ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

พรรณนาโวหาร กุมภาพันธ์ 21, 2010

Filed under: สวัสดีวันอาทิตย์© — ประทีป จิตติ @ 11:07

สวัสดีวันอาทิตย์

 

ตื่นนอนเวลาสองโมงเช้าพอดิบพอดี ลุกขึ้นยังไม่เก็บที่หลับที่นอนเดินออกไปที่ระเบียงห้องพัก เสียงไม้กวาดทางมะพร้าวลากกับพื้นเป็นจังหวะหนึ่งสองสามแล้วเว้นระยะหนึ่งอึดใจเสียงนั้นก็ดังอีก สั้นบ้างยาวบ้าง  ผมชะโงกหน้าลงไปดูที่พื้นซีเมนต์ลานจอดรถ เห็นพนักงานประจำหมู่บ้านกำลังใช้ไม้กวาดนั้นกวาดน้ำที่ขังในบริเวนพื้นที่ไม่ได้ระนาบ มองไปรอบ ๆ บริเวณเห็นพื้นถนนเปียกแฉะ บางส่วนแห้งไปบ้างแล้วจึงสันนิษฐานว่าเมื่อคืนฝนคงตก

            แสงแดดอ่อนทอแสงจับใบไม้ที่ระเบียง ดูพวกมันมีความสุขกับบรรยากาศเมื่อคืน  ผมสังเกตทุกครั้งหลายครั้งว่า ฝนตกทีไรพวกมันกระปรี้กระเปร่าดูสดชื่น และความที่มันเป็นอย่างนั้นจึงขับประกายความเขียวของใบของดอกให้คนปลูกได้ชื่นชม ประดุจจะบอกว่า แม้จะรดน้ำทุกวันทุกเช้าทุกเย็นอย่างไรก็ไม่สามารถให้ความสดชื่นได้เท่าสายน้ำจากฟากฟ้า…นั้นเพียงแค่ได้โปรยละออง ก็ยังสดชื่นกว่าน้ำประปาที่ราดรด

            ความตั้งใจว่าจะรดน้ำจึงล้มเลิก ปล่อยให้ต้นไม้เหล่านั้นซึมซับความสดชื่นจากเมื่อคืนเสียให้พอ…

 

            เปิดเรื่องด้วยการบรรยายถึงสิ่งที่เห็นและเป็นไปผมหมายเพียงแต่ว่าจะเชื่อมโยงเข้าสู่ข้อเขียนในวันอาทิตย์นี้ คือการเขียนบรรยายในงานเขียนหนังสือ ด้วยพกพาความหงุดหงิดใจจากการทำงานที่พบงานเขียนของนักเขียนบางคนพยายาม เล่นคำ อ่านแล้วอดคิดถึงเสียงร้องเพลงโอเปร่าไม่ได้ คือบางขณะเสียงนั้นทุ้มต่ำแล้วกระชากความรู้สึกด้วยเสียงสูงฉับพลัน

            การเล่นคำที่ว่านั้นหมายถึงในขณะหนึ่งใช้ถ้อยคำภาษาธรรมดา ถัดมาเป็นภาษากลอนแล้วกลับมาเป็นธรรมดาอีก  ภาษากลอนนั้นก็ใช้ในการบรรยายทั่วไป  อ่านแล้วจึงมีแต่ความหงุดหงิดพาลคิดในใจว่าใช้ถ้อยคำธรรมดา ๆ ไม่ได้หรืออย่างไร  งานเขียนนวนิยายนะมิใช่บทกวี

            เขาและเธอตกลงกันได้แล้วจึงพิลาสเข้าไปในลิฟต์

            นั้นคือตัวอย่างที่พอจะจำติดสมองมาได้ครับ, ทำไมจึงต้องพิลาสก็ไม่รู้

            บางฉากบางตอนตัวละครพูดอะไรก็ไม่รู้ไม่เหมือนมนุษย์มนาพูดกัน แต่ตัวละครกลับสื่อกันรู้เรื่องสิน่า

            การนี้แก้ไขได้ไม่ยาก ตัวอย่างเช่นการพูดของตัวละคร กฤษณา อโศกสิน กล่าวว่า ตนเองชอบสังเกต ชอบฟังเวลาคนเขาคุยกัน ว่าเขามีลักษณะท่าทางอย่างไร ภาษาที่เขาใช้เป็นอย่างไร เพื่อนคุยกับเพื่อนคุยอย่างไร… เหมือนเคยครับ ผมจดจำได้ในทำนองนี้

            ผมอยากเพิ่มเติม (คือสิ่งที่อยากบอกนักเขียนคนนั้น) ว่า ภาษาที่ใช้ขอให้เป็นแนวทางเดียวกันทั้งเรื่อง คือจะใช้ภาษาชาวบ้านก็จงใช้ให้ตลอดรอดฝั่ง ไม่ใช่เดี๋ยวชาวบ้านเดี๋ยวนักกวี  ส่วนการบรรยายสภาพแวดล้อมก็ไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งมากไปกว่าสายตาเห็น เห็นอย่างไรก็เขียนอย่างนั้น ไล่เป็นลำดับหนึ่งสองสาม…

