ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

เราล้วนต่างบกพร่อง ตุลาคม 19, 2008

Filed under: สวัสดีวันอาทิตย์© — ประทีป จิตติ @ 03:23
Tags:

สวัสดีวันอาทิตย์ ๓/๓๒

 -บทความนี้พูดถึงภาพยนตร์เรื่อง RIGHTEOUS KILL และบอกตอนจบ

“มันสมควรตายแล้วล่ะ”

            อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าผมบ้าสติแตกที่พูดอย่างนี้ เพราะเป็นการถอดความจากชื่อภาพยนตร์เรื่อง RIGHTEOUS KILL ต่างหาก

            พล็อตเรื่องธรรมดา ๆ ก็แค่เรื่องการกระทำวิสามัญฆาตกรรมคนเลว ๑๔ รายของนักสืบแห่งกรมตำรวจนิวยอร์กคนหนึ่ง  แน่ละ ทั้งหมดทั้งมวลนั้นย่อมมีเหตุผล หนังจะเล่าถึงเหตุทั้งหมดว่าทำไม อย่างไร เขาจึงต้องทำเช่นนั้น

              

            RIGHTEOUS KILL เปิดเรื่องโดยให้นักสืบเทิร์คพูดถึงตัวเองผ่านกล้องวงจรปิดว่า เป็นตำรวจมา ๓๐ ปี ตลอดระยะเวลาเขาฆ่าคนไปถึง ๑๔ คน (ฆาตกรรมต่อเนื่อง) บอกด้วยว่าคนเหล่านั้นสมควรตายแล้ว…เจ้าหน้าที่สืบสวนเปรยกับคู่หูว่า “เขาบ้านะ”  จากนั้นฉายภาพย้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด

            เรื่องสื่อให้เห็นภาพของนักสืบเทิร์ค (โรเบิร์ต เดอ นิโร) คู่ขนานไปกับนักสืบรูสเตอร์ (อัล ปาชิโน) คู่หูของเขา, เทิร์คมีทัศนคติเชิงลบกับคนร้ายชัดเจน มักแสดงความโกรธแค้นที่คนเหล่านั้นหลุดรอดจากคดีความ จองอาฆาตกัดไม่ยอมปล่อยถึงที่สุดจะเอาตัวเข้าคุกให้ได้ ทั้งยังแสดงให้แนวโน้มว่าถ้าฆ่าได้ก็จะฆ่าเลย ส่วนรูสเตอร์เป็นคนบุคลิกสุขุม คอยเบรกอารมณ์ของเทิร์คให้ใจเย็นอยู่เสมอ

            ครั้งหนึ่งเทิร์คและรูสเตอร์เสียท่านักค้ายาที่จ้องจะจับกุมมานาน ในระหว่างเข้าจับกุมพวกเขายิงลูกสมุนนักค้ายาตายไปคนหนึ่ง เขาทั้งสองถูกตั้งกรรมการสอบสวนว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ ผลจากการสอบสวนแม้ว่าจะไม่ต้องรับผิดแต่ก็ถูกส่งไปพบจิตแพทย์ เพราะคำให้การของทั้งสองไม่มีความรู้สึกรู้สลดใจกับการกระทำของตนเอง, เทิร์คแสดงอารมณ์สะใจ ส่วนรูสเตอร์ก็แสดงอาการเห็นดีเห็นงามกับเทิร์ค

            จิตแพทย์ถามเทิร์ค  “รู้สึกอย่างไรเมื่อได้ยิงปืน ยิงคนร้าย” 

            “รู้สึกดี”  เทิร์คตอบ

            จิตแพทย์ถามรูสเตอร์  “รู้สึกอย่างไรหากเห็นผู้บริสุทธิ์ถูกฆ่า”

            รูสเตอร์เบะหน้าเหมือนจะร้องไห้ “ไม่รู้สิ ผมไม่อยากรับรู้ ผมไม่อยากเห็น”

            จิตแพทย์ส่งสมุดบันทึกเล่มเล็กให้รูสเตอร์ บอกว่าผมอยากให้คุณเขียน ระบายสิ่งที่อยู่ในใจของคุณออกมา

            เทิร์คแสดงความเกรี้ยวกราดอย่างชัดแจ้งเมื่อศาลยกฟ้องผู้ต้องหาคดีหนึ่งของเขา  เทิร์คพูดจาข่มขู่ไอ้หมอนั่นกลางศาล จากนั้นไอ้หมอนั่นก็ถูกยิงตายคาห้องพัก 

            นักสืบวัยคราวลูกตั้งข้อสันนิษฐานว่าฆาตกรจะต้องเป็นตำรวจ เนื่องจากที่พักของผู้ตายไม่มีหลักฐานแสดงว่ามีการบุกรุก เหมือนผู้ตายเปิดประตูรับฆาตกรเอง และย้อนมองไปถึงคดีฆาตกรรมก่อนหน้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องคดีที่เทิร์คกับรูสเตอร์รับผิดชอบ  พวกเขาสงสัยว่าเป็นการกระทำของเทิร์คอย่างไม่ต้องคิดมาก

