ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

ความสะเทือนใจสูง พฤศจิกายน 9, 2008

Filed under: สวัสดีวันอาทิตย์© — ประทีป จิตติ @ 00:00
Tags: ,

สวัสดีวันอาทิตย์ ๓/๓๕

 

ภาพยนตร์ที่ผมดูแล้วต้องข่มใจกลืนก้อนสะอื้นเท่าที่พอจะนึกออกมีอยู่ไม่กี่เรื่อง Forrest Gump นั่นนานมาแล้ว ล่าสุดก็ Once

            Forrest Gump มีฉากสะเทือนใจผมอยู่หลายฉาก ที่พอจะคิดนึกออกก็ฉากที่ Jenny กระโดดลงบ่อน้ำพุวิ่งอย่างอย่างทุลักทุเลมาหา Gump  ส่วน Once มีอยู่แทบทั้งเรื่อง ทั้งเรื่องล้วนอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความเป็นมิตร ไม่ได้เสียใจที่สุดท้าย Guy ผิดหวังอกหักอีกครั้ง  พล็อตตอนจบทำให้ผมคิดถึงงานเขียนของศรีบูรพา “ลูกผู้ชาย” 

            ความต่างทว่าคล้ายเหมือนระหว่าง Once กับ ลูกผู้ชาย คือ พระเอกยอมรับความจริงว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์พรากนางเอกจากสามีแถมยังมีมุทิตาจิตต่อเธอเมื่อสามีย้ายมาอยู่ร่วมครอบครัว  เรื่องหลัง พระเอกยอมหลีกทางให้เพื่อนรักแม้ว่าจะรักนางเอกมากเท่าไรก็ตาม

            ก้อนสะอื้นผมจะแล่นขึ้นมาจุกคอหอยทุกครั้งเมื่อได้เห็นภาพความงามในความมิตรของคนกับคน

            นอกจากภาพยนตร์แล้วหนังสือก็ทำให้ผมเกิดอาการเช่นนั้นเหมือนกัน, หนังสือเล่มแรกที่ผมอ่านอย่างจริงจังคือ “พันธุ์หมาบ้า” ของชาติ กอบจิตติ โดยเฉพาะในส่วนที่ฉายภาพความสัมพันธ์ระหว่างอ้อดโต้กับพ่อ 

            เรื่องยาว “คำพิพากษา” นี่ก็เช่นกัน ก้อนสะอื้นขึ้นมาจุกคอเป็นระยะ ๆ หลายฉากหลายตอนที่บังเกิดความสะเทือนใจกับการกระทำของคนต่อคนอย่างเยือกเย็นในภาวะปรกติ

            เรื่องสั้น “โลกใบเล็กของซัลมาน” ของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ที่ทำเอาผมอึ้งกับสำนึกต่อผืนแผ่นดินเกิดของซัลมาน  ความตลกร้ายแห่งโลกทุนนิยมที่จับจ้องฉวยเอาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนเป็นจุดขายให้กับธุรกิจของนายทุน ได้เข้าไปทำลายรากเหง้าของคนอย่างซัลมานจนย่อยยับแทบไม่เหลือชิ้นดี,  ผมพยายามคิดทบทวนว่ามีงานเขียนเรื่องไหนอีกไหมที่เรียกก้อนสะอื้นขึ้นมา…ยังมี ทว่านึกคิดไม่ออก

 

วันนี้ผมอ่านนิตยสาร ฅ.คน ฉบับเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑ บทความรายงานพิเศษ “รอยยิ้ม เรือ และความทรงจำ” นอกจากก้อนสะอื้นจะแล่นขึ้นมาจุกที่คอแล้วน้ำตาซึม

            บทความนี้เป็นบทความที่นำเสนอเรื่องราวของ “ปู่เย็น” อีกด้านหนึ่ง เป็นมุมมองของ รุ่งอรุณ พูนทรัพย์ไพบูลย์ หญิงสาวที่เดินทางมาหาปู่เย็นอย่างสม่ำเสมอ สะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความผูกพันอันบริสุทธิ์

            เสน่ห์ของบทความชิ้นนี้อยู่ที่การเขียน การนำเสนอ เป็นการเล่าเรื่องที่มีชีวิตชีวา คำพูดของหญิงสาวเหมือนถอดคำออกมาทุกคำ ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คนอ่านรู้สึกเหมือนได้ยินเธอเล่าให้ฟังด้วยตนเอง  การเชื่อมโยงเนื้อหาจากคำเล่าหนึ่งไปยังอีกคำเล่าหนึ่งทำได้ลงตัวกลมกลืน ต่างจากการรายงานเรื่องราวอย่างดาด ๆ ที่เห็นอยู่ทั่วไปตามนิตยสารต่าง ๆ  ผมเปิดบทความพิจารณาอีกครั้งหนึ่งระหว่างเขียน…มองเหมือนเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งก็ได้ ทว่าต่างกันที่เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง!

