ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

เรา และเงาของภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง มกราคม 17, 2010

Goodmorning36


เขาวางกล่องดีวีดีภาพยนตร์เรื่อง เดอะ คิลลิ่ง ฟิลด์ส บนโต๊ะ กวักมือเรียกบริกรสาว

ขอเป๊ปซี่ขวดหนึ่ง ล้วงซองบุหรี่จากกระเป๋าเสื้อเชิ้ตลายสก๊อต จุดสูบ  แหงนหน้าพ่นควันเป็นทางยาว อากาศวิปริตนะ ว่างั้นมั้ย  สองวันก่อนร้อนชิบ วันนี้ฝนตก รถโคตรติด ห่า

ร้อนนะ ขนาดฝนตกยังร้อน ผมว่า

คงเป็นเพราะการเมืองด้วยละมั้ง ว่างั้นมั้ย

ผมว่ามันใกล้จุดเยือกแข็งต่างหาก

หนาว?

เหมือนภูเขาไฟ อากาศภายนอกอาจจะเย็น แต่ภายในกำลังเดือด รอวันปะทุ ผมส่งนิตยสารข่าวสุดสัปดาห์ให้เขา

คุณตามเรื่องการเมืองมากไป เขาว่าพลางเปิดหน้ากระดาษผ่านตา พบคุณทีไรไม่พ้นเรื่องการเมืองต้องเข้ามาเอี่ยว  ถามจริงเถอะ รู้แล้วมันทุกข์กว่าเดิม…

ผมไม่ได้ทุกข์อะไรนี่

จริง?

อือฮึ

เขารินเป๊ปซี่ เหยาะเกลือนิดหน่อย ดื่มรวดเดียวหมดแก้ว เรอเสียงดัง

เขาว่าเสื้อแดงจะทำสงครามครั้งสุดท้าย ให้รอจับตาดูหลังตัดสินคดีเจ็ดหมื่นล้าน เขาปิดนิตยสารข่าว รินเหล้าครึ่งแก้วตามด้วยน้ำแข็งสองก้อนมันจะครั้งสุดท้ายยังไงวะ ฝ่ายแพ้จะยอมรับความพ่ายแพ้งั้นเรอะ

คุณว่าไงล่ะ?

ไม่รู้ว่ะ แต่ถ้าไม่ยอม มันก็ต้องลุกขึ้นสู้กันอีกนั่นแหละ ก็นั่นละ มันจะสุดท้ายยังไงวะ

สุดท้าย… สุดท้ายคือการเริ่มต้น

คงงั้นมั้ง เริ่มต้นที่มันรุนแรงกว่า เลือดเข้าตากันแล้วนี่ ไม่มีใครถอย เดินหน้าฆ่ากันให้ตายกันไปข้าง

หรืออาจทั้งสองข้าง

แล้วใครชนะเล่า? เขายกแก้วเหล้ากระดกรวดเดียวหมด ใช้หลังมือเช็ดไรหนวดเขียวครึ้ม

ผมหยิบกล่องดีวีดี เดอะ คิลลิ่ง ฟิลด์ส จ้องมองมัน พลันภาพต่าง ๆ ในหนังก็แล่นเข้ามา เขมรแดงชนะ คุณดูแล้วใช่ไหม

แล้วคนที่คิดว่าถ้าเขมรแดงชนะแล้วประเทศจะดีขึ้นล่ะเป็นไง มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด  ไอ้ห่าแม่งทำได้ไงวะ ต้อนทั้งคนเจ็บ ลูกเด็กเล็กแดงออกจากเมืองไปทำไร่ไถนา ตายตามทางกลาดเกลื่อน ฆ่าหมอฆ่าครูฆ่าปัญญาชน ก็ไหนว่าทำเพื่อประชาชน ผมว่าฮิตเล่อร์นี่เข้าขั้นแล้วนะ แต่นี่เข้าขั้นกว่า ฮิตเล่อร์นี่ฆ่าพวกยิวใช่ไหม ถือว่ายิวคนละเชื้อชาติ แต่เขมรแดงนี่มันฆ่าชนชาติเดียวกัน มันทำได้ยังไง มันเอาทฤษฎีไหนของพวกซ้ายมาใช้

ล้างบางไง ผมว่านะ  ให้เหลือแต่พวกตัวเองเท่านั้น จะได้ปกครองง่าย

แดกได้ง่าย ๆ สิ สุขสบายแต่พวกตัวใหญ่ ๆ เท่านั้น

ไม่รู้สิ หมายถึงผมหรือคุณยังไง ๆ ก็ไม่รู้ใจจริง ๆ ของเขา

ว่าแต่ว่าผมโคตรผิดหวังกับหนังของคุณเลย คิดว่าจะมีฉากเผยให้เห็นการกระทำของพวกเขมรแดงชัด ๆ กลายเป็นว่าแค่เพียงแบ็กกราวน์ เป็นเหตุหลักของเรื่อง

