ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

จากบ้านถึงบ้าน กันยายน 7, 2008

Filed under: สวัสดีวันอาทิตย์© — ประทีป จิตติ @ 13:05

สวัสดีวันอาทิตย์ ๓/๒๖

 

ทาวเฮ้าส์สองชั้นที่ปรากฏตรงหน้าวันนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อสองเดือนก่อนนิดหน่อย โต๊ะไม้ที่เคยนั่งถูกยกไว้ชิดมุมกำแพงรั้ว หน้าประตูมีบ่อน้ำขนาดสี่ตารางเมตร ในนั้นมีไม้ประดับและอ่างน้ำดินเผาขนาดเล็ก มีน้ำไหลวนเข้าออก เสียงน้ำไหลได้ยินแล้วชุ่มชื่นจิตใจยิ่งนัก

            ทักทายเจ้าของบ้านที่กำลังสาละวนกับกองหนังสือ แผ่นซีดี ที่ชั้นวางทีวี  ม้านั่งที่จัดวางไว้ริมกำแพงระหว่างไม้ใบสูงเกือบสองเมตร นั่งลงแล้วรู้สึกเหมือนอยู่ในป่าเขา อาจจะคิดมากไป เอาแค่สวนสาธารณะเล็กๆ ดีกว่า

            ถอดรองเท้าแล้ววางแอบไว้มุมข้างประตู เห็นรูปปั้นคล้ายสิงโตนั่งเชิดหน้าต้อนรับแขกที่ประตูสองตัวสองข้าง  ดูจากลักษณะแล้วเหมือนศิลปะขอม ดูเผินๆ ก็จะนึกว่าเป็นของเก่า แต่แท้จริงแล้วมันของใหม่ที่ทำเลียนแบบ ผมเห็นการจัดวางของเจ้าของบ้านแล้วอดนึกถึงสิงโตหน้าโบสถ์ไม่ได้

            ที่พื้นหน้าประตูมีพรมเช็ดเท้าสีครีม คล้ายผ้ากระสอบ  ผมสงสัยว่าใช่ไหมจึงก้มลงดูใกล้ๆ แล้วต้องผงะร้องเฮ้ยปนหัวเราะแค่นๆ ใจคิดว่า คนหนอคนทำกันได้ขนาดนี้

            พรมเช็ดเท้านั้นพิมพ์ใบหน้าของคุณทักษิณและภรรยา เข้าใจว่าเอามาจากหมายจับที่ประกาศไปทั่วบ้านเมือง พาดหัวตัวใหญ่สีแดงว่า “WANTED

            ผมรำพึงกับเจ้าของบ้านว่า ทำกันได้ขนาดนี้เลยนะ  คิดถึงความหัวใสของคนทำพรมนี้ออกมาขาย คงขายได้มากทีเดียว  ขายได้กับทั้งคนไม่รักและคนไม่รู้สึกอะไรเลยนอกจากคิดว่า ทันสมัยดี ทำให้ดูดีในสายตาคนอื่นว่าทันสถานการณ์ดีก็เท่านั้น

            เจ้าของบ้านออกมาต้อนรับ ผมถามถึงบ่อน้ำนั้นว่าทำอย่างไร สงสัยเพราะอิฐที่ก่อรอบๆ นั้นไม่ได้ยาซีเมนต์ วางซ้อนกันเฉยๆ  เขาว่าทับชายผ้าใบไว้ น้ำที่อยู่ได้นี่เพราะผ้าใบปู  ผมร้องอ้อ พยักหน้า คิดในใจ หมอนี่มันช่างขยันตกแต่งบ้านจริงวุ้ย  สอบถามราคาที่ต้องจ่าย เขาว่าไม่เกินห้าร้อยบาท ซื้อเพียงแค่อิฐ ผ้าใบ ที่ตลาดนัดต้นไม้ “สนามหลวง ๒” นอกนั้นมีอยู่แล้วแค่ขนเอามาตกแต่งให้เข้าที่เข้าทาง

