ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

เด็กเมื่อวานซืน มกราคม 10, 2009

Filed under: สวัสดีวันอาทิตย์© — ประทีป จิตติ @ 21:00

เด็กเมื่อวานซืน

สวัสดีวันอาทิตย์ © ปีที่ ๓ อาทิตย์ที่ ๔๔

 

poom21มันเป็นเช้าวันที่สองที่จู่ๆ อากาศก็เย็นลง คล้ายกับว่าห้วงวันเวลาแห่งฤดูหนาวยังไม่หมดสิ้น, เป็นเช้าวันเด็กของชาติ เป็นเช้าวันเสาร์ที่สองของเดือนของปี

 

          ตื่นขึ้นมาท่ามกลางความโดดเดี่ยว มองนาฬิกาที่แขวนอยู่เหนือประตูห้องน้ำ เข็มสั้นชี้ห่างเลขเก้าไปนิดหน่อย เข็มยาวอยู่ระหว่างเลขสี่และห้า เข็มวินาทีกระดิกไปจนเกือบครบรอบ ลุกเดินไปที่โต๊ะทำงานพบข้อความบนกระดาษสมุดบันทึกแบบฉีกมีแถบกาวสำหรับติดผนัง “พาหลานไปเที่ยววันเด็ก”… ข้อความที่แม่บ้านทิ้งไว้

 

          จัดการเก็บที่นอน ต้มน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน จึงเพิ่งสังเกตได้ว่าที่ลานจอดรถเบื้องล่างกำลังจอแจเจี๊ยวจ๊าว ทั้งจากเด็กๆ และผู้ใหญ่พูด (ตะโกน) อะไรบางอย่างผ่านเครื่องขยายเสียง

 

           

เท้าเปลือยแตะเหยียบพื้นระเบียงที่ปูด้วยกระเบื้องเซรามิคผิวหยาบด้านสีใบตองอ่อนค่อนไปทางแก่ ความเย็นเยียบจากเนื้อกระเบื้องแล่นขึ้นมาจุกที่หัวเข่า สักพักก็มลายหายไป เหลือเพียงความรับรู้แค่ว่าแม้เวลาจะสายจะแดดแรงขึ้นมากแล้วอากาศยังคงเย็นสบาย

 

          จุดบุหรี่ เพ่งมองไปยังเบื้องล่าง พระสงฆ์กว่าสิบรูปนั่งบนเก้าอี้ขนานกับทางยาวของลานลาดซีเมนต์คงมีการทำบุญตักบาตร  หญิงสาวกรอกเสียงใส่เครื่องขยายเสียงกล่าวอวยพรกับผู้ที่มาร่วมทำบุญวันปีใหม่ขอให้รวยขอให้รวยมีความสุขยิ่งๆ ถ้วนทุกคน แม้ว่าจะผ่านวันปีใหม่ไปแล้ว (ถึงตอนนี้ไม่เห็นหรอกว่ามีใครพนมมือจรดหน้าผากสาธุหรือไม่แล้วก็แค่นหัวเราะหึหึ) จากนั้นจึงเป็นการให้พรของพระสงฆ์องค์เจ้า

 

          เสร็จพิธีการทำบุญตักบาตร หญิงสาวคนเดิมก็ประกาศว่าต่อไปเป็นรายการของเด็กๆ ตามด้วยเสียงชายหนุ่มเสียงทุ้มกังวาน จังหวะจะโคนการพูดชวนหัวชวนเล่นมากกว่าเอาจริงเอาจังเป็นการเป็นงาน กล่าวชวนให้พ่อแม่พาลูกหลานมาร่วมกิจกรรมวันเด็ก

 

          ชะโงกหน้าเอี้ยวคอไปทางขวานิดหน่อย เห็นเด็กๆ จำนวนร่วมร้อยวิ่งเล่นไปมารอบบริเวณ ไร้ความมีระเบียบความเรียบร้อย ทว่านั่นคือธรรมชาติของเด็กๆ ต่างหาก เป็นสิ่งที่เคียงคู่กับวัยเยาว์ อาการกระโดดโลดเต้น ส่งเสียงคุยแข่งกับเสียงเพลงจากเครื่องขยาย แข่งกับเสียงของหญิงสาวชายหนุ่มเป็นกิริยาที่มองดูแล้วมีชีวิตชีวา มันคงไม่ใช่เรื่องน่ายินดีนักหากภาพที่เห็นเบื้องล่างจะเป็นแถวเป็นแนวมีระเบียบ เจ้าของดวงตาใสซื่อแหงนคอตั้งหน้าตั้งตาพร้อมขยับเขยื้อนร่างหวั่นไหวตามคำของผู้ใหญ่

