ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

กลวง พฤษภาคม 23, 2009

Filed under: สวัสดีวันอาทิตย์© — ประทีป จิตติ @ 21:07
Tags:

กลวง

สวัสดีวันอาทิตย์  ปีที่ ๔  อาทิตย์ที่ ๑๐

 

IMGP0327 ผมนั่งรถแท็กซี่ก็ต่อเมื่อมีเรื่องเร่งด่วน ซึ่งเรื่องเร่งด่วนส่วนมากมักต้องแข่งกับเวลา

                รีบไปตอกบัตรเข้างานนั้นเร่งด่วนเป็นอันดับต้น ๆ  รองลงมาเมื่อมีนัดกับใครสักคนต้องการไปถึงที่นัดหมายแต่โดยเร็ว หมายความว่าเรากำลังจะผิดเวลาเนื่องจากคำนวณเวลาการเดินทางผิดไป

                เราไม่สามารถคาดหวังได้เลยว่าการนั่งแท็กซี่แต่ละครั้งจะเป็นอย่างไร  หมายถึงอัธยาศัยของคนขับ

                ยามเมา ต้องการพูดคุยสนทนาให้น้อยที่สุด และหากเป็นไปได้ไม่ต้องการสนทนาอันใด บ่อยครั้งคนขับเหมือนรู้ใจ ไม่ชวนคุย นอกจากคอยถามเส้นทางหากไม่คุ้นเคย

                ผมรู้เมาแล้วพูดมาก  หากเจอเรื่องไม่ชอบใจอาจพูดแรง  หรือหากถูกใจอาจลืมตัวพูดอะไรไปตามใจอยากโดยไม่ยั้งคิด, นั่นละ ความเงียบนั้นจึงดีที่สุด 

                ในความเงียบ ต่างคนต่างไม่รู้ใจกัน, บางครั้ง ความเงียบจึงเป็นเกราะ เป็นกำแพงกางกั้นความเป็นส่วนตัว ไม่ว่าผมหรือเขาคนขับแท็กซี่

 

เมื่อทบทวนดู พบว่าผมไม่ชอบคุยกับคนขับแท็กซี่เท่าไรนัก  แต่หากได้คุยส่วนมากเขาเป็นคนเริ่มขึ้นก่อน  หากเป็นเรื่องทั่วไปก็รับฟัง แต่หากเป็นเรื่องความเห็นต่าง ๆ ก็พยายามปัดโดยการไม่แสดงความเห็นร่วมด้วย  แต่สิ่งหนึ่งที่ผมชอบคุยและถาม คือเรื่องการประกอบอาชีพของเขา  เป็นต้นว่า ตอนนี้ราคาน้ำมันเท่าไหร่แล้ว  แก๊สแอลพีจีกับเอ็นจีวีนั้นต่างกันอย่างไร, อย่างครั้งล่าสุด เขาแวะเติมแก๊สเอ็นจีวี จึงทราบข้อแตกต่าง  ราคาลิตรละแปดบาทห้าสิบสตางค์ หมดช้ากว่าแอลพีจี  เขาเล่าให้ฟังว่า ขับกลับบ้านจังหวัดสุรินทร์หมดเงินค่าแก๊สไปเพียงสามร้อยกว่าบาท ไปกลับยังไม่ถึงพัน ถูกกว่าราคาค่ารถโดยสารเสียอีก 

                เป็นเช้าที่เกือบสาย ฝนตกมาแต่ยังไม่รุ่ง  การจราจรเมืองหลวงเป็นอัมพาต (ผมรู้ซึ้งละว่าการจราจรเป็นอัมพาตเป็นยังไง ยึดเอาภาพจากวันนั้น)  ค่ารถจากที่พักไปยังที่หมายปรกติไม่ถึงหนึ่งร้อย เช้าวันนั้นเลยเถิดไปถึงร้อยกว่าบาท

