ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

ต้นร่างเรื่องไม่สั้น ๓ พฤษภาคม 5, 2009

Filed under: ไม่มีหมวดหมู่ — ประทีป จิตติ @ 09:20

๓. ราตรีเมื่อทิวา

อ่านตอนที่แล้ว

 

This photograph is the property of Russ Colegrove Photography. It is protected by U. S. copyright laws and may not to be downloaded or reproduced in any way without the written permission of Russ Colegrove Photography.

เธอนอนหลับตาพริ้มซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาในอ้อมกอด แขนวางพาดบนอกผม บางขณะกอดรัดอย่างหลวมๆ  ลมหายใจเข้าออกของเธอแผ่วเบาสม่ำเสมอ  ผมจูบหน้าผากกลมมน สูดกลิ่นหอมจากเส้นผม มองแสงสว่างรำไรที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่างกระจกใสเหนือฟูกนอน  เป็นความบังเอิญหรือความตั้งใจของเธอที่เลือกปรากฏกายในเวลาตีหนึ่งซ้ำเป็นหนที่สองผมสุดจะคาดเดา…  เธอสวมกอดผมเมื่อบานประตูเปิด ได้กลิ่นเหล้าจางๆระเหยจากลมหายใจ

            คุณดื่ม? 

ผมรู้สึกทันทีทันใดว่านั่นเป็นคำถามโง่ๆ คิดว่าเธอต้องย้อนถามกลับรู้แล้วยังถามทว่าไม่เป็นเช่นนั้นกลับได้ยินเสียงสะอื้น ทรวงอกของเธอสะท้อนสะท้านขึ้นลงเมื่อพยามยามข่มเสียงนั้น  ผมสวมกอดเธอแทนคำถามและคำปลอบโยน สักพักเธอผละตัวออก สายตาของเราทั้งสองประสานกันแวบหนึ่ง  เธอก้มหน้า ผมดึงแขนเธอไปยังเก้าอี้ยาวรั้งเธอให้นั่งลง

            กาแฟไหม?

            เธอยิ้มมุมปาก  คุณมีเบียร์ไหม?

            คุณอยากดื่ม?  เธอพยักหน้า  โล่งใจที่เธอไม่ย้อนเอากับคำถามโง่ๆของผมอีกครั้ง

            ผมลงไปยังร้านสะดวกซื้อที่อยู่ไม่ห่างจากอพาร์ทเม้นต์  กลับมาพร้อมเบียร์สี่กระป๋อง เปิดและส่งให้เธอ

            ฉันชอบยี่ห้อนี้?

            ผมเดาว่าคุณคงชอบ  เอาเถอะ ถึงตอนนี้ผมรู้แล้วว่าคุณชอบมัน

            ดื่มด้วยกันไหม  ผมลุกขึ้น เธอรั้งแขนผมไว้  กระป๋องนี้?  ผมนั่งลง ริมฝีปากบางอิ่มของเธอประกบริมฝีปากของผม  ผมไม่แน่ใจว่ารสหวานที่ลอดเข้าไปสัมผัสลิ้นตัวเองนั้นเป็นรสจากเบียร์หรือของเหลวที่ประกอบขึ้นจากเลือดเนื้อของเธอกันแน่…

เธอยังคงนอนหลับตาพริ้ม ริมปากบางเผยอเล็กน้อย  ผมจูบริมฝีปากนั้นแผ่วเบา นึกถึงรสหวานที่ได้รับเมื่อคืน  เธอระบายลมหายใจยาว กอดรัดผมแน่นแล้วค่อยๆดันออกห่าง ลืมตามองตาผม เผยอยิ้ม  ผมถามแก้เก้อ  กาแฟไหม?

            เธอสั่นหน้าเป็นพัลวัน  เช้าฉันไม่กินกาแฟ

            โจ๊กล่ะ ที่ร้านริมน้ำมีขาย  คุณชอบไหม?

*    *    *

ผมและเธอยืนอยู่กลางสะพานข้ามแม่น้ำ ลมแรงและเย็นแม้ว่าจะล่วงเข้าเวลาสายไปทุกขณะวินาที  เธอหลับตาสูดลมหายใจลึกเต็มปอด ระบายออกมาช้าๆ  ชี้ชวนให้ผมมองสะพานข้ามแม่น้ำที่อยู่ถัดไป  มันเป็นสะพานที่สร้างขึ้นมาใหม่ โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กเหมือนกัน ผิดแต่พื้นถนนถูกขึงแขวนไว้ด้วยสายเคเบิลจากเสาที่อยู่ตรงกลางลงมาเป็นรูปสามเหลี่ยม ที่ยอดเสาเป็นโคมไฟทำด้วยโลหะสีทอง ในยามค่ำคืนจะโดดเด่นด้วยแสงจากสปอตไลท์  ผิดกับสะพานที่ผมและเธอยืนอยู่ มันเป็นแค่สิ่งปลูกสร้างเชื่อมสองฟากฝั่งแม่น้ำให้คนเดิน ให้รถแล่นถึงกันธรรมดาๆตามความหมาย  ไม่มีไฟส่องสว่าง ไม่เหมาะจะเดินในยามวิกาล  ผมคิดถึงตรงนี้แล้วก็รู้สึกขันระคนเศร้า สะพานใหม่เบื้องหน้านั้นห้ามคนเดินเท้า สะพานสวยแต่คนกลับใช้เดินไม่ได้ ส่วนสะพานที่ทำหน้าที่ของมันจริงๆจังๆกลับไม่ปลอดภัย กลับไม่น่าเดินใช้ประโยชน์จากมัน 

