ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

บรรณาธิการที่รัก สิงหาคม 25, 2008

Filed under: บทความคัดสรรค์,หิ้งหนังสือ — ประทีป จิตติ @ 00:00
Tags:

บรรณาธิการที่รัก

คอลัมน์ มิตรน้ำหมึก โดย ณรงค์ จันทร์เรือง

มติชนสุดสัปดาห์, ๑๕-๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๑  ฉบับที่ ๑๔๖๑

 

หมายเหตุ-บทความนี้เป็นการคัดย่อ เนื้อหาอรรถรสดั้งเดิมของผู้เขียนจึงอาจลดหายไปบ้าง

 

ฤกษ์งามยามดี ณ สำนักงานไรเตอร์ แมกกาซีน ได้เชิญชวนชวน ๓ บรรณาธิการ กับ ๑ นักเขียนเรื่องสั้นน้องใหม่ ให้มาพบปะกันเพื่อแสดงความเห็นในประเด็นที่ว่า

          “บรรณาธิการไม่มีความจำเป็นสำหรับนักเขียนหน้าใหม่อีกแล้วหรือ”

            คุณเรืองเดช จันทรคีรี, คุณกมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม, คุณเริงศักดิ์ กำธร และนักเขียนวัยละอ่อนอีกคน คือคุณทวีศักดิ์ เผือกสม

            โหมโรงแล้วเปิดฉากเลยนะครับ

            “นักเขียนรุ่นใหม่บางคนบอกว่า งานเขียนของเขาไม่จำเป็นต้องผ่านบรรณาธิการ เพราะไม่เชื่ออีกแล้วว่าบรรณาธิการสมัยนี้จะมีศักยภาพเพียงพอที่จะพิจารณาตัดสินงานของเขา”

            คุณเรืองเดช แสดงความเห็นเป็นคนแรกว่า…เป็นไปไม่ได้ที่นักเขียนจะไม่ผ่าน บ.ก. ยกเว้นแต่เขาจะเขียนเอง พิมพ์เอง ขายเอง แต่เงื่อนไขในทางธุรกิจตอนนี้ทำได้ยาก (พ.ศ.๒๕๓๕)

            คุณกมลศักดิ์ก็เห็นพ้องด้วย โดยมองว่าบรรณาธิการมีความจำเป็นต่อนักเขียน ถ้าไม่มีใครมาตรวจพิจารณางานของคุณแล้ว นักเขียนแทบทุกคนก็นึกว่างานตัวเองดีและถูกต้อง  แม้ว่าในแง่การตลาดจะพอขายได้ แต่วันข้างหน้างานเขียนเหล่านั้นจะด้วยคุณค่า…ตอนนี้กลายเป็นว่าใครมีเงินก็รีบพิมพ์งานของตัวเองออกมา

            “ตอนนี้” ของใครก็ของมันนะครับ คิดว่าเป็นการแปลกแยกที่ไม่แตกต่างละกัน

            คุณกมลศักดิ์มีข้อยกเว้นว่า นักเขียนบางคนเมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว ไม่จำเป็นต้องผ่าน บ.ก. เพราะอาจเหนือกว่า บ.ก.บางคน แต่ บ.ก.นั้นจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักเขียนใหม่ที่ไม่เคยเขียนหนังสือ (ลงพิมพ์) เลย

            ส่วนคุณเริงศักดิ์ยืนยันหนักแน่นว่าให้ความสำคัญกับ บ.ก. โดยเฉพาะการเขียนหนังสือหลายรูปแบบนั้น ยกให้กับงานเรื่องสั้นมากที่สุด เพราะฉะนั้น จึงต้องให้ บ.ก.เป็นคนตัดสินว่าดีหรือไม่?

            บรรณาธิการของคุณเริงศักดิ์มี ๑.เมีย  ๒.เพื่อน (ไม่ฮา)

            คุณเรืองเดชตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจว่า

            “การจะพูดว่า บ.ก.สร้างนักเขียนดูเหมือนจะเป็นการอวดตัวเกินไป แต่บอกได้ว่า บ.ก.อาจจะทำให้นักเขียนปรากฏตัวได้เร็วขึ้น ทำให้นักเขียนได้มองเห็นจุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง บางทีนักเขียนมองไม่เห็นตรงนี้โดยตัวเขาเอง

            “ถ้าจะถามว่า นักเขียนจำเป็นต้องผ่าน บ.ก.ไหม ตอบได้เลยว่าจำเป็น เพราะนิตยสารและสำนักพิมพ์ล้วนแล้วแต่มี บ.ก.  ที่นักเขียนยังไม่ยอมรับบรรณาธิการก็เพราะว่า ขณะนี้เรายังให้ความสำคัญกับอาชีพบรรณาธิการน้อย ยิ่งสำนักพิมพ์เขายิ่งไม่ให้ความสำคัญเลย บรรณาธิการก็เลยเป็นแค่คนตรวจปรู๊ฟ หรือแค่ทำหนังสือให้ออกมาเป็นเล่มเท่านั้น

            “แต่บรรณาธิการในลักษณะที่ผมทำอยู่นี้เหมือนกับช่างเจียระไนเพชร เพราะนักเขียนนี่เปรียบเสมือนเพชรอยู่แล้ว บ.ก.มีความสามารถจริงก็ต้องทำให้เหลี่ยมคมของเพชรมันเกิดขึ้น

            “ผมว่านักเขียนทุกคนต้องการความมั่นใจ  การที่คุณเขียนเรื่องสั้นมาสักเรื่องหนึ่ง คุณก็ต้องการความมั่นใจ คุณก็เลยเอาไปให้เพื่อนอ่าน และถ้าคุณได้ บ.ก.สักคนที่มีคุณสมบัติจริงๆ คุณยิ่งมีความมั่นใจมากเพิ่มขึ้น