            เมื่อเทิร์ครู้ว่านักสืบหนุ่มคิดอย่างไรกับตัวเองก็แสดงความเห็นว่าฆาตกรไม่น่าจะเป็นตำรวจ น่าจะเป็นคนนั้นคนนี้มากกว่า  การแสดงออกของเทิร์คยิ่งทำให้นักสืบรุ่นลูกมองว่าเขากำลังพยายามเบี่ยงเบนตัวฆาตกร และยิ่งปักใจเชื่อด้วยว่าเทิร์คนั่นแหละคือฆาตกรตัวจริงจนนำไปสู่การแอบสืบอย่างลับ ๆ…

            เทิร์คจะทำอย่างไร และนักสืบวัยคราวลูกจะจับเขาได้หรือไม่ จากนี้ไปจะนำไปสู่ไคลแมกซ์ของเรื่อง

            ……….

            ปัง!!

            จู่ ๆ รูสเตอร์โผล่ออกมาจากมุมกล้อง ยิงเปรี้ยงเข้าที่กบาลไอ้พ่อค้ายา (คนเดิม) แล้วโยนสมุดบันทึกให้เทิร์คอ่าน ข้อความในสมุดนั้นแท้จริงคือคำสารภาพของรูสเตอร์ โดยใช้ชื่ออื่น (ผมเข้าใจว่านั่นคือตัวตนอีกด้านหนึ่งของเขา) อ่านต่อหน้ากล้องวงจรปิด–ก็เป็นภาพที่ปรากฏตอนต้นเรื่อง

            เรื่องกลับกลายหักมุมเฉยเลย เพราะตอนต้นทำให้คิดว่าเทิร์คกำลังสารภาพหลังจากฆ่าคนไปแล้วตามสไตล์คนร้ายพวกบกพร่องจิต แล้วภาพค่อย ๆ แพนมาให้เห็นว่า เทิร์คเองก็นั่งดูเทปนั้นด้วย…

            เหตุผลที่รูสเตอร์ฆ่าคนมันเริ่มจากที่เทิร์คสร้างหลักฐานเท็จเพื่อเอาผิดกับคนร้ายที่ฆ่าลูกสาวตัวตัวเล็ก ๆ ของตัวเอง…รูสเตอร์ศรัทธาความเป็นตำรวจที่ดีของเขา อยากเป็นอย่างเขาและเป็นได้มาโดยตลอด แต่แล้วศรัทธานั้นก็พังทลายเมื่อเทิร์คทำผิดเสียเอง  เขาฆ่าคน ๑๔ คน (ทั้งที่อยากจะฆ่าให้มากกว่านั้น แต่ด้วยเพราะความศรัทธาในตัวเทิร์คนั่นแหละที่ตรึงความคิด จิตใต้สำนึกเขาไว้) คล้ายดัดหลังเทริ์คนั่นแหละ ขณะเดียวกันก็เป็นการยืมมือฆ่าไปในตัว

            หนังอธิบาย (ตามมุมมองของผม) ว่า การฆ่าของรูสเตอร์นั้นเป็นความคิดที่แฝงติดตัวมานานแล้ว ทัศนะคติเชิงลบต่อคนร้ายหรือคนที่ตัวเองคิดว่าชั่ว เลว สมควรถูกจับของเทิร์คที่แสดงออกมานั้นกลับกลายเป็นสิ่งปรกติสามัญที่ปุถุชนแสดงออกมา แต่รูสเตอร์เลือกที่จะเงียบ เก็บซ่อนความรู้สึก

            “รู้สึกอย่างไรหากเห็นผู้บริสุทธิ์ถูกฆ่า”

            “ไม่รู้สิ ผมไม่อยากรับรู้ ผมไม่อยากเห็น”

            เมื่อสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจพังครืนสิ่งที่เก็บกักขังไว้ก็ระเบิดออกมา และเมื่อความแตก (เนื่องจากเหยื่อรายล่าสุดไม่ตาย) รูสเตอร์ ขอยอมตายดีกว่าถูกจับส่งเข้าโรงพยาบาลบำบัดอาการทางจิต (เขาไม่คิดว่าเขาบกพร่องทางจิต) เพราะเขาเชื่อว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมันถูกต้องแล้ว จะจับเขาได้ก็ต้องจับตาย–เขายังคิดว่า ‘การฆ่า’ แม้จะเป็นการฆ่าตัวเองก็ถูกต้องแล้ว มันยุติธรรมดี ไม่ต้องอุทธรณ์

 

            ผมต้องใช้เวลาทำความเข้าใจหนังเรื่องนี้โดยการย้อนกลับไปชมแต่ละฉาก ตอนดูย้อนนี่มันเป็นอารมณ์คนละแบบกับครั้งแรก จะรู้ได้เลยว่า อ้อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง อ้อแล้วก็อ้อ…เหมือนเปลี่ยนมุมกล้องดูโดยที่ยังเป็นมุมกล้องเดิม