ก่อนดูผมก็คิดเหมือนคุณ แต่ไม่ได้ผิดหวังอะไร กลับซึ้งกับมิตรภาพระหว่างซิดนีย์กับดิธ พรัน

คุณชอบนี่ ไอ้เรื่องราวมิตรภาพอะไรพวกนี้  แต่ก็นั่นแหละ ผมก็ชอบ ซึ้งว่ะ ทั้งตอนที่พรันไม่ยอมทอดทิ้งนายซิดนีย์ ทั้งที่รู้ว่าไม่นานพนมเปญจะแตก มีโอกาสอพยพไปกลับครอบครัวได้ แต่กลับไม่ไป

ก็เขารัก และนับซิดนีย์เป็นคนในครอบครัวเขาเหมือนกัน ไม่ใช่แค่เพื่อน แต่เป็นพี่น้องเป็นน้อง

แต่นายซิดนีย์เขาไม่ได้คิดยังงั้น ก็อีตอนหลังเขาได้รับรางวัลนักข่าวอะไรนั่นหลังจากกลับมาอเมริกา เขาสารภาพกับพี่สาวนี่ว่า พรันอยู่เพราะว่าเขาอยากให้อยู่ก็เท่านั้น

เพื่อผลประโยชน์ในการทำข่าวของตัวเอง

ไม่รู้สิ แต่ผมว่าเขาหลงลืมอะไรไปอย่าง คือพรันเสี่ยงต่อถูกพวกเขมรแดงจับ

ซิดนีย์ไม่รู้นี่ว่าพวกเขมรแดงจะบ้าขนาดนั้น

แต่ยังไงก็เถอะวะ ประสบการณ์การเป็นนักข่าวมันน่าจะรู้ อย่างตอนไซง่อนแตกก็น่าจะเป็นบทเรียนให้เขาพึงสังวร ใครก็ตามที่ทำงานให้รัฐบาลอเมริกันโอกาสถูกจับถูกฆ่าทั้งนั้น ไม่งั้นพวกนั้นจะวิ่งเต้นขออพยพย้ายรึไง ตรงนี้ผมว่าซิดนีย์รู้นะ

แต่คุณอย่าลืมว่าพรันเองเขาก็เป็นนักข่าว นอกจากเขาจะอยู่เพื่อซิดนีย์แล้ว ยังอยู่ด้วยจิตวิญญาณของนักข่าว ซึ่งซิดนีย์ก็เป็นแบบอย่างของเขา  เขานับถือความเป็นนักข่าวทั้งของซิดนีย์และของตัวเขาผมเรียกบริกรสาว ขอน้ำแข็งอีกหนึ่งกระติก

ผมชอบซิดนีที่เขารู้สึกผิด ที่มีส่วนอย่างมากให้พรันถูกพวกเขมรแดงจับ  ไม่รู้นะ หากไม่ใช่คนอย่างซิดนีย์คงทำใจให้ลืมไปแล้ว ไม่ตามเรื่องต่อว่าพรันจะเป็นตายร้ายดียังไงเขาเติมเหล้าให้ผมและตัวเอง

ตอนจบยิ่งซึ้ง ผมขนลุกน้ำตาคลอเลย  คุณจำสีหน้าแววตาของพรันเมื่อได้พบซิดนีย์ได้ไหม มันแสดงออกถึงความดีใจเป็นที่สุด ผมหันหน้าออกไปนอกร้านเพราะบ่อน้ำตาเริ่มตื้นเขิน

เขาเงียบไปเป็นครู่

จำได้ ฉากนี้…พลันวิ่งเข้าหากระโดดกอดเพื่อน…เหมือนเด็ก ๆ เลย ยิ่งประโยคแรกที่ซิดนีย์พูดกับเขาอภัยให้ผมนะแล้วพรันก็ว่า ‘nothing to forgive, Sydney, nothing’ การแสดงออกของเขามันชัดเจนว่าเขาไม่โกรธ หรืออาจไม่เคยคิดโทษใครเลย ทุกอย่างมันเป็นชะตากรรมที่เขาถูกเพื่อนร่วมชาติกระทำ ไม่ใช่เพราะซิดนีย์

เพลงอิมเมจินเฟดเข้ามาฉากนั้น บ่งบอกทุกอย่างได้หมดเหมือนกัน ว่าไหม

พอดีกับเพลงนั้นดังมาจากตู้เพลง

คุณหยอดเพลงนี้?

