ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

บางทีก็เสียความรู้สึก.. ธันวาคม 6, 2008

Filed under: คุยกับวินทร์ เลียวฯ — ประทีป จิตติ @ 08:00
Tags:

จากคุยกับวินทร์ เลียววาริณ winbookclub.com

ผู้เขียน หัวข้อ: บางทีก็เสียความรู้สึก..

ณัฐกร

บางทีก็เสียความรู้สึก..

เมื่อ: 2004-08-13 01:30:54

ทราบดีว่าคำวิจารณ์เป็นของจำเป็นสำหรับมือใหม่
ถ้าอยากจะพัฒนางานของเราให้ดียิ่งขึ้น
แต่บางครั้งโดนคำวิจารณ์แรงๆ ที่เหมือนจะหลอกด่า (แต่ก็พยายามทำความเข้าใจว่าเขาหวังดีแม้จะแรงไปนิด) ก็ทำให้เสียสมดุลได้เหมือนกัน
เช่นแบบนี้เป็นต้น—

เรื่องนี้ใช้วิธีสร้างความสะเทือนใจด้วยวิธีง่ายๆ ไม่ต้องใช้ฝีมือ หรือภาษาเท่าใดนักเหมาะกับมือใหม่หัดแต่ง เช่นเรื่องประมาณ คนแก่กับหมาแสนรักที่เลี้ยงเป็นเพื่อนตาย แต่ถูกลูกชายผู้ไม่ชอบหมาของแม่ให้เลือกเอาว่าจะเลือกหมาหรือลูก แน่นอน แม่ต้องเลือกหมา เอ้ย ลูก…ความสะเทือนใจจะบังเกิดง่าย โดยคนแต่ง”เล่น”กับสัญชาติญาณหรือสามัญสำนึกของคนทั่วไป
แต่ถ้าใช้วิธีนี้ต่อไปนานๆ คนอ่านจะเริ่มเบื่อ และจับทางถูก ฉะนั้น คุณควรจะพัฒนาวิธีการใช้ภาษาและกลวิธีสร้างความสะเทือนอารมณ์ที่ซับซ้อนและเป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวมากกว่านี้ได้แล้ว

— อ่านแล้วก็เข้าใจ แต่ไม่รู้ว่า เอกลักษณ์ส่วนตัว? อารมณ์ที่ซับซ้อน?
แต่ถ้าเป็นการวิจารณ์แบบนี้ผมรับได้ครับ กลับยิ่งชอบเสียด้วยสิ
เช่นแบบนี้เป็นต้น—

เรื่องราวดำเนินตามขนบการเขียนเรื่องแบบเดิมทุกประการ
การบีบคั้นอารมณ์ดูเหมือนจะได้ผล
แต่เรื่องที่หยิบยกมาเล่า กลับเป็นเรื่องราวที่เดาได้ตั้งแต่ต้น
เพราะมันเป็นเรื่องที่มีคนหยิบมาเล่ากันมากแล้ว
มากเสียจนไม่มีใครหยิบยกมาเล่า
ไม่ว่ากันครับเรื่องนี้ มันขึ้นอยู่กับการนำเสนอของผู้เขียนแต่ละคนมากกว่า

การใช้ภาษาของคุณอยู่ในระดับดีครับ มีความละเมียดละไม
แต่ท่วงท่าการเดินเรื่อง และลีลาการนำเสนอ ยังไม่ลงตัว
ในความรู้สึกในฐานที่อ่านเรื่องสั้นมากก็มาก บอกได้เพียงว่า
เหมือนเด็กหนุ่มที่อยู่ในวันเจริญเติบโต จะ เดินยังไม่คล่อง มันติดๆ ขัด กระโดกกระเดก
ไม่ใช่ว่าคุณเขียนเรื่องสั้นไม่เป็นนะครับ
แต่ผมหมายถึงว่า มันอยู่ในอีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งลีลาท่วงทำนองนี้ ไม่ค่อยพบนักในหมู่นักเขียน
มองอีกมุมหนึ่งคล้ายกับผู้เขียนเป็นชาวต่างจังหวัด
หรืออยู่ในกรอบที่ไม่ได้พบเห็นเรื่องราวในโลกิยวิสัย
จึงรังสรรค์มาในลักษณะไม่เป็นธรรมชาติ
ผมพบงานในลักษณะนี้ในหมู่ผู้เขียนที่อยู่ในเครื่องแบบสีแก่นขนุน
หรือคนที่ใกล้ชิดกับทางธรรมค่อนข้างมาก
อย่างอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ หรือ อาจารย์วิศิน อินทสระ (ซึ่งผมนับถือสุดหัวใจ)

