ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

กาลวิบัติ? มิถุนายน 15, 2008

Filed under: สวัสดีวันอาทิตย์© — ประทีป จิตติ @ 00:00
Tags: ,

สวัสดีวันอาทิตย์Ó/๑๔

 

๑.

ปกมติชนสุดสัปดาห์ทำให้ผมต้องเขียนข้อเขียนขึ้นใหม่ภายหลังจากเขียนชวนชมภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง–ไม่เป็นไรขอยกยอดเอาไว้สัปดาห์หน้า

      ปกขึ้นภาพพระพยอม กัลยาโณ พาดหัว “ดู ดู๊ ดู ดูเธอทำ ทำไมถึงทำกับ ‘อาตมา’ ได้”

      สาบานได้ว่า “ขำ” กับข้อความพาดหัวตัวไม้ ช่างคิดออกมาได้ (ชมนะครับ)

      ย่อมเกิดคำถามตามมา “ใคร?” ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไรกับท่านล่ะครับ, พลิกอ่านบทความพิเศษ (หน้า ๙) โดยพลัน!

      …ผมเป็นคนที่เคารพพระเคารพเจ้า  ผมบวชเรียนมา ๒ ครั้ง  ผมมีแต่พ่อแม่ครูอาจารย์ที่สอนให้ผมเอาธรรมนำหน้า ไม่เคยสอนให้ผมเลียไข่รัฐบาล

     ถ้าพระคุณเจ้าพระพยอมอยากจะพูดเตือนว่าพูดจาต้องสุภาพ ทำไมไม่ไปเตือนนายกฯ  เป็นพระเป็นเจ้ายังไม่รู้จักเทศน์ว่าควรจะเทศน์ให้ใครฟัง มาเทศน์ให้พวกเราซึ่งเอาธรรมนำหน้าตลอดเวลา  พรรษาผมน้อยกว่าท่านมาก ผมบวชมา ๒ ครั้ง ครั้งละเดือนกว่า แต่ผมปฏิบัติธรรม จิตผมสงบ ผมปล่อยวาง แต่เมื่อไหร่ท่านจะปล่อยวางเสียที

     เพราะเมื่อท่านไม่ปล่อยวาง ท่านก็คือร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่อยู่ในผ้าเหลือง…

     ครับ, นั่นคือวาทะบนเวททีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัยโจมตีพระพยอม พร้อมกับเรียกร้องให้ผู้ชุมนุม ‘โห่’ พระพยอม

     สาเหตุที่คุณสนธิต้องปราศรัยเช่นนี้เพราะก่อนหน้านั้นพระพยอม หรือ พระราชธรรมนิเทศ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว และประธานมูลนิธิสวนแก้ว นั้นได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องการนำเด็กไปร่วมชุมนุมทางการเมือง เพราะการปราศรัยบนเวทีมักใช้คำหยาบคาย

     ตามรายงานข่าวมีทั้งคน “โห่” และ “อึ้ง” กับคำปราศรัย…

     ส่วนพระพยอมก็ได้ออกมาชี้แจงในคอลัมน์ ‘สำนัก (ข่าว) พระพยอม’ ในหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ ในหัวข้อ ‘ฝากถึงพันธมิตรฯ อย่าเปิดแนวรบหลายด้าน’

     …ต้องขอบใจญาติโยมที่เป็นห่วง โทร.มาว่าคุณสนธิออกรายการโทรทัศน์  ชุมนุมแล้วด่าให้คนที่ร่วมม็อบโห่ไล่พระพยอม  ญาติโยมอย่าเป็นห่วง อย่าวิตกกังวลเลย มันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์เราอย่างหนึ่ง

     ถ้าทำอะไรชนะได้ก็มักย่ามใจ  เคยไล่ทักษิณสำเร็จก็อยากไล่พระพยอม ไล่ใครต่อใคร  ไอ้ความย่ามใจนี้มันเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นปุถุชน…

 

๒.