                เกือบหนึ่งชั่วโมงที่อยู่ในรถ เหมือนไม่นาน เพียงเพราะผมกับเขาพูดคุยกันไปตลอด  จากเรื่องนั้นมาเรื่องนี้  คงเป็นด้วยเพราะวัยที่ใกล้เคียงกัน  โดยยึดเอาว่าตอนหนึ่งเขาบอกว่าเกณฑ์ทหารเมื่อปี ๔๐  เขาบอกหลังจากเล่าให้ผมฟังเรื่องข่าวตู้คอนเทรนเนอร์ ที่ต้องสงสัยว่าจะใส่ศพคนตายเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ๓๕ (ซึ่งผมเพิ่งทราบ)

                เขาถามผมว่าคิดว่ามีคนตายเป็นร้อยอย่างที่พี่น้องผู้ตายบอกหรือไม่,  ผมบอกว่าคนตายน่ะมีแน่ แต่จำนวนน่ะไม่ทราบแน่นอน แต่คงไม่ใช่แค่ตามที่ทางการกล่าวอ้าง  เขาเล่าให้ฟังว่า เมื่อเกณฑ์ทหารนั้นไปประจำที่กรมกองหนึ่ง ได้ฟังจ่า (ซึ่งอยู่ร่วมเหตุการณ์) เล่าถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น ยืนยันว่า ยิง จริง และมี คนตาย จริง และไม่ใช่แค่จำนวนที่ทางการยืนยัน

                ผมก็ฟังแกเล่า จริงเท็จยังไงก็ไม่รู้หรอกนะ  เขาสรุป

                เหมือนผม…  ผมเองก็ได้ฟังจากปากคนที่เป็นเจ้าหน้าที่อยู่ในเหตุการณ์

                ยิงจริงไหม?

                จริงสิ  แถวหน้ายิงขึ้นฟ้า แถวหลังยิงทางราบ

                จำนวนผู้เสียชีวิตเท่าไหร่เขาบอกว่า  ไม่รู้

                ผมมานั่งคิดดูว่า ทำไมข่าวตู้คอนเทรนเนอร์จึงเป็นข่าว  แวบหนึ่งจึงคิดถึงวันเดือนปี, เดือนนี้เป็นเดือนพฤษภาคม  และวันนั้นที่ผมนั่งแท็กซี่เป็นวันที่ ๑๕  อีกสองวันเป็นวันที่ ๑๗  ครบ ๑๗ ปีเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองเมื่อปี ๒๕๓๕

                สืบค้นหาข่าว, ข่าวนี้ปรากฏมาแล้วหลังเหตุการณ์ ๒๓ ปี  มิใช่เพิ่งเป็นข่าว  เพียงแต่เป็นข่าวขึ้นมาเพราะญาติพี่น้องผู้สูญหายและชีวิตต้องการให้ยกตู้เหล่านั้นขึ้นมาให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า มีศพจริงหรือไม่

                คงพิสูจน์ยากนะครับ  คนขับแท็กซี่เปรย

                ผมเองก็คิดไม่ต่างจากเขา  แม้ว่าจะพบศพจริงแต่กระบวนการการตรวจสอบคงไม่ง่ายนัก เพราะผ่านมาตั้งเกือบยี่สิบปี (จากรายงานข่าวว่าอายุของประการังที่เกาะตู้มีอายุเท่านั้น)  อีกทั้งหลักฐานที่จะยืนยันว่าเป็นผู้เสียชีวิตเมื่อ ๑๗ ปีก่อนก็กว่ายาก  เพราะหากใช่ (สมมุติฐาน) กองทัพคงต้องมีกระบวนการขัดขวางทุกวิถีทาง  หรือหากไม่ขัดก็คงเป็นเพราะเชื่อแน่แล้วว่าไม่เหลือหลักฐานใดให้พิสูจน์ทราบได้อีก