            “บางครั้งพอล่ำลาแกเสร็จ เราก็ชอบมานั่งแอบดูบนสะพาน หลัง ๆ นี่เห็นบ่อย ๆ ว่า พอเราไปแล้วแกจะนั่งนิ่ง ๆ ก้มนั่งอยู่อย่างนั้นนานมาก  เราก็คิดว่าแกคิดอะไรอยู่ แกจะเหงาไหม คิดว่าแกคงเบื่อกับชีวิต หรือพออายุมากแล้วร่างกายที่มันเปลี่ยนแปลง จากเดินได้เป็นไม่ได้ หาของกินเองไม่ได้ เราว่าแกคงรู้สึกแย่…เราไม่รู้ว่าปู่จะคิดยังเวลาที่คนมาเยี่ยมเยอะ ๆ แล้ววันหนึ่งหายไป แกจะเหงาบ้างหรือเปล่า เราก็เลยชอบมาหาปู่ช่วงคนซา” *      

            นอกจากเรื่องเล่าแล้วยังมีภาพของปู่เย็นที่สื่อสะท้อนความคิดของหญิงสาวอย่างต้องหยุดคิดพิจารณาซึ่งอาจทำให้เข้าใจในสัจธรรมบางอย่าง บางด้าน บางมุมของชีวิต 

            เช่นเดียวกับที่ปู่เย็นเคยบอกว่า  “ชีวิตคนก็เหมือนกับสะพาน สุดท้ายก็ต้องลง”

            สวัสดี ·

 

อานันท์ ประทีฯ.

๘ พ.ย. ๕๑

           

           

old be arrogant

old be arrogant

 

 

 

 

 

 

 

* รายงานพิเศษ> รอยยิ้ม เรือ และความทรงจำ

เรื่อง : ปณัสย์ พุ่มริ้ว | ภาพ : วธู ฤกษ์อุดม, วิเชษฐพงษ์ เผ่ากล้า

นิตยสารฅ.คน  ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๑ (๓๗)  พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑

Advertisements
 

17 Responses to “ความสะเทือนใจสูง”

  1. สวัสดีใกล้เที่ยงวันอาทิตย์ค่ะประทีป

    ตอนอ่านก็นึกๆ อยู่เหมือนกันว่าจะมาถาม การเขียนแบบที่เขียนถึงปู่เย็นนี่สามารถส่งเป็นเรื่องสั้นได้ไหม

    แต่เรื่องของสไบทองในช่วงแรกๆ หลังเข้ามาอยู่สถานสงเคราะห์นี่ก็ชวนให้สะเทือนใจเหมือนกันนะคะ

    สะเทือนใจ ทว่าใจข้าเจ้าไม่อาจแกว่ง เอ้อ…อาการเดียวกับที่พี่เช็คเขียนไว้หน้าหลังสุดนั่นล่ะค่ะ

    อาจเพราะช่วงนี้กำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจเลือกทางเดินสำคัญให้กับอนาคต
    ไม่เกี่ยวกับการเขียนค่ะ เพราะว่าไม่ว่าจะทำอะไร ข้าเจ้ายกให้การเขียนคือบ้านในดวงใจ
    หากหมายถึงความฝันอีกอย่างในการเปิดร้านในฝันเล็กๆ ความรู้สึกเหมือน Guy ที่ต้องไปน่ะ ปรารถนาที่จะไปแม้ไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร
    ถ้าไป…นั่นหมายความว่าข้าเจ้าจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวหนักกว่าเดิม ไปเริ่มต้นใหม่ในสังคมใหม่ที่ไม่รู้จักใครสักคน