            “อย่างสมมุติคุณได้ผ่านคุณสุชาติ (สวัสดิ์ศรี) หรือ อาจินต์ (ปัญจพรรค์) อย่างนี้  หรือ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ สมัยสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ คุณก็ถือได้ว่ามีฝีมือพอสมควรแล้วที่ผ่านคนเหล่านี้ได้”

            คุณกมลศักดิ์เชื่อมั่นว่า  นักเขียนจะเกิดหรือไม่นั้น ย่อมขึ้นกับตัวเองเป็นสำคัญ หากมีความรัก มีแรงบันดาลใจ ก็สามารถเกิดได้เสมอ…มนุษย์เรานี่ช่างฝัน อยากเป็นนั่นเป็นนี่อยู่ตลอด แต่ถ้าส่วนลึกของใจเขาไม่สามารถที่จะสานต่อความต้องการนั้นได้อย่างต่อเนื่องคุณก็ไม่สามารถที่จะเป็นอย่างฝันได้

            “นักเขียนก็เหมือนกัน แต่ (ไม่แน่ใจว่าขอความตกหรือไม่-ผมเอง) คุณเขียนได้เรื่องสองเรื่อง แล้วอยากให้มันดังถึงที่สุด ผมรับรองว่าคุณไปไม่ถึง”

 

 

คราวนี้มาฟังความคิดเห็นของคุณทวีศักดิ์ เผือกสม นักเขียนน้องใหม่ผู้มีผลงานเรื่องสั้นสิบกว่าเรื่องมาแล้ว หนึ่งในกลุ่มที่ไม่เชื่อถือศักยภาพของบรรณาธิการดูบ้าง ว่าจะดุเดือดเผ็ดมันประการใด

           

http://www.bloggang.com/data/porpayia/

เรืองเดช, เวียง-วชิระ, ทองทัช เทพารักษ์

“ผม ในฐานะนักเขียนใหม่ มองว่า บ.ก.มีความสำคัญมาก แต่ตามนิตยสารทั่วไป ผมกลับมองว่า บ.ก.แต่ละคนไม่ได้มาตรฐาน เพราะส่วนใหญ่เรื่องสั้นที่เขาเอาไปลงมักไม่ค่อยได้ตรวจอย่างจริงๆ จังๆ แต่อาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างเขากับนักเขียนเสียมากกว่า  ผมว่า ถ้า บ.ก.ตามหน้านิตยสารให้ความสำคัญกับหน้าที่ของตัวเองมากกว่าเดิมสักนิดหนึ่ง เรื่องสั้นส่วนใหญ่จะมีมาตรฐานที่น่าพอใจ ทุกวันนี้พูดได้เลยว่า เรื่องสั้นที่ลงตามหน้านิตยสารมันห่วย เพราะ บ.ก.ไม่ให้ความสำคัญกับหน้าที่ตัวเอง

            ผู้ดำเนินการอภิปรายตั้งคำถามต่อเนื่องแต่โดยพลัน

            “นักเขียนใหม่ส่วนใหญ่มักจะดูถูกบรรณาธิการตามหน้านิตยสาร อยากทราบว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงได้เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น”

            คุณกมลศักดิ์ไม่ได้ย้อนถามอะไรที่น่าถามเป็นต้นว่า บรรณาธิการที่ว่านั้นได้พิจารณานำเรื่องสั้นผู้ที่กล่าวหาลงพิมพ์หรือไม่? แต่อธิบายกว้างๆ ว่า…สมัยก่อนมีนิตยสารที่ลงเรื่องสั้นอยู่ไม่กี่ฉบับ เพราะฉะนั้น บ.ก.จึงมีโอกาสที่จะสกรีนเรื่องได้ เดี๋ยวนี้นิตยสารบางฉบับแทบไม่มีเรื่องสั้นเข้ามาเลย พอได้มาสักเรื่องหนึ่ง บ.ก.ก็ต้องเอาไปลง

            “เมืองไทยมีคนหกสิบล้านแต่เรื่องสั้นบางเล่มขายไม่ได้เลย หนังสือขายดีต้องมีรางวัลกำกับ เพราะคนเขาซื้อไปเก็บ เราต้องเข้าใจอีกอย่างหนึ่งว่าเขาไม่ได้ซื้อไปอ่าน เขาเก็บเป็นคอลเล็กชั่น ส่วนหนังสือที่ไม่ได้รับรางวัลและขายดี ผมก็ยอมรับว่าเป็นหนังสือที่ดีอย่างเช่นงานของ ลาว คำหอม เป็นต้น”

            เนื่องเพราะยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดแจ้ง คุณทวีศักดิ์ จึงต้องย้ำถามเป็นครั้งที่สองด้วยดีกรีร้อนแรงกว่าเดิม

            “ผมอยากจะกลับมาประเด็นที่ว่า จริงๆ แล้วบรรณาธิการสมัยนี้สร้างนักเขียน หรือทำลายนักเขียน”

            คุณกมลศักดิ์ยืนยันว่า บรรณาธิการไม่เคยทำลายนักเขียนอย่างแน่นอน!

            “เช่นคุณส่งงานไปเขาไม่ลง ถ้าคุณมีวิญญาณของความเป็นนักเขียนจริง คุณก็ถอนเรื่องแล้วส่งไปฉบับอื่น ผมว่างานยิ่งถูกทิ้งลงตะกร้ามากเท่าไร วันหนึ่งเขาจะต้องเป็นนักเขียนที่ดี เพราะผมเองนี่ถูกทิ้งมามากต่อมากแล้ว”

            คุณเรืองเดชชี้แจงว่า

            “การเป็นบรรณาธิการของผม คิดว่าการที่เราไม่นำงานของเขาลงก็คือเราเชื่อว่างานเขายังไม่พร้อม หากเรานำลงแทนที่จะสร้างนักเขียน ผมคิดว่าอาจจะเป็นการฆ่าเขา  ผมคิดอยู่เสมอว่านักเขียนต้องมีโอกาสที่จะเขียนเรื่องใหม่ได้ และเชื่อว่านักเขียนต้องไม่คิดที่จะเขียนเพียงเรื่องเดียว  ผมคิดว่าบรรณาธิการที่จะไปทำลายนักเขียนนั้นไม่มีเลย

