ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

ราวกับภาพยนตร์ (๒) มีนาคม 29, 2009

ราวกับภาพยนตร์ (๒) :

ลับ ลวง พราง

The Good, The Bad and The Ugly

ดี เลว และโคตรอุบาทว์

สวัสดีวันอาทิตย์ ปีที่ ๔ อาทิตย์ที่ ๓

 

ปลายปีพ.ศ.๒๕๕๑ ผมนำบทความทั้งการเมืองและภาพยนตร์จากมติชนสุดสัปดาห์มาเรียงร้อยเชื่อมต่อกัน ด้วยความรู้สึกต่อข่าวการเมืองเรื่องนั้นราวกับภาพยนตร์ (ซึ่งใช้เป็นชื่องานเขียนในครั้งนั้นด้วย)

          เป็นเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมายในแวดวงการเมืองเมื่อพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี ผู้ต้องสงสัยว่าอยู่เบื้องหลังการลอบสังหาร ‘คาร์บอมบ์’ สลับข้างย้ายขั้วไปร่วมงานกับอดีตนายกฯทักษิณ ผู้เป็นเป้าหมายในแผนการสังหาร

          ครั้งนั้นเข้าเดินทางไปพบทักษิณที่เมืองจีน เปิดอกคุยกันอย่างลูกชายชาติทหารทุกเรื่อง ยอมรับว่าเคลียร์ใจกันแล้ว โดยเฉพาะแผนคาร์บอมบ์ (กลายเป็น ‘คาร์บ๊องส์’)

          ไม่ถึงเดือนต่อมา พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาล ชื่อของเขาก็เงียบหายไป ไม่เป็นรายงานพิเศษในหน้าหนังสือพิมพ์ (ผมยึดจากมติชนฯ)

          กระทั่งวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (๒๒ มี.ค.๕๒) ชื่อของเขาเป็นข่าวในวันรุ่งขึ้นหลังจากทักษิณส่งวิดีโอลิงก์มาที่จังหวัดเชียงใหม่

          เป็นข่าวเพราะทักษิณกล้าพูดชื่อผู้ที่อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

          เป็นข่าวเพราะทักษิณอ้างชื่อเขาเป็นผู้เล่าเบื้องหน้าเบื้องหลังการปฏิวัติครั้งนั้นให้ฟังเมื่อครั้งไปพบที่ประเทศจีน (ผมไม่ขอเล่าข่าวว่าทักษิณพูดถึงใคร-อย่างไร ท่านผู้อ่านสามารถสืบค้นย้อนอ่านได้ตามสะดวกจากหนังสือพิมพ์และอินเตอร์เน็ต)

          สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ เป็นถ้อยคำของเขาจากรายงานพิเศษ มติชนสุดสัปดาห์ :-

 

 

 

 

พลเอกพัลลภ ปิ่นมณี คาดไม่ถึงว่าทักษิณจะกินที่ลับแล้วไขในที่แจ้ง เอาการสนทนาที่ประเทศจีนครั้งนั้นมาใช้ประโยชน์ทางการเมือง

          “ผมคิดไม่ถึงว่านายกฯทักษิณจะทำถึงขั้นนี้ ผมเข้าใจท่านนะ ควบคุมตัวเองไม่อยู่จนต้องเอาเรื่องที่คุยกันในที่ลับมาพูดในที่แจ้ง” เขาเปรย

          “ผมเล่าแค่ว่า ใครอยู่เบื้องหลัง ใครร่วมประชุมวางแผนบ้าง แต่ผมไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องแผนการลอบสังหาร” ในฐานะลูกผู้ชายชาติทหาร เขาแอ่นอกยอมรับ แต่ปฏิเสธที่จะบอกว่าชื่อและการกระทำของบุคคลต่าง ๆ ที่ทักษิณกล่าวเป็นจริงหรือไม่

          “ผมเป็นคนกลับไปสรุปให้พลเอกสนธิ ทราบว่าประชุมอะไรกัน และตกลงว่าอย่างไร รายละเอียดอย่างไร เพราะพลเอกสนธิ จะเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องการใช้กำลัง และเลือกคนมาใช้งาน” เขาเล่าถึงวันก่อนการปฏิวัติ วันเวลานั้นเขาเป็นตัวแทนที่พลเอกสนธิ บุญรัตกลิน (ผบ.ทบ. จากนั้นกลายมาเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ) ส่งไปร่วมประชุมที่เซฟเฮ้าส์ย่านสุขุมวิท (หนึ่งในยุทธการ ‘ลับ ลวง พราง’ ให้ทักษิณตายใจ คิดว่ายังเป็นพวก)