            เหตุที่ต้องย้อนกลับไปดูนั้นเป็นเพราะการตัดต่อภาพที่เร็วมาก (คล้ายเดอะ ชัตเตอร์ ที่กระตุกขวัญคนดูโดยใช้เทคนิคการตัดต่อภาพเร็วฉับ ๆ) ไม่ทำให้งงแต่ไม่อาจคิดต่อฉากนั้น ๆ ได้ทัน

            เหมือนตั้งใจไม่ให้คนดูคิดนาน, เหมือนตั้งใจจะล้อกับคนดูว่าบางครั้งคนเราก็ด่วนสรุปตัดสินใจกับสิ่งที่ได้เห็นทันทีทันใดโดยไม่มีการตรึกตรอง เช่นเห็นคนทำไม่ดีก็ตัดสินว่าเลว เห็นคนทำความดีก็แสดงความชื่นชมโดยพลันประมาณนั้น  (เช่นช็อตที่จิตแพทย์ถามคนทั้งสอง ผมชี้หน้าเทิร์คเต็ม ๆ ว่า เอ็งนั่นแหละทำ โดยยังไม่มีรายละเอียดอะไรมากกว่าที่ได้เห็นก่อนหน้า ไม่ได้เฉลียวคำตอบของรูสเตอร์เลยกระทั่งย้อนกลับมาดูจึงพอจะรู้ว่าทำไมจิตแพทย์จึงให้เขาเขียนระบายสิ่งที่อยู่ในใจลงสมุดบันทึก))

            การนำเสนอเช่นนี้หากดูครั้งเดียวผ่านจากโรงภาพยนตร์ กลับออกมาคงต้องบ่นอุบเลยละว่าไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  (คนอื่นอาจไม่เป็นก็ได้นะครับ) ผมให้ความดีความชอบกับการนั่งดูหนังแผ่นที่บ้านก็ตรงนี้ งงตรงไหนไม่เข้าใจยังไงย้อนกลับไปดูตอนนั้นอีกครั้งได้

            ผมได้บทสรุปเป็นคำถามถามกับตัวเองอย่างนี้…

            ไอ้การที่ตำรวจคนหนึ่งทำการวิสามัญฆาตกรรมคนร้ายโดยที่คนในสังคมต่างก็รู้อยู่เต็มอก แต่กลับเอามันเข้าคุกไม่ได้นั้นผิดไหม? และตำรวจบกพร่องทางจิตหรือเปล่า?

            ต่อคำถามที่หนึ่ง หากมองในเรื่องของกฎหมายผิดแน่นอน  ศีลธรรมล่ะ ก็ต้องบอกว่าไม่ควร  ความเชื่อล่ะ ก็ต้องบอกว่าถูก (ใครมองความเชื่อของตัวเองว่าผิดบ้าง)

            ต่อคำถามที่สอง ผมคิดถึงคำพูดของมิตรกวีผู้มีความรู้ระดับเปรียญสามว่า “คนเราล้วนเป็นโรคจิตกันทุกคน อยู่ที่ว่าใครจะบังคับควบคุมจิตใจของตนเองได้มากขนาดไหน” ทำให้ผมคิดต่อไปว่า ผมเองก็เคยอยากให้คนคนหนึ่งตาย เคยสบถว่าไอ้พวกนั้นพวกนี้เมื่อไหร่มันจะตายสักที ทั้งที่อยากให้มันตายแต่ก็ไม่กล้าลงมือฆ่ามัน เพราะอะไร?

            ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องบาปกรรมมาถ่วงดุลความคิดในทันทีทันใด แต่คิดกลัวการลงโทษจากตัวบทกฎหมาย ผมฆ่ามันผมก็ต้องติดคุก หรือไม่ญาติพี่น้องมันก็ต้องอาฆาตแค้นกลับมาฆ่าผมเป็นการชำระความแค้น ฝ่ายนั้นก็คงคิดว่าการฆ่าผมนั้นเป็นสิ่งที่สมควรแล้วเพราะผมไม่ได้เป็นฝ่ายถูกกระทำอะไรเลย ผมไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินชีวิตใคร

            หากเราฆ่าใครสักคนโดยคิดว่ามันยุติธรรมสำหรับโลกใบนี้ได้ ก็น่าจะสมควรคิดด้วยว่า เราก็สมควรตายเช่นคนที่เราฆ่าเขาด้วย อย่ากลัวที่จะถูกกระทำกลับคืน เหมือนกับตอนจบของ RIGHTEOUS KILL

            ถ้าคิดไม่ได้ (เพราะไม่ยอมคิด) เราก็คือไอ้ขี้ขลาด หาใช่ผู้กล้าแต่อย่างใด!

            สวัสดี ·

 

อานันท์ ประทีฯ.

๑๙ ต.ค. ๕๑

 

 

RIGHTEOUS KILL (2008)

Most people respect the badge. Everybody respects the gun.