            “…คนที่จะเป็นบรรณาธิการต้องมีความรักที่จะส่งเสริมนักเขียน และมันอาจเป็นไปได้ที่เรื่องบางเรื่องอาจไม่เข้ากฎเกณฑ์ของบรรณาธิการบางคน แต่ไปผ่านบรรณาธิการอีกคน

            คุณทวีศักดิ์คงสิ้นหวังที่จะได้รับคำตอบแน่แล้ว จึงฟันธงเปรี้ยงลงไปพลัน

            “ผมไม่มายน์ว่าพูดไปแล้วบรรณาธิการจะลงเรื่องของผมหรือไม่ แต่ความจริงก็คือว่า ในปัจจุบันนี้บรรณาธิการไม่มีมาตรฐานเลย”

            น่าเสียดายเล็กน้อยที่คุณทวีศักดิ์ เผือกสม ไม่ได้ระบุบอกให้ชัดแจ้งว่ามาตรฐานของบรรณาธิการตามความคิดของคุณทวีศักดิ์คืออะไร? แต่คุณเรืองเดช จันทรคีรี ก็อธิบายว่า

            “การพิจารณาเรื่องสั้นของผมใช้อัตวินิจฉัย และผมก็แยกงานเรื่องสั้นออกเป็นสองส่วน คือหนึ่งส่วนที่ผู้เขียนส่งมา และส่วนที่สองมันก็หนีความเป็นไทยไม่พ้น คือต้องขอกันบ้าง หรือคนที่เรารู้จักส่งมาให้เป็นกรณีพิเศษ ตรงนี้แหละที่เราจะต้องประนีประนอมหน่อยว่าเขามีชื่อเสียงอยู่ในระดับหนึ่ง เขาจะต้องสามารถการันตีงานตัวเองได้

            “อย่างเช่นผมขอเรื่องของ จำลอง ฝั่งชลจิตร ผมก็ถือว่าเขาเป็นนักเขียนที่มีมาตรฐานตัวเอง โดยที่เราไม่ต้องไปพิจารณามาก”

            คุณกมลศักดิ์เสริมว่า “คนที่เขาดังอยู่แล้ว เขาต้องรับผิดชอบตัวเอง ยกตัวอย่าง ชวน หลีกภัย เขียนส่งมาให้พิจารณา อย่างนี้ลงได้เลย หากเขาเขียนเละเทะ บ.ก.ไม่เสียหาย แต่คนอ่านเขาจะว่า ชวน หลีกภัย”

            จบข่าว สวัสดี ·

Advertisements
 

29 Responses to “บรรณาธิการที่รัก”

  1. บรรณาธิการสำคัญสำหรับนักเขียน…ข้าเจ้าเชื่อเช่นนั้น
    หากเราเขียนงานเอง และเป็นบรรณาธิการให้ตนเอง
    เราย่อมต้องมีสายตาบอดใบ้ต่อการมองเห็นความผิดพลาด
    และ…ไม่ว่าจะพยายามเขียนมากสักเพียงใด
    เราก็คงไม่ก้าวห่างออกมาจากจุดแรกเริ่มเท่าใดนัก
    บรรณาธิการในที่นี้ยังหมายความรวมถึงเพื่อนสนิทมิตรสหายที่ชวยดูงานเขียนให้กันและกัน

    แต่สำหรับบรรณาธิการนิตยสาร ถ้าจะให้ดีอยากให้ช่วยเขียนแจงด้วยเหมือนกันว่าเรื่องสั้นนั้น ไม่ผ่านมาตราฐานเช่นใดจึงลงตะกร้า

  2. ขอร่วมออกความเห็นในฐานะที่ไม่เคยมีงานเขียน(ลงพิมพ์)

    … อ่านดูคล้าย นักกีฬา และ โค้ช
    ต่างฝ่ายต่างต้องทำหน้าที่ ฝ่ายหนึ่งขึ้นเวที ใช้พละกำลัง และทำตามแผน ส่วนอีกฝ่าย ต้องวางแผน แก้เกม และ ปรับความคิด ให้กำลังใจ

    ในเวลาเดียวกัน ทั้งสองต่างต่้องพัฒนาทักษะแห่ง(งานและภารกิจ)แห่งตน อักด้วย

    ข้อเสนอส่งท้าย … “เครดิต” อันพึงมีต่อนักเขียน หากจัดไว้อย่างไร ควรหรือไม่ จะจัดให้ “ถึง” บรรณาธิการ ด้วย ตามนั้น

    ทำเช่นนี้ได้ ช่องว่างๆ ระหว่างสองฝ่าย จะค่อยๆ บางลง …

    นักมวยมั่นใจในเครดิตของโค้ช โค้ชมั่นใจในเครดิตนักมวย …

  3. … ภาระหนักอึ้ง กำลังตกหนักแก่ “กรรมการ”

    นอกจากจะต้องตัดสินมวยแล้ว จะต้องจัดเรทติ้งโค้ชด้วย

    เกรงความเห็นทั้งหมดจะ “ออกทะเล” ก็จริง
    แต่เกรงด้วยว่า วงการงานเขียนจะมีมุมมองจำกัด

    … เท่านี้นะทั่นพี่

    : )

  4. งัวเงียหลังมื้อเที่ยงสวัสดิ์ขอรับพี่ท่าน

    ไม่ได้อยู่วงสื่อสิ่งพิมพ์พูดไม่เต็มปากเต็มคำ รู้อยู่เพียงหมู่มวลสหายคือบรรณาธิการของข้าพเจ้า เหล่าท่านบรรณาธิการโดยอาชีพเป็นเป้าให้ยิง งานเขียนเป็นลูกดอก ใคร่ยิงเป้าใด? พาดแล่ง เล็ง(พินิจพิจารณา) แล้วยิง!