    ข้าเจ้าคงไม่อยู่ในอาการลังเล หากมีใครอีกคนที่ยินดีไปด้วยกัน เพราะการไปครั้งนี้ บางทีมันอาจหมายถึงความทรงจำชุดใหม่ที่ไร้เขาอย่างแท้จริง

  2. พระพาย Says:

    บ่ายวันอาทิตย์สวัสดิ์ค่ะท่านประทีป

    ตั้งใจจะเข้ามาเยือนบล็อกท่านหลายเพลาแล้ว แต่ก็ติดโน่นติดนี่ ซึ่งส่วนใหญ่มีผลพวงมาจากความขี้เกียจ เพราะรู้ว่าหากเจอบทความดีๆ คงได้นั่งละลายสายตากันเป็นชั่วโมงแน่

    เผอิญเมื่อวานได้อ่านนิตสาร ฅ คน ฉบับล่าสุด เห็นนามนักเขียนเรื่องสั้น “ผู้บำบัด” มันสะดุดตา(คุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน)

    ความจริงทุกครั้งที่จับนิตสารฉบับนี้ ข้าพเจ้าจะอ่านเรื่องราวของบุคคลที่อยู่บนหน้าปก ตามด้วยคอลัมน์ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล จบแล้วก็อ่านเรื่องอื่นไปเรื่อยๆ ค่อยมาปิดท้ายที่เรื่องสั้นและเวทีทางบ้าน

    แต่เมื่อวานนี้พิเศษกว่าทุกครั้ง หลังอ่านสารบัญจบข้าพเจ้าเปิดไปหน้าเรื่องสั้นทันที ก็อย่างที่บอกชื่อนักเขียนมันคุ้นตา

    เมื่ออ่าน “ผู้บำบัด” จบก็อยากเข้ามาเยื่ยมเยือนบล็อกท่าน เข้าไปคุ้ยหาในกระท่อมท่านดินเสียแทบจะพลิกกระท่อม ไม่เจอสักลิงค์ เลยอาศัย Google ดีหน่อยค้นปุ๊บเจอปั๊บไม่ต้องผจญภัยให้เสียเวลา แล้วก็ได้เปิดประตูบ้านท่านเข้ามาสมใจ(หลังจากที่นั่งสวดมนต์ทำใจมาแล้วหลายเดือน ฮา)(อ้อ ข้าพเจ้าห้อยพระมาด้วยนะ)

    เข้ามาคุยเล่นน่ะท่าน อย่าถือสา ไปแระ

    คารวะ

  3. สำหรับผมแล้ว ONEC ไม่มีฉากไหนที่ทำให้กระผมต้องกลั้นสะอื้นเลยขอรับ จะมีก็เพียงรอยยิ้มประทับใจกับมิตรภาพของชายหญิงคู่หนึ่งเท่านั้น (นี่เป็นอารมณ์ตอนดูรอบที่สี่นะท่านพี่ จำไม่ได้แล้วว่าตอนดูครั้งเป็นไง) แต่ที่ชอบมากที่สุดก็คือฉากที่ พระเอกแหกปากร้องเพลงอยู่ริมทางเท้าอย่างเมามัน แล้วก็มีนางเอกมายืนดูนั่นแหละท่านพี่ ดูแล้วก็ยิ้ม ๆ และประการสำคัญเพลงประกอบภาพยนตร์ โค ตะ-ระ เพราะเลยขอรับ

    ท่านพี่เชื่อไหม??
    เวลาที่ต้องท่องไปบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นเวลาใด หากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นตรงหน้า ผมมักจะสะเทือนหากเห็นหมาสักตัวโดนรถยนต์ชนจนกระเด็น เลือดทะลักออกปากออกจมูก จะตายหรือไม่ผมไม่ได้ติดตาม แต่หากเป็นใครสักคนนอนนิ่งอยู่ใต้ท้องรถบัสโดยสาร ผมกลัวเฉย ๆ

    นี่เป็นเรื่องจริงนะท่านพี่
    ภายในระยะเวลาไม่ห่างกันไกลมากนัก ผมมีเหตุต้องประสบกับเหตุการณ์สองอย่างนี้ ผมกลับค้นพบว่า ผมสะเทือนใจมากกว่าเมื่อเห็นหมาตาย(หรือใกล้ตาย หรืออาจพิการไปตลอดชีวิต)

    ท่านพี่เชือไหม…

  4. สวัสดีครับ

    แม่เพลง…ถ้าจะเขียนเรื่องปู่เป็นเรื่องสั้น โดยวิธีการเขียนคงได้ แต่ยังไงเสียนั่นก็คืองาน “สารคดี” หากจะให้เป็นเรื่องแต่งคงต้องสร้างตัวละครที่เอาบุคลิกของปู่ใส่เข้าไป แต่ว่า จะเขียน เสนอในแง่มุมไหน ทำไม อย่างไร?

