ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

วิสัยทัศน์สีเทา กันยายน 28, 2008

Filed under: สวัสดีวันอาทิตย์© — ประทีป จิตติ @ 00:00

สวัสดีวันอาทิตย์ ๓/๒๙

เคยอ่าน “พันธุ์หมาบ้า” ของชาติ กอบจิตติ ไหม หากเคยคุณคงจำฉากนี้ได้ ฉากที่ “ทัย” เอายาไปคืนร้านขายยาภายหลังภายหลังเตี่ยเสียชีวิตแล้วโดยยานั้นมิทันได้ใช้  เถ้าแก่รับยาคืน (เหมือนใจดีมีเมตตานะครับ) แต่เงินที่จ่ายคืนนั้นไม่ครบตามจำนวนด้วยเหตุผลของพ่อค้าสมัยดึกดำบรรพ์ สินค้าก็คือสินค้า ขายไปแล้วมีความเสื่อม  ทัยบอกพ่อค้าว่า “ขอให้ลื้อเจริญๆ” และเกิดความคิดว่า “การค้าทำให้คนใจสัตว์” ทั้งที่เตี่ยก็เป็นพ่อค้าแต่เตี่ยไม่เคยสอนไม่เคยบอกความจริงข้อนี้

            ต่อความคิดที่ว่าการค้าทำให้คนใจสัตว์ ผมเห็นด้วยเมื่ออ่านถึงตรงนั้นฉากนั้น  อะไรคือความเสื่อมที่พ่อค้ากล่าวอ้าง? ยายังไม่ได้เปิดใช้จะเสื่อมได้ยังไง แทนที่จะเข้าใจเหตุผลว่าผู้ป่วยตายเสียก่อนได้ทันใช้ ความเห็นอกเห็นใจกลับไม่มี สมควรแล้วมิใช่หรือที่ทัยจะคิดเช่นนั้น และด้วยประโยคนี้เองทำให้เกิดวิวาทะระหว่างผมกับคนรู้จักในเว็บไซต์สาธารณะที่หนึ่ง–

            เขาบอกว่าการที่ผมยกประโยคนี้โดยมีนัยไปในทางเหมารวมผู้ที่ประกอบอาชีพค้าขายแคบคิดเกินไป (กล่าวอ้างลอย ๆ), สารภาพ-หากเขาผู้นั้นไม่แย้งคิดผมคงหลงผิดคิดเหมารวมเช่นนั้นจริง ๆ  เขาผู้นั้นบอกต่อไปว่าเป็นบางคนเท่านั้น ไม่เป็นหมดทุกคนหรอก

            ใช่, ผมจึงคิดใหม่ว่า การที่ทัยคิดเช่นนั้นอาจหมายถึงเฉพาะพ่อค้าขายยา เป็นอารมณ์ที่บังเกิดขึ้นในขณะนั้น  ผมเองอาจตีความจากการอ่านพลาดไป อีกทั้งยังมีหน้าเอาประโยคนี้ไปใช้สนองความคิดตัวเอง.

           

            จริงแล้วการค้าไม่ได้ทำให้คนใจสัตว์ไปทั้งหมด ใครจะใจสัตว์หรือไม่อย่างไรนั้นย่อมต้องใช้ปัจจัยแวดล้อมอื่นเข้าประกอบ ก่อนจะด่วนสรุปโดยมองตามข้อเท็จจริงแต่ด้านเดียว

            แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังเชื่อว่า การค้ามีแนวโน้มทำให้คนเป็นเช่นนั้นหากคนคนนั้นมีแต่ความโลภ เป็นช่องทางปิดกั้นศีลธรรมออกจากใจได้โดยง่าย

            ระดับความโลภของพ่อค้ามีอยู่หลายระดับ (เหมือนคนอาชีพอื่น ๆ)  แน่ละ เมื่อต้องชี้ขาดผลประกอบการด้วยกำไร คำว่า “กำไร” ฟังแล้วรู้สึกตามที่ได้ยิน-มูลค่าเพิ่มจากการลงทุน คงไม่มีพ่อค้าคนไหนลงทุนแล้วไม่ต้องการผลกำไร เช่นนั้นจะลงทุนไปทำไม

            ทุกวันนี้ราคาข้าวแกงขยับไปที่อย่างธรรมดาราคา ๒๕ บาท อย่างพิเศษ ๓๐ บาท จ่ายเพิ่มแต่ปริมาณลดลง (จ่ายเท่าเดิมแต่ของลดยังพอมีให้เห็นนะครับ) หมายความว่าอย่างไร ของแพงคนซื้อจ่ายเงินเพิ่มแล้วไฉนปริมาณสินค้าจึงลดลง มันควรจะเท่าเดิม (เงินที่จ่ายเพิ่มคือส่วนต่าง) ผมเห็นว่านี่คือการเอาเปรียบ ฉวยโอกาสของพ่อค้า

