ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

น้ำท่วมปาก พฤศจิกายน 29, 2008

Filed under: สวัสดีวันอาทิตย์© — ประทีป จิตติ @ 23:30
Tags: ,

สวัสดีวันอาทิตย์ ๓/๓๘

 

ความเห็นต่างในเรื่องการเมืองวันนี้ นอกจากจะได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสำนักงานแล้ว ยังกลับมาได้ยินที่บ้าน

            ผมดูรายการ “ความจริงวันนี้” ทุกวัน พยายามดูอย่างเงียบ ๆ ไม่เอ่ยอะไรออกมาให้เป็นที่ระคายเคืองหูของคุณแม่บ้าน เพราะก่อนหน้าเธอจะค้านสิ่งที่ผมพูดแสดงความเห็นแทบทุกครั้ง 

            ผมคิดว่าคงเป็นการดี หากคำค้านนั้นเธอจะค้านการกระทำของกลุ่มพันธมิตรบ้าง

            จากการสังเกต เธอเองไม่ใช่แนวร่วมอะไรของกลุ่มดังกล่าว แต่เธอบอกว่า ฉันไม่ชอบ ทักษิณ  ไม่ชอบรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ 

            ผมสงสัยต่อไปว่า ทำไมเธอจึงไม่ชอบพรรคร่วมรัฐบาลพรรคอื่นด้วย ทั้งที่ร่วมรัฐนาวาเดียวกัน แล้วให้คิดถึงการรายงานข่าวที่ว่า สุภาพสตรีคนหนึ่งขึ้นเวทีของกลุ่มพันธมิตรที่ทำเนียบรัฐบาล ประกาศว่า ฉันไม่ใช่พันธมิตร แต่ที่มาร่วมชุมนุมเพราะไม่ชอบทักษิณ และเวทีนี้เป็นเวทีเดียวที่ให้คนที่คิดและรู้สึกเช่นเดียวกันกับเธอได้มาแสดงอุดมการณ์

 

แรกเริ่มที่ดูรายการ “ความจริงวันนี้” เหมือนคุณแม่บ้านสงสัยว่าผมชอบ-สนับสนุนทักษิณ เหมือนเมื่อครั้งดูรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” เธอเข้าใจว่าผมไม่ชอบทักษิณ

            ความจริงเป็นอยู่ว่า ผมดูรายการไหนของใคร ของฝ่ายไหน ก็มิได้หมายความว่าผมจะต้องเป็นคนฝ่ายนั้น

            “เมืองไทยรายสัปดาห์” ก็ไม่ต่างไปจาก “ความจริงวันนี้” คือค้นหาข้อมูลด้านลบของอีกฝ่ายมาเผยแพร่นำเสนอ ผมไม่อาจสรุปได้ว่าเรื่องราวทั้งหมดที่ได้ยินได้ฟังนั้นคือ “ความจริงทั้งหมด” แต่สิ่งหนึ่งที่ได้ก็คือ ได้รู้ความเป็นไปของแต่ละฝ่าย

            และพึงคิดอยู่เสมอว่า ฟังได้ เชื่อได้ แต่อย่าด่วนปักใจเชื่อ

            การปักใจเชื่อย่อมเป็นอันตราย (อย่างน้อยก็กับตัวของผมเอง) เพราะเมื่อปักใจเชื่อเสียแล้วก็เป็นการยากที่จะเปิดรับฟังข้อมูลอีกด้าน

            ความจริงของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ณ วันหนึ่งอาจไม่ใช่ความความจริงที่แท้จริง ก็เหมือนกับทฤษฎีต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ วันหนึ่งก็ต้องถูกแทนที่ด้วยทฤษฎีใหม่ ๆ ที่ผ่านกระบวนการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่าจนมีความน่าเชื่อถือ และรอเวลาให้ทฤษฎีใหม่มาหักล้างต่อไป

