มเหลวของการจัดการประเทศ ตั่งแต่เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจากสังคมเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม ทุนนิยม  ก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างคน ชนชั้นนั่นแหละ มีคนรวยสุดกู่ล้นฟ้า ขณะเดียวกันก็มีคนจน…จนลง ๆ

            พอเห็นปัญหาที่พ่วงติดตามกันมาอีกเรื่องไหมครับ ก็ปัญหาความยากจนเรื่องปากท้องนั่นแหละ ปัญหาที่คนเสื้อแดงส่วนหนึ่งนำมันมาเข้าเรียกร้องหาความยุติธรรม อย่าเพิ่งรีบแย้งนะครับว่าความยุติธรรมนั้นไม่มีอยู่จริงในโลกใบนี้ มีแต่โลกยูโธปีย…

            ถามหาความยุติธรรมนั้นเป็นเพียงวาทกรรมที่เราสร้างมันขึ้นมา โลกแห่งความจริงความยุติธรรมนั้นเพียงให้มันเท่าหรือเกือบเท่ากันบ้าง ไม่ปล่อยให้ช่องว่างระหว่างความมั่งมีกับความยากจนถีบตัวแยกห่างออกจากกันราวฟ้ากับเหวสวรรค์กับนรกอย่างที่เห็นทุกวันนี้ เราคงไม่ต้องมาถกกันให้กินเนื้อที่กระดาษนะครับว่ามันเป็นเพราะอะไร แต่ที่เห็นชัดเจนนั่นเป็นเพราะระบบเศรษฐกิจทุนนิยม

ทุนนิยมนั้นมันก็มีทั้งดีและสามานย์ เมื่อก่อนก็ไม่เข้าใจหรอกนะครับว่าไอ้ที่สามานย์น่ะมันหมายความว่ายังไง จนเมื่อได้อ่านความคิดของอาจารย์เนาวรัตน์ (มติชนฯ) นั่นละจึงพอจะเข้าใจ ท่านว่า หลักการของระบบทุนนิยมที่มีธรรมนั้น ทุนต้องรับใช้สังคม ทุนสามานย์คือทุนที่เอาสังคมมารับใช้ทุน

            ผมคิดว่าคุณเข้าใจนิยามของคำว่าทุนที่เอ่ยถึงนะครับ

            สองสามวันก่อนฟังอานันท์ ปันยารชุน ท่านก็พูดถึงเรื่องทุน ลากเรื่อยไปถึงเรื่องอำมาตย์กับไพร่ ท่านว่าจริงแล้วอำมาตย์เองก็ตกอยู่ในสถานะไม่ต่างไปจากไพร่ คือพ่ายแพ้ (ระบบ) ทุน (นิยม)

            ตรงนี้ขอไม่ขยายความต่อ เช่นเดิมคิดว่าคุณคงเข้าใจ

            แต่ผมคิดแย้งอย่างหนึ่งคือ อำมาตย์ตายจริงหรือ นั่นก็อาจเป็นบางส่วน แต่บางส่วนไม่เคยตายและไม่อยากตาย อย่างที่เคยพูดนะครับว่า ระบบอำมาตย์มันไม่เลวร้ายนักหรอก ถ้ามันจะเลวร้ายมันก็ขึ้นอยู่กับคน เช่นกันไม่ว่าจะระบบไหนหากคนมันไม่ดีเข้าไปรวมกันมากระบบมันก็ล้ม เรื่องระบบมันเป็นแค่นามธรรม เหมือนกับสังคมน่ะครับ สังคมจะดีร้ายยังไงมันก็ขึ้นอยู่กับคนในสังคม

            ทีนี้ว่ากันต่อเรื่องอำมาตย์…อย่างไรก็ตามเราปฏิเสธกันได้ไหมว่าทุกวันนี้คนที่ดำรงอยู่ในสถานะอำมาตย์ยังไง ๆ ก็ยังอยู่ดีกินดี มีโอกาสการเข้าถึงเรื่องต่าง ๆ ของสังคมได้มากกว่าชาวไร่ชาวนาตาสีตาสา ทีนี้มันก็มีบางพวกเป็นอีแอบสมคบคิดกับพวกนายทุน เพราะอะไร อำมาตย์ยังมีอำนาจในการต่อรองในวงสังคม นายทุนก็ต้องเข้าให้ถึงคนที่จะดลบันดาลทรัพย์สมบัติให้งอกเงยขึ้นมา ร้ายไปกว่านั้น อำมาตย์ไม่ได้ตายแต่กลายรูปกลายพันธุ์ไปเป็นนายทุนเสียเอง