 

          แม้จะดูวุ่นวาย อลวนประดุจคำเปรียบ จับปูใส่กระด้ง ก็ยังแฝงด้วยความสนุกสนานในการไล่กวดจับมิใช่หรือ… สมคงมีผู้ใหญ่ที่ยืนเมียงมองอยู่รายรอบคิดถึงวัยเด็กของตัวเองบ้าง อย่างน้อยก็ที่ระเบียงชั้นที่หกในขณะนี้

 

 

วันเด็กเป็นวันที่พิเศษอย่างหนึ่ง เขามักจะได้สมุดดินสอยางลบไม้บรรทัดพลาสติกขุ่นๆ จากมูลนิธิบรรเทาทุกข์ของสังคมที่มาแจกให้กับเด็กนักเรียนในชุมชน  มีกับข้าว มีขนมที่มักไม่ได้กินเป็นประจำอย่างไอศกรีมตักใส่โคนกรอบ ตักใส่ขนมปังผ่าซีกตรงกลาง ไม่มีถ้วยพลาสติกอย่างยุคสมัยนี้ มีเครื่องเคียงให้เขาเลือกสั่งได้ตามใจชอบสับประรดหั่นเป็นฝอย มันเชื่อมลูกชิดเชื่อม ตักไอศกรีมโปะลงไปโรยหน้าด้วยถั่วสิลงคั่ว

 

          โรงเรียนจะงดทำการสอนในวันศุกร์ จัดกิจกรรมให้ร่วมสนุกกันไล่มาตั้งแต่ชั้นปอ.หนึ่งถึงปอ.หก, ครั้งหนึ่งเขาถูกจับแต่งเป็นพระเอกยี่เก ด้วยความเขินประหม่าและขี้อายเป็นบุคลิก จึงทำให้ท่ารำบิดเบี้ยวพิกลพิการ ทว่านั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับเสียงหัวเราะอย่างใคร่ชื่นชมมากกว่าสมเพชเวทนา เขายิ้มได้ แถมยังจำเนื้อร้องออกแขกได้ว่า…ผมเป็นลิเกคนจน บ้านอยู่ฝั่งธนฯ ท่าพระ  ผมเป็นลิเกนะครับ บ้านอยู่ท่าพระฝั่งธนบุรี (นึกถึงตอนนี้แล้วต้องยิ้ม ส่ายหน้า ถามตัวเองว่าทำไปได้ไงวะ)  ประจักษ์พยานที่บันทึกความบัดซบสำหรับความคิดของเขาในวันนั้นยังคงอยู่ด้วยภาพบันทึกที่ได้รับอภินันจากคุณครูเฟื่องศักดิ์ เฉลยศักดิ์ (คุณครูประจำชั้นปอ.หกทับหนึ่งผู้มีความสามารถในการสอนมากกว่าหนึ่งวิชา ทั้งคณิตศาสตร์ พละศึกษา ศิลปะ ดนตรีครูเฟื่องมักเป่าอัลโตแซกโซโฟนให้นักเรียนฟังบ่อยๆ ในชั่วโมงวิชาดนตรี อีกทั้งเขายังรู้ด้วยว่าครูเฟื่องผู้นี้มีฝีมือในทางช่างไม้อีกด้วย ผลงานของครูคือชั้น คือตู้หนังสือในห้องสมุดที่สำเร็จสมบูรณ์ในช่วงที่เขาอยู่ชั้นปอ.หก) คิดอย่างนั้นด้วยความเขินอายต่อเพื่อนสาวคนหนึ่งเท่านั้น หาได้คิดเคียดแค้นเคืองโกรธครูบาอาจารย์ที่เป็นตัวตั้งตัวตีคิดงานประกวดการแต่งแฟนซีบ้าๆ นั้นขึ้นมา