                อย่างสงกรานต์นี่ ก็ว่าตายเป็นร้อย  แต่ทางการก็ยืนยันว่าไม่จริงเหมือนเดิม

                ผมเริ่มแสดงความเห็น, ทหารดี ๆ ที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองก็มี อาจมีเยอะกว่าด้วยซ้ำ  ไอ้ที่เราเห็นเป็นข่าวมันก็มีแต่ตัวเป้ง ๆ ไม่กี่ตัว  เป็นพวกบ้าอำนาจ  จะว่าไปก็นักการเมืองบางส่วนนั่นแหละยึดเอาทหารเป็นพวก เป็นหลักประกันความมั่นคง  ก็คงมีผลประโยชน์ตอบแทนกันไม่มากก็น้อย  มันเป็นวงจรอุบาทว์  การรัฐประหารเป็นเพียงข้ออ้าง ใครได้ผลประโยชน์กับการล้มกระดานการเมืองหลังจากนั้นก็เห็น ๆ กันอยู่

                หากทหารยังเข้ามาวุ่นวายกับเมือง ผมว่ามันก็เป็นแบบนี้ไปไม่รู้จบ

                เราคงต้องทำอะไรบางอย่าง

                ผมพูดแล้วได้แต่นั่งมองสายฝนนอกรถ, ไม่รู้หรอกว่า อะไรที่ต้องทำ นั้น มันคืออะไร ·

               

๑๗ พ.ค. ๕๒

Advertisements
 

6 Responses to “กลวง”

  1. ปลาย Says:

    เสียงรินไหลของน้ำในลำธารสายเล็กหลังบ้านแผ่วราวหญิงสาวกระซิบคำ “คิดถึง” อย่างเขินอาย
    ฉันนอนฟังเสียงน้ำไหลเนิ่นนาน จนกระทั่งบิดกายอย่างเกียจคร้านลุกขึ้นมาเปิดหน้าต่างปลายเตียง
    สันกาลาคีรีที่เคยปรากฎในสายตาหายไปในม่านหมอกหนาของเช้านี้
    เปิดประตูไม้สีฟ้าแล้ว ฉันก็ก้าวลงจากบ้านด้วยเท้าอันเปล่าเปลือย
    ละอองน้ำเคลื่อนไหวด้วยท่วงทำนองคล้ายการหล่นร่วงของหิมะ
    บางความรู้สึกตั้งคำถามต่อภาพที่ปรากฎตรงหน้า “หรือสันกาลาคีรีที่เคยโอบล้อมบ้านไม้หลังเล็กสีฟ้าไม่เคยมีอยู่จริง แต่ถ้าไม่มีอยู่จริงลำธารสายเล็กหลังบ้านไหลมาจากที่ใด”
    .
    เกือบห้าโมงเย็นแล้วที่ฉันเดินลงมาจากสำนักงานซึ่งตั้งอยู่บนเชิงเขา
    ความที่ตัวสำนักงานถูกโอบล้อมด้วยต้นไม้นานาพันธุ์และสวนยาง ฉันจึงไม่เคยมองเห็นสิ่งใดนอกจากสารพันธุ์ต้นไม้
    กระทั่งเดินลงมาถึงที่จอดรถนั่นล่ะ ฉันมองหุบเขาสันกาลาคีรีเช่นเคย แล้วพลันตื่นตะลึง
    “สันกาลาคีรีกำลังจะหายไปในม่านหมอก ตอนเย็นมีหมอกด้วยหรือไงกัน”
    คำรำพึงของฉันไม่ได้ทำให้เพื่อนหนุ่มชาวมุสลิมแปลกใจกับภาพทีฉันเห็น
    เขาเร่งให้ขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ “เราต้องรีบไป ฝนกำลังจะมา”

    วันอาทิตย์ก็ยังต้องมานั่งทำงาน ทั้งๆ ที่อยากนอนให้อื่มสักวัน
    บ่นไปงั้นแหล่ะท่าน ถึงอยู่บ้านไม่ขึ้นสำนักงานของมูลนิธิก็คงนั่งทำงานอยู่ดี