    อาจถูกทักท้วงได้ว่าสหายอักษรมีหรือจะคร่ำกรำอักขระเทียบเท่าบรรณาธิการมืออาชีพที่ผ่านร้อนผ่านหนาวไม่รู้กี่ร้อยเล่มพันหน้า ข้าพเจ้ากลับมองว่าสหายอักษรหลาย ๆ ท่านคือตัวแทนนักอ่านจากหลายกลุ่ม หนึ่งความเห็นก็คือหนึ่งสุ่มตัวอย่างอันจักเป็นเสียงสะท้อนให้สดับปรับแก้จากงานเขียนไปสู่งานขาย

    ข้าพเจ้าไม่เคยเอออวยเห็นคล้อยกระทั่งบอกอใหญ่เครางามท่านสุชาติ สวัสดิ์ศรี โดยอักขระบารมีแล้วท่านเป็นที่ยอมรับถึงพร้อม แต่การจะตัดสินใจตนเป็นผู้ทำคลอดนักเขียนสยามประเทศอันใช้คำ ‘ผ่านเกิด’ นั้นกลั้วจะกลืนอัตตาโขอยู่

    ผู้น้อยมิเคยวาดหวังลืมตาดูโลกอักษรด้วยการทำคลอดของนายแพทย์อักขระตำแยท่านใดเลย

    หน้าที่บรรณาธิการคือจัดระบบระเบียบประดาตัวอักษรตีพิมพ์ในบรรณพิภพ หากเกิดโกลาหลกลีกาลก็ด้วยความพร่องงานของผู้รับผิดแลรับชอบ คงต้องปล่อยให้คนในวงบรรณาธิการระดมสมองกันหาทางแก้

    กับผู้เขียน(โดยเฉพาะต๊อกต๋อยเยี่ยงผู้น้อยด้วยแล้ว)มิใช้หน้าที่การงานจะไปตำหนิว่ากล่าว หากเราล้วนตระหนักในหน้าที่ บรรณาธิการอาชีพแม่นในหน้าที่ตนอานิสงส์ก็จะเกิดแก่โลกอักษร นักเขียนมั่นในหน้าที่ตนก็จะพึงสร้างสรรค์งานจรรโลงโลกจรรโลงใจ นักอ่านก็จะเพลิดเพลินจำเริญทรวง

    ห่วงอยู่ก็แต่สหายบรรณาธิการอันทรงคุณยิ่งนี่แลขะรับ วันดีคืนดีพี่ท่านเกิดไปเป็นบรรณาธิการอาขีพเสียจะเอาเวลาที่ไหนมาผ่านตาตัวอักษรโกโลโกโสที่นั่งตาละห้อยอยู่นี่..ยามนั้นล่ะ หากจะเดือดร้อนขนาดต้องมองหาภรรยาบรรณาธิการ(หมายถึงบรรณาธิการผู้ควบตำแหน่งภรรยา มิใช่หมายถึงภรรยาของบรรณาธิการนะขอรับ) ขึ้นมาล่ะก็..ท่าจะยุ่ง!

    วันจันทร์คารวะขะรับ

    ปล. เหตุการณ์นี้เกิดแต่ปี ๓๕ เทียวหรือขะรับ? นักเขียนเรื่องสั้นเกิดใหม่ไฟแรงท่านนั้นหายไปไหนเสียแล้วขะรับ..?(คงไม่ไปขายเต้าฮวยนะ)

  5. บ่ายคล้อยครับ

    เสิร์ชหาในกูเกิล พบตามชื่อนะขอรับพี่ท่าน…

    อันคำว่า “ผ่านเกิด” นั้น ผมเองก็จั๊กกะเดียมอย่างบอกไม่ถูก จะว่าไป ทั้งหมดขึ้นอยู่กับตัวนักเขียนด้วย หากนักเขียนเขียนเรื่องเดียว แล้วผ่านเกิด แน่นอนๆ ไม่มีเรื่องอื่นตามมา มันก็ดับดิ้นเสียอย่างนั้น

    ผมเอง ยังหวั่นๆ อย่างบอกไม่ถูก กับการจะส่งงานเพื่อไปผ่านเกิด หรือผ่านรอก การระเกดเล่ม ๔๒ มีชื่อเรื่องประดับท้ายเล่ม ไม่เกิด ไม่รอย่างใด

    อย่างไรก็ตาม ไม่ยึด และขอให้นักเขียนอย่ายึดเอาเกณฑ์อะไรมาตั้ง และตีกรอบตัวเอง…จะดีกว่าไหมครับ

    ผมคิดถึงคำท่านเจ้าสำนักหนอน วินทร์ ที่บอกว่า ๐เขียนตามสัญชาตญาณ๐ ครับ ถ้าเขียนได้ตามนี้แล้ว แน่นอนละว่า ย่อมไม่บังเกิดความกดดัน…จริงไหม

    หากเขียนโดยยึด..เรื่องนี้จะต้องได้ลงพิมพ์ เรื่องนี้จะเข้าตาบ.ก. หรือ กรรมการฯ ผมว่า โดยส่วนตัว ผมอารมณ์ไปเลย เรื่องที่ว่ามีน้ำกลับแห้งเหือด…

    หลายเรื่อง เขียนโดยสัญชาตญาณ (ใช้ภายหลังท่านเจ้าสำนักกล่าวนะครับ) แล้วมาพิจารณาภายหลังสำเร็จ ว่า มันดีพอที่จะส่งไปให้บ.ก.ท่านใดบ้างไหม

    คือ ทำการบรรณาธิการต้นฉบับเองก่อน อย่างไม่เข้าข้างตัวเอง หลายเรื่องครับ เก็บแฟ้ม ไม่เสียดมเสียดายอะไร คิดว่า หากวันหนึ่งได้รวมเล่ม เรื่องพวกนี้แหละ อาจผนวกเข้ามาเพิ่มได้บ้าง ฮา…