            คิดถึงวิชาประวัติศาสตร์เมื่อครั้งสมัยเรียนชั้นประถมที่ว่า คนไทยนั้นอพยพมาจากเทือกเขาอันไต ประเทศจีน กระทั่งวันหนึ่งมีนักประวัติศาสตร์บางคนบางกลุ่มแย้งว่า คนไทยไม่ได้มาจากไหน อยู่ที่นี่ อยู่ที่ดินแดนสุวรรณภูมิมาตั้งแต่ไหนแต่ไร  ไม่ได้พูดกล่าวอ้างลอย ๆ ยังมีข้อมูลหลักฐานประกอบ แต่ทว่า เจ้าของหรือกลุ่มที่ยังยึดมั่นทฤษฎีเดิมอย่างเหนียวแน่นโต้แย้งไม่ยอมรับ ยืนยันหัวชนฝาว่าคนไทยมาจากเทือกเขาอันไตอยู่นั่นเอง

            ข้อมูลของฝ่ายไหนจะถูกต้อง (หรือควรจะต้องทำความเข้าใจ) ผมไม่ทราบ แต่อย่างน้อยผมก็ไม่ปฏิเสธข้อมูลใหม่ ไม่เคยปักใจเชื่อว่าคนไทยอพยพมาจากอันไต (สงสัยว่าทำไมดินแดนอันอุดมสมบูรณ์อย่างสุวรรณภูมิจึงไม่มีมนุษย์จากดินแดนอื่นอพยพมาบ้าง หรือเป็นไปได้ไหมว่ามีคนอาศัยอยู่ก่อนแล้ว แล้วพวกที่มาจากจีนเข้าแทรกแซง) แต่ด้วยเมื่อบทเรียนกำหนดมาอย่างนั้น เวลาสอบจึงต้องเลือกกากบาทเลือกเทือกเขาอันไต  ไม่ทราบว่าปัจจุบันวิชานี้ยังกำหนดบอกว่าคนไทยมาจากที่อื่นอยู่ไหม

            ความจริงของเรื่องการเมืองไทยที่เป็นอยู่วันนี้ก็เช่นกัน หากเราย้อนหาสืบเสาะถึงสาเหตุ ผมคิดว่าหาได้ไม่ยาก ง่ายกว่าค้นหาว่าคนไทยมาจากไหนเสียอีก 

            เราเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย เมื่อพ.ศ. ๒๔๗๕ นับถึงวันนี้ระยะเวลาเพียงแค่ ๗๖ ปี ข้อมูลที่เป็นตำรับตำราและบุคคลยังมีอยู่เป็นประจักษ์พยาน  เราอยากรู้ที่มาที่ไปของทักษิณ, สนธิ ลิ้มทองกุล, จำลอง ศรีเมือง (มหาจำลอง) หรือใครต่อใครที่กำลังมีบทบาททางการเมืองขณะนี้สืบค้นประวัติได้ง่ายพอ ๆ กับปอกกล้วยเข้าปาก

            ครั้งหนึ่งผมได้รู้ว่ามหาจำลองเคยสนับสนุนทักษิณ เป็นคนชักชวนทักษิณมาเล่นการเมือง, สนธิ ลิ้มทองกุล ครั้งหนึ่งเคยมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับทักษิณ  ยิ่งค้นก็ยิ่งเจอ และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอันใดอีกต่อไป

            จากความสัมพันธ์ระดับส่วนบุคคลที่แตกหักจนขยายวงลากเข้าสู่ระดับชาติ

            จึงกลายเป็นเรื่องกล้วยทอดของคนไม่กี่คน

 

 

วาทกรรมที่ผมได้ยินจากคนซีกพันธมิตรในสำนักงาน หลังจากกลุ่มคนนั้นเขายึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ เช่นเป็นสิ่งที่สมควรกระทำแล้ว และ/หรือ รัฐบาลต้องลาออกสถานเดียว…

            ผิดหวังกับผู้ที่พูดที่มีมุมมองและมุมคิดว่า การกระทำนั้นเป็นความชอบธรรม ขณะเดียวกันก็หมดศรัทธากับกฎหมายที่ตราไว้บนแผ่นกระดาษ