  2. เคยได้รับอีเมลที่เสื้อแดงส่งมา เกี่ยวกับเรื่องคนตายในงานนี้ ซึ่งแน่นอนค่ะ ทางการไม่ได้ประกาศ ก็ไม่รู้ว่าเท็จจริงเป็นยังไง สุดท้ายก็เลยปล่อยค้างไว้ในเครื่อง ไม่ได้ยุ่งไรกับมันอีก

    บางที เคยนั่งย้อนคิดอย่างสงสัย เมื่อสองสามปีก่อน คนไทยยังเคยร่วมมือร่วมใจ จนชาวโลกได้ประจักษ์ในแรงสามัคคีที่มีต่อพ่อหลวง หากในวันนี้ ทำไมเราต้องประหัตประหารกันด้วยหนอ

    มากกว่าความขายหน้า คือความสลดใจที่เห็นภาพนั้น ภาพที่คนไทยด้วยกันสู้กันเอง

    แวะมาเยี่ยมค่ะ

  3. อันเรื่องเกี่ยวกับคนเสื้อแดง…ไม่มีความเห็น แต่ก็อยากให้ความจริงปรากฏ ในกรณีที่มีผู้เสียชีวิตนั้นจริงเท็จประการใด–เช่นเดียวกับกรณีเดือนตุลาฯ ทั้งสองครั้ง และ เดือนพฤษภาฯ ๓๕

    ญาติพี่น้องของคนเหล่านั้น หากเป็นเรา-เราก็คงต้องการความจริง…

    ผมมองว่า การทะเลาะกันของคน (?) ไม่ว่าจะประกาศว่าเป็นสีอะไรก็ตาม ผมยังเชื่อว่า “คนไม่มีสี” หลายต่อหลายคน เมื่อถึงวันนั้น (?) คงไม่ยอมให้ประเทศล่มจมเพียงเพราะคนกลุ่มน้อยนี้เป็นแน่…

    ยินดีที่เข้ามาแวะเยี่ยมเยียนครับไกลนั้น
    .
    .
    ฟังความเห็นจากปลาย (แม่เพลง) อืม…มาเป็นบทรำพึงรำพัน เห็นภาพ ทั้งสายน้ำ สายหมอก และลมฝน

    ชีวิตผู้ใดบ้าง ที่ว่างเว้นจากการทำงาน?…

    ด้วยมิตรภาพครับ
    .
    .
    .
    .
    ละอองน้ำเคลื่อนไหวด้วยท่วงทำนองคล้ายการหล่นร่วงของหิมะ
    ผมไม่เคยเห็นหิมะร่วง เอาเป็นว่า ไหลรินเหมือนสายฝน คงเข้ากันได้ (น้ำเหมือนกัน)

  4. -ความเห็นจากคุณนกแห่งสำนักหนอนสนทนา-

    “ข่าวตู้คอนเทนเนอร์เป็นข่าวที่ติดตามเหมือนกันนะคะ เริ่มจากชาวประมงพบหัวกระโหลกมนุษย์ใต้ทะเลแถวนั้นเป็นร้อย ๆ หัว แล้วก็เจอตู้คอนเทนเนอร์ ภายหลังทราบว่าตู้ใหญ่ขนาด 3×6 เมตร มีจำนวนถึง 5 ตู้รอบ ๆ บริเวณนั้น

    ตอนแรกก้คิดว่าข้างในตู้อาจเป็นโครงกระดูกคนเหมือนอย่างที่ชาวบ้านสันนิษฐานนะคะ แต่พอรู้ขนาดตู้และรู้ว่ามีถึง 5 ตู้แล้ว คิดว่าจำนวนโครงกระดูกไม่น่าจะมากมายถึงขนาดนั้น (แต่ถ้ามากขนาดนั้นจริงก็งานช้างเข้าไทยเลยล่ะค่ะ!)

