ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

ความขัดแย้งสุดโต่ง กรกฎาคม 19, 2008

ความขัดแย้งสุดโต่ง

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๑๔๕๓, ๒๐-๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๑

ผมเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ จึงนึกถามตัวเองว่าในภาวะตึงเครียดเพราะความขัดแย้งสุดโต่งที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่เวลานี้ประวัติศาสตร์มีคำอธิบายและคำตอบอะไรบ้าง

            ประวัติศาสตร์สั่งสมประสบการณ์ของสังคมที่เผชิญความขัดแย้งสุดโต่งเช่นนี้มากกว่าวิชาอื่นใด อย่างน้อยก็น่าจะอธิบายสภาวะเช่นนี้ได้ แต่คงต้องอาศัยนักเรียนประวัติศาสตร์ที่เก่งกว่าผมเยอะ

            แต่ก่อนคนเก่งๆ จะทำ ผมขอทำด้วยคุณภาพด้อยๆ แบบผมไปก่อนครับ

            ความขัดแย้งสุดโต่งต่างจากความขัดแย้งธรรมดาตรงที่ว่า สิ่งที่ขัดแย้งกันนั้นมีผลกระทบต่ออนาคตระยะยาวของสังคม หรือบางส่วนของสังคม เช่น จะมีทาสหรือไม่มีทาส, จะวางรูปแบบของรัฐอย่างไร, จะเปิดให้โครงสร้างของชนชั้นนำมีคนอื่นเข้ามาร่วมด้วยมากน้อยแค่ไหน ฯลฯ  ไม่ใช่เรื่องของความเห็นไม่ลงรอยที่มีผลต่ออนาคตไม่ยืนนานนัก เช่น จะขายข้าวถุงธงฟ้าหรือไม่ หรือจะแจกเงิน-คูปองคนจนหรือไม่อย่างไร

            ผมเข้าใจว่าแทบจะทุกสังคมสมัยใหม่ได้เคยเผชิญกับความขัดแย้งสุดโต่งมาแล้วทั้งนั้น บางสังคมรอดมาได้โดยไม่เกิดความรุนแรงมากนัก บางสังคมกลืนความสุดโต่งเข้าหากันได้โดยสงบ และบางสังคมต้องผ่านการนองเลือดหรือทุกข์ยากขนาดเลือดเข้าตา

            อย่างไรก็ตาม ในสภาวะของความขัดแย้งสุดโต่ง จะมีปรากฏการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นคล้ายๆ กันคือ

            ประการแรก ความสุดโต่งของทั้งสองฝ่ายที่เต็มไปด้วยอารมณ์ มักดึงเอาคนอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างสองขั้วเข้าไปร่วมได้มาก

            แต่เพราะความสุดโต่งเป็นสีที่ไม่มีเฉด ไม่มีความเหลื่อมของสี ยอมรับความแตกต่างเพียงเล็กน้อยไม่ได้ คนทั่วไปจึงถูกบังคับให้เลือกข้างและต้องเลือกกันอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู

            และด้วยเหตุดังนั้น ผมจึงเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมไม่ได้ยืนอยู่ที่จุดเดียวกับพวกสุดโต่ง แต่ยืนอยู่ระหว่างสองขั้ว เพียงแต่ว่าเสียงสุดโต่งจะดังกลบเสียงอื่นไปหมด ในขณะที่ความสุดโต่งมักจะข่มขู่คุกคามมิให้เกิดความต่างหรือความเหลื่อมของสี จนกระทั่งคนส่วนใหญ่ไร้เสียง คนส่วนใหญ่จึงไร้ตัวตนในความขัดแย้งสุดโต่ง

            ในสภาวะเช่นนี้ ความระแวงต่อกันในสังคมจะมีสูงมาก ไม่เฉพาะแต่ระหว่างขั้วที่สุดโต่งทั้งคู่เท่านั้น แม้แต่คนทั่วไปที่อยู่ตรงกลางก็เช่นกัน เพราะโลกบิดเบี้ยวที่ฝ่ายสุดโต่งทั้งสองขั้วจำลองออกมาให้เห็น เป็นโลกที่มีเพียงสองขั้ว ไม่ว่าใครจะพูดอะไรหรือทำอะไร วิธีวิเคราะห์ความหมายของคำพูดและการกระทำนั้นจึงเหลืออยู่มิติเดียวคือ เขาอยู่ฝ่ายไหนกันแน่