กำกับการแสดง            Jon Avnet

นำแสดงโดย            Robert De Niro

                                Al Pacino

 

 

Advertisements
 

10 Responses to “เราล้วนต่างบกพร่อง”

  1. สวัสดีครับพี่ท่าน

    พี่เป็นหนึ่งที่ไม่แคร์เรื่องปอยล์บ้าบออะไรนั่น ผมเองก็เห็นด้วย อ่านแล้วไปดูแม้จะไม่ได้อรรถรสเท่าการไม่รู้ก่อนหน้า มันขึ้นอยู่กับว่า คนดูหนังดูย่างไร ดูเพื่ออะไร

    ผมไม่สนใจเรื่องความบันเทิงฉาบฉวย ยังไงก็ต้องย้อนมาดูอีกสักรอบสองรอบจนกว่าจะเข้าใจว่า หนังมันจะบอกอะไรเรา เราเข้าใจที่มันบอกขนาดไหน

    ทว่า การครั้งนี้ หากพี่อ่านดี ๆ ตรงที่จิตแพทย์สัมภาษณ์นักสืบทั้งสอง (กลับไปอ่านตรงนั้นนะครับ) แล้วมาตอนที่ผมบอกว่า เหมือนล้อเล่นกับคนดูโดยการตัดภาพเร็วไม่ให้ทันคิด…

    ทีแรกผมเขียนว่า “ผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า นักสืบเทิร์คยังไงมันก็ฆ่าแน่นอน โดยไม่เฉลียวใจรูสเตอร์เลย”

    เอาละ หากเป็นพี่เห็นช็อตนั้นซึ่งต่อเนื่องการฉายพฤติกรรมของเทิร์ค ก็หนังมันจงใจให้เป็นอย่างนั้น มากกว่าฉายภาพของรูสเตอร์…

    หนังมันหลอกคนดู โดยให้คนดูเข้าใจไปเองตามสิ่งที่เห็น…จะบอกพี่ว่ายังไง ว่าหนังมันหักมุมตอนจบ

    อยู่ดี ๆ รูสเตอร์ยิงเปรี้ยงเข้ากบาลไอ้เจ้าพ่อค้ายา (คนเดิม) แล้วโยนสมุดบันทึกให้เทิร์คอ่าน มีกล้องวงจรปิดจับใบหน้า–ก็เป็นภาพที่ปรากฏตอนต้นเรื่อง

    ผมร้อง อ้าว ไอ้…เรื่องกลับกลายเป็นงี้เฉย เพราะตอนต้นมันทำให้คิดว่าเทิร์คกำลังสารภาพหลังจากฆ่าคนไปแล้วตามสไตล์พวกโรคจิต (ขอใช้คำนี้)แล้วภาพค่อย ๆ แพนมาให้เห็นว่า เทิร์คเองก็นั่งดูภาพนั้น…

    เหตุผลที่รูสเตอร์ฆ่าคนมันเริ่มจากที่เทิร์คสร้างหลักฐานเท็จเพื่อเอาผิดกับคนร้ายที่ฆ่าลูกสาวตัวเอง…รูสเตอร์ศรัทธาความเป็นตำรวจที่ดีของเขามาโดยตลอดแต่แล้วศรัทธานั้นก็พังทลาย เขาฆ่าคน ๑๔ คน (ทั้งที่อยากจะฆ่าให้มากกว่านั้น แต่ด้วยเพราะความศรัทธาในตัวเทิร์คนั่นแหละที่ตรึงความคิด จิตใต้สำนึกเขาไว้)คล้ายดัดหลังเทริ์คนั่นแหละ และยืมมือฆ่าไปในตัว

    และเมื่อความแตก (เนื่องจากเหยื่อล่าสุดไม่ตาย) รูสเตอร์ ขอยอมตายดีกว่าเข้าโรงพยาบาลบำบัด เพราะเขาเชื่อว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมันถูกต้องแล้ว จะจับเขาได้ก็ต้องจับตาย–เขายังคิดว่าการฆ่าแม้จะเป็นการฆ่าตัวเองก็ถูกต้องแล้ว มันยุติธรรมดี ไม่ต้องอุทธรณ์

    อา…เกือบสมบูรณ์ แต่เขียนแบบนี้ไม่ต้องสมบูรณ์นักก็ได้จริงไหม

    ผมจะเข้าไปแก้ต้องสปอยล์ นะ แล้วหมายเหตุที่ต้นเรื่อง ว่าบอกตอนจบของเรื่อง
    เอา เห็นด้วย คราวต่อไปจะไม่สนเรื่องปล่อยไม่ปล่อยแล้ว จริง ๆ ผมก็ขัดในอารมณ์นะพี่ท่าน ผมอยากเล่าในสิ่งที่ผมอยากเล่าโดยไม่ต้องไม่คำนึงถึงกลุ่มคน “รักหนัง”

