ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

ราวกับภาพยนตร์ พฤศจิกายน 22, 2008

Filed under: สวัสดีวันอาทิตย์© — ประทีป จิตติ @ 23:00
Tags: ,

สวัสดีวันอาทิตย์

 

อ่านรายงานพิเศษของมติชนสุดสัปดาห์ “ยืมซาก คืนชีพ พัลลภ ปิ่นมณี ศัตรูที่รักของ ‘ทักษิณ'” แล้วพลันคิดถึงภาพยนตร์เรื่อง Body of Lies ทั้งที่ยังไม่เคยชม

            ทำไมผมจึงคิดถึงเรื่องนี้? นั่นเป็นเพราะว่า ข้อเขียน “ชกคาดเชือก” ของ วงศ์ ตาวัน ก็เขียนถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นการเขียนจับเอาเนื้อหาของหนังมาเปรียบเทียบกับกรณีเหตุการณ์ทางการเมืองบ้านเราเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ใช้ชื่อข้อเขียนตอนนั้นว่า “กลเกมการเมือง”

            (ซึ่งทำให้ผมคิดถึง “กลกามแห่งความรัก” ภาพยนตร์ไทยของทรนง ศรีเชื้อ ขึ้นมาเฉย ๆ  การเมืองมันก็ไม่ต่างไปจากการเสพสังวาสของคน ของสัตว์โลก!)

            ผมจำไม่ได้ทั้งหมดว่าวงศ์ ตาวัน เขียนถึง Body of Lies ว่ายังไง จึงกลับไปค้นแล้วคัดเอาส่วนที่ว่าถึงเนื้อหาเรื่องย่อ

 

หัวใจสำคัญของหนังเรื่องนี้คือ การสร้างสถานการณ์ก่อการร้าย โดยฝีมือซีไอเอ เพื่อลวงหน้านักก่อการร้ายให้มาตกหลุมพราง

            ชื่อหนัง บอดี้ ออฟ ไลส์ เขาแปลว่า กลุ่มบุคคลผู้หลอกลวง

            เป็นเรื่องราวในแวดวงจารชนสายลับซึ่งต้องต่อสู้กับนักก่อการร้ายระดับโลก ด้วยข้อมูลข่าวสาร การวางแผนตบตา  เป็นหนังที่แอบอิงไปกับเหตุการณ์จริงในโลกปัจจุบัน ที่สหรัฐอเมริกาต้องขับเคี่ยวกับขบวนการก่อการร้ายตะวันออกกลาง  แม้จะเหนือชั้นด้านเทคโนโลยี มีกล้องจากดาวเทียมจารกรรม เหมือนดวงตาจากท้องฟ้าที่สามารถสอดส่องจับจับจ้องไปได้ทุกพื้นที่ ครั้นเมื่อเจอกับปฏิบัติการอันโลว์เทคของผู้ก่อการร้าย ก็ทำให้เทคโนโลยีสูงส่งนั้นมืดบอดหมดท่าได้

            ไม่เท่านั้น ในระหว่างหน่วยข่าวกรองด้วยกัน ระหว่างซีไอเอกับหน่วยของชาติตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นพันธมิตรกันแท้ ๆ ยังต้องชิงไหวชิงพริบ หักเหลี่ยมหลอกลวงกันไปมา ทั้งที่มีข้อตกลงว่า จะต้องไม่มีการโกหกกัน ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารอย่างตรงไปตรงมา

            แล้วเทคนิคของหน่วยข่าวกรองแห่งจอร์แดนที่เหนือกว่าความไฮเทคของซีไอเอก็คือ การสร้างบุญคุณกับคนในองค์กรก่อการร้าย เพื่อให้ได้แปรพักตร์เป็นสายข่าวอย่างได้ผล  ใช้การเมืองในการจับกุมปราบปราม เพื่อให้ได้ผลกลับคืนมาอย่างคุ้มค่า นั่นคือการมีสายลับอยู่ในใจกลางหมู่ศัตรู

            แต่ในแง่เนื้อหาแล้ว หัวใจของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อสร้างกับดักหลุมพราง โดยกลุ่มคนเพื่อหลอกลวง  มีการอุปโลกน์กลุ่มก่อการร้ายขึ้นมาเอง สร้างสานการณ์ จัดฉากปฏิบัติการก่อการร้ายวางระเบิดถล่มฐานทัพอากาศของสหรัฐขึ้นมาเอง