            เรือลากจูงโผล่ลอดสะพานออกมา สักพักกระบะบรรทุกสีดำใหญ่ที่ถูกลากจูงก็ตามมา  ในนั้นว่างเปล่า ความลึกของมันน่าจะอยู่ที่ประมาณสามถึงสี่เมตร ผมกะด้วยด้วยสายตา ความจริงอาจมากกว่านั้น

            ฉันอยากกระโดดลงไป… เหมือนในหนัง  เธอว่าขณะเท้าแขนบนราวสะพาน มองดูเจ้ากระบะยักษ์ที่กำลังเคลื่อนตัวลอยอยู่บนผิวน้ำ  อาจารย์สอนถ่ายภาพเคยบอกว่าอีกไม่นานภาพอย่างนี้จะไม่มีให้เห็นอีก ฉันเลยถ่ายเก็บไว้หลายม้วน สิบปีผ่านไปก็ยังเห็นอยู่  แต่ก็เถอะนะ ฉันว่าจำนวนมันคงลดลงไปมากหากเทียบกับเมื่อก่อน

            ผมเคยคิดอยากขอติดพวกเขาไปด้วย  อยากรู้ว่าชีวิตที่ดำเนินไปอย่างช้าๆเรื่อยๆกลางลำน้ำนั้นจะเป็นยังไง  เวลานาทีที่ผ่านไปแต่ละขณะจะเป็นยังไง  จะรู้สึกคุ้มค่า รู้คุณค่าของเวลามากน้อยขนาดไหน  แต่ก็อย่างว่า ผมอาจรู้สึกเบื่อก็ได้ เบื่อที่เวลาช่างผ่านไปช้าเหลือเกิน

            เธอเงยหน้ามองผม  ดวงตากลมโตมีแววสงสัย ทว่าใบหน้าเจือด้วยรอยยิ้ม  คุณชอบให้วันเวลาผ่านไปเร็ว? 

            เป็นบางเวลาเท่านั้น  คุณล่ะ?  เธอไม่ตอบ กลับไปมองเจ้ากระบะยักษ์ที่เคลื่อนห่างไปทุกขณะ  ผมอยากหยุดเวลาหรือไม่ก็อยากให้มันผ่านไปอย่างช้าๆ  ที่จริงมันก็เป็นเรื่องของความรู้สึกของแต่ละคน  เวลามันเดินของมันไปเรื่อยๆสม่ำเสมอ ไม่มีช้ามีเร็ว มีแต่คงที่ หรือจริงแล้วมันอาจไม่มีตัวตนด้วยซ้ำ  ไม่มีอะไรทั้งนั้น แม้กระทั่งทุกสิ่งที่เราเห็นทุกสิ่งที่เราคิด มันไม่มีอะไรเลย มันเป็นเพียงสิ่งที่เราปรุงแต่งมันขึ้นมาโดยจิตของเรา  สองสามปีมานี้ผมแทบไม่ใส่ใจกับเรื่องเวลา…  ผมอยากพูดต่อไปว่าจนเมื่อได้พบคุณ มีคุณอยู่เคียงข้างเช่นขณะนี้  อยากหยุดเวลาแต่ละวินาที อยากให้หนึ่งชั่วโมงมีมากกว่าหกสิบวินาที หนึ่งวันมีมากกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง 

แต่…

            หนึ่งนาทีหากอยู่กับคนรักเราจะรู้สึกว่าช่างสั้นแสนสั้น หากอยู่กับคนที่เราชิงชังกลับยาวนานเหมือนสักชั่วโมง  เธอหัวเราะ  ฉันอาจจำมาพูดผิดๆถูกๆนะคะ แต่คิดว่ามันก็ผกผันเหมือนกัน ทำนองนี้ละ

            ผมว่ากับคนรักแม้หนึ่งวินาทีก็นับว่าเนิ่นนานแสนนาน มีค่าอย่างที่สุด  ลังเลที่จะพูดต่ออยู่อึดใจ  …เหมือนผมได้รู้จักคุณมานาน ไม่ใช่แค่สองวัน แต่เป็นสองปี