            ไม่มีข้อเสนอใด ไม่ว่าจะมาจากใคร ที่ได้รับการพิจารณาว่าปราศจากวาระซ้อนเร้น  หากคุณเสนอให้เลี้ยวซ้าย นั่นแปลว่ากำลังหลอกให้ตกคลอง ให้เลี้ยวขวาคือหลอกให้เข้ารกเข้าพง  วิธีคิดของผู้คนกลายเป็น “ซาก๊กนั้ง” หรือตัวละครในสามก๊กไปหมด มีแต่เล่ห์เพทุบายที่คนอื่นต้อง “อ่านเกมส์” ให้ออก ข้อเสนอใดๆ จึงไม่มีโอกาสถูกพิจารณาตามเนื้อผ้า

            ปรากฏการณ์เช่นนี้เคยเกิดในระหว่างความขัดแย้งสุดโต่งในสังคมอื่นมาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยแห่งความสะพรึงกลัวหลังปฏิวัติฝรั่งเศส, ก่อนสงครามการเมืองในสหรัฐ, หลังปฏิวัติรัสเซีย, ก่อนและระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพาในญี่ปุ่น, ก่อน ๖ ตุลาในประเทศไทย ฯลฯ

            ในภาวะเช่นนี้ “คนกลาง” จึงตกที่นั่งลำบาก ไม่แต่เพียงไม่มีใครฟังเขาเท่านั้น แต่ทั้งสองขั้วสุดโต่งจะระแวงว่าเขาคือคนของฝ่ายปรปักษ์ที่แฝงตัวเข้ามา  และ “คนกลาง” มักตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ก่อนใคร ดังกรณีของท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์

            และด้วยเหตุดังนั้น สังคมที่ตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งสุดโต่งจึงไม่มี “คนกลาง” ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกฯ หรืออดีตกรรมกร

            ผมคิดว่าเราต้องเข้าใจด้วยว่า ในสภาวะเช่นนี้ ความเป็นกลางไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่สองขั้วเชื่อในความเป็นกลางของเขาหรือไม่ต่างหาก และท่ามกลางความขัดแย้งสุดโต่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ ผมมองไม่เห็น “คนกลาง” ในสังคมไทยเหลืออยู่สักคนเดียว

            ผมขออนุญาตพูดเลยไปถึงรัฐบาลแห่งชาติด้วย ในสภาวะที่เราเผชิญอยู่ ประโยชน์อันเดียวที่จะได้จากการมีรัฐบาลแห่งชาติก็คือ ป้องกันหรืออย่างน้อยชะลอการรัฐประหารออกไป  ผมไม่รู้เส้นสนกลในของเหล่าทหารทั้งหลาย จึงไม่ทราบว่าจะมีการรัฐประหารในระยะเวลาอันใกล้หรือไม่ จึงไม่ขอพูดถึงประโยชน์ในแง่นี้

            ผมค่อนข้างแน่ใจว่า รัฐบาลแห่งชาติจะไม่ทำให้เราหลุดออกไปจากความขัดแย้งสุดโต่งนี้ และหากรัฐบาลแห่งชาติแตกกันเองอย่างหนัก สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก การรัฐประหารจะกลายเป็นคำตอบเดียวของสังคม แม้กระทำโดยนายทหารที่ฉลาดน้อยกว่าที่ผ่านๆ มาก็ตาม

            กระบวนการอีกอย่างที่หนึ่งซึ่งเกิดในช่วงที่สังคมต้องเผชิญความขัดแย้งสุดโต่งก็คือ การสร้าง “อมนุษย์” ให้แก่คนที่ไม่ใช่พวกของตัว จะเรียกว่า “หนักแผ่นดิน” หรือ “ไอ้หัวเถิก”, “ปิศาจผมขาว” หรืออะไรอื่นก็ตาม คือการลดทอนความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายหนึ่งลง เพื่อบดขยี้อย่างไรก็ได้โดยไม่สูญเสียความชอบธรรม