            คนที่ทำกับข้าวจ่ายซื้อของสดคิดอย่างนี้บ้างไหม  ตัวอย่าง, เราซื้อเนื้อหมูเนื้อวัวกิโลฯ ละร้อยกว่าบาท เราเฉือนแล่เนื้ออย่างหนาประกอบอาหาร ได้จำนวนจานที่หากว่าคิดขายก็ยังเป็นกำไรพอควร แต่ลองเฉือนแล่ให้บางอ่างพ่อค้าร้านอาหารข้าวแกงจำนวนจานก็มากขึ้น บางทีผลกำไรจากการลงทุนอาจซื้อเนื้อได้อีกตั้งกิโลฯ–ซื้อหนึ่งได้กำไรกลับมาหนึ่งเท่า

            กล่าวอ้างราคาสินค้าแพงขึ้น ใช่ ผมไม่ปฏิเสธ แต่นั่นเป็นการแพงด้วยกลไกตลาด แต่เรากลับต้องกินข้าวแกงแพงกว่าราคากลไกตลาด แพงเพราะนอกจากจ่ายเงินในส่วนที่เพิ่มขึ้นแล้วยังได้กินปริมาณน้อย สมควรอยู่หรือ.

           

           

ทำไมผมจึงเขียนเรื่องนี้-การค้า ด้วยความละเหี่ยใจอย่างที่พอจะบอกได้ถูกละว่า เพียงเพราะได้อ่านรายงานข่าวการแสดงวิสัยทัศน์ของเจ้าสัวธุรกิจด้านการเกษตรรายใหญ่ของประเทศ ให้กับหน่วยงานราชการหนึ่ง

            ผมบังเกิดความสงสัยว่าหน่วยงานราชการนี้ขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญแล้วหรือจึงให้นักธุรกิจมาแสดงปาฐกถาแสดงวิทัศน์การจัดการ-การบริหารให้กับหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลเศรษฐกิจของประเทศแล้วแสดงความยกย่องนับถือ

            ผมไม่ทราบหรอกครับว่าหน่วยงานนี้จะรับแนวคิดนั้นไปเป็นแนวทางอย่างชื่นชมหรือไม่

            จริงอยู่หรอกว่าแนวคิดนั้น (อาจจะ) เป็นแนวคิดที่ดีน่ายกย่อง แต่ก่อนจะรับไปใช้เป็นแนวทางการทำงานได้คิดอะไรมากไปกว่าแนวคิดนั้นบ้างหรือไม่

             ผมคิดว่าคนในหน่วยงานนั้นคงไม่มีใครไม่เคยทราบ ระแคะระคายความไม่ชอบมาพากลของธุรกิจของเจ้าสัวเลยเสียทีเดียว คงไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยินว่าธุรกิจเจ้านี้กำลังผูกขาดกิจกรรมการเกษตรของประเทศ

            ข้อเท็จจริงย่อมมีหากมองให้กว้าง ลึก อย่างมีมิติ แต่น่าเสียที่ข้อกังขานี้รัฐบาลแต่ละสมัยไม่เคยสนใจ  ผมคิดต่อไปว่าจะสนใจทำไมล่ะ ก็พวกเดียวกันทั้งนั้น

            ท้ายสุดของรายงานข่าวบอกว่าเจ้าสัวแนะให้ภาครัฐพัฒนาระบบชลประทานตามแนวพระราชดำริ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลิตผลการเกษตรเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้บอกว่าตนเองจะร่วมลงทุนด้วยหรือไม่อย่างไร

            ผมคิดถึงคำว่า “จับเสือมือเปล่า”

            ผลประโยชน์อันแท้จริงตกอยู่กับใคร พี่น้องเกษตรกรย่อมทราบ, ผมเชื่อเช่นนั้น

            แถมท้ายสักนิดเถอะน่ะ เจ้าสัวบอกว่าหากทำได้ดังนั้นแล้วประเทศไทยจะรวยขึ้น

            พ่อค้านักธุรกิจก็คิดแต่เพียงเท่านี้ รวย-มั่งคั่ง-แข่งขัน

            เน้นรวยแต่ทรัพย์สิน คิดว่าคนเราจะมีความสุขหากเรามีเงินมาก ๆ

            สำคัญผิดไปไหมครับ, ชีวิตของคนมีรายละเอียดมากมายหาได้มีแต่รายหยาบฉาบฉวย และวิสัยทัศน์ที่ทำให้ตนเองดูดี–ผมไม่เชื่อ

            สวัสดี ·

อานันท์ ประทีฯ.