            มองขึ้นไปที่โครงหลังคา เขาห้อยโคมไฟ ๒๕ แรงเทียน แสงสีเหลืองนวลที่สาดส่องลงมากระทบสีเขียวของใบไม้สร้างความอภิรมย์และชวนให้รื่นรมย์ไม่แพ้ร้านอาหารหรูๆ ที่เคยเห็นในทีวี นิตยสาร

            เข้าบ้านช่วยกันตั้งโต๊ะอาหาร เป็นโต๊ะไม้กลมฝีมือหยาบๆแบบงานทำมือ บนโต๊ะมีขวดเหล้า กระติกน้ำแข็ง ขวดโซดา จานกับแกล้มที่มีเพียงแหนมและถั่วลิสง เป็นความตั้งใจของผมเองที่จะแกล้มด้วยสองสิ่งนี้ ใครจะชอบซดน้ำแกงต้มยำก็ชอบไปสำหรับผมไม่ชอบ เจ้าของบ้านก็เป็นคนง่ายๆ มีอะไรก็กินอย่างนั้น

            เหล้าแก้วแรกผ่านไปแก้วที่สองสามสี่ทยอยตามมาอย่างรวดเร็ว  ผมเริ่มต้นคุยกับเจ้าของบ้านด้วยเรื่องการเมืองชนิดที่ไม่อยู่ข้างไหน  วิเคราะห์สิ่งที่คาดว่าจะเกิดต่อไปได้สักพักเห็นเขาเครียดๆ จึงเปลี่ยนเรื่องสนทนา คุยเรื่องของเขามากกว่าเรื่องของผม

            หยิบแผ่นซีดีถามเจ้าของบ้านว่า Jack Johnson นี่เป็นดนตรีแนวไหน?  เขาบอกไม่ถูกว่าเป็นโฟล์ค หรือบลูส์ แต่โดยรวมแล้วใช้ได้ ลองเปิดฟัง 

            ผมไม่รอช้าใส่แผ่นลงเครื่อง  อื้อ…ใช้ได้จริงๆ หมายถึงฟังนะ ไม่ได้ใช้ซื้อของหรือทำอะไรที่ไหน

            ขุดเรื่องมาคุยต่อ…  

            ถามเจ้าของบ้านว่า อาทิตย์ที่แล้วได้ดูหนังเรื่อง “บ้าน” รายการแกะกล่องหนังไทย ช่องทีวีไทยไหม เขาว่าดู และเคยดูมาก่อนหน้านั้นแล้ว  จากนั้นเราเริ่มวิเคราะห์ตั้งตัวเป็นนักวิจารณ์วรรณกรรม แล้วก็ต้องฮาเมื่อมองอีกมุมว่า ข้อสังเกตของเราหรือนักวิจารณ์อื่นๆนั้นบางทีนักเขียนเจ้าผลงานไม่รู้เรื่องหรอกว่าเขาคิดอย่างที่เรามองไหม เช่นเป็นไปได้ไหมว่าการที่เด็กสมัยนั้นพิสมัย “เป๊ปซี่” นักเขียนได้สะท้อนภาพของระบบทุนนิยมในขณะนั้น หรืออาจไม่ได้ซ่อนนัยยะอะไรไว้อย่างที่เราคิด แค่ฉายให้เห็นภาพว่าสมัยนั้นน้ำอัดลมนี่ไม่ใช่ว่าใครจะกินดื่มมันได้ง่ายนัก ต้องเป็นคนจำพวกมีเงินเหลือกินเหลือใช้เท่านั้น

            ผมคิดถึงสมัยเด็กของตัวเอง น้ำอัดลมดังว่าขวดละ ๕ บาท แพงหรือไม่แพง ราคานี้ซื้อข้าวกินได้สองจาน  วันไหนหิ้วถุงน้ำอัดลมเข้าบ้านต้องถูกพ่อเตือนเอาบ่อยๆ ว่าอย่าใช้เงินเปลือง ผมบอกพ่อว่าไม่ได้กินบ่อยนะจะบอกให้ นี่เก็บเงินไว้หลายวันแล้วต่างหากขอชื่นใจสักครั้งเถอะ  เวลากินข้าวตามร้านอาหารเกิดใครทะลึ่งสั่ง “โค้ก” “เป๊ปซี่” จะถูกเพื่อนค่อนแคะว่า “โห รวยเว้ย”  ไหมล่ะเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้วใครกินเป๊ปซี่ กินโค้ก นี่เท่ไม่หยอก บ่งบอกถึงฐานะความเป็นอยู่มิใช่ธรรมดาๆ