            เพื่อล่อนักก่อการร้ายตัวเอ้ที่ซีไอเอต้องการตัว ให้มาติดกับ

            ทุกอย่างเต็มไปด้วยการจัดฉาก แผนซ้อนแผน โดยนักคิดเจ้าเล่ห์และจอมลวงโลก

 

มติชนฯ ฉบับเดียวกันนั้น ข้อเขียน “ใส่บ่า แบกหาม” ของพรมิมล ลิ่มเจริญ ก็เขียนถึง Body of Lies เช่นกัน

            ข้อเขียนเกี่ยวกับภาพยนตร์นี้ต่างจากข้อเขียนทั่วไป คือจับเอาประโยคเด่นของเรื่องมานำเสนอจากภาษาอังกฤษแปลเรียบเรียงเป็นคำไทยอย่างคาดไม่ถึงหากพยายามแปลเองเสียก่อน  ทำให้คนอ่านที่ไม่ค่อยสนใจภาษาอังกฤษอ่านข้อเขียนนี้แล้วอาจบังเกิดความรัก ความสนใจขึ้นมาได้บ้าง อย่างที่แอนดรูว์ บิก กล่าวไว้ว่า “ภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียว”

            ตอนหนึ่งที่ “ฮานิ” หัวหน้าหน่วยข่าวกรองแห่งจอร์แดน บอกตรง ๆ ตอนเจรจาตกลงร่วมในหลักการ

            You are incapable of secrecy because you have democracy.

            คุณเก็บความลับไม่ได้หรอก เพราะคุณมีประชาธิปไตย

            “Never lie to me.”

            หัวหน้าหน่วยข่าวกรองแห่งจอร์แดนกำชับมั่นเหมาะเมื่อตกลงใจว่าจะร่วมมือกันแน่ ๆ

            Nobody’s innocent in this shit.

            ไม่มีใครบริสุทธิ์หรอกในเรื่องเฮงซวยนี่

            (ผมแปลทีแรกว่า ไม่มีใครบริสุทธิ์หรอกในขี้ก้อนนี้)

            คุณพรพิมลบอกว่าชอบฉากที่พระเอกไปลาออกกับเจ้านาย

            If you walk out on me, you give up on America.

            ถ้าเดินไปจากผม ก็เท่ากับหยุดทำเพื่ออเมริกา

            บอกด้วยว่า คนที่ชอบพูดแบบนี้เพราะมันฟังดูดี คนพูดเขาน่าจะรู้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เดินดินกินข้าวแกงทั่วไป เขาถึงพูดแบบนี้ได้  แต่พระเอกของเราก็ฉลาดเฉลียว

            Stop calling yourself America.

            เลิกเรียกตัวเองว่าอเมริกาเสียทีเถอะ

            “ทำเพื่อชาติ” กับ “ทำเพื่อฉัน” มันก็แค่มีเส้นบาง ๆ คั่นกลางอยู่เส้นเดียว มองยากมองเย็นก็ไม่ค่อยจะเห็นเสียด้วยสิ ว่าไหม?

            คุณพรมิมลทิ้งท้ายไว้เช่นนั้น

 

กลับมาที่รายงานพิเศษของมติชนฯ ท่านผู้อ่านที่สนใจและติดตามเรื่องการเมืองมาโดยตลอดคงไม่ต้องเท้าความถึงกันมากว่า พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี นั้นเป็นใครมาจากไหน แต่สำหรับท่านที่ไม่ทราบจริง ๆ ก็ต้องบอกอย่างกระชับว่า เขาผู้นี้เป็นจปร.๗ เป็นเพื่อนสนิทกับพลตรี จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้เคยบอกว่าตัวเองได้ให้ความช่วยเหลือ-วางแผน อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕  แต่วันนี้เขาพูดถึงพลตรี จำลอง ว่าหลอกให้มาร่วมทำเพื่อล้มล้างรัฐบาลของพลเอก สุจินดา คราประยูร

            “จำลอง ก็เป็นคนทำให้ผมต้องกลายเป็นคนทรยศหักหลังต่อพี่สุ ทั้ง ๆ ที่พี่สุเป็นผู้มีบุญคุณกับผม  ท่านเป็นคนให้ยศพลตรีผม แต่ผมต้องเลือกเพื่อน เลือกฝ่ายจำลอง ผมก็มาอยู่ข้างเขา”