สรุปให้อย่างนี้ครับว่า
ภาษาดีแล้ว อารมณ์ของเรื่อง และแนวคิดที่สื่อก็ดีเหมือนกัน
แต่ท่วงท่าลีลายังไม่เป็นธรรมชาติครับ

—แบบนี้รับได้ครับ เป็นคำวิจารณ์ที่ดีมากๆ ทำให้ได้รู้ถึงจุดบกพร่องชัดเจน จนสามารถนำไปแก้ไขพัฒนาฝีมือได้
แต่กลับคำวิจารณ์แรก ดีแต่ทำให้ปวดหัวและเครียดมากขึ้น

อยากรู้ว่าถ้าเป็นพี่วินทร์จะให้ทัศนะในเรื่องแบบนี้อย่างไร และถ้าพี่วิจารณ์เรื่องนี้ มันจะออกไปในรูปแบบไหน

น้ำเต้าหู้ของแม่
http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W2955349/W2955349.html

รบกวนพี่ลองอ่านครับ ต้องการคำปรึกษามากๆ กำลังเสียศูนย์อย่างแรง ผลงานชิ้นนี้มันเป็นอย่างคำวิจารณ์แรก หรือคำวิจารณ์แบบที่สองมากกว่า ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ค่อนข้างได้รับความนิยมในเว็ปพันธุ์ทิพย์ จนได้ถูกเลือกจากเพื่อนสมาชิก ว่าเป็นเรื่องเยี่ยมและแนะนำให้อ่านกัน

2004-08-13 01:30:54

 

winbookclub
คำตอบ

ตอบเมื่อ: 2004-08-13 09:22:13
ถ้าเรื่องสั้นนี้เป็นเรื่องแรก ๆ ของคุณ คุณก็น่าจะดีใจที่มันออกมาไม่เลวเลย และถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ๆ ของคุณ ผมก็ขอบอกคุณว่า งานทุกชิ้นที่คุณเผยออกสู่สาธารณะ ไม่ใช่งานของคุณอีกแล้ว ทุกคนมีสิทธิ์แสดงความเห็น และเป็นเรื่องธรรมดามาก ๆ ๆ ที่ต้องมีความเห็นที่เป็นลบ (บางครั้งโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน)

ผมขอยกคำแนะนำของบรมครู อาจินต์ ปัญจพรรค์ มานะครับ ท่านบอกว่าเขียนเรื่องหนึ่งเสร็จ ก็ให้เขียนเรื่องต่อไปเลย ไม่ต้องสนใจคำวิพากษ์วิจารณ์อะไรมากนัก ผมเองก็ทำอย่างนี้มาโดยตลอด ทั้งที่โดนวิจารณ์แรงกว่าที่คุณได้รับหลายเท่านัก บางเรื่องโดนข้อหาเป็น “อาชญากรทางปัญญา” ด้วยซ้ำ แต่นั่นเป็นความเห็นของคนอ่าน ซึ่งเราต้องเคารพสิทธิของเขาตรงนั้น