    หากว่า เอ มันดีนี่หว่า ก็ส่งให้มิตรฯช่วยอ่าน ช่วยแสดงความเห็น ความรู้สึก เหมือนการหยั่งเสียงเลือก แคนดิเดท ยังไงยังงั้น ฮา…

    บ.ก.คนนี้ อาจไม่ชอบ แต่อีกคนชอบว่ะ แถมยังเป็นเรื่องที่เราไม่ชอบกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ก็มี อย่าทำเป็นเล่น เหตุการณ์นี้มีจริงๆ ขอรับ

    เช่นเจ้าสำนักฯ อีกนั่นแหละที่ว่า ต่อให้เป็นนักเขียนรางวัลโนเบล หากไม่ถูกรสนิยมบ.ก. เสียอย่าง ก็ลงถังไป ไม่ฮานะ เรื่องจริงๆ

    วรรณกรรม คือ งานศิลปะอย่างหนึ่ง ผมว่า ไม่มีมาตรฐานใดหรอกครับ ว่าดี หรือไม่ดี

    บางคนดูภาพเขียนยังไม่รู้เรื่องเลย บางคนดูแล้วตีความไปหลากหลาย สำมะหาอันใดกับงานเขียน

    ท่านเจ้าสำนักฯอีกครั้ง…นักเขียนมีหน้าที่เขียน (คนอ่านจะบอกเราเองว่า รู้สึกอย่างไร)

    รู้สึกนะขอรับ ไม่ใช่ตัดสิน

    เฮ้ย คุยอย่างนี้ไม่จบๆ แน่ๆ เอาเป็นว่า รู้หน้าที่ของแต่คน แล้วทำมันให้ดี (ที่สุดหรือไม่ที่สุดก็แล้วแต่ใคร)

    ผมเอง

  6. สิญจน์ สวรรค์เสก Says:

    อืม ในฐานะนักหัดเขียนผู้หนึ่ง ผมคิดว่านักเขียนใหม่ควรเหลือเกินที่จะต้องมีบรรณาธิการ เพราะถ้าไม่มีบรรณาธิการงานเขียนก็คงไม่ได้ลงตีพิมพ์ดังว่า เว้นเสียแต่จะเขียนเอง พิมพ์เอง ขายเอง

    การเอายี่ห้อ “บรรณาธิการ” มาตัดสิน”ความดี,ได้มาตรฐาน,ถูกใจฉัน,การการันตีว่าเป็นนักเขียน”เช่นนี้ ผมว่าคงจะหาคำตอบสุดท้ายไม่ได้เหมือนที่พวกท่านพี่ได้สรุปกันไปแล้วนั่นแหละ

    คำว่าบรรณาธิการ สำหรับผมแล้วหมายถึงใครก็ได้ที่ความรู้ มีประสบการณ์ สามารถอ่านงานเขียนแล้วให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่องานชิ้นนั้นๆ แต่ทุกวันนี้ดูเหมือนคำๆ นี้จะหมายถึง “บุคคลผู้มีอำนาจชี้ขาดว่างานชิ้นนั้นๆ จะได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือเล่มนั้นๆ หรือไม่” ไปเสียแล้ว (กระมัง?)

    มีงานเขียนมากมายที่ได้ลงตีพิมพ์ตามสื่อต่างๆ แน่ล่ะ งานเหล่านั้นล้วนผ่านบรรณาธิการไปแล้วทั้งสิ้น ในจำนวนงานเขียนมากชิ้นจากมากคนเขียนนั้น มีเหมือนกันที่นักเขียนบางท่านย่ำเดินบนถนนสายนี้ต่อมาได้ และมีอีกมากมายที่หดหายไป แม้อาจจะได้รางวัล ได้รับการตีพิมพ์มาแล้วก็ตาม จึงน่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า การได้ “ผ่านเกิด” กับบางสำนักพิมพ์ กับบางบรรณาธิการ ไม่ได้เป็นเครื่องค้ำประกันอะไรเลย หากนักเขียนผู้นั้นไม่ได้มีความเป็น “นัก(อยาก)เขียนจริงๆ” อยู่ในสมองและสองมือ

    การด่วนใจร้อนอยากจะเกิดเร็วๆ อยากจะดังเร็วๆ อยากจะรวยจากการเขียนหนังสือเร็วๆ(หึๆ) แล้วกล่าวตู่ว่าถูกบรรณาธิการแกล้งอย่างนั้น กดอย่างนี้ ดูจะเป็นการด่วนตัดสินใจผลักภาระไปให้คนอื่นเกินไปหน่อย

    ผมเชื่อว่าแต่ละคนกว่าจะก้าวขึ้นไปทำหน้าที่บรรณาธิการได้ ล้วนได้อ่านหนังสือมามากพอสมควรแล้วทั้งสิ้น และมีเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกงานให้เข้ากับหัวหนังสือที่ตนรับผิดชอบอยู่แล้ว ส่วนนักเขียนนั้น ก็ควรที่จะรักษาหน้าที่ตามยี่ห้อของตน คือ เขียน – เขียนแล้วก็ส่งไปให้บรรณาธิการพิจารณา หากไม่ถูกรสนิยม เข้ากับเนื้อหาในเล่มของหนังสือหัวนั้นไม่ได้ ก็ส่งไปให้หัวใหม่ แล้วก็เขียนงานออกมาใหม่ก็แค่นั้น – จบ

    เห็นไหมล่ะครับ วนไปวนมาก็มาเข้าประเด็น “รู้จักหน้าที่ของตน” เหมือนที่พี่ท่านทั้งหลายได้สรุปมาแล้วนั่นแหละ เพราะเรื่องบรรณาธิการกับนักเขียนนี้ ไม่มีคำตอบแบบ 2+2=4 หรอกเน๊าะพี่เน๊าะ

  7. การด่วนใจร้อนอยากจะเกิดเร็วๆ อยากจะดังเร็วๆ อยากจะรวยจากการเขียนหนังสือเร็วๆ

    ใครคิดเช่นนี้ก็สมควรไปขายเต้าฮวยอย่างท่านณรงค์ กล่าวบ่อยๆ (รวมทั้งท่านดิน) เพราะ แค่เริ่มคิดก็ผิด (หมายถึง จากความเป็นจริง)

    เพราะ (ท่านเจ้าสำนักย้ำบ่อยๆ) อาชีพนักเขียนเมืองไทยไม่รวย… รายได้ต่อปีน้อยกว่าคนใช้แรงงานเสียอีก (อ้างจากพบปะหนอนและท่านเจ้าเจ้าสำนักหนอนครั้งแรก)

    อ้อ เสริมนิด บางท่านรวยนะขอรับ ขอย้ำบางท่าน อยากรู้มั้ยว่า นักเขียนใหญ่ เขียนนิยาย ตอนละสองหมื่น เป็นอย่างต่ำนั้น มีนะ ขอรับ

    ย้ำ มี!