 

          ทว่า นั่นก็คือความคิดของเขาแต่เพียงข้างเดียว… ไม่รู้หรอกว่าเพื่อนสาวจะรู้สึกอย่างไรบ้างมากไปกว่าการเห็นเป็นเรื่องตลกขบขันเสียเต็มประดาตามประสาเด็ก ที่ยังไม่รู้ความหมายของคำว่า แฟนฉัน ชอบเธอ รักนะ นั้นเป็นอย่างไร สำหรับเขาการที่คิดเช่นนั้นมีแต่ความขลาดกลัวเขินอายก้มหน้ามองหัวแม่เท้าตัวเองเมื่อยามประจัญผจญหน้ากับเจ้าหล่อนเท่านั้นเองแค่นั้น

 

           

เสียงเพลงดังขึ้น พร้อมๆ กับเสียงหญิงสาวคนเดิมประกาศให้เด็กๆ จัดแถวเพื่อทยอยเข้ามารับของขวัญที่ผู้ใหญ่ใจดีจัดหามาจากการสมทบทุนของพ่อแม่ ร้านค้าต่างๆ ภายในหมู่บ้าน (แล้วฉับพลันเขาก็คิดว่ามันไม่ใช่เพลงดอก เป็นเพียงแค่เสียงอึกทึกจากเครื่องขยายเสียงชั้นเลว นอกจากฟังไม่รู้เรื่องรู้ราวแล้วบางขณะยังก่อให้เกิดความรำคาญระคายเคืองโสตประสาท) เป็นขณะเดียวกันที่บุหรี่ในซอกนิ้วใกล้มอดหมดมวน ขยี้มันลงจานเขี่ยที่เพื่อนมอบให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อสี่ซ้าห้าปีมาแล้ว ด้านล่างของมันพิมพ์คำว่าโคคาโคลา เป็นอักษรตัวเขียน เป็นสิ่งของที่เพื่อนเก็บสะสมไว้ก่อนจะมอบให้เป็นของขวัญ

 

          ท้องไส้เหมือนมีลมพัดปั่นป่วนข้างใน เป็นอาการสัญญาณบ่งให้รู้ว่าสมควรจะหาอาหารใส่ท้องได้แล้ว จึงเข้าห้องในขณะที่รายการวันเด็ก ณ เบื้องล่างยังคงดำเนินต่อไป

 

          กาแฟหนึ่งถ้วย ขนมปังหนึ่งคู่ โรยด้วยปลาทูน่ากระป๋อง (แช่เย็น) เหยาะเกลือ ใบไธม (Thyme) ซอสมะเขือเทศ เพื่อให้อยู่ท้องจึงเพิ่มจากหนึ่งคู่เป็นสองคู่ก็พอดีกับเนื้อปลาที่เหลือ  ท้องอิ่มแล้วอ่านหนังสือข่าวรายสัปดาห์… กับการอยู่เงียบๆ คนเดียวไม่มีอะไรเหมาะไปกว่าการได้อ่านหนังสือสักเล่ม กับการได้อ่านหนังสือที่ชอบสักเล่ม โลกภายนอกจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน

 

          ในขณะที่เสียงอีกทึกที่ลานจอดรถยังคงอยู่มิอาจทำให้อารมณ์เสีย ไม่เหมือนเมื่อก่อนเลย ปีก่อนๆ มิเป็นอันทำอะไรนอกจากหายใจรุนแรงและบ่นพร่ำรำพึงรำพันในใจ (บางขณะก็อดเก็บกักไว้ไม่ไหวระบายออกมาด้วยคำถามว่าทำไมต้องเสียงดัง? ทำไมทำไม? และทำไม?… ไม่รู้เว้ย!)