            กระบวนการนี้ยิ่งกระทำอย่างเข้มข้นมากเท่าไร ก็ยิ่งเท่ากับปูทางให้แก่ความรุนแรงในอนาคตมากขึ้นเท่านั้น ซ้ำร้ายเหยื่อของกระบวนการนี้ไม่จำเป็นต้องสังกัดอยู่กับขั้วตรงข้ามเสมอไป แต่มักเป็นคนที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงเสียเป็นส่วนใหญ่ เช่น ผู้ที่ถูกสงสัยในความจงรักภักดี, เอ็นจีโอ, นักวิชาการ, ราษฎรอาวุโส ฯลฯ

            ยิ่งทำให้คนส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ระหว่างสองขั้วต้องเงียบเสียงลงไปอีก เพราะกลัวจะถูกทำให้เป็น “อมนุษย์” โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

            คนก็ต้องเงียบ และประเด็นปัญหาอื่นๆ ก็ต้องเงียบด้วยนะครับ เพราะปัญหาทั้งหมดของสังคมล้วนมาจากปมเดียวคือระบอบทักษิณ หรือรัฐธรรมนูญที่มาจากเผด็จการ

            ท่ามกลางสภาวะเช่นนี้ สังคมถูกทำให้มองไม่เห็นทางออกอื่น นอกจากความเด็ดขาด แม้อาจนำไปสู่ความรุนแรงก็ตาม

            ขั้วสุดโต่งทั้งสองฝ่ายก็พร้อมจะ “แตกหัก” และพยายามทำให้สังคมเชื่อว่า นี่เป็นความรุนแรงครั้งสุดท้าย เป็นความรุนแรงเพื่อระงับความรุนแรงตลอดไป สงครามที่ยุติสงครามลงได้อย่างสิ้นเชิง … A war that ends all wars.

            เหมือนเมื่อครั้งฆ่านักศึกษาสัก ๒,๐๐๐ บ้านเมืองก็จะสงบเรียบร้อย  ทำสงครามโลกครั้งที่ ๑ และ ๒ สักครั้งเดียว โลกก็จะปลอดสงครามตลอดไป

            ถ้าดูจากประสบการณ์ของสังคมต่างๆ บางครั้งความขัดแย้งสุดโต่งก็อาจผ่อนคลายไปเองเพราะเกิดวิกฤตอื่นๆ แทรกเข้ามาอย่างรุนแรงเช่น รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ช่วยทำให้ฝ่ายขวาตกขอบกลับใจได้ไม่น้อย พร้อมที่จะอยู่ร่วมกับคนที่คิดต่างได้ง่ายขึ้น  หรือในเมืองไทยตอนนี้ หากน้ำมันดิบขึ้นไปถึงถังละ ๒๐๐ เหรียญ หรือเกิดรัฐประหารนองเลือดขึ้น (ไม่ว่าฝ่ายใดชนะ) ความขัดแย้งสุดโต่งก็อาจหายไป เพราะภาวะวิกฤตอย่างรุนแรงย่อมทำให้เสียงของคนที่อยู่ระหว่างขั้วสุดโต่งดังขึ้นจนกลบเสียงสุดโต่ง

            เราคงไม่อยากให้เกิดวิกฤตรุนแรงอย่างนั้นขึ้นแน่ ปัญหาก็คือสังคมจะเอาตัวรอดจากความขัดแย้งสุดโต่งได้อย่างไร

          ผมมีข้อเสนออยู่ ๔ ประการ

 

 

๑.ต้องทำให้เสียงของคนที่อยู่ระหว่างขั้วสุดโต่งทั้งสองดังขึ้น แม้เสียงนั้นอาจเป็นหมันไปดังข้อเสนอของอาจารย์ประเวศ วะสี ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยสังคมก็มองเห็นว่ามีทางออกอื่นๆ ให้เลือกได้อีกมาก