            พลเอก พัลลภ เคยดำรงตำแหน่งเป็นรอง ผอ.รมน. เคยถูกตั้งข้อสงสัยว่าอยู่เบื้องหลังคดีคาร์บอม ลอบสังหารสังหารพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๔๙ ก่อนการปฏิวัติไม่กี่วัน

            วันนี้เปลี่ยนข้างย้ายขั้ว และร่วมงานกับพันตำรวจโท ทักษิณ

            พันตำรวจโท ทักษิณ ต้องการหยุดศัตรูและเปลี่ยนศัตรูมาเป็นมิตร เลือกพลเอก พัลลภ เพราะเขาคือผู้กุมความลับสำคัญชองฝ่ายตรงข้าม และเป็นนายทหารสายเหยี่ยวมือฉมังแห่งปฏิบัติการลับ

            สำหรับทหารแล้ว หากทำให้มิตรของศัตรูกลายเป็นเป็นมิตร หรือศัตรูของศัตรูกลายมาเป็นมิตร ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว แต่พันตำรวจโท ทักษิณ ใช้กลยุทธ์ชั้นเซียน ด้วยการเจาะตรงทำให้ศัตรูกลายเป็นมิตร ทั้ง ๆ ที่ในวงการทหารแล้วถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่สำหรับนักการเมืองแล้วคิดเสมอว่า ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร

            กลเกมของพันตำรวจโท ทักษิณ ครั้งนี้ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะไม่ใช่แค่เปลี่ยนศัตรูมาเป็นมิตร แต่ยังใช้มิตรเป็นเครื่องมือไปสู่ชัยชนะเหนือศัตรูที่เคยเป็นมิตรของพลเอก พัลลภ ด้วย เพราะแค่การแยกพลเอก พัลลภ ออกมา ก็ทำให้ฝ่ายตรงข้าม ทั้งเพื่อนจปร.๗ แตกหัก ส่วนตัวเป้งและแนวร่วม ต้องอ่อนแอระส่ำระสาย ขาดมือขาดไม้ ด้วยเพราะพลเอก พัลลภ เคยเป็นแกนนำในการปฏิวัติ ๑๙ กันยายนด้วยคนหนึ่ง เป็นผู้ที่กุม “ความลับ” ไว้มากมาย

            “ทักษิณเขาให้เกียรติผมมาก ตอนผมถึง เขารอผมอยู่แล้ว แม้แต่ตอนนั่งรถ เขาก็ให้ผมนั่งคู่ไปกับเขาตลอด มีอะไรก็คุยกันตลอด เคลียร์ใจกันในทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องคาร์บอม ที่ถือว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด”

            พลเอก พัลลภ ยืนยันว่า เกมนี้ ไม่ใช่ลับ ลวง พราง ที่เขารู้เห็นกับ พลตรี จำลอง เพื่อนรัก จปร.๗ เพื่อมาเป็นไส้ศึกในหมู่ศัตรู

            “ผมรับได้อยู่แล้ว เพราะรู้ว่าการตัดสินใจอย่างนี้แล้วผมจะเจออะไรบ้าง มันต้องยอมเจ็บ  คนอย่างผม เหมือนฟ้าลิขิตมาตลอดชีวิต จนมาครั้งนี้ เดิมผมคิดว่าจะวางมือแล้ว เพราะแก่แล้ว ๗๒ แล้ว แต่พอเห็นบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ วุ่นวาย ไม่มีทางออก มันก็ท้าทาย ผมถึงอยากอาสา มันจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตผม ที่จะฝากเอาไว้ในประวัติศาสตร์  อุดมการณ์ผมเป็นอย่างนี้ ใครจะด่าผม เข้าใจผิดผมก็ไม่เป็นไร แต่ท้ายที่สุดจะเข้าใจ  คนอย่างผมผ่านอะไรมามาก ผม ‘ทำอะไรเพื่อชาติ’ แบบที่ไม่มีใครรู้ก็มาก หรือตัดสินใจที่จะ ‘ไม่ทำเพื่อชาติ’ ก็ไม่น้อย ให้รอดูผมก็แล้วกัน”

 

หากเรื่องการเปลี่ยนขั้วของพลเอก พัลลภ ปิ่นมณี คือภาพยนตร์ก็จัดว่าเป็นตอนสำคัญตอนหนึ่ง เป็นจุดพลิกผันให้น่าคิดตามว่า สุดท้ายภาพยนตร์เรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร และจบแบบไหน