    ก็บอกแต่แรกแล้ว บอกตอนจบของเรื่องนะเฟ้ย อ่านแล้วด่ามันก็…ไม่เรียกอะไรดีกว่า
    .
    .
    ส่วนเรื่องของมิตรกวีนั้น ท่านพี่เอ๋ย น้องเขาอาจคิดเหมือนหรือต่างจากผมก็ได้ ผมบอกแล้วว่าผมคิดต่อเอาเอง คำพูดของเขาอาจเขยื้อนความคิดพี่ท่านแต่ใครจะรู้ คำพูดก็คือพูด บางที่ใจอาจไม่ได้หมายความอย่างนั้น เช่นถามว่า หิวข้าวไหม บอกว่าเดี๋ยวค่อยกิน…

    ฮา สวัสดีวันอาทิตย์มันต้องอย่างนี้สิ คิดนอกเรื่อง แต่เรื่องเป็นต้นเรื่องสร้างประเด็น
    ขอบพระคุณสำหรับคำแนะนำครับผม

    ด้วยจิตคารวะ
    ผมเอง

    ป.ล. เอาความเห็นของพี่พ่วงท้ายไปแปะที่สำนักหนอนด้วยนะครับ
    .
    .
    .
    ฉิบ! ข้อความเห็นของพี่หายหมดเกลี้ยง! ขอโทษด้วยขอรับ ดันไปสั่งลบโดยไม่ดูตาม้าตาเรือให้ดี ขออภัย ๆ

  2. อา..สวัสดิ์ขอรับพี่ท่าน

    นี่สิจึงเป็นความสมบูรณ์!
    เล่ห์กลทั้งหลายของการนำเสนอ เราหยิบยกมาคุยกัน
    อย่างที่บอก..ท่านเกรียนโผล่มายามใดผู้น้อยจะช่วยหาปัตตาเลี่ยน!
    ยังมีนะพี่ท่าน..
    บางแง่มุมที่เราคาดไม่ถึง สหายบางท่านดูแล้วอาจมองมุมต่างยังได้นำมาแลกเปลี่ยน

    อ่านแล้วคิดนอกเรื่องสร้างประเด็นนั่นล่ะผู้น้อยจึงโขกศีรษะคารวะพี่ท่านมานานนัก จะมีสักกี่คนที่คิดได้เพียงนี้ “วจนะข้าพเจ้าหาได้ลึกซึ้งซ่อนมุมชวนคิดยอกย้อนดอก แต่หากผ่านตาแล้วสามารถสร้างประเด็นสรวลคิดข้าพเจ้าก็สุขใจยิ่งแล้ว”

    พี่ท่านว่าจะมีสักกี่คนไปถึงตรงนี้?

    ใช้ไมเคิลไม่ได้เหมือนก่อนแล้วขอรับพี่ท่าน
    พี่ท่านขุลล์บอกว่าให้หาคีย์บอร์ดมาต่อ ข้าพเจ้าจะลองดู
    แต่ยามนี้ต้องขอลาไปก่อนแล้ว ยิ่งพิมพ์ยิ่งปวดข้อนิ้วข้อแขนมากขึ้นทุกที

    คารวะขอรับ

  3. วันนี้แย่จริง ๆ พี่ท่าน ข้าพเจ้าออกไปเมาจนไม่รู้จะกล่าวความใด ไว้สร่างแล้วจะเขียนมาหา

    คารวะ

  4. ครับพี่

    เอาคีบอร์ดมาต่อ หากทำได้ ผมว่ากระแสไฟไม่น่าแล่นผ่านมาถึงนะครับ
    คีย์บอดอย่างโน้ตบุคมีขายทั่วไป ผมเองก็ใช้ขนาดเล็กครับ

    เอาช่วยพี่ท่าน เอาใจช่วย

    รักษาร่างกายนะครับ เห็นว่ามรสุมจะพัดผ่านมาอีกคราแล้ว ต่อด้วยอากาศหนาว
    กทม.ร้อนครับ โดยเฉพาะแถวสนามม้านางเลิ้ง

    ด้วยจิตคารวะ.

  5. lek Says:

    sorry na krub…I won’t read your post until I see the movie.

  6. จินนี่ Says:

    สวัสดีค่ะ คุณอานันท์ฯ

    เข้าไปแสดงความเห็นแลกเปลี่ยนมุมมองกัลล์
    แปะไว้ในห้องหนอนสนทนาแล้ว

    แวะมาบอกจ้า

    ด้วยมิตรภาพ 🙂

  7. ฮัลโหลพี่ท่าน ได้รับเมล์แล้ว(ด้วยความทึ่งแลอึ้ง ขยันเขียนชะมัด!)ยังพิมพ์ข้อความไม่ได้อาการปวดนิ้วยามสัมผัสคีย์ยังรุนแรง ข้าพเจ้าลองเอาผ้านวมถุงนอนรองโต๊ะเก้าอี้(แทนพรม)แต่ไม่มีอะไรดีขึ้น ยามนี้จึงยังไม่สามารถเขียนโต้ตอบ

    เอาที่แหมะไว้มาคืนขะรับ (ดีนะ save ไว้)

    คารวะ

    ปล. เวอร์ชั่นนี้ค่อยเต็มรสหน่อย ส่วนเรื่องสปอยล์อย่างไรให้สร้างสรรค์สวยงามโอกาสว่าง ๆ เราน่าระดมมุมคิดกันดูสักคราเป็นไรขะรับพี่ท่าน (พิมพ์นานไม่ได้ปวดนิ้ว ต้องเผ่นแล้วขะรับ)

    OOO

    อรุณสวัสดิ์พี่ท่าน

    เจอะพะยี่ห้อเดอ นิโรกะอัลปาชิโนเป็นอันน่าดู!