            สื่อสามารถช่วยได้มาก แม้ว่าผลประโยชน์ทางธุรกิจในระยะแรกอาจทำให้พื้นที่ของเสียงตรงกลางไม่ทำเงิน แต่ในฐานะที่ถือตัวว่า “รู้ไส้” สื่อดีพอควร ผมเชื่อว่าสื่อสามารถปลุกปั้นพระเอก-ผู้ร้ายออกขายขายได้ ก็แค่ลงทุนปั้นพระเอกใหม่คือเสียงของคนที่ไม่อยู่ในสองขั้วสุดโต่ง ไม่นานก็ขายได้เหมือนกัน

            เช่น การรณรงค์เสื้อขาว แม้ว่าจะหน่อมแน้มอย่างไร สื่อก็ควรเกาะติดกิจกรรมของกลุ่มจนเสื้อขาวกลายเป็นตัวละครสำคัญขึ้นมา มีอิทธิฤทธิ์มากขึ้นพอจะทำอะไรที่หน่อมแน้มน้อยลงไปเรื่อยๆ ได้ เป็นต้น

            ถ้าถ้าเสียงของคนที่อยู่ตรงกลางดังขึ้น ขั้วสุดโต่งก็จะต้องคำนึงถึงเสียงนี้มากขึ้นด้วย เพื่อเรียกร้องการสนับสนุน

            ๒. ฝ่ายต่างๆ ของการเมืองในระบบเช่นฝ่ายค้านและ ส.ว. หรือแม้พรรคร่วมรัฐบาลต้องไม่ใช้พื้นที่ในระบบการเมืองเพื่อเพิ่มความขัดแย้ง ต้องช่วยประคับประคองให้กลไกของรัฐปฏิบัติหน้าอย่างสุจริตเที่ยงธรรม ไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

            ผมเชื่อว่าคะแนนเสียงที่แท้จริงของพวกท่านไม่ได้อยู่ที่สะพานมัฆวานฯ และไม่ได้อยู่ที่คนเชียร์ทักษิณ แต่อยู่ที่คนซึ่งอยู่ระหว่างสองขั้ว อาจจะรักทักษิณ อาจจะเกลียดทักษิณ แต่เขาเป็นมนุษย์ที่สามารถใช้เหตุผลเป็น

            ๓. สถาบันที่ผู้คนยังพอเชื่อในความเป็นกลางอยู่บ้างคือสถาบันตุลาการ แต่ควรเร่งรัดกระบวนการพิจารณาคดีให้เร็วขึ้นโดยไม่สูญเสียความยุติธรรม เพราะความขัดแย้งหลายเรื่องอาจสิ้นสุดลงได้ที่คำพิพากษาของศาล  ในขณะเดียวกัน แม้กระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นไม่ได้รับความไว้วางใจนัก แต่สถาบันตุลาการสามารถอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในกระบวนการได้พอสมควร เช่นการอนุมัติออกหมายจับของตำรวจ ก็เป็นดุลยพินิจของศาล

            ๔. ทุกฝ่ายต้องช่วยกันฝ่าข้ามความระแวงที่มีต่อกันลงไปให้มากที่สุด หัดคิดบนจุดยืนของคนอื่นบ้าง ใช้กฎหมายอย่างสุจริต (ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายอาญา หรือกฎหมายรัฐธรรมนูญ) เช่นไม่อ้างมาตราใดมาตราหนึ่งมาโดยละเลยต่อเป้าหมายที่แท้จริงของกฎหมาย คือความสงบสุขของสังคมและสิทธิเสรีภาพชองประชาชน

            คนที่อยู่ระหว่างกลางของสองขั้วสุดโต่งควรรู้เท่าทันการใช้หรืออ้างกฎหมายแบบฉ้อฉล และพร้อมจะชี้ให้สังคมเห็น