    ภายหลังมีการสันนิษฐานจากนักวิชาการว่า อาจเป็นตู้เก็บสารเคมีมีพิษที่มีคนลักลอบทิ้งลงไป

    คราวนี้มีความเอนเอียงสูงมาที่จะเห็นด้วยว่าภายในตู้คอนเทนเนอร์ต้องเป็น waste หรือของเสียจากปฎิกริยาเคมีนะคะ เพราะว่าเมื่อหลายปีก่อนอาจารย์ท่านหนึ่งของภาควิชาที่จบมา ได้ early retire แล้วไปทำงานเกี่ยวกับดัชนีสารเคมีมีพิษที่โกดังของกรมศุลกากร อาจารย์เล่าให้ฟังว่า ที่ต้องมีตำแหน่งนี้เพราะต่างชาติชอบมั่วส่งตู้คอนเทนเนอร์มายังท่าเรือคลองเตย แล้วเปิดมาก็พบว่าเป็น waste ล้วน ๆ ในตู้คอนเทนเนอร์!

    สารเคมีมีพิษเป็นอะไรที่ยากต่อการกำจัด จึงมีบริษัทรับซื้อ waste จากศูนย์วิจัยต่าง ๆ เราไม่เคยรู้หรอกว่าเขาซื้อไปแล้วนำไปทำอย่างไร แต่จากการเคยมีประสบการณ์นั่งกำจัดเอง มันกินพลังงานไปมากมาย กรดเข้มข้นหยดเดียวบางครั้งต้องใช้เบส+น้ำเจือจาง 2.5-3 ลิตร ค่า pH จึงจะเป็นกลางและทิ้งลงท่อระบายน้ำได้ แล้วต้องค่อย ๆ หยด ไม่เช่นนั้น pH จะพุ่งกระฉูดไปเลย ต้องปรับกันใหม่อีก เวลาทำก็เหงื่อตกซิบ ๆ ตลอด เอ้อ…

    ตอนทำคิดได้เลยว่า หากเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ตัวแม่ จะต้องสั่งให้ผู้ช่วยคิดกระบวนการทำปฎิกิริยาโดยใช้สารเคมีที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติดีกว่า ถ้าใช้ไม่ได้ก็ไม่ต้องทำนั่นล่ะ

    แต่ก็คิดว่าคนที่รับซื้อไปต้องไปทำรายได้ต่อได้นะ อาจไปแปรรูปบางอย่างได้ก็เป็นได้ ส่วนคนมักง่ายที่นำมาทิ้งไว้อาจเป็นต้นกำเนิดสารพิษแหล่งใหญ่ ๆ ก็ได้

    ความจริงก็ไม่รู้อะไรมากมายหรอก กลวงเหมือนกัน คงต้องรอการพิสูจน์ต่อไป…”

    .
    .
    -ผมตอบ-

    “สวัสดีครับน้องนก…

    จริงแล้วไม่ได้ปักใจเชื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องสารพิษนี่ก็ได้ยินมาบ้าง ก็คล้าย ๆ กับที่น้องนกเล่าสู่กันฟัง

    สารพิษมีแนวโน้มเป็นไปได้มากเชียว คนตรวจสอบก็ต้องระวังเป็นอย่างมาก

    อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นสารพิษจริง ก็เป็นเรื่องเหมือนกันนะพี่ว่า เพราะนอกจากสี่ห้าตู้นี้แล้ว เรายังไม่รู้ว่าจะมีอีกสักเท่าไหร่

    จนกว่าจะพิสูจน์ทราบได้

    เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏ ความกลวงจะได้รับการเติมเต็ม”

  5. ปลาย Says:

    อ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสร์ และนักเขียนที่ชอบดำน้ำเป็นชีวิต เขียนความเห็นเกี่ยวกับกรณีตู้คอนเทนเนอร์ปริศนาอย่างน่าสนใจว่า…