    ผมเอง

  8. สิญจน์ สวรรค์เสก Says:

    แหม พี่ท่านเล่นมุกนี้หรือ

    ย้ำ มี! แล้วลงท้ายว่า “ผมเอง” มาอีก ทำเอาผมต๊กกะใจหมดเลย (อ่ะ ล้อเล่นน่ะขอรับ)

    ครับพี่ท่าน ผมก็อ่านเจอนักเขียนใหญ่ กวีดัง ทั้งหลายในเมืองไทยพูดให้แง่คิดต่อนักเขียนใหม่อยู่เรื่อยๆ เหมือนกันแหละครับว่า หากคิดจะร่ำจะรวยกับอาชีพนี้ละก้อ – ยาก

    แต่หากคิดจะอยู่แบบมีศักดิ์ศรีในสังคมนั้น ก็พออยู่ได้แบบไม่อายใครดอก

    แฮ่ม! ว่าแต่ว่า ตอนละสองหมื่นเป็นอย่างต่ำจริงหรือท่านพี่

  9. ค่าตัว,ค่างาน,ค่าการตลาด,ค่างานเขียน,เกี่ยวพันเป็นคนละเรื่องเดียวกันยากแยกแยะ
    อายุสิบแปดสามารถเขียนนิยายชวนฝันให้ผู้คนติดตามทั้งประเทศ ร้อยปีไม่ทราบจะมีไหมอีกสักท่าน จึงค่าการตลาดของงานท่านถูกตีด้วยมูลเงินสูงตามจำนวนคนอ่าน

    นั่นเป็นตรรกะสามารถอนุมานได้

    ขอเพียงจิตใจไม่ถูกค่าตัว,ค่างาน,ค่าการตลาดทำลาย ยังคงสรรค์สร้างงานพิศุทธ์ หยัดยืนเป็นเสาเอกค่ำโลกวรรณกรรมไม่คลอนคลาย นั่นจึงเป็นค่างานเขียนที่ควรคำนึง

    จริงไหมขอรับ?

    คารวะ

  10. จิต จิตติ Says:

    สองหมื่น…เขาว่า เมื่อนานมาแล้วด้วย ตอนนี้….

    หุหุ

  11. จิต จิตติ Says:

    ขอเพียง อย่าขายวิญญาฯให้กับซาตานมันนี่เสียล่ะ!

  12. “ทั้งวิญญาณและหัวใจให้เธอครอบครอง
    ทั้งชีวิตให้สัญญาจะอยู่จะสู้เพื่อเธอ”

    ฟังท่านประทีปเล่าแล้วนึกถึงเพลงนี้ขึ้นมาเฉยๆ น่ะ

    ข้าเจ้าเพิ่งรู้เมื่องานคอนเสิร์ตพราย
    เพลง”ก่อน” ของโมเดิร์นด็อก ที่ชอบ
    แท้จริงแล้วคือเพลงของพราย ปฐมพร
    เพลงที่พรายเขียนขึ้นมา
    เขาไม่ได้อวดอ้างว่าเพลงนี้คือเพลงของเขา
    ทว่ากลับบอกว่า… “เพลงนี้คือเพลงของทุกคน”

    บางทีนักเขียนค่าตัวตอนละสองหมื่นคนนั้น
    เขาอาจกำลังเขียนนวนิยายซึ่งคือว่า “คือนวนิยายของคนทุกคน”
    ค่าตัวเลยแพงเป็นธรรมดา

    แหม…ฟังท่านดินว่าบ้างว่าอายุสิบแปดเขียนนิยายชวนฝันได้แล้วนี่
    นึกถึงนักเขียนอาวุโสท่านนั้น กับรางวัลที่คุยกับท่านดินในจดหมายน้อยขึ้นมาเชียว

    หิวข้าวแล้ว…ป่ะ ไปหม่ำอ่ำอั้มด้วยกัน

    แหน่ะเข้าเจ้ารู้ทันนะท่านไม่ได้รับหม่ำกับอ่ำ รับเพียงเจ๊อั้มใช่ป่ะ

    ด้วยมิตรใจ

  13. ยังไง ๆ ผมก็ยังเชื่อว่า นวนิยายนั้น ไม่ใช่ของคนทุกคน แต่สำหรับพรายนั่นน่ะ เป็นเพลงของทุกคน

    ดูเนื้อหานะครับ เป็นของทุกคนได้มากกว่า นิยายของนักเขียนคนหนึ่ง

    เพลงบางเพลง สื่อความหมายได้กับคนทั่วโลก แต่เรื่องๆ หนึ่ง อาจสื่อได้เพียงกลุ่ม–รสนิยม

    อย่างตอนนี้ สถานีโทรทัศน์ก็เป็นของประชาชน จะเข้าๆ ผิดตรงไหน?

    ถึงเวลาเลือกข้างได้แล้ว

    งั้นหรือ?