ผมคุยกับมิตรกวี ผู้ซึ่งเคยบวชเรียนมานาน-แน่ละ แม้ว่าผมจะจำไม่ได้ว่ากี่พรรษา ทว่ามากกว่าคุณสนธิก็แล้วกัน แถมยังได้เปรียญสองเปรียญสาม  เขาไม่ได้แสดงความเห็นในเรื่องบาปบุญคุณโทษในการด่าว่าพระสงฆ์องค์เจ้า แต่ไม่เห็นชอบกับการกระทำในเรื่องของความควรและไม่ควร

     คุยไปคุยมาถึงเรื่องการด่าว่าพระ (ไม่รวมหมายถึงพวกแอบอ้างห่มผ้าเหลืองนะครับ) พลันคิดถึงบทบันทึกสำนักพิมพ์ของอาจารย์เจน สงสมพันธุ์ ในหนังสือรวมเรื่องสั้น คนใบเลี้ยงเดี่ยว ของพี่ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ตอนหนึ่งที่กล่าวถึงความเชื่อของคนโบราณว่า สังคมจะวิบัติให้ดูจากหลักสำคัญสามประการ คือ “นักปราชญ์ถูกเหยียดหยาม” “สตรีถูกข่มเหง” และ “เด็กถูกรังแก”

     …ข้าพเจ้าจำคำทำนายของคนในหมู่บ้านคนหนึ่ง เมื่อเห็นนายหนังตะลุงชื่อดังเอาหลานสาวนั่งบนตักแล้วหัดให้ขับบทหนัง  เขาบอกว่าหนังตะลุงโรงนั้นต้องถึงกาลวิบัติ  ไม่มีใครเชื่อด้วยความดังกระฉ่อนทั่วปักษ์ใต้ของหนังคณะนั้น จะทำให้ชื่อเขาดับลงในเวลาสั้น ๆ แต่เป็นจริงได้อย่างน่าอัศจรรย์

     คุณตาของข้าพเจ้าเป็นนายโรงมโนราห์ ท่านบอกเล่าพวกลูกศิษย์ให้ยึดมั่นคุณธรรม ให้มีสายตายึดมั่นอยู่ที่ปลายนิ้วมือ ห้ามส่งสายตาไปยังผู้ชมเป็นอันขาด  นายโรงที่จะสอนท่ารำให้ศิษย์ที่เป็นหญิงต้องมีการจับมือถือแขน หากขาดคุณธรรมเสียแล้ว ความวิบัติแก่ตนย่อมเกิดขึ้น

     เพราะคนโบราณเชื่อว่าความวิบัติของสังคมสามารถดูได้จาก หลักสามประการคือ นักปราชญ์ถูกเหยียดหยาม-หนึ่ง สตรีถูกข่มเหง-สอง และเด็กถูกรังแก-สาม

     หนึ่ง – เราเห็นชัดถึงความขัดแย้งระหว่างนักวิชาการกับกลไกการปกครอง  เราเห็นชัดถึงการซื้อเสียงเพื่อหวังเป็นรัฐบาล  เราเห็นชัดถึงกระแสการลอกเลียนวิทยานิพนธ์ของคนระดับนายกรัฐมนตรี  นี่ถือว่าตรงกับโบราณกล่าวว่า ‘นักปราชญ์ถูกเหยียดหยาม’ ใช่หรือไม่?

     สอง – เราพบเห็นความไม่ปลอดภัยของสตรีอย่างชัดเจน จากข่าวข่มขืนที่มีอยู่ทุกวัน มิหนำซ้ำเรายังเห็นการเกิดวัฒนธรรมใหม่ในหมู่ผู้หญิงที่พอจะมีอะไรเกิดขึ้นมาสักเล็กน้อย ก็อยากถ่ายภาพเปลือย  ถือว่าเป็นความสุดยอดครั้งหนึ่งในชีวิต หรือเมื่อนักมวยคนหนึ่งได้รับชัยชนะในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก นายกรัฐมนตรีออกปากให้รางวัลกับนักมวยคนนั้นว่าจะเอา ‘สิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต’  มันตรงกับคำโบราณกล่าวไว้ในประเด็นความเสื่อมทรามของสังคมกรณี ‘สตรีถูกข่มเหง’ หรือไม่?

     สาม – หรือจะถึงกาลวิบัติของสังคมจริง เมื่อเด็กถูกใช้แรงงานยิ่งทาสอยู่มากมาย ทั้งที่วัยของเขาต้องเป็นวัยของการได้รับการศึกษาเล่าเรียน นั่นไม่ร้าย เท่ากับการเกิดกรณีข่มขืนเด็กอนุบาลและพ่อข่มขืนลูก

     ขณะคนโบราณถือว่า แม้เพียงนายหนังตะลุงเอาหลานสาวขึ้นนั่งตักแล้วฝึกหัดหนังตะลุง ก็วิบัติแล้ว!!…

     ครับ, ในส่วนที่ว่า “นักปราชญ์” อาจไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิชาการก็ได้-ขอท่านผู้อ่านใช้วิจารณญาณแตกยอดออกไป สำหรับตัวอย่างที่อาจารย์เจนยกมานั้นก็ร่วมยุคสมัยพ.ศ.นั้น ไม่แน่ หากมาเขียนในห้วงยามนี้อาจได้ตัวอย่างที่เป็นปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

     เช่นกัน, ขอท่านผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณ

 

๓.