          “ในที่ประชุมเห็นว่า บุคคลท่านนี้เป็นคนสำคัญแล้วใกล้ชิดกับใคร เมื่อมาอ้างเรื่องสถาบัน เรื่องความไม่จงรักภักดีของนายกฯทักษิณ ผมก็ร่วมด้วย เพราะทั้งชีวิตผมเป็นคนที่ทำเพื่อชาติบ้านเมืองมาตลอด”

          “ตอนนั้นเราคุยกันว่า เราจะทำเพื่อชาติบ้านเมือง จะต้องไม่มีใครได้ผลประโยชน์ แต่ที่สุดแล้ว ทุกคนได้ดี เป็นนั่นเป็นนี่ เป็นรัฐมนตรี ที่สำคัญกลับไปเป็นนายกรัฐมนตรี ผมว่ามันไม่ถูกต้อง ผมเองไม่ได้อยากเป็นอะไร แล้วตกลงกันด้วยแล้วว่าจะไม่มีใครเอาประโยชน์ แต่กลับเป็นอย่างนี้ แล้วผมล่ะ ผมเคว้งเลย ไม่ได้อะไรเลย ไม่ได้เป็นแม้แต่ สนช. ผมช่วยเขาหลายเรื่อง แต่พอผมจะขอให้ทหารลูกน้องได้ยศได้ตำแหน่ง ๔-๕ คนเท่านั้น ก็ยังไม่ได้เลย”

          “แต่ที่ผมเอาเรื่องนี้มาเล่า ไม่ใช่เพราะผมแค้น เพราะความจริงก็ต้องปรากฏสักวัน แต่ผมผิดหวัง ผมน้อยใจ ที่พวกเขาหลอกใช้ผม หักหลังผม แล้วผมก็ผิดกับพวกเขาที่ไม่รักษาสัญญา ปฏิวัติแล้วไปเสวยสุข แล้วเห็นผมเป็นเหมือนแค่ ‘หมาแก่’ ตัวหนึ่งเท่านั้น ผมมันโง่ โง่จริง ๆ คิดแล้วก็ช้ำใจ”

          ต่อการณ์ที่ไปเล่าให้ทักษิณรับฟัง เขาไม่คาดคิดว่าทักษิณจะเอามาพูดต่อ แล้วเอามาแฉกลางวงเช่นนี้

          “ชีวิตผมทำไมถึงเป็นอย่างนี้ มีแต่คนหลอกใช้ หักหลัง หรือผมมันโง่ หรือเพราะผมเป็นทหารที่มีแต่เรื่องชาติบ้านเมือง จนเป็นจุดอ่อนไม่ทันเกมคนอื่นเขา” เขาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

          เรื่องแผนการลอบสังหารทักษิณ เขายืนยันว่าไม่เคยพูดตามที่ทักษิณอ้างว่ามีหลายครั้ง เป็นความหวาดระแวง หรือข่าวที่ทักษิณได้มาจากที่อื่น

          “…มีแค่แผนการเชิญตัว หรือจับตัวนายกฯทักษิณเท่านั้น เพราะการปฏิวัติก็ต้องจับตัวนายกฯเป็นเรื่องธรรมดา…”

          “นายกฯทักษิณนั้นรู้ข้อมูลต่าง ๆ มาก่อน แล้วท่านมาคอนเฟิร์มกับผมเท่านั้น ไม่ใช่ว่ารู้จากผม แต่ท่านเอาชื่อผมมาพูดอย่างนี้ แล้วเอาข้อมูลคนอื่นมาต่อท้ายให้ใคร ๆ เข้าใจว่าผมเป็นคนเล่าเรื่องที่พูด ผมก็เสีย ผมก็ยอมรับแต่ว่าเล่าเรื่องการประชุมและผู้อยู่เบื้องหลัง แต่ไม่มีเรื่องลอบสังหาร”

          สัจธรรมที่พลเอก พัลลภ ได้บรรลุจากการกรำศึกการเมืองและทหาร ในฐานะนักปฏิวัติและอดีตกบฏ แล้วก็คือ “ไม่มีใครที่ทำเพื่อชาติบ้านเมืองจริง ๆ ล้วนแต่หวังผลประโยชน์กันทั้งนั้น”–มติชนฯ

 

 

 

 

เรื่องราวดำเนินมาถึงตอนนี้ผมสงสัยและตั้งข้อสังเกต พลเอกพัลลภ มีเรื่องขัดใจกับทักษิณหรือ? ทักษิณจึงพูดเอา ๆ อีกทั้งยังอ้างชื่อเขาเป็นเครื่องการันตี

          “พลเอกพัลลภ เล่าให้ผมฟังครับ จริงไม่จริงไปถามพลเอกพัลลภเถอะ…” ทักษิณพูดผ่านวิดีโอลิงก์