            กฎหมายเป็นหมันเพราะไม่มีใครกล้าบังคับใช้

            ท่าทีของรัฐบาลดูเหมือนจะให้ประชาชนในสังคมตัดสินการกระทำของฝ่ายพันธมิตร โดยใช้ความพินาศของประเทศเครื่องมือ ที่สุดแล้วคนที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหนก็จะออกมาเคลื่อนไหว โดยมีอารมณ์โกรธ เกลียด เคียดแค้นและชิงชัง เป็นแรงขับดัน

             รัฐบาลเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความแยกของคนในสังคม ผิดกันแต่ที่การกระทำเท่านั้น

            รัฐบาลไม่ได้ใช้ความประนีประนอมโดยสุจริตใจอย่างภาพที่เห็น เป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์เพื่อจะนำพาไปสู่ความชอบธรรมในการกระทำการอะไรบางอย่างในเร็ววันนี้  อดคิดไม่ได้ว่านี่เป็นเพียงหมากเกมกระดานหนึ่งที่มีเบี้ย คือประชาชน

            และประชาชนชนอย่างผมก็ได้แต่ตกอยู่ในอาการน้ำท่วมปาก ไม่รู้จะกระทำอย่างไรดีให้คนทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยอย่างคนอารยะ

            (((((คิดแล้วก็รู้สึกว่าช่างเป็นความฝันโง่ ๆ อย่างบอกไม่ถูก)))))

            สวัสดี.

 

อานันท์ ประทีฯ.

๒๙ พ.ย. ๕๑

Picture : http://www.projo.com

Advertisements
 

6 Responses to “น้ำท่วมปาก”

  1. แม่เพลง Says:

    สวัสดีวันอาทิตย์นี้ช่างถูกใจอย่างแรงท่าน

    จากบรรดาคำพูดสวยหรูที่เรียกว่า “วาทะกรรมกู้ชาติ”

    ตอนนี้มันกลายเป็น “วาระ -กรรม- แห่งชาติ” ไปเรียบร้อย

    อยากถามนักค่ะว่า “คุณมีความสุขดีไหม กินอื่มนอนหลับหรือเปล่า หากชัยชนะที่ได้มาแลกด้วยความย่อยยับของชาติ” และ “คุณยังเป็นคนไทยหรือเปล่า”

  2. ผมเคยอ่านบทความของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เกี่ยวกับวาทกรรมต่าง ๆ เช่น รักในหลวง รักชาติ หรือกระทั่ง “คนไทยหรือเปล่า”

    มันไม่ได้หมายความว่า การที่คนกลุ่มหนึ่งทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วเอาบรรทัดฐานอีกเรื่องหนึ่งมาถามว่า คนไทยหรือเปล่า รักชาติหรือเปล่า รักในหลวงหรือเปล่า

    อันนี้ไม่ได้ตั้งใจแย้งแม่เพลง เรามีสิทธิจะกระทำอะไรก็ได้ตราบใดที่ไม่ขัดกฎหมายบ้านเมือง และถึงแม้ไม่ขัดกฎหมาย ก็ควรพึงระลึกไว้อย่างหนึ่งด้วยว่า “อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน”

    แม้การทำให้คนอื่นเดือนร้อน ไม่ขัดกฎหมาย แต่ขัดใจและความรู้สึก อย่างนั้นเราควรทำหรือไม่

    ผมไม่อยากถามกลุ่มคนที่กำลังเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งสองขั้วคือ “คนไทยหรือเปล่า” เพราะถึงอย่างไร เขาก็ต้องตอบว่า “คนไทย”

    คนไทยที่เห็นอย่างนั้น เห็นอย่างนี้

    เราจะไม่ถามว่าคุณคือคนไทยหรือเปล่า… เพราะเรารู้ว่าคุณคือคนไทย แต่จะบอกและวิงวอนว่า ในเมื่อก็คนไทยกันทั้งนั้นไยพูดจาตกลงกันไม่ได้

    หากเปรียบเหมือนคนในครอบครัว เมื่อคิดเห็นต่างกัน ก็ถึงขั้นะทเลาะวิวาททำร้ายทำลายบ้านเลยหรือ เห็นใจคนที่อยู่ร่วมคนอื่นบ้างหรือเปล่า