    พระพายครับ…พูดถึงท่านพี่ดินแล้ว มิทราบว่าเป็นอย่างไรบ้าง ขาดการติดต่อ นั่นหมายความว่า พี่แกคงยังหาเครื่องมาทดแทนเข้าไมค์ไม่ได้…มิรู้ว่าขาดใจไปหรือยัง บางทีไม่แน่ว่า ระหว่างนี้ที่ท่านเงียบหาย กลับมาอาจได้เรื่องเหมาะ ๆ เจ๋ง ๆ ดี ๆ มาให้เราอ่านสักเรื่อง, ขอบพระคุณครับสำหรับเรื่องสั้นที่ได้ลงในฅ.คน แหม…ถ้าได้รับความรู้สึกภายหลังการอ่านของพระพายสักนีดส์…จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง คนเขียนย่อมต้องการทราบเสียงสะท้อนจากคนอ่าน…ยังไงก็ขอบคุณอีกครั้งขอรับ

    ป๋าไอซ์…สบายดีนะท่าน อันเรื่องราวเช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องจำเพาะของบุคคล หนังเรื่องหนึ่งอาจมองไปทางหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามยินดีที่ท่านชอบ once ลองหาเพลงจากเน็ตสิครับ รับรองฟังมิรู้เบื่อ…

    โดยเฉพาะ If you want me

    ด้วยมิตรภาพครับ.

    หมายเหตุ..
    สำหรับคำว่า “ความสะเทือนใจ” ในการอ่าน ชม ภาพยนตร์ สำหรับผมมิได้เจาะจงว่าจะต้องเป็นเรื่องเศร้าโศกแต่เพียงด้านเดียว ความสุขต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ก็สามารถสั่น “สะเทือน” ใจ ได้เหมือนกัน

    อะไรก็ได้ ทั้งสุข และทุกข์.

  5. พระพาย Says:

    ดึกสวัสดิ์ค่ะท่านอานันท์

    เห็นท่านดินบอกว่าตอนนี้ได้เรื่องสั้นจู๊ดจู๋มาเรื่องหนึ่งแล้วค่ะ ข้าพเจ้ากำลังตั้งหน้าตั้งตารออยู่ ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้อ่าน กลัวแต่พ่อจะแกล้งให้ลงแดงกันเท่านั้น

    ความรู้สึกภายหลังการอ่าน “ผู้บำบัด” นะหรือ?

    ขณะที่อ่านใจก็ให้หวั่นๆ กลัวว่าผู้เขียนจะหักมุมให้หมออาการหนักกว่าผู้ป่วย ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเห็นทีข้าพเจ้าคงต้องเอาหัวโขกกับข้างฝา ค่าที่ยอมโง่อ่านจนจบ แต่โชคดีที่ผู้เขียนอย่างท่านมิได้ทำร้ายจิตใจผู้อ่านอย่างข้าพเจ้าในข้อนี้เลย

    บอกตามตรง อ่านจบเรื่องข้าพเจ้าไม่รู้หรอกว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไรให้กับผู้อ่าน และไม่อยากจะคิดต่อด้วยว่า หลังจาก “เขา” ชายคนนั้น ได้ฟังประโยคอำลาของหมอแล้ว เขาจะคิดอะไรได้บ้างไหม

    แต่บางช่วงของเรื่องทำให้ข้าพเจ้าคิดถึงอะไรได้เล็กๆ อย่างประโยค
    “ความสัมพันธ์จะอยู่ได้ต้องสื่อสารกันเยอะๆ”

    ทำให้คิดถึงเพื่อนที่เช่าห้องอยู่ด้วยกัน กับเพื่อนคนนี้บางทีเราไม่ได้คุยกันเป็นอาทิตย์ ไม่ใช่ว่าเราโกรธเคืองอะไรกันหรอกนะ เพียงแค่เราไม่รู้จะสื่อสารอะไรกันเท่านั้น แต่ความสัมพันธ์ของเราก็ยังคงเดิม ไม่มีอะไรแย่ลงเลย …หรือมันจะต้องขึ้นอยู่กับสถานะด้วย?