            เธอเลิกคิ้วดำหนา ดวงตากลมโตคู่นั้นขยายกว้างกว่าเดิม แต่ก็เพียงแวบเดียว  ไปที่สวนริมน้ำกันเถอะค่ะ  คล้องแขนผมแล้วออกเดิน  เอนศีรษะซบไหล่ผมเหมือนคู่รัก เหมือนในฉากหนึ่งของภาพยนตร์สักเรื่องที่เคยได้ดูและฝันอยากมีฉากชีวิตอย่างนั้นบ้าง… เนิ่นนานมามากแล้ว 

ผมและเธอเดินไปอย่างช้าๆเรื่อยๆโดยไม่ใส่ใจกับสิ่งรอบข้าง

เหมือนโลกทั้งใบมีเพียงแค่เราอยู่สองคน.

 

 อ่านตอนต่อไป

 

 

 

 

 

           

Advertisements
 

6 Responses to “ต้นร่างเรื่องไม่สั้น ๓”

  1. ข้าพเจ้าก็เคยฝันอยากมีฉากเช่นนั้นบ้าง
    พอเอาเข้าจริง ฉากที่ว่าสวยงามจริง ๆ นั่นแหละ แต่มักตามด้วยฉากจากเรื่องอื่นด้วยเสมอ ขอพี่ท่านอย่าได้สงกาว่าเรื่องไหน..ครบหมดทุกฉากทุกเรื่องนั่นแหละ (โดยเฉพาะหลังข่าว)

    คารวะ

    ด้วยความเคารพ ๑ : หากต้องการบอกเป็นนัยว่าฉากนี้เป็นเรื่องเก่าหลายปีก่อน การใช้ ‘เก็บฟีล์มเป็นม้วน’ จะบอกได้ชัดเจน แต่หากมิใช่เจตนาเช่นนั้น แลหากเป็นฉากเหตุการณ์ปัจจุบัน พวกเรียนถ่ายภาพเล่นกล้องดิจิตอลกันหมดแล้วพี่ทั่น (มีหลักฐานตอนข้าพเจ้านั่งคอยเหล่าท่านที่ริมน้ำสวนสันติฯ) ขอโปรดพิจารณา

    ด้วยความเคารพ ๒ : เรียกว่า ‘ต้นร่าง’ นะเนี่ย แต่กลึงมาซะเนียนเชีย

  2. สงสัยอีตอนที่บอกว่า “ทุกท่า” มิทราบว่าท่าไหน

    ท่าวัด หรือ ท่าบ้าน–ฮา
    .
    .
    เรื่องของเรื่องเป็นอย่างนี้ขอรับ ผมเขียนไปอย่างซื่อ ๆ–ถ่ายภาพเก็บไว้หลายม้วน นัยยะนี้หมายถึงถ่ายอย่างสมัยก่อน โดยใช้ฟิล์ม

    ตรงนี้เอาประสบการณ์ส่วนตัวมาใช้ขอรับ ประมาณ ๑๐ ปีก่อน สมัยเรียนถ่ายภาพ กล้องดิจิตัลยังไม่แพร่หลาย เพราะมีราคาแพงมาก และท่านอาจารย์ก็เน้นว่า ต้องถ่ายภาพด้วยฟิล์มเท่านั้น

    อย่างไรก็ตาม จะน้อมรับไว้พิจารณาขอรับ ในการขัดเกลาตอนสุดท้าย
    .
    .
    ที่บอกว่า ต้นร่างนี่น่ะ เป็นเพราะผมยังไม่ได้แก้ไขต้นฉบับที่พิมพ์ออกมาอ่าน-ตรวจ จึงบอกว่า เป็นต้นร่าง

    อาจมีตัวสะกดผิด ตกหล่น จึงท่านอ่านจะได้เข้าใจตรงกัน

    ขอบพระคุณยิ่ง ๆ ขอรับ ที่ติดตามมาถึงตอนที่ ๓ แล้ว ขณะเดียวกัน ผมก็กำลังโม่ตอนที่ ๑๑ อยู่
    .
    .
    ขอได้รับความขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ขอรับ

    ด้วยจิตคารวะ.

  3. แม่เพลง Says:

    อ่ะ…อะไรกันนี่ท่าน
    นี่ความรักหรือความรู้สึกชนิดใดผลักให้ชายหนุ่มที่ข้าเจ้าเคยคุ้นเคย
    เขียนเรื่องราวของความรักออกมา

    เหอๆ หญิงสาวคนนี้ช่าง…แหม น่าเอ็นดูในลมหายใจแห่งถ้อยอักษรายิ่งนัก
    อักษราของท่านไม่ต่างจากอาภรณ์ที่สวมให้เธอน่า “รัก” น่า “ใคร่”

    ไปล่ะ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s