    หลักการสมมุติง่าย ๆ อย่างนี้ เคยคิด เคยถามกันบ้างไหม

    ก็รู้ว่าต่างมีผลประโยชน์กันทั้งนั้น แต่ถ้าบ้านพัง คุณจะอยู่ได้อย่างไร

    คุณก็ต้องสร้างบ้านขึ้นมาใหม่

    หรือบางที คนที่อยู่ร่วมอาจเตะคุณทั้งสองออกไปนอกบ้านก่อน เหมือนครั้งหนึ่งผมเคยเขียนไว้ว่า เวลาหมาแมวที่เลี้ยงไว้กัดกัน น่ารำคาญนะ กัดกันขณะแย่งอาหารกัน หรือกัดกันเพราะแย่งตัวเมีย

    เวลาไม่มีอะไรให้แย่งก็วิ่งเล่นด้วยกัน

    เวลากัดกันผมจะหยิบรองเท้าขว้าง และไล่ออกจากบ้าน งดให้ข้าว

    สุดท้ายก็มาร้องงี้ด ๆ พร้อมกันขอกินข้าว
    .
    .
    .
    ก่อนเกิดอารมณ์
    เผยแพร่ใน http://www.sarakadee.com
    และ http://www.winbookclub.com

    เป็นไปตามความคาดหมายในความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเองว่าเมื่องานพระราชพิธีเทิดพระเกียรติการครองราชย์ครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสร็จสิ้น การทะเลาะเบาะแว้งระหว่างนักการเมืองสองค่ายจะกลับมาอีกครั้ง

    ไม่ใช่เป็นการนึกคิดอย่างไร้สติและเลื่อนลอย คิดอย่างนี้เพราะว่ากลุ่มนักการเมืองทั้งสองประกาศชัดเจนว่าในช่วงงานพระราชพิธีฯจะยุติพักเรื่องการเมืองที่ยังวุ่นๆอยู่เอาไว้ชั่วคราว

    หมายความว่าอย่างไร?… เพื่อในหลวงหรือ?… แต่โดยนัยมิน่าจะเป็นเช่นนั้น

    หมายความว่าการเมืองจะกลับเข้าสู่อีหรอบเดิม… การเคลื่อนไหวเรื่องยุบหรือไม่ยุบพรรคการเมืองใหญ่ทั้งสอง (ไทยรักไทยและประชาธิปัตย์) จะกลับมาปรากฏตามสื่อต่างๆอีกครั้ง

    ทันทีที่ห้วงเวลาพักรบชั่วคราวผ่านพ้นก็สาดน้ำลาย กัดกันทันที
    .
    .
    บทบรรณาธิการมติชนสุดสัปดาห์ล่าสุด ฉบับ 1348 พูดถึงอารมณ์ทางสังคมว่า :-

    สัมผัสได้ถึงความพึงพอใจหากมีการยุบ 2 พรรคการเมืองนี้… อาจสรุปได้ว่าเป็นความสะสาแก่ใจในชะตากรรมของทั้ง 2 พรรคหากต้องถูกยุบ…

    หากว่าทั้ง 2 พรรคทำผิดจริงก็สมควรดำเนินการไปตามนั้นโดยที่ไม่รู้สึกสะสาแก่ใจเท่าไรนัก เพราะเรื่องการเมืองจะเอาความรู้สึกส่วนตัวมาใช้นำหน้าไม่ได้

    หากมีการยุบพรรคทั้งสองจริงก็เป็นเพียง การลงโทษพรรค

    เมื่อพรรคยุบนักเลือกตั้งในสังกัดก็ยังสามารถย้ายไปสังกัดหรือสร้างพรรคใหม่ได้! วังวนของการเมืองไทยก็ยังเหมือนเดิมอยู่ดี แต่คงไม่ยุติธรรมนักใช่ไหมครับหากจะให้ลงโทษนักเลือกตั้งในสังกัดทั้งหมด? เพราะบางคนย่อมไม่รู้ที่มาที่ไปของกลุ่มผู้นำพรรค… ถึงรู้ก็ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นขัดแย้งได้