            แล้วเราก็เดินทางมาถึงบทสรุปที่ตั้งทิ้งท้าย  “บ้าน” ในเรื่องบ้านนี้ใช่หรือไม่ว่าผู้เขียนบทใช้บ้านเป็นสัญลักษณ์การล่มสลายของสังคมชนบท?

            บทประพันธ์เดิมชื่อ “จนตรอก” อะไรคือจนตรอกล่ะ?  จนตรอกแรกคือตอนที่ชายชราตัดสินใจจบชีวิตตนเองเพื่อไม่ให้เป็นภาระของลูกหลาน  จนตรอกสองคือตอนที่บุญมากลับมาบ้านหลังจากถูกจับติดคุกที่ประเทศเพื่อนบ้านนานหลายเดือนพบความว่างเปล่าในบ้าน พ่อตาย ลูกชายติดคุก เมียหนี ลูกสาวก็หายหน้า เหลือเพียงลูกชายคนเล็ก  เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่วาดฝันไว้แตกหักไม่เหลือชิ้นดีจึงเลือกความตายเป็นหนทางสุดท้าย  เขาเอาเงินเท่าที่มีซื้อยาเบื่อ (อาจเป็นยาอื่น) ผสมลงในเป๊ปซี่ ให้ลูกกิน แล้วตัวเองก็กิน  ผล ลูกตายแต่ตัวเองไม่ตาย (คงเพราะลูกชายสวาปามเป๊ปซี่เข้าไปมากกว่าเขา)  และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

            ผมบอกเขาว่า เป็นเพราะ “บ้าน” แท้ๆ  ถ้าไม่มีบ้านหลังนี้นาฏกรรมชีวิตเช่นนี้อาจไม่เกิด ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผลคล้องกันอย่างแยกไม่ออก

            ใครๆ ก็อยากมีบ้าน บ้านคือความฝันของคนทุกคนทุกยุคสมัย และบ้านในนิยามของบุญมามิได้อยู่ที่ความใหญ่โตสวยหรู หากหมายถึงความรัก ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ทำให้ผมคิดขึ้นมาได้ว่า บ้านเราจะใหญ่โตขนาดไหนหากคนในบ้านไม่มีความรักต่อกันบ้านนั้นคงเป็นได้เพียงสิ่งก่อสร้างในความหมายตามตัวของมันเท่านั้น

            คุยเรื่อง “บ้าน” จบ เจ้าของบ้านเปิดเพลงของ เรย์ ชาร์ล แนวเพลงบลูส์ ทำให้มีเรื่องพูดคุยกับเกี่ยวดนตรีแนวนี้ต่อไปกระทั่งเหล้าหมด และหมดเรื่องเล่า

            ผมดูเวลาเกือบตีสองแล้ว อยากกินต่อแต่ร้านปิดหมด ที่เหลือไม่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังเที่ยงคืน ผมบอกเจ้าของบ้านเห็นทีจะต้องกลับบ้านแล้ว เขาว่าทำไมไม่นอนที่นี่ จัดฟูกไว้แล้วนอนได้เลยไม่ต้องเกรงใจ

            ผมไม่ได้เกรงใจ แต่ยึดคติที่ว่าหากไม่เมา ยังกลับบ้านได้จะกลับ นอนค้างที่ไหนก็ไม่สะดวกใจเท่าบ้านตัวเอง 

            เจ้าของบ้านปั่นจักรยานมาส่งที่หน้าหมู่บ้าน ผมเรียกแท็กซี่ ก่อนจากไม่ลืมกล่าวลาเขา “แล้วเจอกัน”