            คนในสองขั้วขัดแย้งสุดโต่ง มีภาระจะต้องอธิบายจุดยืนของตนให้ “เรา” ซึ่งอยู่ตรงกลางเห็น ไม่ใช่เรื่องที่จะมาตอบโต้กันและกัน ข้ามหัวเราอยู่ตลอดเวลา ·

Advertisements
 

3 Responses to “ความขัดแย้งสุดโต่ง”

  1. ขอบคุณท่านประทีป สำหรับบทความคัดสรรค์ดีดีเช่นนี้

    อ่านแล้วได้แต่ถอนใจ

    คนตรงกลางระหว่างสองขั้วนั้นเสียงช่างอ่อนแอนัก
    และดูเหมือนการใส่เสื้อขาวจะยิ่งทำให้กลายเป็นตัวตลกของสังคมที่แบ่งฝักฝ่าย
    เลือกกันให้ชัดๆ ไปเลยว่าอยู่ข้างไหน เพราะสังคมต้องการความชัดเจน

    เออแหน่ะ…บางทีคนตรงกลางควรลองไปคุยกับพวกพ่อค้าคนกลางดูบ้าง
    เขาทำอย่างไร จึงมีอำนาจเหนือขั้วทั้งสองนั่นได้

    ด้วยมิตรภาพ

  2. khun_aut Says:

    คุณประทีป …

    คุณประทีป เคยโดนมีดบาดนิ้วไหม … นิ้วกลางน่ะ
    สองวันก่อน ผมได้แผลเล็กๆ ติดไม้ติดมือจากเก้าอี้พลาสติกหลังบ้าน

    ไม่น่าเชื่อว่า มันทำให้ผมคิดถึงเรื่อง ความเป็นกลาง (อีกแล้ว)

    หรือเป็นเพราะ หน้าที่ของนิ้วกลาง ไม่ชัดเจนเหมือนนิ้วอื่นๆ
    บทบาทมันน้อย จนแทบไม่เห็นความสำคัญใดๆ
    เว้นไว้แต่ จะ “ยกขึ้น” ด่ากันด้วยนิ้ว !

    เมื่อนิ้วกลางเป็นแผล สิ่งแรกที่นำเอาความไม่สนุกมาแก่ชีวิต
    คือ ผมดีดนิ้วประกอบการแหกปากร้องเพลง(ในรถ)ไม่ได้
    การร้องเพลง โดยไม่ได้ดีดนิ้วไปด้วยนั้น มัน “ไม่สุดฟีล” อย่างเคย

    การไม่มีนิ้วกลาง แม้จะไม่ทำให้มือเอียง แต่จะทำให้มือของเราไม่สมดุล
    และที่สำคัญ มือเราจะไม่สวย … มือสวย ด้วยนิ้วกลาง

    นิ้วกลางยังเป็น ตัวประคอง ปากกา – เป็นตัวช่วยของนิ้วชี้
    ไม่มีนิ้วกลาง ลายเซ็นต์ไม่สวยครับ

    ก๋วยเตี๋ยว กับ นิ้วกลาง เป็นของคู่กัน
    ไม่มีนิ้วกลาง เราต้องทนใช้ตะเกียบขาเดียวไปจนกว่าจะอิ่ม

    ความจริง นิ้วกลาง ก็มักถูกนิ้วโป้งชี้ และนิ้วนางก้อย ดึงเข้า(พรรค)พวก
    นิ้วกลางมักปฏิเสธอย่างถ่อมตนว่า …

    “อย่าเลย … ฉันอยู่ตรงนี้ มีประโยชน์กว่า
    เธอก็อย่าเดินเข้ามา ยืนอยู่อย่างนั้น
    ฝ่ายละสอง ท้าประลอง จะพอดีกัน
    มีเธอ มีเธอ มีฉัน … มันลงตัว”

    ขุนอรรถ

  3. บ๊ะ! ท่านขุน ผมชอบความเห็นของท่านเสียจริง ๆ เปรียบเทียบได้ภาพ และยังกินใจ

    ป.ล. ผมไม่เคยถูกมีดบาดนิ้วกลางเลยครับ รู้แต่ว่า เวลาโดนบาดนะ มันแปล๊บ จี๊ด ๆ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s