ผมเห็นว่าพลังงานที่เสียไปกับการเสียอารมณ์ต่อคำวิพากษ์ทั้งหลาย อาจมากพอที่จะใช้เขียนเรื่องสั้นได้อีกเรื่องสองเรื่อง
คุณยังมีไฟ เขียนต่อไป จนคุณมั่นใจและจะเลิกรู้สึกอะไรกับคำวิจารณ์ไม่ว่าดีหหรือไม่ดีอีก บางทีวันหนึ่งคุณหวนกลับมาอ่านเรื่องสั้นเรื่องแรก ๆ ของคุณ อาจเห็นว่ามันไม่ดีอย่างที่คุณเห็นในตอนนี้
ดังนั้นอย่าคิดมาก
ใช้คำวิจารณ์ให้เป็นประโยชน์ในการทำงานชิ้นต่อไป ไม่ใช่ให้มันฆ่าเรา เพราะก้าเป็นเช่นนั้น การเขียนหนังสือก็ไม่ใช่งานที่สนุกแล้วซิครับ

Advertisements
 

4 Responses to “บางทีก็เสียความรู้สึก..”

  1. อันไหนดีก็เก็บมาใส่ใจ
    อันไหนไม่ดีก็ปล่อยมันไปเท่านั้นเอง

    โห…ท่าน
    ดีจัง เดี๋ยวนี้ร้านหนังสือมีบอร์ดประกาศข่าว

    อ่านคำคมจากอุดมการณ์ที่ว่างเปล่าแล้วชักอยากอ่านเรื่องเต็มๆ ซะแล้วสิ

    ด้วยมิตรใจในเหล้าปั่น เอ้า…เชียสสสสสส

  2. ผมไม่แน่ใจว่างานเรื่องนั้นเอามาแปะที่นี่หรือเปล่า ใน ที่เห็นและเป็น…

    …เน็ตอืดเป็นเรือเกลือเลยครับ แค่เข้ามาแปะงานนี่ น่าเบื่อไปเลย…

    ปิดร้น–ราตรีสวัสดิ์

  3. อ่า…ผมเบลอ แม่เพลง ผมแปะไว้ใน น้ำท่วมปาก นะ ลองเข้าไปอ่านละกัน…

    ง่วงจริงนะ

  4. ผมเบลอจริง ๆ นั่นล่ะ แปะไว้คนละเรื่องกัน…เชิญทัศนาครับ แม่เพลง
    .
    .
    อุดมการณ์ที่ว่างเปล่า
    เผยแพร่ใน http://www.sarakadee.com
    และ http://www.winbookclub.com

    ภายหลังกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อตุลาการศาลปกครองสูงสุดและผู้พิพากษาประจำศาลยุติธรรมเมื่อวันอังคารที่ 25 เมษายน 2549 ออกเผยแพร่… เป็นที่แน่ชัดว่าการขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานตามที่มีกลุ่มบุคคลกล่าวอ้างตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7 นั้นไม่มีทางเกิดขึ้น

    อันที่จริงในความเห็นส่วนตัว ผมไม่ทราบหลักการกฎเกณฑ์ในการขอนายกฯ พระราชทานว่าต้องประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง ผมมีแต่ความรู้สึกว่าไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบบ้านเมืองไม่สมควรเลยที่จะต้องรบกวนเบื้องพระยุคลบาท พูดให้ง่ายเข้า ผู้มีอำนาจเหล่านั้นต่างก็เป็นผู้มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ มีสติปัญญา เหตุไฉนจึงไม่คิดแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเอง แต่กลับพยายามโยนภาระให้พระองค์ท่านเป็นผู้รับผิดชอบ

    หลายคนบอกว่าการเมืองไทยมาถึงทางตัน ทางที่คนกลุ่มหนึ่งเลือกเดินเข้าไปทั้งที่รู้ว่าหนทางข้างหน้านั้นมันตัน และรู้ทั้งรู้อีกด้วยว่าทางอื่นนั้นมีและไม่ตัน แต่ไม่ยอมเลือก

    แล้วพวกที่เดินตามเข้าไปก็บอกว่า ‘ตัน’