            ถ้ายึดเอาจาก “ความจริง” ที่ปรากฏ ณ วันนี้ ซึ่งยังไม่ถึงตอนจบ (คาดว่าจะเป็นเรื่องยาวขนาดไตรภาค) เป็นผมจะเขียนบทให้ฆ่าฟันกันล้มตายไปทั้งสองฝั่ง ผู้ชนะและผู้แพ้ยืนอยู่บนความพินาศย่อยยับของสังคม ของประเทศ  ฉายภาพให้เห็นชัด ๆ ไปเลยว่าผลสุดท้ายของสงครามมันเป็นอย่างไร คนดูจะได้ไม่ต้องนั่งจินตนาการ ไม่ต้องนั่งรอด้วยดวงหทัยระทึก ไม่ต้องรอให้เกิดความฉิบหายวายป่วงขึ้นมาจริง ๆ จะคิดเห็น จะกระทำการใดขึ้นมาก็จะได้รีบทำเสียก่อนจะสายเกินไป

            เลิกพูดว่า “ทำเพื่อชาติฯ เสียทีเถอะ shit!”

            สวัสดี ·

 

อานันท์ ประทีฯ.

๒๒ พ.ย. ๕๑

 

เนื้อหาและข้อความคัดย่อจาก.

กลเกมการเมือง คอลัมน์ ชกคาดเชือก เขียนโดย วงศ์ ตาวัน

มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ ๑๔๗๑, ๒๔-๓๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๑

 

Body of Lies คอลัมน์ ใส่บ่า แบกหาม เขียนโดย พรพิมล ลิ่มเจริญ

มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ ๑๔๗๑, ๒๔-๓๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๑

 

ยืมซาก คืนชีพ พัลลภ ปิ่นมณี ศัตรูที่รักของ ‘ทักษิณ’ : รายงานพิเศษ

มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ ๑๔๗๕, ๒๑-๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๑

 

body_of_lies1Body of Lies (2008)

Trust no one. Deceive everyone.

 

Director:

Ridley Scott

Cast:

Leonardo DiCaprio

Russell Crowe

Mark Strong

Advertisements
 

7 Responses to “ราวกับภาพยนตร์”

  1. พี่ทั่น …

    ใครบางคนกล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์ทางวิทยุ ทำนองว่า

    “รัฐบาลนอมินี อ้างนักหนาว่า คนไทย 16 ล้านเสียง มอบหมายให้เขาทำงาน จะละทิ้งเขาไปได้อย่างไร …

    … พันธมิตร ไม่มีตัวเลขแน่นอน ว่าเสียง”หนับหนุน”มากน้อยกว่ากันสักเพียงไหน สมมุติว่า 16 ล้านเสียงเท่ากัน (พี่ทั่นว่ามากกว่านี้ไหม?)

    ดังนั้น สมการเพื่อยุติปัญหานี้ ก็คือ 65-16-16 = 33

    33 ล้านเสียง พี่ทั่นว่ามันมากพอไหม เราไม่จำเป็นต้องมี 16+16 นั่น เราก็อยู่กันได้นะ ผมว่า

    เราอาจขาดญาติพี่น้อง และเพื่อนบางคนไป

    แต่เราก็ได้ spaces + resources เพิ่มขึ้นมิใช่หรือ ??

    ลูกผมอาจได้เรียนในโรงเรียนที่ดีขึ้น(กว่าตอนนี)ก็ได้ เมื่อไม่มีอ้ายอี “32” นั่น

    พี่ทั่นว่าเราจะอยู่กันเท่านี้ได้ไหม ??? ผมเบื่อไอ้พวก 32 เต็มทนแล้ว

    : )

  2. … เมื่อไม่มี “33” แล้ว

    “32” อย่างเราท่าน อยู่กันไม่ได้จริงๆ หรือ ?????

    : )

  3. อ้าว … สับสนเองเสียแล้ว

    … เมื่อไม่มี “32″ แล้ว

    “33″ อย่างเราท่าน อยู่กันไม่ได้จริงๆ หรือ ?????