 

 

มีภาพถ่ายที่ผมตั้งใจเก็บอิริยาบถของผู้คน สามารถนำมาใช้ฝึกหัดในการเขียนบรรยายได้ เพราะในภาพภาพหนึ่งมีความแตกต่างและความขัดแย้งอยู่ในตัว อยู่ที่ว่าจะมองตรงไหนเล่าเรื่องอย่างไร

 

1

เขาไม่รีบร้อนก้าวเข้ามาในเรือ ต่างจากคนอื่นๆ ที่มักวิ่งมาแต่ไกล คงเพราะกลัวเรือจะออกจากท่าหรืออย่างไรก็ไม่รู้  เขาคงรู้ละน่าว่าเรือมันยังไปออกไปง่าย ๆ เพราะอีกลำยังจอดลอยลำรับส่งคนโดยสารอยู่ที่ฝั่งโน้น จึงมีท่าทีสบาย ๆ ผ่อนคลายไม่รีบเร่ง… 

           

2

เขาสวมรองเท้าหนังสีดำส่วนเธอสวมสีขาว, เขาใส่กางเกงดำรัดรูปส่วนเธอใส่ขากระบอกปลายกว้างสีขาว, ในมือเขามีหนังสือตำรับตำราส่วนเธอหิ้วถุงใส่กล่องอาหาร ดูมีแต่ความต่าง แต่ทั้งสองมีจุดหมายเดียวกันคือที่อีกฟากฝั่ง

 

 

3

 เวลาเช้าในชั่วโมงรีบเร่งของแต่ละคนดูแม่สาวน้อยสองคนนี้ไม่ยี่หระใส่ใจว่าเมื่อไหร่รถเมล์จะมา คงนั่งสนทนาหยอกเย้ากันตามประสาเพื่อน ทำให้เราคิดว่าจะสนใจจดจ่อกับการมาหรือไปของรถไปทำไมกัน เพราะมันเอาแน่เอานอนได้เสียเมื่อไหร่กับรถของขสมก.

 

4

 

สายตาของเธอจับจ้องไปยังทิศทางที่รถเมล์จะโผล่มา…เมื่อไหร่ ๆ ๆ เธอคงคิดเช่นนั้น  จดจ่อและรอคอย

 

 

 

 5

สองมือหอบหิ้วข้าวของ สายตาเหม่อมองไปยังเบื้องนอก ไม่รู้ว่าเธอชื่นชมทิวทัศน์หรือกำลังครุ่นคิดสิ่งใด แม้ว่าสายตาของเธอจะชักนำให้เราคิดว่าเป็นอย่างหลัง แต่เราก็ได้แต่คิด มิอาจปักใจเชื่อตามความคิดของตัวเองได้…บางครั้งสิ่งที่เห็นและคิดก็ใช่ว่าจะเป็นไปตามนั้น

 

 

10 คุณป้าคนทางซ้ายจะไปบางนา ส่วนคุณยายคนทางขวาคงมุ่งหน้ากลับบ้าน ซึ่งไม่รู้หรอกว่าที่ไหน ตรงไหน เช่นกันกับทัศนียภาพเบื้องนอกที่ทั้งสองจับจ้อง เป็นภาพที่เหมือนกันต่างเพียงที่มุมมองและความคิด

 

9

เรามองตามสายตาของหญิงสาวจึงพบว่าเธออาจมองที่พัดลมเหนือที่นั่งคนขับ เธอคงคิด (ซึ่งจริงแล้วเป็นความคิดของเรา) ว่า ทำไมบริเวณที่เธอนั่งนั้นไม่มีบ้าง อากาศร้อนอบอ้าวให้ตายเถอะ!  อยากได้ลมเย็น ๆ ช่วยผ่อนคลาย

๒๑ ก.พ. ๕๓

   

11 8 12

14156

 

 

2 Responses to “พรรณนาโวหาร”

  1. ประทีป Says:

    แนวความคิดของภาพถ่ายชุดนี้เกิดจากความคิด (จากหนังสือ)ว่า การถ่ายภาพคนเบื้องหลังมีเสน่ห์และให้ความรู้สึกต่างจากด้านหน้าไปอีกแบบ..

    เลือกถ่ายเป็นภาพขาวดำเพราะความมีเสน่ห์แห่งสีขาวดำ

    ยังคงไม่จบสิ้นเท่านี้…

  2. แคนดิดชีวิตบนท้องถนน(และบนเรือ)นี่สนุกอย่างท่านพี่ว่าจริงๆ
    โดยเฉพาะเมื่อมุมเขาจากเบื้องหลัง เห็นไปถึงเบื้องหน้าของเขา …

    แต่เราจะไปไหนยังไม่รู้

    : )


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s