    คนที่ไม่ใช่พวกก็ทะลึ่งบอกว่า ‘ตัน’ เหมือนกัน แล้วก็พยายามคิดหาวิธีผ่าทางตันในลักษณะเดินมุ่งหน้าต่อไปในทางนั้น

    ไม่ยอมถอยออกมา เพื่อหาทางที่มันไม่ตัน

    คนที่มองปัญหาของคนสองกลุ่มนี้อยู่ห่างๆ เชื่อว่าหลายคนคงเห็นหนทางแก้ไขปัญหากันอยู่บ้าง แต่การจะพูดจาเสนอความเห็น เสนอทางออกนั้นไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้กับคนจนตรอกทั้งสองฝ่าย คนจนตรอกที่พร้อมจะกระทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอดโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ
    .

    .

    วันเวลาผันผ่านไปจนครบหนึ่งเดือนของการเลือกตั้ง (2 เมษายน) เมฆอำลาฟ้ากระจ่างเหนือแผ่นดินอีกครั้ง ทันทีเมื่อมีการเผยแพร่พระราชดำรัสสื่อต่างๆ ก็ช่วงชิงการนำเสนอว่านี่คือการผ่าทางตัน

    ขอแสดงทรรศนะว่ามันไม่ใช่เรื่องของการผ่าทางตัน แต่เป็นการ ‘ถอยกลับ’ ออกมามองหาหนทางใหม่เท่านั้น

    มีการพูดถึงการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายนว่าสมควรให้เป็น ‘โมฆะ’ หรือไม่? หลายคนตั้งคำถามขอความเห็นจากผมว่าแนวโน้มของเรื่องนี้มีความเป็นไปได้ไหม? ผมก็ตอบตามที่เฝ้าสังเกตว่ามีทั้งเป็นไปได้และไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าการให้การเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นโมฆะนั้นจะเป็นทางออกได้หรือไม่

    ซึ่งถ้ามองจากสถานการณ์ย่อมเป็นทางออกได้อีกหนทางหนึ่ง

    กลุ่มคนที่จะได้ผลประโยชน์จากการนี้ย่อมหนีไม่พ้นนักการเมืองฝ่ายหนึ่ง นอกเหนือจากประชาชนผู้ซึ่งหน้าดำคร่ำเครียดจากผลกระทบทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่ประเทศถูกบดบังด้วยก้อนเมฆผลประโยชน์ทางการเมืองอีกฝ่ายหนึ่ง

    กลุ่มนักการเมืองต่างขานรับการเลือกตั้งใหม่ (ถ้าหากเกิดขึ้น) ทันทีทันใด ในขณะเดียวกันกลุ่มพันธมิตร (ที่อ้างเอาประชาชนเข้าร่วม) ยังยืนยันจะต่อสู้ตามแนวทางเดิมคือ นายกฯ และรัฐบาลต้องลาออก และต้องมีการปฏิรูปการเมืองเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยมีนายกฯ ‘คนกลาง’ มาดูแล

    ล่าสุด การชุมนุมในวันที่ 2 พฤษภาคมจะเป็นไปตามกำหนดเดิมเพียงแต่ย้ายจากท้องสนามหลวงไปที่สวนลุมพินี

    ไม่ว่าจะเป็นก้าวถอยของกลุ่มนักการเมือง และการไม่ก้าวถอยของกลุ่มพันธมิตร ล้วนเป็นการกระทำที่อยู่บนอุดมการณ์ของแต่ละฝ่าย

    อุดมการณ์เป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่มนุษย์พึงมีในการดำรงชีวิต หากแต่อุดมการณ์นั้นไร้ซึ่งสิ่งที่เรียกว่า ‘อุดมคติ’ ประกอบเข้าด้วยแล้ว นั่นคงเป็นการเดินหน้าเข้าหาทางตันอีกทางหนึ่ง… อีกครั้งหนึ่ง

    ซึ่งยังไม่พบทางออก.

    ด้วยมิตรภาพ.
    1 พฤษภาคม 2549


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s