    ข้าพเจ้าชอบประโยคที่ว่า
    “ขอบคุณครับ แต่เห็นจะต้องไปล่ะ ลูกสาวผมเองก็ต้องการคุยกับผมไม่น้อยไปกว่าคุณ”

    อ่านแล้วเหมือนมีอะไรวาบขึ้นมาในสมอง แต่เรียงร้อยออกมาเป็นคำพูดหรือตัวอักษรไม่ถูก …มันเป็นความรู้สึกที่ดีนะ

    ปรารถนาจะได้อ่านของท่านอีก

    ปล.ข้าพเจ้าก็ดูนะละครเรื่องนั้น เรื่องที่พระเอกตามง้อนางเอกท้องโย้จนตกลงไปในน้ำน่ะ แต่ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า “ประทีป จิตติ” ก็ดูเหมือนกัลล์ แหม…บรรยายได้เป็นช็อตๆ คริคริคริ

  6. ประทีปคะ…ปลายมาประท้วง

    “ผู้บำบัด” นี่มันงานนายเหมชัดๆ เลยนี่
    อย่าๆ ปลายจำคำสัมภาษณ์นายเหมได้ดีนะ
    อย่ามาแก้ตัว (ฮา)

    ฝากบอกเหมหน่อยนะคะ
    ถ้าครั้งหน้ามีคนขอสัมภาษณ์อีก
    โปรดเรียกปลายไปเป็นช่างภาพส่วนตัว
    ภาพถ่ายบุคคลหาใช่เพียงแต่ว่ามีบุคคลนั้นอยู่ในภาพ
    แต่ต้องมีความเป็นคนคนนั้นบอกเล่าในภาพถ่ายด้วย

    ส่วนเรื่องปู่เย็นเป็นเรื่องสั้น ปลายไม่ได้หมายถึงเนื้อเรื่อง
    ปลายหมายถึงวิธีการเล่าเรื่องน่ะท่าน
    วิธีการเล่าอย่างที่เขียนถึงปู่เย็น นำมาเขียนเป็นเรื่องสั้นได้ไหม

    เอ่อ…เรื่องที่ลง ฅ.คน พี่เวียงคนคัดใช่มั้ยคะ
    อ่านบ.ก.(แกล้ง)หาเรื่อง แล้วเห็นพูดถึงงานนักเขียนหญิง แล้วปลายขำกิ๊ก ไม่ใช่จันทร์ รำไรนะคะ

    ถ้าจำไม่ผิดจันทร์ รำไร นี่คนเดียวกับ จรรยา ที่อยู่ในหนังสือจดหมายของพี่หนกน่ะค่ะ

    ทีนี้มาอีกเรื่องหนึ่ง…ประทีปคะ ประทีปคิดอย่างไรกับการส่งงานชิ้นเดียวกันซ้ำซ้อนคะ
    โดยเฉพาะงานชิ้นนั้นๆ เคยได้รับการเผยแพร่มาแล้วครั้งหนึ่ง
    ฅ.คน ใช้เวลาพิจารณานานขนาดไหน ถึงปีหรือเปล่า
    แบบว่าไม่มีเรื่องสั้นที่เขียนไม่เกินสองหน้า จึงไม่เคยส่งสนามนี้สักที

    พอก่อนล่ะค่ะ ได้เวลากินข้าวแล้วจะได้กินยาเสียที
    ต้องดูแลตัวเองให้ผ่านเดือนนี้ไปก่อนน่ะค่ะ ห้ามป่วยหนัก มีงานค้างอยากส่งออกหลายเรื่องเลย

    กรุงเทพฯ หนาวไหม จิบชาร้อนๆ ด้วยกันสักแก้วไหม

  7. ประทีป จิตติ Says:

    สวัสดีครับปลาย…

    ดีสิครับ เขียนสารคดีโดยใช้เทคนิคการเขียนเรื่องสั้น
    โดยรวมแล้วบางครั้งคนเขียนสารคดีเขียนแบบรายงานจนเหมือนอ่านบทความ เรียงความ อาจจะนะครับ เป็นส่วนหนึ่งที่คนไม่อยากอ่าน