  4. พี่ท่าน เล่นเอาคนหายไปกว่าครึ่งค่อนจากจำนวนเต็ม (ฮาไม่ค่อยออก)

    เราอยู่กันได้ไหม? ผมว่าขึ้นอยู่กับตัวแปรที่คนทั้งสองฝ่ายสร้างและทิ้งไว้ให้ตามเช็ดด้วยว่า
    จะโกย และ กู้ ขึ้นมาได้หรือไม่ (กรณีที่ล้างผลาญเสียยับ)

    แต่หากว่า จู่ ๆ หายวับไปกับตา ไม่ว่าจะเกิดเพราะเหตุใดก็ตาม (โดนดูดปล่อยแฉง) ทำไมเราจะอยู่กันไม่ได้ล่ะ
    เราจะอยู่ไม่ได้ หากยังมีการเผชิญหน้า (พร้อมรบ) ของคนทั้งสองฝ่ายมากกว่าละมังครับท่านพี่ขุน

    ด้วยมิตรภาพ.

  5. แม่เพลงเงียบหาย ท่านดินเป็นอย่งไรที่ระโนดน้ำท่วมหรือไม่…

    หากท่านทั้งสองแวะเข้ามา รู้ด้วยว่าระลึกถึง…

    รู้นะว่า กำลังทำงาน เอาใจช่วยเสมอ…

    ด้วยความระลึกถึงกัน
    ประทีป จิตติ

  6. โห..ปิดคอมเม้นต์หมดแร้งดิลล์หาที่ลงแทบไมเจอ
    ฝนขอรับพี่ท่านฝนฝนฝนฝนและฝนฝน..
    นี่ก็ยังกระหน่ำอยู่บนหลังคา ข้าพเจ้าไม่เป็นอันหลับนอนมาร่วมสองสัปดาห์แล้ว ..ดูไม่จืดจริง ๆ ตอนนี้

    ระดับน้ำในคูอีกฝ่ามือก็จะถึงระเบียงขนำ(ขนำข้าพเจ้าอยู่บนคูน้ำ) รอน้ำท่วมคันบ่อจะเอาเรือออกมาพาย สนุกล่ะทีนี้

    ไอเดียพับกระดาษใส่ซองของพี่ท่าน(ในเมล์)ไม่เลว ไหงข้าพเจ้าลืมเสียได้ ไหน ๆ เขียนบนกระดาษแล้ว แค่พับใส่ซองเข้าตลาดวันใดค่อยส่ง จะมานั่งตาลายพิมพ์ลายมืออ่านไม่ออกของตัวเองไปทำไม ส่งปลายทางเสียเลยไยมิเข้าท่ากว่า อิ อิ อิ รอรับขอรับรอรับ (แต่ไม่รู้วันใดได้ส่งนี่สิ ฝนยังไม่มีทีท่าจะหยุดเลย) (ขอพี่ท่านอย่าได้จินตนาถึงฝนสายพันธุ์กทม.หรือน้องฝนโคโยตี้นะขอรับ ฝนที่นี่ตกทั้งวันทั้งคืน กล่อมกันตั้งแต่ก่อนหลับยันตื่นนั่นเลยเชียว)

    ซื้อสมุดนักเรียนเล่มละสิบบาทมาแล้วขอรับ กำลังหัดเขียนหนังสือ เผือจะได้นิยายสักเรื่องในสมุดเล่มนั้น

    แข็งแรงทั้งกายใจขอรับพี่ท่าน

    คารวะ

  7. ผมเอง Says:

    การเดินทางของจดหมายสักฉบับแม้ว่าจะนานเป็นสัปดาห์สำหรับต่างจังหวัดสู่ต่างจังหวัด
    แต่เมื่อได้รับก็คุ้มค่าแห่งการรอคอยนะครับ

    อย่า ๆ ๆ ๆ อย่าให้ผมต้องคิดถึงอดีตสมัยเมื่อรอคอยจดหมายของน้องสาวจากชุมพร, คุณแม่บ้าน

    หรือ โปสการ์ดตอบรับผลการพิจารณาต้นฉบับ
    ผลงานของคุณไม่ผ่านการพิจารณา โอกาสหน้าส่งมาร่วมสนุกใหม่นะคะ

    สามแผ่น วันนี้ผมยังเก็บเป็นที่ระลึก…

    รักษาร่างกายนะครับ ฝนตกอากาศชื้น

    ด้วยจิตคารวะ.

    ป.ล. เดี๋ยวนี้ไม่เรียก “ค่าจ้างทำของ” แล้วนะพี่ เขาเรียก “ค่าต้นฉบับ” ความรู้สึกต่างกันเยอะ ฮา


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s