    คำตอบย่อมมีอยู่ในสายลม

  14. ผิดตั้งแต่บุกยึดสื่อแล้วท่าน…เศร้า

    พวกเขากระทำโดยใช้คำว่าพวกเขาคือเหล่า “อารยะขัดขืน”
    เมื่อวานข้าเจ้าจึงถามว่า “อารยะ” หมายความเช่นใด
    ในเมื่อการกระทำเหล่านี้มัน “อนารยะ” ชัดๆ “อนารยะขัดขืน”

    นี่ไม่ใช่การประกาศความยิ่งใหญ่ของเขาแล้ว
    เป็นการประนาฌความคิดของพันธมิตรชัดๆ

    บางที…ข้าเจ้าก็สงสัย เราถูกสอนให้เรียนประวัติศาสตร์ตั้งแต่ประถมทำไม
    ตอน ม.ปลาย ทำไมอาจารย์ต้องให้นั่งดูการนองเลือดเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยทำไมตอนมหาลัยทำไมเราถึงถูกปลูกฝังให้รักประชาชน ซึ่งเป็นคนเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะชนชั้นไหน
    ไม่ว่าเหตุการณ์ไหนๆ คนที่สูญเสียก็มีเพียงประชาชนผู้เดินตาม

    ทหารจะเข้ามาจัดการอีกรอบไหมท่าน

    “ปฎิวัติ” ด้วยไม่อยากให้เกิดความรุนแรง

    ไอ้การเลือกข้างนี่ก็เหมือนกัน…พฤติกรรมแบบเด็กชัดๆ

  15. อย่างนี้คนอย่างเราๆ จะยืนตรงไหนในประเทศนี้กันล่ะท่าน

    ในเมื่อเราต่างก็เห็นว่าทั้งสองข้างที่ว่า “เลว” ไม่ได้แตกต่างเท่าไหร่เล้ยยยยยยยยยย

  16. เอาที่เลวน้อยหน่อยละกัลล์ท่าน..
    ตกลงไหม? 😉

  17. จิต จิตต Says:

    ไม่มีผู้นำฝูงชนใดตายกลางถนนสักคน–ทั่วโลก

  18. จิต จิตต Says:

    เลวน้อยหน่อยมาอีกแล้ว ท่านพี่

    โอเค เลวได้ ชั่วได้ แต่ขอแบบอย่าเลวกับผลประโยชน์ของคนส่วนรวม

    มีไหมครับ?

  19. นั่นสิท่านจะมีหรือ…เลวแบบไม่ได้มาเอากับผลประโยชน์ของคนส่วนรวม

    พี่ยาย-แพร จารุ เล่าให้ฟังเรื่องการสร้างประตูระบายน้ำแม่ปิง
    มีการทำประชาพิจารณ์ค่ะ ฟังเหมือนชาวบ้านได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นใช่มั้ยคะ
    หากความจริงคือ คิดเห็นเช่นชาวบ้าน หากไม่ตรงกับเหล่าเจ้าหน้าที่รัฐก็หามีเสียงใดใด
    มีคนถามว่าแล้วถ้าก่อสร้างแล้ว มันใช้ไม่ได้ มันช่วยป้องกันน้ำท่วมเชียงใหม่ไม่ได้จะทำยังไง
    คำตอบเลวมากท่าน…ก็ปล่อยทิ้งไว้ เพราะไม่ว่ายังไงก็ต้องสร้าง

    ประทีปคะ…พอเดาเจตนาในการก่อสร้างออกมั้ยคะ
    พวกเขาต้องการประตูระบายน้ำ โดยไม่ได้สนใจว่าจะจัดการปัญหาน้ำท่วมได้อย่างจริงจังหรือไม่
    หากพวกเขาต้องการ เพราะประตูระบายน้ำหมายถึงการผันน้ำเงินเข้ากระเป๋าตนด้วยเช่นกัน

    เอ่อ…กลับไปคุยเรื่องวรรณกรรมกันดีกว่าท่าน
    คุยการเมืองแล้วไม่รื่นรมย์กับชีวิตเอาซะเลย

  20. มีนักเขียนอยู่คนหนึ่งขอรับ เจอะกรณีเขื่อนเยี่ยงนี้โผเข้าใส่เทียวล่ะ เจาะรายละเอียดย่อยยิบ ยิ่งรับรู้ยิ่งเป็นเดือดเป็นแค้น ท่านปวดร้าวแทนประชาชนผู้ถูกอำนาจเอาเปรียบเหยียบหัว

    เปล่านะขอรับ มิมากจนถึงจะคว้าปืนไล่ยิงไอ้พวกจันฑาลกาลีบ้านกาลีเมือง

    ท่านเห็นว่าเป็นพล็อตไม่เลว เอามาใช้เขียนเรื่องหากินไม่หมดไม่สิ้น จับพล็อตนี้มาเล่นเสร็จมองหาพล็อตใหม่ เห็นเป็นพล็อต พล็อตหนึ่งเท่านั้นแลขะรับ

    เป็นอย่างไรขอรับ? พล็อตของข้าพเจ้า..ไม่เลวใช่ไหม?..ใช่ไหม?..

    คารวะ

  21. นิรนาม Says:

    บรรเจิดขอรับ

  22. …,

    เด็กหลังร้านเดินมาอ่านข้อความที่เหล่าสหายแปะไว้ บอกว่า เอ มันการเมืองนี่หว่าท่าน ไม่เกี่ยวกับบรรณาธิการที่รักแล้วเสียแล้ว

    ว่าแล้วเด็กหลังร้านก็ขออนุญาตเก็บข้อความนั้นไว้

    การเมืองคุยกันหลังร้าน พร้อมเบียร์ กาแฟ ฟัง PAD เพลินๆ ได้นะครับ

    –ผมเอง

    ป.ล. โปรดติดตาม “น้องใหม่ไฟแรง”

  23. Sakti Says:

    ผมยังเขียนอยู่เสมอครับ เพียงแต่เลิกเขียนเรื่องสั้นนานแล้ว เพราะน่าเบื่อ ไม่มันเหมือนงานวิชาการ หรือพูดอีกอย่างก็คือ ผมเสือกทะลึ่งอยากเป็นนักวิชาการมากกว่านักเขียน ถ้ารู้จักกับคุณณรงค์ จันทร์เรืองด้วยนะครับ ที่ยังเมตตาขุดเจอ ผมแทบนึกไม่ออกเลยว่าเคย “เมา” และ “พล่าม” อะไรไว้บ้างที่ไหน แถมยังมีคนเอาไปพิมพ์อีกต่างหาก

    ทวีศักดิ์ เผือกสม

    Davisakd Puaksom, “Of a Lesser Brilliance: Patani Historiography in Contention,” in Thai South and Malay North, edited by Michael Montesano and Patrick Jory (NUS, 2008).