    คู่นี้ตีสีหน้าท่าทางชั้นเทพจริง ๆ รับบทไหนเป็นสวมมันทั้งจิตวิญญาณ มิมีที่ผู้ชมจะไม่เชื่อว่าหมอเป็นคนอื่นนอกไปจากนายคนชื่อนั้น ๆ ในเรื่อง โดยเฉพาะเดอ นิโร ข้าพเจ้าว่าทุกองคาพยพพระเดชพระคุณสวมบทแสดงไม่เว้นกระทั่งรอยย่นบนใบหน้า

    ยุคหลังเจอแบรด พิตต์ดูมีเค้า เสียอย่างเดียวไม่ว่าเรื่องไหน ๆ พวกทรงผมเดิมตลอดดูอย่างไรไม่พ้นแบรด พิตต์สักที

    แต่เดอ นิโรไม่เช่นนั้น นายคนนี้เล่นเอาคนดูรู้จักแต่คนในเรื่องลืมไปเลยว่าหมอคือโรเบิร์ต เดอ นิโร

    กำลังอ่านเนื้อหาเพลิน ๆ ให้มีอันหล่นตุ๊บ! เหมือนเดินเลียบฟุตบาธอยู่ดี ๆ ตกท่อเสียกระนั้น

    ปะคำ ‘สปอยล์’ อีกแระ!

    ข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่าจะเสียจรรยาบรรณหรือไม่ประการใดกับการเล่าเรื่องให้จบกระบวนความ พิจารณาตามธรรมชาติน่าจะมีทั้งคนอยากรู้เรื่องจนจบและคนไม่อยาก ก็แล้วไยเราไม่ลองทบทวนทำอย่างไรจึงสามารถสื่อสารกับคนทั้งสองกลุ่มโดยไม่พร่องข้างใดข้างหนึ่ง

    พี่ท่านที่เคารพ เรามาตั้งขบวนการสปอยล์กันหน่อยเป็นไร สปอยล์กันให้มันรู้ไปเลยว่าสปอยล์แล้วโปลิสจับ!

    ชักสงสัยว่าการเล่าเรื่องไม่จบเป็นมรรยาทที่ดีของสังคมหรืออย่างไร? ผู้น้อยไม่เข้าใจ..การกระทำค้าง ๆ คา ๆ กลายเป็นสิ่งสังคมเห็นดีเห็นงามกระนั้นหรือ? ่หากจะมองว่าการเล่าเรื่องจนจบไม่ดีงามเพราะทำลายอรรถรสคนยังไม่ดู ก็แค่ใส่วงเล็บคั่นไว้ (ถัดจากนี้จะสปอยล์ล่ะนะ) หากเกรงเสียรสหนังก็เพียงข้ามไป เยี่ยงนี้ผู้อ่านได้มีโอกาสเลือกแลตัวบทความเองก็จะสมบูรณ์..เห็นด้วยไหม?

    (เล่าจบแล้วหากมีเด็กเกรียนแพลมมาเดี๋ยวข้าพเจ้าช่วยหาปัตตาเลี่ยน!)

    ขออนุญาตแย้งสหายกวีสักนิดเถิดขอรับ

    อันว่า ‘คนเราล้วนเป็นโรคจิตกันทุกคน อยู่ที่ว่าใครจะบังคับควบคุมจิตใจของตนเองได้มากขนาดไหน’ ผู้น้อยเห็นพ้องต้องใจแลเข็มคิดก็คล้อยชี้ไปทางเดียวกันใช่เบาอยู่ ขัดหน่อยก็ตรงมุมเล็ก ๆ ใคร่ยกขึ้นมาถกเถียง

    ข้าพเจ้าค้านตรง ‘อยู่ที่ว่าใครจะบังคับควบคุมจิตใจตนเองได้มากขนาดไหน’

    อาการทางจิตของผู้คนที่ทำให้สังคม(ไม่ว่าจะเป็นในออฟฟิศ หมู่บ้าน หรือในวัด)วุ่นวายทุกวันนี้ฝังในจิตใต้สำนึก ไม่ว่าจะเป็น นินทาว่าร้าย ปัดความรับผิดเอาแต่รับชอบ อิจฉาริษยา น้อยอกน้อยใจ ไร้เหตุผล แยกพรรคแบ่งพวก เอาผลประโยชน์ตนมาก่อน ใช้อารมณ์โวยวาย ไม่รู้จักแยกเรื่องส่วนตัวเรื่องงาน ฯลฯ