 

          และทำไมไม่รู้วันนั้นถึงไม่คิดไม่รู้สึกเหมือนวันนี้… วันนี้ที่ไม่รู้สึกรู้สาสำมะหาอันใด เพียงมองด้านหนึ่งว่ามันก็เป็นอย่างนี้ สิ่งเดียวคือต้องปรับตัวปรับใจก็เท่านั้นเอง

 

          ทำไมจึงอ่านหนังสือรู้เรื่องล่ะ อาจไม่ใช่เพราะคำว่า มีสมาธิ เสมอไป สมคงเพราะการที่ก้าวข้ามผ่านพ้นความอยากความต้องการความคาดหวังให้สิ่งรอบตัวเป็นอย่างนั้นอย่างนี้… เพียงเพราะใจอยาก ใจไม่นิ่งก็เท่านั้น

 

          สิ่งหนึ่งที่ได้จากการก้าวพ้นความอยากคือความสุขที่มันทุกข์น้อยลงน้อยลง

 

 

สิบหกนาฬิกายี่สิบสี่นาทีจะกี่วินาทีนั้นช่างมันเถิด, คุณแม่บ้านยังไม่กลับที่พัก หวังว่าหลานของเธอคงจะมีความสุขในวันเด็กของชาติก่อนที่อีกไม่นานความทรงจำของเขาในวันนี้จะเป็นเพียงความทรงจำของเด็กเมื่อวานซืนนี้เอง

 

          สวัสดี ·

 

 

                อานันท์ ประทีฯ./๑๐ ม.ค. ๕๒

 

           

 

Advertisements
 

3 Responses to “เด็กเมื่อวานซืน”

  1. เช้าวันอาทิตย์สวัสดิ์ขอรับพี่ท่าน

    เฟืองชีวิตข้าพเจ้าคงเวียนกลับลงร่องเดิมอีกครั้งแล้ว

    มานั่งซดน้ำชารับลมทะเลอยู่ตลาดนัดโรแมนติกที่สุดในโลก เสียงสามช่าคาราบาว เดอะแมนซิตี้ไลอ้อนดังจากรถกระบะขายหมูฟังไพเราะกว่าเคยด้วยนานเหลือเกินที่กระดูกอ่อนในหอยโข่งโพรงหูไม่สั่นสะท้านสะเทือนด้วยเสียงกีต้าร์เสียงกลองเสียงเบสอีกเลย

    ใช่เพียงหู

    บานประตูตี่ ๆ ที่เปิดรับก็เฉพาะความงามอิตถีเพศหาแตกต่าง มองตาตัวเองไม่เห็นดอกขอรับ เพียงรู้สึกว่าถ่างกว้างกว่าปกติ

    ตั้งแต่กระเตงย่ามกลับจากเมืองจำปาข้าพเจ้ามุดหัวอยู่ในกะลาจนพวกกบมองหน้าร้องโอ๊บคิดว่าแนวจำศีลด้วยกัลล์

    โผล่มาตลาดนัด นั่งหันไปมาตื่นตาตื่นใจ ไม่ใช่อย่างพี่ทั่นคิดนะขอรับ

    ต้องสแกนกันเหน็บตาพอดูเพราะที่เดินตลาดนั้นวัยผ่านทศวรรษกันเสียเป็นข้างมาก นาน ๆ จะมีบุปผาแรกแย้มแต้มเดียงสาเยื้องกรายมาสักนาง

    แต่นั่นก็หวานนุ่มชุ่มหัวใจเหี่ยว ๆ ดวงนี้นักหนาแล้ว

    คิดถึงตอนข้าพเจ้านั่งสานลายมือขยุกขยิกหาพี่ท่านที่ตลาดขังอากาศลอยฟ้า

    ตอนนั้นตาลาย สมองมึนงง มือไม้ชักชา ถึงต้องมองหาที่โล่งแหมะตูดปอด ๆ

    เมาขอรับ!

    ไม่ปะผู้คนเสียนาน ครั้นเจอประเภทขวักไขว่ก็ให้สงสัยใจ ไยคนจึงมากมายปานนี้ เป็นความสงสัยที่ทะลึ่งมั่ก ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะสงสัยได้ตึงตังปานนี้

    (คอนเสิร์ตรวมฮิตคาราบาวบรรเลงมาถึง..อกหักอีกแล้ว..อีกแล้วเจ้าสกุณา..อุเหม่..ช่างเป็นใจ..ดวงใจดวงนี้ บอบช้ำเพราะความโดดเดี่ยว..เหมือนข้าวรอเคียว..)