๒๗ ก.ย. ๕๑

Advertisements
 

5 Responses to “วิสัยทัศน์สีเทา”

  1. ท่านพี่รู้ไหม ว่า ‘เขา’ คนรวยคนนั้น เคยบอกว่า ข้าวไทยมันต้องปลูกแล้วได้ข้าวเยอะ ๆ ต่อไร่ ได้ 100 ถัง 200 ถัง ยิ่งดี แต่ถ้ามันจะเป็นไปได้ มันต้องเป็นข้าว GMO ปลูกแล้วได้ผลผลิตมาก ไม่ต้องกลัวโรค ไม่ต้องกลัวแมลง แล้วประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ร่ำรวย ไม่แพ้พวกเศรษฐีน้ำมัน แถบตะวันออกกลาง —

    แต่ท่านพี่รู้ไหม ผมได้ข่าวว่า ศูนย์วิจัยข้าว แถว ๆ บ้านผม กำลังทดลองปลูกข้าวพันธุ์อย่างว่า แล้วเจ้าของพันธุ์ข้าวนั้น ก็คือ ‘เขา’ คนรวยคนนั้น

    แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น ประเทศไทยจะร่ำรวย หรือ ‘เขา’ คนนั้นจะร่ำรวย ยิ่งขึ้นไป–

    ผมเห็นด้วยกับคนที่ท่านพี่สนทนาด้วยนะท่านพี่ มันไม่เสมอไปหรอกสำหรับคนที่คิดจะค้าขาย จิตใจมักเปลี่ยนไปเป็นสัตว์

    แน่นอนครับว่าคนค้าขาย ประการแรกที่สำคัญที่สุด คือผลกำไร เพราะมันต้องมีการลงทุน ลงแรง และผลที่ขาดหวังก็คือ กำไร

    แถว ๆ บ้านผม มีร้านขายยาร้านหนึ่ง ขายกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ ตอนนี้ลูกชายซึ่งจบเภสัชฯ มารับช่วงกิจการต่อ เขาขายยาด้วยราคาที่น้อยกว่าร้านขายยาทั่วไป เกือบ 50% ผมเคยนั่งฟังพ่อคุยกับเจ้าของร้าน พ่อถามเขาว่าทำไมขายถูกกว่าร้านอื่นเยอะมากมายขนาดนี้ เขาว่า ปกติเขาจะขายส่งมากกว่า ขายไปตามร้านขายยาต่างอำเภอ ขายแค่นั้นเขาก็ได้เงินมากมายแล้ว หากมีคนมาซื้อยาในลักษณะขายปลีก เขาก็จะขายในราคาที่ มากกว่าทุน นิดหน่อย (ไม่ใช่ตามป้ายราคาด้วย)

    แรกทีเดียวผมคิดว่าเขาเอายาปลอมมาขายเสียด้วยซ้ำท่านพี่ หรือยาหมดอายุ แต่เปล่าเลย —

    คนดีๆที่ไม่หวังกับผลกำไร จนเข้าขั้นโลภ ยังมีท่านพี่ เขาเอาแค่ธุรกิจยืนอยู่ได้ เขาไม่เดือดร้อน พอมีกำไร

    มันยังมีท่านพี่ มันยังมี คนดี ๆ

    สวัสดีแต่เช้าครับ

  2. สบายดีวันอาทิตย์สวัสดิ์พี่ท่าน(แลทั่นป๋า)

    เอาสักประเด็นไหมพี่ทั่ลล์..
    ‘คนใจสัตว์(พิมพ์ไม่ผิดนะ)เป็นเรื่องธรรมชาติ ศีลธรรมต่างหากเป็นสิ่งแปลกปลอม’

    อิ อิ อิ ไม่ได้กวนวันหยุดนะ
    ก็คนเรามันสัตว์โลกดี ๆ นี่เองนี่นา
    คนสร้างศีลธรรมขึ้นมาภายหลัง ตื้นลึกสั้นยาวก็ไม่เท่ากันในแต่ละคน จะสู้กับสัญชาตญาณสัตว์ได้อย่างไร นั่นเขาฝังมาในดีเอ็นเอ อิ อิ อิ (พอจะแถไปไหวไหม?)

    แต่การกล่าวยกโหล ‘การค้าทำให้คนใจสัตว์’ เปิดช่องว่างให้ถูกซักค้านได้ในสภาดังว่านั่นแล ประเด็นเยี่ยงนี้หากกล่าวอย่างพวกนักโพสท์เอามันส์ เป็นประเด็นล่อเป้าขอรับ ตั้งเปิดช่องไว้ให้ค้านโดยเฉพาะ ค้านมาด่ามาว่ามา จากนั้นนาย(หรือนาง)คนตั้งก็นั่งอมยิ้มแก้มตุ่ย (ยิ่งจำนวนฮิทมากยิ้มฉีกกว้างแบบโจ๊กเกอร์)(สังเกตได้โดยที่เจ้าคนตั้งกระทู้ไม่เถียงสักคำ)(กรุณาอย่าสงกาต่อว่าจะตั้งไปทำไมนะขอรับ ยังมีมนุษย์อีกมากเชื่อว่าจำนวนฮิทมาก ๆ เป็นความสุขขั้นกามาวจร)