    เป็นความคิดของผมนะ

    ที่สุดแล้วก็ขึ้นอยู่กับการสร้างสรรค์เหมือนที่พี่จอบกล่าวไว้ในหนังสือนั่นแล

    บ.ก.บริการ (เวียง-วชิระ) ของ ฅ.คน เป็นคนคัดเลือกเรื่องสั้นครับ ผมชอบหน้าแรกของเวทีทางบ้าน นักเขียน และนักอยากเขียนย่อมได้ประโยชน์จากการพูดถึงต้นฉบับเป็นอย่างยิ่ง

    ระยะเวลาพิจารณานั้นนานขนาดไหน ผมตอบไม่ได้ อย่าง ผู้บำบัด นั้นผมส่งไปหนึ่งเดือนก็ได้รับคำตอบว่า “ผ่าน” ทางเมล์ แต่ต้องรอคิวลง อันนี้น่าจะขึ้นกับการจัดลำดับของกองบ.ก.ด้วย อย่างของผมนั้น รอคิวประมาณ 5 เดือน

    แต่อย่าง รอยเท้าของพ่อ นี่ประมาณ 4 เดือนครับ ไม่มีแจ้ง ก็รู้จากแม่เพลงนั่นแหละว่าได้ลง จำได้ไหม

    เวทีทางบ้านก็มีลักษณะเป็นเรื่องสั้นขนาดสั้น คล้าย ๆ กับของจุดประกาย สนามเรื่องสั้น-สั้น ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่เห็นมานานแล้ว

    ต่างจากผมนะ ผมมักเขียนเรื่องสั้น ๆ ได้เยอะ เปิดดูในไฟล์แล้ว มีมากกว่าเรื่องสั้นปรกติเสียอีก

    บางเรื่องก็สมบูรณ์ บางเรื่องก็หลวม ๆ บางเรื่องหยิบมาขยายเนื้อหาได้

    ส่วนมากเป็นเรื่องที่เกิดจากภาพประทับครับ ไม่ต้องปรุงแต่งเรื่องฉาก อะไรต่ออะไรมากมาย

    จันทร์ รำไร คือ จรรยาหรือ มิน่า ถึงเข้าใจผิดว่าเป็นผู้หญิง ภาษาสำนวนของจรรยามีความโรแมนติคดีนะครับ หากผมไม่ทราบเบื้องหลังนักเขียนละก็คงคิดว่าเป็นนักเขียนหญิงเหมือนกัน

    กรุงเทพอากาศเริ่มสบาย ๆ สายลมเย็นอ่อน ๆ พาลให้ขี้เกียจตื่นนอนตอนเช้า ไม่ดีเลยนะครับ เพราะมันทำให้ไปทำงานสาย

    ตกเย็นผมชอบนั่งมองแสงแดดยามเย็นของฤดูนี้ คิดถึงวันหนึ่งที่ขับรถไปรับเพื่อนผ่านทุ่งหญ้าแถวตลิ่งชั้น…ไปกินเหล้า ภาพทุ่งหญ้ายังอยู่ในความทรงจำ

    โม้มากแล้ว เดี๋ยวหมดเรื่อง (ฮา)

    รื่นรมย์กับการทำงาน ร่างกาย หัวใจ แข็งแกร่งนะครับ

    ด้วยมิตรภาพ.

  8. lek Says:

    I liked Once too. The end was surprised me that he didn’t be with the girl…. I felt sad for the guy a little bit.
    The songs were really great.

  9. siriluck Says:

    ชอบพระเอกค่ะ ร้องเพลงเพราะมากๆ..
    สวัสดียามบ่ายนะคะ 😀

  10. ประทีป จิตติ Says:

    บ่ายคล้อยครับท่านทั้งหลาย…

    ขอบพระคุณพระพายที่กลับมาเล่าความรู้สึกภายหลังการอ่าน…(ขออภัยผมมองข้ามตอนที่พระพายกลับมาตอบ จึงไม่ได้ขอบคุณเสียแต่แรก)

    น้อมรับฟังความเห็นด้วยอาการยิ้มแย้ม แอบหัวเราะ (ต้องแอบ เดี๋ยวคนอื่นจะว่าบ้า-ฮา)