    Davisakd Puaksom, “Of Germs, Public Hygiene, and the Healthy Body: the Making of the Medicalizing State in Thailand,” The Journal of Asian Studies, 66,2 (May 2007): 311-344.

    ทวีศักดิ์ เผือกสมและจิรวัตน์ แสงทอง, “คำนำเสนอ” ใน ชนิดา พรหมพยัคฆ์ เผือกสม (แปล), เกอราจาอัน วัฒนธรรมการเมืองมลายูในยุคก่อนอรุณรุ่งของระบอบอาณานิคม ของ เอ.ซี. มิลเนอร์ (เมืองโบราณ, 2551)

    ทวีศักดิ์ เผือกสมและชนิดา พรหมพยัคฆ์ เผือกสม (แปล), ล้างแค้นกับสมานฉันท์ สู่การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์เอเชียใต้, ของราชโมฮัน คานธี (คบไฟ, 2551)

    ทวีศักดิ์ เผือกสม, เชื้อโรค ร่างกาย และรัฐเวชกรรม: ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กำลังตีพิมพ์).

    ทวีศักดิ์ เผือกสม, อินโดนีเซียรายา: รัฐจารีต สู่ “ชาติ” ในจินตนาการ (ร่วมกับอรอนงค์ ทิพย์พิมล และชนิดา พรหมพยัคฆ์, เมืองโบราณ, 2547).

    และ ฯลฯ

  24. Sakti Says:

    ขอโทษ… ไม่ได้เช็ค

    “ถ้ารู้จักกับคุณณรงค์ จันทร์เรืองด้วยนะครับ” -> “ถ้ารู้จักกับคุณณรงค์ จันทร์เรือง ฝากขอบคุณด้วยนะครับ

    ทวีศักดิ์ เผือกสม, เชื้อโรค ร่างกาย และรัฐเวชกรรม: ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550).

  25. ผมเอง Says:

    อื้อ…ยินดีครับที่ได้ฟังความเห็นของคุณทวีศักดิ์

    ไม่คาดคิดเลยว่าผู้ร่วมเหตุการณ์ในครั้งนั้นจะแวะเข้ามา

    ยินดี ๆ

  26. โอ..กราบขอประทานโทษขอรับท่านอาจารย์ทวีศักดิ์ เผือกสม
    วาจาที่ได้ล่วงเกินขอท่านอภัยด้วยเถิดขอรับ

    หากบังเอิญท่านอาจารย์กลับมาขอเรียนถามสักหน่อย..
    ข้าพเจ้ามีเพื่อนวัยประถมชื่อ ประพันธ์ เผือกสม ไม่ทราบท่านอาจารย์พอคุ้นนามบ้างไหมขอรับ?

    คารวะ

  27. ทวีศักดิ์ Says:

    คุณธุลีดินครับ

    คำพูด “กวนตีน” ของผมมันก็สมควรให้คน “ตวาด” เหมือนกันว่า แล้วมึงเขียนอะไรบ้างหลังจากนั้น…

    ส่วนประพันธ์ เผือกสมนั้น ไม่เคยได้ยินชื่อเหมือนกันครับ คงเป็นญาติโกโหตุกันทางพ่อ แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นหน้าหรือเคยนั่งคุยด้วยกัน อย่างที่คำพังเพยว่า – ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง! ส่วนที่คุ้นกัน ถึงเป็นญาติก็ไม่รู้จัก

  28. รับทราบขอรับท่านอาจารย์

    ข้าพเจ้าเองได้บทเรียน..ผู้เงียบหายไปจากกระแสข่าวในวงการสังคมใช่ว่าจะหยุดเขียน

    ขอบคุณที่กลับมาตอบข้อถามขอรับ

    คารวะ

  29. สวัสดีครับอาจารย์ (ผมขอเรียกอย่างนี้นะครับ)

    ในระหว่างที่ผมอ่านบทความของท่านณรงค์นี้ อาจารย์เชื่อไหมว่า เป็นคำถามที่โดนใจผม และอาจโดนใจผู้ถูกถามด้วย

    แม้ว่าจะไม่มีคำตอบตายตัว แต่อย่างน้อยก็ทำให้เห็นอะไรบางอย่าง

    อะไรบางอย่างนี่ ให้ผมบอกเป็นข้อ ๆ คงบอกไม่ถูก เอาเป็นว่า สิ่งที่เห็นนั้นก็ปรากฏอยู่ในการเสวนา (บทความ) ครั้งนั้น

    ไม่รู้ว่า ปัจจุบันนี้จะมีบรรยากาศมาถกกันแบบนี้ กันอีกบ้างไหม ไม่ว่าจะเกิดผลยังไง สิ่งที่ได้น่าจะเป็นการได้พูดคุยกัน ระหว่างนักเขียน นักอยากเขียน ผู้ที่กำลังจะเขียน คนอ่าน และบรรณาธิการ…

    เป็นแสงสว่าง…ไม่ต้องปลายอุโมงค์ เอาแค่ริบ ๆ เพราะผมรู้สึกว่า ทุกวันนี้วงการนี้มันมืด ๆ ยังไงก็ไม่รู้ คนอยากถาม อยากรู้มีมาก แต่ไม่ค่อยรู้ว่าจะถามใครได้

    ทั้งนักเขียนเอง และบรรณาธิการเอง

    ด้วยคารวะ.


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s