    วิธีที่น่าจะง่ายสุดคือยกตู้ขึ้นมาเปิดดู แต่นั่นกลับเป็นวิธียากสุด เพราะตู้ขนาดใหญ่แถมยังฝังทรายบางส่วน เราสามารถยกของขึ้นจากน้ำได้โดยใช้บอลลูน (ภาษาทหารเรือ) หรือใช้ลิฟต์แบก (ภาษานักดำน้ำ) กองทัพเรือมีบอลลูนขนาดยกของห้าตันสิบตันจากก้นทะเลได้สบาย แต่เราต้องเป่าทรายที่ฝังตู้บางส่วนออก ผูกบอลลูนเข้าไปแล้วเติมอากาศ ตู้ก็ลอยฟุบขึ้นมา จากนั้นพื้นก็ทะลุผลัวะ ของเทกระจาดลงทะเล ถังใส่สารพิษชนพื้นแตกโพละ สารพิษกระจายไปทั่ว กุ้งหอยปูปลาและนักดำน้ำก็ชักแด็กๆ กลายเป็นข่าวทั่วโลก เสร็จแล้วการท่องเที่ยวไทยก็ได้ครึกครื้นคึกคักสมใจอยากแน่ อย่าลืมว่า ตู้ไม่ได้เพิ่งลงไปอยู่ใต้ทะเล แต่อยู่มาสิบยี่สิบปีแล้ว เหล็กใดเล่าจะทนน้ำได้ปานนั้น การยกตู้จึงเป็นวิธีสุดท้ายและต้องใช้ความรอบคอบระมัดระวังให้ถึงที่สุด

    การหยั่งรู้จึงควรดำเนินเป็นขั้นตอน ทำกันใต้น้ำนั่นแหละ เริ่มจากตรวจสอบสภาพแวดล้อม พยายามประเมินอายุของตู้ โดยดูจากสัตว์เกาะติดทั้งหลายโดยเฉพาะกัลปังหา ตรวจหาสัญลักษณ์ตัวเลขแผ่นโลหะหรืออะไรก็ตามที่ระบุที่มาของตู้ให้ได้ เช็คคลื่นกัมมันตภาพรังสีให้ชัดเจน เช็คสารพิษที่อยู่บริเวณนั้น แต่นั่นอาจไม่พอเพียง เพราะน้ำไหลไปเรื่อย ถ้าให้แม่นจริง ต้องเจาะรูเล็ก ดูดน้ำมาเช็คสารพิษ จะมีกี่ชนิดก็เช็คไปเถิด จนแน่ใจในระดับหนึ่ง ค่อยเจาะรูส่งกล้องเข้าไปข้างใน ประเมินจากภาพ ก่อนมั่นใจจริงจัง ค่อยส่งนักดำน้ำเข้าไปเก็บตัวอย่างของใดก็ตามที่อยู่ในนั้นมาวิเคราะห์กันต่อไป
    .
    เมื่อเย็นนอนอ่าน “ข่าวการหายไปของอาริญาและเรื่องราวอื่นๆ” ของพี่วร แล้วอยากเขียนหนังสือ
    แต่วันก่อนข้าเจ้าเพิ่งโดนพี่หมี่เป็ดหยอกถึงไอ้เรื่องสั้นชื่อยาวๆ ที่ลง ฅ.คน
    พี่หมี่ว่าพี่วรมีปมด้อยก็เลยต้องตั้งชื่อเรื่องสั้นให้ยาวเข้าไว้
    กับเรื่องสั้นใหม่พี่หมี่มีความเห็นให้ตั้งชื่อเป็น “เรื่องสั้นไม่มีชื่อ หมายเลข๑”
    จากนั้นถ้าเขียนได้อีกก็หมายเลข ๒, ๓, ๔ ตามมาเรื่อยๆ
    พี่หมี่เคยเช่นนี้ตั้งแต่ครั้ง “ไม่มีใครรู้ความจริงฯ” ลงนชั่นแล้วน่ะท่าน
    แต่…ทำไงได้ ชื่อเรื่องมันมาก่อนจะเริ่มเขียนทุกทีสิน่า

    ทำงานล่ะท่าน พรุ่งนี้ต้องส่งงานให้ สสส. แล้ว

  6. โอว เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และอาหารสมองอย่างยิ่ง

    ขอบพระคุณขอรับ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s