    สำหรับเรื่องละครเรื่องนั้น บังเอิญได้ชมมากกว่าครับ แม่บ้านเขาดู ผมไม่อยากดูแต่ก็ผ่านตาไปอย่างเสียไม่ได้เท่านั้นเอง ไม่รู้ทำไมอย่างไร ในรอบกี่ปีก็ไม่รู้ไม่เคยเห็นแม่บ้านจดจ่อกับละครเรื่องไหนอย่างนี้ (ปรกติเธอไม่ค่อยดูละครครับ)…เอาละ เป็นความสุขของเธอก็ชมไปไม่ว่ากัน

    ขอบพระคุณและยินดีกับการเข้ามาเยี่ยมเยือนสำหรับ คุณ lek และคุณ siriluck ครับ

    ว่าไปแล้วคิดถึงพี่ดินชะมัด…

    ด้วยมิตรภาพครับ.

  11. siriluck Says:

    คิดถึงเหมือนกันค่ะ ถ้าเจอฝากความคิดถึงถึงท่านดินด้วยนะคะ 😀 ขอบคุณค่ะ

  12. แทนขวัญ Says:

    สะเทือนใจได้ง่าย ๆ ระวังจะเป็นโรคหัวใจนะพี่อานันท์
    : ) เรื่องนี้ดูแล้วมันทั้งเต็มตื้นและว้าเหว่ กับคำโปรยของหนังที่ว่า How often do you find the right person? บ่อยแค่ไหนที่เราจะเจอคนที่ใช่

    Once —ครั้งหนึ่ง ก็คงเพียงพอแล้วเน้อ ; )

    ดูแลตัวเองด้วยจ้ะพี่ชาย

  13. โผล่แว้วสวัสดิ์ขะรับพี่ทั่น(แลทุกท่านด้านบน)

    ฝนเทเป็นรถดั๊มบรรทุกทราย เทข้ามวันข้ามคืนไม่ลืมหูลืมหาง ข้าพเจ้าได้แต่มุดหัวในขนำ งุ่นง่านคลานไปคลานมาพื้นขนำไม่พอแมวดิ้นตาย คลานไม่ทันไรทั่วแระ! ทีวีก็ไม่มีให้ดู วิทยุก็ไม่มีให้ฟัง นั่ง ๆ คลาน ๆ แหงนมองแต่ร่องฝนเหมือนอิเหนานั่งหง่าวถึงแม่บุษบา ปากก็ร่ำรำพึงไปว่า ‘ใครบอกว่าฝนโรแมนติก ลองมามุดหัวอยู่ในขนำสักวันสิวะ’

    รอจังหวะฝนเพลาเม็ด คว้าจักรยานลุยน้ำครึ่งแข้งออกไปบ้านเพื่อนเอาเจ้าไมเคิลคืนมา

    หาดใหญ่ไม่มีร้านขายโน้ตบุ๊คมือสองเลยขอรับ (หรืออาจมีแต่เพื่อนหาไม่เจอะ) เป็นอันข้าพเจ้าต้องหาทางออกต่อไป เพื่อนจะขึ้นกทม.ต้นเดือนหน้า อาจฝากขึ้นไปเทิร์น

    ส่วนอาการที่เกิดกับมือข้าพเจ้าหลังจากลองเสริชหาในเน็ต คิดว่าเข้าข่าย ‘ผังผืดที่มือ’ ขั้นเริ่มต้น (และความผิดปกติของเส้นประสาท)ข้าพเจ้าก็จะพยายามดูแลทั้งภายนอกภายใน ภายกลางนอกกลางในต่อไป

    เขียนสาส์นถึงพี่ท่านใส่สมุดไว้หลายหน้าเทียวขะรับ บันทึกไปเรื่อยเปื่อยตามแต่เม็ดฝนช่วงนั้น ๆ จะหนักจะแรง บางครั้งเขียนไปเขียนมา อ้าว! เรื่องนี้คุยแล้วนี่หว่า! (ก็มี)

    โผล่มาแล้วคิดพิมพ์ส่งทางเมล์ ทีนี้ชักยุ่งสิขะรับ

    ข้าพเจ้าอ่านไม่ออก!