    เยี่ยงเดียวกับการตั้งหัวข้อโต้วาที

    ข้าพเจ้ามาลองคิดดูหากตั้งว่า ‘การค้าทำให้คนใจดีและใจร้ายตามแต่อุปนิสัยแลบุพกรรมของแต่ละคนที่สร้างมา’ เยี่ยงนี้ใครจะโต้กันเล่าขะรับ ฝ่ายค้านนั่งงง ฝ่ายเสนอนั่งบื้อ ต่างกับ ‘การค้าทำให้คนใจสัตว์’ ทีนี้ล่ะซัดความเห็นกันมันหยด

    แน่ล่ะประเด็นไม่ใช่นำไปสู่บทสรุปว่าจะสัตว์จริงไม่สัตย์จริง แต่ผลของการโต้ตอบ, เหตุและผลที่หยิบยกมาอ้างอิงของแต่ละฝ่ายได้จุดประกายความคิดใหม่ ๆ ใดบ้าง?

    นั่นจึงคืออานิสงส์แห่งวาทะกรรม

    แหม..พูดแล้วคันไม้คันมืออยากกลับไปจัดเสวนาวาทีสำนักหนอนสุดสัปดาห์อีก ยามนั้นข้าพเจ้าตีบตันคิดหัวข้อชวนโต้ชวนเถียงไม่ออก รู้งี้มาขอหัวเรื่องจากพี่ท่านสักอาทิตย์ละหัวเรื่องก็ซำบายไปแล้ว (อิ อิ อิ แหย่เย้านะขอรับ เย้า..เย้า..ขออย่าถือโทษา..แหะ แหะ วันหยุดหยอกพี่ใหญ่บ้านหนอน อิ อิ อิ อิ)

    คารวะ

  3. อรุณสวัสดิ์

    ไม่ไม่อยากใช้คำว่า “บกพร่องโดยสุจริต” ให้กับการกระทำของตัวเองในครั้งกระโน้น แต่ยอมรับว่า ขาดการยั้งคิดดั่งเช่นท่านพี่กล่าวนั่นแล

    โดยใจ เราก็ว่า มันไม่ทุกคน แต่ด้วยประโยคนั้น หากเราตีความว่า เป็นความรู้สึกของตัวละครที่ถูกกระทำในภาวะหนึ่งเท่านั้น ผมคงไม่กล้าถือเอาไปใช้ในวงกว้าง

    แน่ล่ะ คนดีมีจริง ๆ ครับ

    ผมยอมรับแล้วว่าผมผิด ผมพลาด และที่นำมาจั่วหัวเรื่องเพื่อจะเขียรเข้าเรื่องนั้นพยายามชี้ให้เห็นและคิดกันต่อว่า คนบางคนที่โลภมาก ในคราบนักธุรกิจยังมี และถามว่า เขาพยายามเป็นอย่างนั้นจริงไหม

    ขอบคุณท่านป๋าที่ให้ข้อมูลมา ในฐานะคนที่ประสบกับเหตุการณ์จริง ผมยังจำได้ที่ท่านพี่เล่าถึงการประกอบการเลี้ยงกุ้ง

    จำได้ไหม ผมถามพี่ว่า เลี้ยงกุ้ง น่าจะดี (รายรับ) แต่ท่านว่า ไม่ดี เพราะกำหนดราคาเองไม่ได้ แล้วอะไรนะ ท่านว่า อีกหน่อยท่านก็เหมือนลูกจ้างโดยพฤตินัย ทำงานให้กับคนกลาง ที่ไม่ต้องลงทุนซื้อที่ดินทำการเกษตร

    หากมีเวลาอยากให้พี่ท่านเขียนเรื่องนี้สักนิดหน่อย เพื่อที่ว่า ก่อนที่เราจะยกย่องใครก็ตามมิใช่แค่เห็นว่า “วิสัยทัศน์” เขาดี

    มันต้องดูปัจจัยแวดล้อมอื่นประกอบด้วยจริงไหมครับ

    ด้วยมิตรภาพ.

  4. ฟ้ากำลังฮึมฮัมสวัสดิ์ขอรับ

    อา..พี่ท่านได้มอบตอนใหม่ของไอ้ซำหม้อมาให้เป็นที่เรียบร้อย (ท่าจะเป็นนักตั้งหัวเรื่องจริงด้วยแฮะ 🙂 )

    คารวะ

  5. ยินดีครับ ยินดี

    จะรออ่านด้วยดวงหทัยระทึกเชียว!


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s