    ฉะนั้นหากลงโทษพรรคแล้วก็สมควรอย่างยิ่งที่จะลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องการเคลื่อนไหวต่างด้วย… ทั้งฝ่าย จ้างลง และ จ้างล้ม

    เขียนมาถึงบรรทัดนี้กลับมีมุมมองบังเกิดขึ้นอีกด้านหนึ่งคือ พรรคไม่ควรถูกลงโทษแต่ควรลงโทษคนที่ก่อเรื่องภายใต้การสังกัดพรรคมากกว่า…

    ห้ามยุ่งเกี่ยวหรือดำเนินการใดๆทางการเมืองสักกี่สิบปีก็ว่ากันไป หรือจะตลอดชีพเลยก็ได้ เพราะถือว่าคนเหล่านี้นั้นทำให้ระบบการปกครองมัวหมอง คนเหล่านี้สมควรเตะออกไปจากวงโคจรการเมืองไทยได้แล้ว (นานแล้ว)

    เป็นอีกอารมณ์หนึ่งที่รู้สึกเหมือนเมื่อเห็นหมาแมวกัดกัน

    หมาแมวที่เลี้ยง ทั้งที่รัก หาข้าวหาปลาให้กินครบทุกตัวทุกมื้อแล้วกัดกันเองนี่ ผมไล่เตะลงโทษมันทุกตัวพร้อมกับโพล่งคำพูดที่ว่า กินข้าวหม้อเดียวกันแต่ยังเลือกกัดกัน ให้หมาแมวได้ยินตลอด

    แต่มันจะรู้ความหรือไม่นั้นช่างเถิด…

    กัดกันบ่อยๆนักนึกอยากตัดหางปล่อยวัด… ไม่อยากเลี้ยงแล้ว ไสหัวออกไปจากบ้านข้าเดี๋ยวนี้เลย ไปกัดกันข้างนอก…ไปให้หมาแมวข้างนอกเขากลุ้มรุมกัดพวกแกให้ตาย

    เลี้ยงเสียข้าวสุก–เคยได้ยินกันใช่ไหมครับ

    เป็นเรื่องของเหตุและผลมาก่อนอารมณ์ครับ.

    ด้วยมิตรภาพ.
    19 มิถุนายน 2549

  3. เพิ่งวาง “เราหลงลืมอะไรบางอย่าง” ,,,, หลังอ่านถึงเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง ว่าด้วย “เซ็กซ์ แอนด์ เดอะ การปฏิวัติ” (ล้อ sex and the city!)

    ปฏิวัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า (โปรดฟังอีกครั้ง!)
    ชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไป
    ทีวีสะท้อนสังคมน้ำเน่า
    … เซ็กซ์สัมผัส !

    เราหลงลืมอะไรบางอย่างจริงๆ

    คารวะ

    🙂

  4. ประทีป จิตติ Says:

    เราต้องไม่หลงลืมอะไรบางอย่าง

    ใช่

    เราต้องไม่หลงลืม

  5. คนนอกร้าน Says:

    คืนทำเนียบสารพัดสัตว์ สนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิแล้ว ใครจะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นวะ

    บ้าเอ๊ย!

  6. ผมเอง Says:

    God is a concept,
    By which we can measure,
    Our pain,
    I’ll say it again,
    God is a concept,
    By which we can measure,
    Our pain,
    I don’t believe in magic,
    I don’t believe in I-ching,
    I don’t believe in bible,
    I don’t believe in tarot,
    I don’t believe in Hitler,
    I don’t believe in Jesus,
    I don’t believe in Kennedy,
    I don’t believe in Buddha,
    I don’t believe in mantra,
    I don’t believe in Gita,
    I don’t believe in yoga,
    I don’t believe in kings,
    I don’t believe in Elvis,
    I don’t believe in Zimmerman,
    I don’t believe in Beatles,
    I just believe in me,
    Yoko and me,
    And that’s reality.
    The dream is over,
    What can I say?
    The dream is over,
    Yesterday,
    I was dreamweaver,
    But now I’m reborn,
    I was the walrus,
    But now I’m John,
    And so dear friends,
    You just have to carry on,
    The dream is over.
    .
    .
    GOD : John Lennon


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s