อือฮึ ผมเลือกเอาไว้เอง

สรุปว่า เดอะ คิลลิ่ง ฟิลด์ส ไม่ใช่หนังสงครามยิงกันหูดับตับแลบ กลายเป็นเรื่องราวมิตรภาพของคนท่ามกลางเปลวไฟสงคราม

ในท่ามกลางความเกลียดชัง ยังมีความรัก ผมเริ่มจะพูดติดปรัชญาหน้าแก้วเหล้า

สังคมเราตอนนี้ยังมีความรัก?

มีสิ อย่างน้อยก็คุณกับผม หรือคุณว่าไม่ใช่

ทั้งที่ผมบอกคุณเสมอว่า ผมไม่เหลืองไม่แดง มีแต่ขาวกับดำ?

ขาว กับ ดำ…ผมอดคิดถึงทางม้าลายไม่ได้ เราคิดเห็นต่างกันได้ไม่ใช่รึ

ถามจริง คุณแดงใช่ไหม?

ผมหัวเราะ เกือบแดง

อะไรวะ?

ผมฮึมฮัมอิมเมจิน ไม่ตอบคำถามนั้น แล้วพลันนึกภาพหากบ้านเมืองนี้เป็นอย่างกัมพูชาเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน…มันจะเป็นได้อย่างไรในเมื่อสงครามเย็นสลายไปแล้ว

คิดอะไรอยู่? เขาถามแล้วชนแก้ว

ผมเล่าสิ่งที่คิดให้เขาฟัง

เรารบกันเองไม่ได้หรือไง เขาว่าแต่มันไม่ใช่ทุ่งนาหรอกนะที่เป็นคิลลิ่ง ฟีลด์ส

อะไร?

ท้องถนน

หลังจากนั้นเราไม่ได้คุยเรื่องหนังคิลลิ่ง ฟิลด์ส อีก มีแต่เรื่องการเมืองและการเมือง กระทั่งสมควรแก่เวลา ต่างคนต่างแยกย้ายกลับที่พัก

๑๗ ม.ค. ๕๓


 

9 Responses to “เรา และเงาของภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง”

  1. พี่ท่าน

    คำราชาศัพท์ “ทรง” เป็นคำกริยาหรือว่าคำอะไรครับ

  2. ดูเหมือนหลายวันมานี่เรากะลังฝึกบทเรียนเขียนว่าด้วยราชาศัพท์กันนะพะยะค่ะ ถามเข้า ถามเข้า ข้าพเจ้าก็ใคร่รู้

  3. ประทีป จิตติ Says:

    ข้าพเจ้ามิทราบขอรับ คือเท่าที่ทราบ เป็นกิริยาด้วย และเป็นคำประกอบราชาศัพท์ด้วย

    ลองค้นหาทางเน็ต อาจได้ข้อมูลขอรับ

    กระผมคุ้นกับศัพท์ทาง ลิเก มากกว่า พ่ะย่ะค่ะ

    เตร๊ง….

  4. ขอบคุณขอรับพี่ท่าน

    แล้วพระราชาหัวเราะต้องเขียนว่าไงครับ “ทรงพระสรวล” หรือเปล่าครับ?
    ถ้าใช่…มันก็มีที่ให้ผมถามอีกนั่นแหละ คือการหัวเราะมีหลายแบบ อิๆๆ หุๆๆ หรือก๊าก!

    พี่ท่าน มีไหมที่ใครจะเขียนว่า “พระองค์ทรงพระสรวลก๊าก!”

    ผมไม่ได้ล้อเล่นนะพี่ท่าน ผมซีเรียสนะครับ จะบ้าตายแล้วเนี่ย

  5. ประทีป จิตติ Says:

    ผมว่ามันขึ้นอยู่เรื่องของสหายด้วยนะว่า ซีเรียส เรื่องราชาศัพท์ขนาดไหน?

    ผมตอบไม่ได้ เพราะเรื่องอย่างนี้มันยากที่จะอธิบายให้พวก “กูรู” ด้านนี้เข้าใจว่า “นี่มันเรื่องแต่งนะเว้ย” และ “พระราชานั้น ๆ ก็ไม่มีตัวตนจริง ๆ”

    สหายลองนึกภาพการ์ตูน สโนว์ไวต์ ฯ ดิ เขาเรียก-ใช้คำกับพระราชา ราชินียังไง
    แน่ละ ย่อมไม่ถูกต้องตามหลักการของจริง!

    ก็ไม่เห็นมีกูรูที่ไหนซีเรียสนี่หว่า!

    เอาละ ถ้าเรื่องของท่านมันย้อนยุค และยุคนั้นมีอยู่จริง ผมว่า สหายต้องซีเรียสมาก “ถึงมาก” ทั้งคำพูดคำจาของตัวละครในยุคสมัยนั้น เช่น หากเป็นก่อนช่วง จอมพล ป. สหายทะลึ่งใช้คำว่า สวัสดี ทักทาย–ย่อมผิดจากความจริง!