            ถึงบ้าน (ห้องพัก) ยังไม่ง่วง อยากดื่มเบียร์สักขวดแต่ต้องรีบตัดใจชงกาแฟดื่มแทน  รดน้ำต้นไม้  ท่ามกลางความสงัดเงียบมีเสียงจิ้งหรีดแว่วมาจากไหนสักแห่ง ไม่ใกล้ไม่ไกล  ผมคิดคงจะดีมากหากพวกมันมาอาศัยสร้างบ้านใต้ร่มเงาไม้กระถางที่ผมปลูกไว้ที่ระเบียง

            สวัสดี ·

           

อานันท์ ประทีฯ

๗ ก.ย. ๕๑

 

หมายเหตุ :

                ภาพยนตร์เรื่อง “บ้าน” บทภาพยนตร์ดัดแปลงจากนวนิยายขนาดสั้น “จนตรอก” ของ ชาติ กอบจิตติ  พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.๒๕๒๓

link
link
Advertisements
 

2 Responses to “จากบ้านถึงบ้าน”

  1. “Home is where the heart is”
    เป็นสำนวนที่เคยคิดว่า ใช่จริงๆ

    ยามต้องจากที่จากถิ่นไปไหนไกลๆ จึงมักบ่นกับสมุดบันทึกเสมอว่า “ปลายคิดถึงบ้าน”
    เช่นกันกับเวลาบอกรักใครคนนั้น คำพูดจึงเป็น “ปลายมีบ้าน เพราะที่นั่นมีคุณอยู่” แม้นบ้านที่เรียกมันจะหมายถึงห้องเช่าบนตึกสูงขนาดห้าสิบตารางวาเท่านั้นก็เถอะ

    ครั้งที่คุยกันเรื่องร้าน “บ้านแพ” เคยยิ้มยามรับรู้และอิจฉาเล็กๆ ที่ท่านมีสถานที่ซึ่งผูกพัน
    ขณะที่ปลายมีร้านที่ชอบ ร้านซึ่งเต็มไปด้วยความทรงจำดีดีหลายแห่ง แน่นอนบ้านแพก็เช่นกัน แต่ไม่มีที่ไหนที่ปลายรู้สึกผูกพันสักที่

    กระทั่งกับการใช้ชีวิตทุกวันนี้
    ไม่ว่าจะเหนือ,อีสาน หรือเกาะทางใต้อันเป็นที่อยู่ของคนรัก
    ปลายรักบางถิ่นในทั้งสามภาค หากปลายไม่เคยผูกพันกับที่ใดที่หนึ่งเช่นกัน

    และถ้าความผูกพันคือเรื่องเดียวกับความรักอย่างที่ใครพูดกัน
    งั้นคำว่า “รัก” ของปลายคงเป็นคนละเรื่องเดียวกันกับใครๆ ที่ว่า

    ช่วงอยู่เมืองกรุงแทบไม่มีเวลาเข้ามาทักทาย
    เสียดาย…อดชวนท่านไปร่ำความคำนึงซึ่งมีต่อบ้านแพ
    ขนาดวันอาทิตย์ที่คนรักมาด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าคอนเสิร์ตพี่มด – วนิดา
    ยังไม่มีปัญญาไปโอบกอดให้คลายคิดถึง เห็นไหมว่าเพื่อนท่านแย่ขนาดไหน (ฮา)

    กำลังพยายามนึกอยู่…ถ้าปลายต้องอยู่เนปาลเป็นเดือน
    นั่นหมายถึง ไม่ได้เข้ามาเยี่ยมเยือนท่านด้วยเช่นกัน
    ปลายจะลงแดงด้วยความคิดถึงไหมนี่

  2. ผมเอง Says:

    ปลายจะไปเนปาลหรือ? ทำงาน หรือท่องเที่ยว

    ไปเมือ่ไหร่บอกด้วยนะขอรับ

    ยังไงก็ยังติดต่อกันได้ทางจดหมาย

    ช่วงนี้ ไม่ค่อยใช้อินเตอร์เน็ต รู้สึกดี ฮา

    มีเวลาสำหรับอย่างอื่นเพิ่มขึ้น (นิดหน่อย แต่มากมายในความรู้สึก…

    ด้วยใจระลึก…


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s