แน่ละ มันย่อมน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง ฐานที่พลเอกพัลลภ เป็นหนึ่งใน Mastermind ร่วมวางแผนล้มทักษิณ

หรือหากไม่ใช่ นี่อาจเป็นแผนลับ ลวง พราง ในชั้นหนึ่งของทักษินและพัลลภ

เป็นแผนที่พลเอกพัลลภ มีโอกาสบอกว่าตนเองไม่เกี่ยวข้องเรื่องแผนลอบสังหาร แล้วซัดไปที่ฝ่ายตรงข้าม

“คนที่ทำคือไอ้ชุดปฏิวัตินี่แหละ”

เนื่องจากไม่ได้ยินน้ำเสียง สีหน้าค่าตาในระหว่างพรั่งพรูถ้อยคำ แต่ถ้าดูจากรูปประโยคแล้ว พลเอกพัลลภ ดูไม่เกรี้ยวกราดกับทักษิณเท่าไร

ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้วสำหรับพลเอกพัลลภ

ไม่มีอะไรจะเสียหากย้อนดูประวัติแต่ก่อน, เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๓๕ รัฐบาลนายกฯทักษิณ ปลายรัฐบาลนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สลับข้างเปลี่ยนขั้วชนิดทำให้ผมมึนและงงและสงสัยว่า เขาจะเอายังไงกันแน่

จากคนเคยที่เป็นศัตรู มาวันหนึ่งกลับกลายเป็นมิตร และกำลังจะหันกลับไปหามิตรเดิมที่กลายเป็นศัตรูไปแล้วอีกครั้งหรือ?

แล้วศัตรูที่เคยเป็นมิตรนั้นจะยินดีอ้าแขนต้อนรับหรือไม่?

          ไม่แน่, อาจเป็นเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมายในแวดวงการเมืองอีกครั้ง (ดั่งวลีอมตะที่ว่า ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรในวงการการเมือง) เพราะ ณ วันนี้ ต้องมองอีกมุมหนึ่งว่า พลเอกพัลลภ นั้นอาจมี ข้อมูลลับ ของทักษิณที่อาจเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตรงข้าม

          อย่างนั้นคงไม่ใช่ หมาแก่โง่ ๆ อย่างที่โอดครวญ แต่เป็นนักจารกรรมชั้นเซียน

          ว่าก็ว่าเถอะ (คิดอีกหนึ่งตลบ) ฝ่ายตรงข้ามคงไม่ไว้ใจเปิดแขนรับง่าย ๆ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่หมาแก่จะสลับข้างอีกครั้ง (กรณีเป็นแผนลับ ลวง พราง นะครับ)

 

 

 

 

เขียนจนจะหมดหน้ากระดาษที่สามแล้วยังหาที่ลงไม่ได้

          หากคิดว่าเป็นราวกับภาพยนตร์มันก็แค่ภาพยนตร์ อีกไม่นานก็จบ ผิดที่ว่านี่มันคือเรื่องจริงที่ผมและท่านผู้อ่านต้องมีส่วนร่วมอย่างหลีกไม่พ้น

          คิดถึง Tag line ของ The Godfather part III; All the power on earth can’t change destiny.

          เราไม่สามารถเปลี่ยนชะตากรรม (ของประเทศ) ได้ แต่เรากำหนดมันได้ใช่ไหม?

 

๒๘ มี.ค. ๕๒

 

 

ข้อมูล :

รายงานพิเศษ ‘หมาแก่โง่ ๆ’ ถูกหลอก-ถูกหักหลัง ‘พัลลภ’ ครวญ เปิดปฏิบัติการล้ม ‘ทักษิณ’ เขย่า ‘สุรยุทธ์’ สะเทือนทั่ว, มติชนสุดสัปดาห์ ๒๗ มี.ค.-๒ เม.ย. ๕๒ ฉบับที่ ๑๔๙๓

 

 

 

 

 

Advertisements
 

3 Responses to “ราวกับภาพยนตร์ (๒)”

  1. lek Says:

    For people who flipflop like him and Thaksin, I would never believed any word even it’s true.

    We don’t know if it’s true or fiction.

  2. ประทีป จิตติ Says:

    ต้องพึ่ง “เครื่องจับเท็จ” ดีไหม…

    เอาล่ะ อาศัยฟังน้ำเสียงของบางท่านแล้วมัน “แปร่ง ๆ” ชอบกล

    อย่างไรก็ take a statement with a grain of salt

  3. พูดไปไม่มีจบค่ะ จะมีใครรู้ว่าเรื่องจริงๆแล้วมันเปงไง อะไรๆ อาจมีแอบแฝง เราพวกติดตามจอตู้ ก็เหมือนโดนชี้นำไปวันๆ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s