อันเนื่องจากความอึดอัดที่ใครต่างก็กล่าวอ้างว่าทำเพื่อชาติ (หรืออย่างอื่น) โดยเฉพาะล่าสุดของคุณสนธิ ที่ว่า “เอาธรรมนำหน้า…จิตสงบ…ปล่อยวาง” จึงขอแถมท้ายบทความของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ สักนิด

     …ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์กลายเป็นการแสดงละครซ้ำซาก กระทำเพียงเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัว แม้ทำแล้วอาจเกิดความเสียหายแก่สถาบันก็ไม่เป็นไร เพราะไม่ได้เกิดจากความจริงใจ

     …ในท่ามกลางการใช้ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือสร้างผลประโยชน์ทางกางเมืองและเศรษฐกิจอย่างหนัก เช่นที่เราพบในสังคมไทยปัจจุบัน ผมมีอะไรอยากเตือนชนชั้นนำกลุ่มต่าง ๆ ของไทยสองประการ

     ๑. ความจงรักภักดี เป็นอารมณ์, ความรู้สึก, ความคิด, ฯลฯ ที่อยู่ในใจคน กฎหมายบังคับให้เกิดขึ้นไม่ได้ และกฎหมายไทยก็ไม่เคยบังคับด้วยการทำให้อารมณ์, ความรู้สึกและความคิดดังกล่าวที่รัฐเห็นว่าไม่สอดคล้องกับตนเป็นอาชญากรรม  ทั้งนี้ นับแต่โบราณคือ กฎหมายตราสามดวงเป็นต้นมา ก็ไม่มีมาตราใดลักษณะใดที่กำหนดว่า ความไม่จงรักภักดีเป็นอาชญากรรม (แต่การกระทำที่เกิดจากความไม่จงรักภักดีเช่นก่อการกบฏอาจเป็น)

     ๒. ความจงรักภักดีต่อสถาบัน (หรือต่ออะไรก็ตาม) บังคับให้เกิดขึ้นไม่ได้ แต่กล่อมเกลาให้เกิดได้ (บ้าง)  ฉะนั้น หากต้องการให้คนไทยมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องคิดถึงกลวิธีกล่อมเกลาที่แนบเนียน ผ่านการศึกษา, ผ่านสื่อ, ผ่านพิธีกรรม, ฯลฯ ซึ่งมีอยู่มากมายและมีประสิทธิภาพในสังคมสมัยใหม่

     แต่ต้องทำด้วยความสัตย์ คือไม่ไม่ใช้ความเท็จ, ไม่ใช้การประจบ, หากเป็นพิธีกรรมก็ต้องสัมพันธ์เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของผู้คน, ให้เสรีภาพแก่ทุกฝ่ายที่จะคิดเห็นต่าง แต่ว่าพร้อมจะนำมาถกเถียงอภิปรายกันได้อย่างสันติและปลอดภัย  ฉะนั้น จึงอย่าใช้กฎหมายแบบมั่ว ๆ เพื่อข่มขู่คุกคามคนที่คิดเห็นต่าง

     นอกจากนี้ กลวิธีกล่อมเกลาที่แนบเนียน หมายรวมถึงการทำอะไรที่พอดี ๆ ด้วย  อย่าเว่อร์  เพราะอะไรที่เว่อร์มักให้ผลตรงกันข้ามเสมอ

     ครับ, พลันผมคิดถึงชื่อคอลัมน์ของพี่อ้วน-วิรัตน์ โตอารีย์มิตร ที่เคยเขียนลงในนิตยสารขวัญเรือน–แตกไม่แยก

     เป็นการแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งของผู้เขียนอย่าง คิดแตกต่างแต่ไม่แตกแยก!

 

๔.

สำหรับสถานการณ์เมืองในขณะนี้ ผมขอคิดอย่างบทสรุปของบทความพิเศษของมติชนฯ

     …ไม่เป็นศัตรู แต่ก็ไม่อยากเป็นมิตร–เราสามารถเลือกได้ครับ, สวัสดี ·

 

 

๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๑

 

 

 

ท้ายเรื่อง.

     มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๑๔๕๒, ๑๓-๑๙ มิ.ย. ๒๕๕๑

     บันทึกสำนักพิมพ์ในสังคมของคนใบเลี้ยงเดี่ยว โดย เจน สงสมพันธุ์, รวมเรื่องสั้น คนใบเลี้ยงเดี่ยว กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ผู้เขียน, พิมพ์ครั้งที่สี่ ตุลาคม ๒๕๔๕, สำนักพิมพ์นาคร.

     อาชญากรรมทางความคิด โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์. มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๑๔๕๑ (๖-๑๒ มิ.ย. ๒๕๕๑)

     บทความพิเศษ หน้า ๙ (ฉบับเดียวกับ ๑)

 

 

Advertisements
 

8 Responses to “กาลวิบัติ?”

  1. อรุณสวัสดิ์ครับคุณประทีป

    ก่อนอื่นผมต้องขอสารภาพว่าพลาดไปก้าวหนึ่งจริง ๆ อธิบายทำความเข้าใจกับพ่อแม่พี่น้องก็น่าจะพอ แต่..ก็อย่างว่าล่ะครับคุณประทีป แบบว่าอารมณ์มันพาไป คิดแล้วยังเจ็บใจ ไม่น่า ‘โห่’ เลย เสียรางวัดไปเยอะ

    แต่พูดก็พูดเถอะนะครับ

    พระไม่อยู่ส่วนพระ (อ้าว! ผมแขวะพระเข้าอีกแล้วสิเนี่ย!) ก้ำกึ่งครับเวลาพูดถึงพระ เพราะในประเทศเราพระกลายเป็นสถาบันที่ผู้คนวางไว้บนหิ้ง จะแตะต้องทีก็กลัวกระทบกระเทือนความรู้สึกหมู่มาก กลัวบาปเจาะกะลาหัว(พระเลว ๆ จึงมีอยู่ทั่ว)(เอาอีกแล้ว! คุณพระเอ้ย!ประทีปก็..ไม่น่าชวนคุยเรื่องพระเลย)

    พวกตัวดีที่อาศัยสถานการณ์สร้างภาพให้เป็นฝ่ายร้กสงบ สมานฉันท์อะไรนั่นแหละครับ..แสบ!

    ไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆราวาสก็เหอะ!

    กี่ยุคสมัยมาแล้วที่พวกเรียกร้องความเป็นธรรมให้สังคมต้องเอาชีวิตเข้าแลกจึงได้มา ส่วนพวกที่หดหัวอยู่อย่างสุขสบายไม่คิดทำอะไร อย่างไรก็ได้ คอยรับผลพวงจากเลือดเนื้อชีวิตของพวกเรา ผมไม่ข้องใจหรอกครับคุณประทีป เพราะที่เราทำก็เพื่อพวกเขา เพื่อคนทั้งชาติ ขออย่างเดียวรักษาหน้าที่ของตนให้ดี ผมก็อยากกราบแล้ว

    แต่พวกที่ออกมาประกาศปาว ๆ เรียกร้องความสงบอย่างโน้นอย่างนี้ ถามจริง ๆ บ้านเมืองจะไม่เหลืออะไรอยู่แล้ว พ้นไปจากนี้ก็สายเกินแก้แล้ว ตอนนั้นพวกคุณทำอะไร? อยู่ที่ไหน? ช่วยอะไรได้มั้ย? พวกคุณก็ได้แต่นั่งมองตาปริบ ๆ

    ถึงตอนนี้กลับคิดแสดงบทบาท เป็นไปได้นะครับคุณประทีป ผมว่าพวกนี้ไม่มีความจริงใจหรอก ถ้าไม่หวังใช้สถานการณ์สร้างภาพ ก็เป็นมือเท้าฝ่ายตรงข้าม ยัดเยียดภาพให้พวกผมเป็นพวกก่อความวุ่นวายไปฉิบ

    เอาเถอะครับ สงครามอีกยาวไกล บ้านเมืองไม่ใช่ของเล่น คิดมากินไปบ่นไปในบ้านในเมืองเดี๋ยวผมจะหวดให้ปากเจ่อ

    ช่วงนี้เกะกะหน่อยนะครับหากการชุมนุมจะขัดขวางการจราจรไปบ้างก็ต้องขออภัย แต่พวกผมขอพื้นที่ในประเทศนี้เพียงหยิบมือใช้สู้รบ หากคุณประทีปพอจะช่วยก็ช่วยอภัยในความไม่สะดวก ส่วนที่เหลือเดี๋ยวพวกผมจัดการเอง

    อะไรนะ!