            ตรงนี้แหละครับที่คิดแย้งไอ้วาทะที่กล่าวว่า อำมาตย์เองก็ตกอยู่ในสถานะเดียวกับไพร่

            มาถึงเรื่องไพร่ ท่านว่า (ในความคิดของท่าน) ไม่ได้หมายถึงเรื่องชนชั้น แต่เป็นถ้อยคำดูแคลนจากผู้ดีต่อคนที่กระทำหรือคิดแผกไปจากตน

(ผมคิดเอง) พูดง่าย ๆ ก็คงคล้ายกับคำว่า “บ้านนอก” ซึ่งนั่นเป็นชุดความคิดที่เลอะเทอะเลอะเลือน

ท่านว่าง่าย ๆ ว่าไอ้เรื่องคำว่า ไพร่ กับ ผู้ดี นั้นเป็นเรื่องของ “พฤติกรรม”

            ผู้ดีก็สามารถเป็นผู้ร้ายได้ เช่นกัน ไพร่ก็สามารถเป็นผู้ดีได้

            ผมสรุปเอาเองนะว่า ฉะนั้นคำว่าผู้ดีมันไม่ได้สูงส่งอะไรเลย จริงแล้วมันก็เป็นคำธรรมดา ๆ ผู้ที่จะเป็นผู้ดีได้ต้องมีคุณธรรมใช่ไหมครับ ผมคงไม่ต้องขยายความต่อในเรื่องนี้

            ปัญหาการเมืองที่เป็นอย่างวันนี้หากตัดแยกออกเป็นเรื่อง ๆ แน่ละ เราหนีไม่พ้นเรื่องความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นได้ ปัญหาเรื่องนี้ไม่ควรมองเลยผ่านก้าวข้าม ไม่ใช่แค่จะมาพูดกันว่านปช.นั้นทำเพื่อใคร เช่นกันคุณเองคงวิเคราะห์ได้ว่าทำไมเขาจึงรักทักษิณ และทำไมทักษิณจึงเข้าหาดึงชาวบ้านต่างจังหวัดมาเป็นมวลชนแนวร่วม

            ไม่ต้องไปคิดถึงว่าทักษิณจริงใจหรือไม่ เราไม่มีทางรู้หรอก ไม่มีทาง!

            เราเพียงแค่ได้รู้ทันเท่านั้น!

          และหรือจริงแล้ว เราไม่สามารถรู้ทันได้เลย เพราะจิตและใจของคนเปลี่ยนไปกี่ล้านครั้งในหนึ่งชั่วขณะจิต แม้แต่ตัวเองก็ยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ไอ้ที่จับได้นั้นมันแค่เศษเสี้ยว!

          ผมไม่บังอาจเสนอความเห็นวิธีแก้ปัญหา ทางออกเฉพาะหน้าต่อเหตุการณ์การเมืองขณะนี้ เรื่องนี้คนที่ก่อมันขึ้นมา (หมายถึงสถานการณ์) ย่อมรู้ดีว่าควรทำอะไร มันจะดีหรือไม่ดีอย่างไรคนพวกนั้นคิดได้

            คุยกันเถอะ…นั่นหมายถึงสิ่งที่ผมต้องการเห็นนะครับ ไม่ใช่เสนอ ไม่คุยกันก็ต้องเผชิญหน้ากัน สุดแล้วมันก็ต้องลงไม้ลงมือกันสักวันละน่า คิดถึงสมัยเรียนนะครับ พวกก็เย้วกันไปเย้วกันมา พ่อมึงแม่มึงไอ้เหี้ยไอ้สัตว์สารพัดสัตว์ พอมีคนเปิดคนหนึ่งทีนี้ละก็ตะลุมบอนเสือดสาด

 

          ผมไม่รู้จะพูดอะไรกับคุณต่อแล้ว คิดว่าหากเราได้พูดคุยกันต่อหน้าจริง ๆ หลังจากนี้ผมจะต้องดื่มหลายอึกทีเดียวเนื่องจากคอแห้ง และเป็นการเปิดโอกาสให้คุณแสดงความคิดเห็น (วิจารณ์) ของคุณบ้าง คุณอาจเปลี่ยนเรื่องไม่คุยเรื่องการเมืองไปเลยก็ได้ใครจะรู้ แต่ผมคิดว่าคุณคงไม่ เพราะท่าทางของคุณดูสนใจเรื่องการเมืองอยู่ไม่น้อยเลย

            เหลือบดูสิ่งที่ตัวเองเขียน โห ตั้งสองสามหน้ากระดาษ ดูเหมือนผมจะผูกขาด “การพูด” ไว้ฝ่ายเดียวเสียแล้ว ขอให้คิดเถิดว่า “เรา” ไม่ได้เขียนถึงกันมานานพอดู ตัวอักษรมากมายเหล่านี้นั้นหมายถึง “ความคิดถึง”

 

            รัก.

            ประทีป

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s