    กลับมาเก้าอี้เพิ่งน้ำชา

    ไม่ต้องสงกาเลยว่าข้าพเจ้ายามนี้แค่แตะน้ำจันณ์สักแก้วสักขวดไฉนเมาเป็นโหล คงเพราะห่างหายสัมผัสไปนานนี่เอง คงไม่ต่างใช้ชีวิตห่างผู้ห่างคน ภูมิคุ้มกันคงตก เจอะเข้าหน่อยออกอาการหูอื้อตาลาย ปะกริยาด้านร้ายของคนเป็นสุดทน ความอดความกลั้นไม่รู้หดหายไปไหนหมด

    ยังไม่ได้เล่าพี่ท่าน ตอนกลับเข้าฝั่งไทยที่หนองคาย กะลังยิ่มย่องผ่องใจกับอุปนิสัยเสี่ยวลาวหันทางไหนก็ ‘สบายดี..สบายดี..’

    แค่ย่างเข้าตารางเมตรแรกถิ่นไทยเองพี่ท่าน

    ผู้คนต่อแถวกันมืดฟ้ามัวผั่งโขงเข้าคิวผ่านต.ม. ข้าพเจ้าทะเล่อทะล่าเป็นกะเหรี่ยงเข้าเมือง (อาการประมาณเมาคนนั่นแหละ) หญิงไทยใจดีแต่งหน้ากันคิ้วชี้นิ้วส่งเสียงเหมือนไล่หมา (หน้าข้าพเจ้าอาจคล้ายคนที่บ้าน) ปรอทเบื่อคนพุ่งปริ๊ดแตกโป๊ะ!

    องค์ลง! (ไม่เจ้าแม่กาลีก็เทพเห้งเจีย)

    ข้าพเจ้าทำหน้าเหมือนปวดท้องอึ ส่งเสียงดังลั่นหลังคาตอมอ “พูดดี ๆ ก็ได้ ผมไม่ใช่(เซ็นเซอร์)นะ”

    ทำไปแล้วยังเสียใจอยู่เลยขะรับ พวกฝรั่งสลับลาวไทยเวียดนามเป็นร้อยตรงนั้นคงคิดว่าคนบ้าหลุดมา หันทางไหนไม่มีใครสบตาข้าพเจ้าเลย

    (น้าแอดกระบะขายหมูเขย่าลูกคอถึงเพลงวณิพก คล้ายจะน่าเบื่อแต่ฟังทีไรเป็นแข้งขาขยับทุกทีสินา)

    ปะอย่างนั้นเข้าคิดถึงชีวิตห่างไกลผู้คนของตน ทั้งรักทั้งหวงชีวิตเยี่ยงนั้น คลื่นหัวใจนิ่งสงัดไม่เคยไหวกระเพื่อม พบคนทีไรเป็นได้เรื่อง

    แต่ก็อีกนั่นแหละ อดใจไม่พบได้ที่ไหน

    คนดี ๆ ที่เป็นดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจให้กระชุ่มกระชวยก็มีอยู่ถมไป ยังรักยังชอบที่จะพบปะเสวนามิเสื่อมคลาย

    คล้ายกับชื่อหนังสือที่ทำให้ข้าพเจ้าแอบหลงรักท่าน ‘ปราย ตอนตัวเองยังละอ่อนว่อนไหวแบบปลื้มตาปรือ…

    ฉันรักเธอ..ฉันเกลียดเธอ..(ชีวิต)..อืมม์..คน

    คารวะ

  2. อักษรเป็นตัวพิมพ์คลาสสิค ขนาดสวยงามกำลังดี

  3. โอ..เหลือบเห็นอีกทีโต๊ะกาใจ!

    ‘แบบปลื้มตาปรือ’หาได้เจตนาล้อเลียนท่านผู้ลงสมัครผู้ว่ากทม.นะขะรับ
    หากท่านบังเอิญเสิร์ชเจอเข้าผู้น้อยต้องขออภัยด้วย

    (แฮ่..หลังพล่อยปากล่วงเกินท่านอาจารย์ครั้งนั้นก็สำนึกตนเห็นควรเพิ่มความระมัดระวัง)


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s