    เพราะอะไร ก็เพราะว่า จอมพล ป. เป็นคนให้ใช้คำนี้…

    และ ฯลฯ

    ทางที่ดี เข้าห้องสมุด หานิยายของนักเขียนระดับครู แนวย้อนยุค จด และ จำ คำพูดของตัวละคร
    ขอแนะนำ แก้วก้าว, ว. วินิจฉัยกุล หรือใครอื่น ๆ ที่มีผลงานโดดเด่นในแนวนี้

    อ้อ ย้ำ เอาแต่นักเขียนชั้นครูนะสหาย!

    เฮ้อ ทำอะไรยากแท้ แต่ก็ดีใจที่สหายคิดกระทำ และเมื่อคิดจะกระทำแล้ว พยายามทำให้มันสมจริงสมจัง ค้นคว้า หาข้อมูลอย่างที่สุด

    ขอความสำเร็จจงอยู่กับตัวท่าน–สหาย

    ด้วยมิตรภาพ

  6. เวลาพี่ทั่นเขียนขำโดยใส่วงเล็บ (ฮา) ไม่ยักขำเหมือนตอนเขียนขำแบบไม่มี (ฮา) แฮะ
    อ่านไปก๊ากไปแทบตกเก้าอี้ ดูเหมือนสหายของเราจะหนักข้างหมอลำเลยอ่อนลิเกไปสักหน่อย จะถวายบังคมทูลสักคำสองคำก็ให้มีอันพิพักพิพ่วน น่าเห็นใจ น่าเห็นใจ (ว่าแล้วทรงพระสรวลก๊าก ๆ)

    ได้รับโปสสะการ์ดแล้วขะรับพี่ทั่น ขอบพระคุณสุดหัวจิตหัวใจ ผลงานมาสเตอร์พีซศิลปะส่วนตัวเทียวนะพี่ทั่น ตรงส่วนที่เป็นรูปพรินต์ลงกระดาษปอนด์อย่างด้านหลังได้เปล่า? (จะได้เหมือนโปสการ์ดทั่วไป) ไม่ทราบต้นทุนต่อแผ่นสูงต่ำอย่างไร พิมพ์ขายได้เปล่า? พี่ท่านน่าจะเปิดมุมโปสการ์ดนะขะรับ เป็นที่เก็บคอลเล็กชั่น มีบริการโปสการ์ดออนไลน์ ใครชอบภาพไหนคลิกส่งได้เลย

    แฮ่..ว่าไป

    ข้าพเจ้าไม่เคยชมชอบหนังสงคราม เพราะหนังสงครามย้ำว่ามนุษย์เป็นสัตว์ชั่วร้ายเสียมากกว่าชั่วดี

    (คมไหม?)

    คารวะ

  7. โอ้! ขอบพระคุณอีกทีพี่ท่าน

    แล้วก็ถึงคราวที่ข้าน้อยต้องเข้าห้องสมุดอีก

  8. “ข้าพเจ้าไม่เคยชมชอบหนังสงคราม เพราะหนังสงครามย้ำว่ามนุษย์เป็นสัตว์ชั่วร้ายเสียมากกว่าชั่วดี”

    คมกริ๊บเชียวขอรับพี่ท่าน…แต่ว่า หากไม่มีหนังแนวนี้ เราก็คงไม่เห็นความเลวร้ายของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “คน”

    อิอิอิ

    .
    .
    .

    ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่โปสสะก๊าดถึงมือพี่ท่าน ราคาต้นทุนต่อภาพประมาณ ๕-๖ บาท หากขาย ๑๐ บาท ก็กำไร, อย่า ๆ ๆ อย่าเพิ่งคิดว่าผมค้ากำไร พี่ท่าน ไอ้ที่ได้น่ะ มันตีเป็นราคาของผลงานมิได้หรอก ขอให้ได้ชื่นใจ มีเงินซื้อข้าวกินก็เท่านั้น

    แหม ศิลปินก็คนน่ะครับ ยังต้องกินข้าว กินน้ำสีชา ๆ ใช่ม้า ฮา (หรือไม่ฮาขำขอรับ อิอิอิ)

    ส่วนเรื่องการผลิดนั้น เล็ง ๆ อยู่ว่าจะพิมพ์อย่างการ์ดทั่วไป รอให้มีผลงานมากพอหลายชุดกว่านี้สักนิด (กำลังคัดเลือกขอรับ) ที่ส่งให้พี่ท่านนั้นเป็นการลองเชิง ได้ไอเดียมาจากโปสสะก๊าดเชียงของ

    ผมว่า นี่ละ โปสสะก๊าดทำมือจริง ๆ เสียแต่ว่า มันอาจไม่เหมาะกับการส่งอย่างเปลือยเปล่าเท่านั้นเอง

    คารวะขอรับ.


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s