    อีกอย่างเห็นตัวหนังสือเป็นพรืดให้คร้านพิมพ์เป็นกำลัง มีสแกนสักเครื่องก็ดีสินะขะรับ ข้าพเจ้าจะสแกนส่งมาให้พี่ท่านตาลายเล่น อิ อิ

    วันวานได้เจ้าไมเคิลคืนมา ทั้งยังปวดปลานนิ้วปวดข้อก็จะฝืนพิมพ์ไป แต่จะใช้เวลาอยู่กับแป้นให้น้อยลง เพราะหากขาดเสียทีเดียวข้าพเจ้าคงมีอาการลงแดงถึงขั้นต้องส่งโรงนวดเสี่ยชูเสียเป็นแท้

    เริ่มด้วยคุยกับท่านเจ้าสำนักเอาฤกษ์เอาชัย (เขียนกลอนไว้ตอนติดฝนนั่นแลขะรับ เขียนไปก็ขำไป) ตามด้วยเรื่องสั้นจุ๊ดจู๋(ที่ท่านคุณพระกล่าวถึง) อันนี้เขียนไปก็ขำไปเหมือนก้ลล์ (แต่โพสท์ที่สำนักแล้วผลประเมิลล์ไม่ยักมีใครขำแฮะ) (คิดถึงท่านอ้ายจริง ท่านอ้ายเจอเข้าต้องขำแน่)

    ยังมีกลอนชุด ‘บ้านเกิด’ ยังมี ‘ไอ้ซำหม้อโคกบัวบก’ ยังมีตอบเมล์สหายผู้เป็นที่รัก

    ข้าพเจ้าพิมพ์รวดเดียวไม่ได้เพราะเจ็บมือ เอาไว้ทะยอยผ่อนส่งวันละรายการ

    หายเจ็บป่วยเรียบร้อยนะพี่ทั่น ยินดี(อย่างเป็นทางการ)อีกครั้งกับ ‘ผู้บำบัด’ (มาตรแม้นพี่ทั่นจะรู้สึกเฉย ๆ เสียแล้วก็เหอะ)

    ยังมีหายนะเกิดขึ้นอีกมากมายสำหรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้า copy ไฟล์ทั้งไดฟ์ c ไดฟ์ d ลงแผ่นจากนั้นลบข้อมูลในเครื่องเอาเครื่องให้เพื่อนไป เมื่อชะตาเจ้าไมเคิลยังไม่ขาดจากกันย้อนกลับมาใหม่ ข้าพเจ้าก็ย้ายไฟล์กลับเข้าเครื่อง..แม่จ้าว!

    หลายไฟล์ก๊อปมาแต่ชื่อเนื้อในบ๋อแบ๋ ข้าพเจ้านั่งตาเหลือก ยังไม่ได้ตรวจทานว่าเรื่องที่เขียนอยู่ครบไหม ที่หายไปแน่แล้วเป็นไฟล์ใน WLW ซึ่งข้าพเจ้าหวังให้เป็นแหล่งเก็บสำรอง

    คิดขึ้นได้สำรองไว้บนเน็ตอย่างกระทำทุกวันนี้นับว่าไม่เลวขอรับ ใช้ Host ที่เชื่อถือได้ งานชิ้นใดไม่ต้องการเผยแพร่ก็ใส่กุญแจไว้ มีเว็บ Back Up อีกสักที คราวนี้จะเกิดเหตุสุดวิสัยใดให้มันรู้ไป

    แหมะเอ็นทรี่ใหม่คราใดจะโผล่มาทักทาย โชคดีมีชัยทั้งพี่ท่านแลท่านคุณนายตลอดปีตลอดไปขะรับ

    คารวะ

  14. ประทีป จิตติ Says:

    ยินดีเมื่อเห็นชื่อพี่ท่าน…

    กำลังโม่งานส่งเอารางวัลตามคำชวนเชิญแม่เพลง

    ตุยสั้น ๆ ก่อน เห็นข้อความพี่ท่านแล้วยินดี ๆ

    รักษาสุขภาพนะขอรับ

    ด้วยจิตคารวะ

  15. ผมเอง Says:

    เห็นข้อความเพลงพันวาแล้วสะดุ้ง

    นายเหม น่ะ ตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้ปล่อยออกไป เปล่าๆๆๆ กลัวมีคนเข้าใจผิดเท่านั้นเอง ฮา

    ด้วยความระลึก

  16. รุ่งอรุณ Says:

    ชอบonceมากจ้าความรักไม่ฟูมฟายไม่มากไปน้อยแค่เข้าใจว่าทำอะไรก็พอ…

  17. prateep Says:

    เห็นด้วยครับ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s