    โดยมากอาการเหล่านี้ถูกกลบฝังไว้ตั้งแต่วัยเยาว์จนถึงรู้ความ อุปนิสัยหลังจากนั้นเป็นไปโดยจิตสำนึกซึ่งสามารถแก้ไขปรับปรุงโดยง่าย แต่อุปนิสัยก่อนหน้าฝังลึกลงไปเกินจิตสามัญจะหยั่งถึง หลายคนจึงพกเอาความพร่องทางจิตติดตัวไปจนตาย

    พ่อแม่สืบทอดอาการป่วยให้ลูก ๆ โดยไม่รู้ตัวว่าป่วย ลูก ๆ เติบโตขึ้นสืบทอดอาการมีครอบครัวส่งต่อลูก ๆ อีกทอดและอีกทอด จนกว่าจะมีใครสักคนรู้ตัวและหยุดมันเสีย
    ซึ่งนั่นต้องใช้การระลึกรู้ที่พ้นไปจากสามัญ

    อาการที่อยู่ใต้การควบคุมของจิตใจโดยมากเป็นจิตสำนึกระดับศิลธรรมมโนธรรม ผู้คนโดยมากในสังคมควบคุมตนเองอยู่ได้ในระดับนี้สังคมจึงสงบ บริษัทจึงยังดำเนินกิจการไปได้ แต่ใช่ว่าพวกเขาจะสามารถควบคุมระดับจิตใต้สำนึกอันเป็นที่อยู่ของอาการทางประสาท บริษัทโดยมากจึงยังทำผลกำไรทั้งเหตุการณ์ภายในวุ่ยวายไม่เว้นวัน (ซึ่งโดยมากใช่เกิดจากปัญหางานแต่เป็นปัญหานิสัยคนทำงาน)

    มองเห็นจุดที่ข้าพเจ้าแย้งไหมขอรับ?

    การเชื่อว่าจะสามารถบังคับควบคุมจิตใจตนเองได้เป็นเพียงระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ระดับที่อาการโรคจิตฝังอยู่ เราเพียงควบคุมตัวเองขณะที่อาการทางจิตเป็นผู้ควบคุมอีกชั้นหนึ่ง ไม่ต่างวัยรุ่นที่เชื่อว่าตัวเองสามารถควบคุมโลกได้ ความมั่นใจเต็มเปี่ยม เชื่อว่าตัวเองสามารถควบคุมตัวเองได้ กว่ารู้ว่าพฤติกรรมเหล่านั้นถูกควบคุมโดยฮอร์โมนต่าง ๆ ที่ระดมกันผลิตกระตุ้นการเจริญเติบโตก็ล่วงวัยผู้ใหญ่แล้วนั่นแล

    ผลเสียของการเชื่อว่าขึ้นอยู่กับการบังคับควบคุมจิตใจตนเอง จะทำให้เราหยุดสืบค้นเข้าไปหาต้นตอที่แท้จริง ติดอยู่กับจิตสำนึกระดับควบคุม ไม่สำรวจลึกเข้าไปในจิตใต้สำนึก ผู้ที่เชื่อว่าตนสามารถควบคุมจิตใจตนเองได้ก็อาจไม่รู้ตัวว่าถูกจิตใต้สำนึกควบคุมอยู่อีกทอด อาการทางจิตยังสามารถสำแดงออกไปได้โดยไม่รู้ตัว เราจึงเห็นผู้ป่วยทางจิตเพ่นพ่านอย่างปกติสุขในสังคม ก่อความวุ่นวายในระดับทำลายความสงบสุขโดยที่เจ้าตัวหาได้เจตนา (โทษคนอื่นต่อไป)

    หากจะขอเขยื้อนคำเป็นกล่าวว่า ‘คนเราล้วนเป็นโรคจิตกันทุกคน อยู่ที่ว่าใครจะป่วยหนักเบาแค่ไหนและรู้ตัวหรือไม่ระดับใด’ ไม่ทราบมิตรกวีจะเห็นเช่นไรขอรับพี่ทั่นที่เคารพ?

    คารวะ

  8. ท่าน lek มิเป็นไรครับ เพียงแค่แวะมาเยือนก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง

    คุณจินนี่…ยินดีต้อนรับ เข้าไปอ่านความเห็นแล้วครับผม

    พี่ดิน…โอ้ นับว่าเป็นวาสนาอย่างยิ่ง ผมดันลืมคาถามหาโพสต์เสียได้ Copy (save) ก่อน Post ขอบพระคุณยิ่งครับ

    ด้วยมิตรภาพ.

  9. ว่าเรื่องของดาราใหญ่ ปาชิโน กับ เดอ นิโร นั้น ดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดเหมือนกันไหมพี่ ผมคิดถึง the godfather

    แม้ว่าสองคนนี้จะไม่พบกันในเรื่อง เพราะ เดอ นิโร เล่นเป็น ดอน วีโต้ ตอนหนุ่ม ส่วนปาชิโน เป็นลูกชายคนเล็ก คนที่เล่นบทดอน วีโต้ ตอนชรา คือ มารอน แบรนโด

    ผมไม่ทราบว่า นอกจาก rightoeus kill ยังจะมีเรื่องไหนที่ทั้งสองแสดงคู่กันอีก…

    เคยดูเรื่อง man of honor ประทับใจจ่าน่วิกโยธินที่เดอ นิโร สวมบทบาท อย่างที่พี่ท่านบอก เราลืมความเป็นเดอ นิโร ไปได้ชั่วครู่กระทั่งหนังจบ เล่นได้ทุกบท พี่ว่าของไทย พระเอกระดับสรพงษ์นี่เข้าขั้นแบบนั้นได้หรือไม่

    พี่เอกของเราก็ใช่ย่อยนา…คนขับแท็กซี่เอย คนเลี้ยงช้างเอย หรือตำรวจถ่อย ๆ ในมือปืนสาละวิน อ้อ จะลืมเรื่อง “มือปืน” ไม่ได้เด็ดขาด เรื่องนั้นไปถ่ายทำแถวโรงเรียนผมนะพี่ท่าน ตอนนั้นอยู่ป.๑ ตอนพักออกมากินข้าวสงสัยเขามุงอะไรกันหว่า ป้าคนหนึ่งบอกว่า “ถ่ายหนัง” พอรู้ว่าเท่านั้นแหละ เด็กอย่างผมมีหรือจะเดินหนี

    ฉากนั้น เป็นฉากร้านตัดผมที่จ่าสมหมายมาเป็นช่างที่นี่ ร้านติดคลอง ติดสะพานข้ามคลองที่คลาสสิคสุดสุด สะพานอิฐโค้งคล้ายในเมืองเวนิสยังไงยังงั้น ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ครับ เวลาขับจักรยานหรือมอไซค์นี่ต้องเกียร์ต่ำอย่างเดียว ไม่งั้นพุ่งตีลังกากลับหลัง

    ส่วนปาชิโน นั้น นามนี้คิดว่าในเมืองไทยคงกระเดื่อง ลือชากว่า เดอ นิโร ที่เจ๋ง ๆ ก็คงเป็น Serpico ที่สิบล้อมักติดไว้ท้ายรถ เคียงคู่กับเช เกวารา

    เล่นหนังตั้งแต่หนุ่มยันแก่เป็นปู่ แม้เรี่ยวแรงจะถดถอย เล่นบทตำรวจไล่จับผู้ร้ายไม่ถนัด แต่ความคม การสวมบทบาทนั้นหาได้ถดถอย มีแต่จะเพิ่มขึ้น คับแน่นด้วยประสบการณ์ อย่างเรื่อง rightoeus kill นี่แทบไม่มีฉากตอนไหนให้พี่แกต้องเหนื่อย วิ่ง คงมีแต่เดอ นิโร เท่านั้น ที่มีบ้าง (เบาๆ )

    ส่วนนักแสดงรุ่นลูก นามแบรด พิทท์ จริงเช่นกัน ผมเห็นแกทีไรแล้วคิดถึงเรื่อง legend of the fall ทุกครั้ง

    แต่เรื่องนี้มันเจ๋งนะพี่ท่าน บทมันเหมาะกับแบรดยังไงยังงั้น เรื่องแรกก่อนหน้า…อะไรหว่าที่ประกบกับฟอร์ด เป็นพวก IRA นั่นน่ะ ทั้งการยิ้ม ทรงผม มาด ถึงวันนี้ก็ยังเป็นยังงั้น ยังหนีไม่พ้น ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจของหนัง หรือ เรา หรือตัวนักแสดงเองที่ยึดติดกับ look นั้น

    แต่ยังไง ผมก็ชอบ มันเถื่อนแบบหล่อดิบ ๆ ฮา…

    ตามมาติด ๆ คล้าย ๆ กับแบรด ก็ โคลิน ฟาเรล

    หมอนี่พยายามเล่นบมหลาย ๆ บท แต่ผมยังสรุปไม่ได้ว่า จะเป็นทำนองเดียวกับแบรด ไหม เรื่องเด่นก็ต้อง phone booth หมอนี่เล่นคนเดียว พล็อตเดียว มันคุยโทรศัพท์ในตู้ทั้งเรื่อง หนังดีครับ ไม่น่าเบื่อด้วยเรื่องราวของมัน

    ทีนี้มาเล่นเป็นอเล็กซานเดอร์ เออ เข้าท่า เล่นได้ หมอนี่แสดงอารมณ์ออกทางสีหน้าเก่ง ไม่หล่อบาดใจอย่างแบรด แต่ก็เท่ไปอีกแบบ

    เจ็บคอนะครับ เมื่อคืนนอนตากกลม ไม่ใส่เสื้อนอน เช้ามาเลยระคายคอ อีกทั้งอัดบุหรี่มากด้วย ต้องกินน้ำไม่เย็นไปสักห้วงยาม…

    ด้วยมิตรภาพครับ
    ผมเอง

  10. ได้หนังของปาชิโน มาอีกหนึ่ง

    88 munites


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s