    อ้อ..เรื่องพระน่ะเหรอครับ?

    หากมีพระปากยื่นปากยาวไม่วางตัวให้ถูกกาละเทศะผมก็จะฉะอีก แต่เอ..คิดว่าเที่ยวนี้จะไม่โห่แล้วครับ พลาด! พลาดทางพลอบพะกันด้าไปถนัดถนี่ เอางี้แล้วกัน ฝากทีพระองค์ใดออกมาวิจารณ์แสดงความเห็นเรื่องนี้ไม่ว่าด้วยท่าทีใด จะติติง เรียกร้องความสงบ หรือแสดงวิสัยทัศน์วิสัยธรรม ขอให้ฟังด้วยความระวังหน่อยแล้วกัน พระพวกนี้กำลังเป็นเครื่องมือเป็นโทรโข่งให้ฝ่ายไหนสักฝ่าย เพราะพระที่แท้ท่านคงรู้หน้าที่พระคืออะไร?

    ผมต้องขึ้นเวทีปราศัยแล้ว รักษาท่าทีนักเขียนไว้ครับคุณประทีป เสนอความคิดเห็นอย่างเป็นกลาง ให้ข้อมูลทั้งสองฝ่าย ผมว่าที่คุณกระทำยังน่ากราบกว่าพระบางรูป (ไม่ได้คิดดึงคุณเป็นแนวร่วมเล่นงานพระนะครับ..พูดจริง!)

    -สุนธี ลูกแม่พิกุล-

  2. สวัสดียามเช้าวันอาทิตย์เจ้าท่านประทีป

    วันหนึ่งที่สถานการณ์ ณ สะพานมัฆวานฯ ค่อนข้างตึงเครียด
    นอกจากสะท้อนใจกับแนวกันชนซึ่งก็คือคนจากสองฝั่ง
    ข้าเจ้าตั้งคำถามว่า…หากเกิดความรุนแรงใดขึ้น
    คนที่พาเด็กเล็กมาจะสามารถปกป้องคุ้มภัยเขาอย่างไร
    แม้อีกฝ่ายจะไม่ทำร้ายเด็ก
    แต่ยามโกลาหลนั้นล่ะ รับผิดชอบชีวิตเล็กๆ นั่นได้ดีพอหรือเปล่า

    อย่างที่เคยบอกว่าสุดท้ายคนที่เจ็บปวดและสูญเสียที่สุดก็ไม่พ้นคนธรรมดา
    ทำไมไม่มีใครตั้งคำถามบ้างว่า “แกนนำหายไปไหนหมด”

  3. khun_aut Says:

    พี่ทั่นทั้งหลาย …

    ได้ยินข่าวนี้แล้ว เศร้าใจยังไงไม่รู้
    ถ้าพี่พันธฯ เขาฟังผมบ้าง อยากบอกเขาว่า
    “พี่พันธฯ กำลังก้าวพลาด”

    นี่คือจุดเปลี่ยน … จำไว้นะพี่
    นี่คือจุดเปลี่ยน …

    พี่สนฯ ปีนเกลียว … ไม่ควรๆ

    พี่พันธฯ ที่เหลือไม่ควรทิ้งเรื่องนี้ไว้เฉยๆ
    แต่ถ้าพี่พันธฯ ที่เหลือ ไม่ใยดี …
    มันมีความหมายเดียวกับว่า “พี่ยอมให้เพื่อนเผาบ้าน!”

    ขอเถอะพี่พันธฯ … ถอยสักก้าว
    แม้ดูเหมือนพี่ฯ กำลัง “ยอม”
    แต่ไม่เป็นไรหรอก เพราะในทางตรงกันข้าม

    การไม่ยอมแพ้เลย คือ การแพ้กิเลสแห่งตน นั่นแล

    : )

  4. คุณสุนธี…

    ผมเองขอพูดตรง ๆ นะครับว่า ผมเห็นด้วยกับการกระทำของใครสักคน ที่หวังว่าจะเป็นกระบอกเสียง อย่างเช่นเรื่องการยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการใช้เงินทำประชามติ ตรงนี้กลุ่มพันธฯ เป็นผู้ออกหน้า–ผมเห็นด้วย และยินดีดีใจที่ยังสามารถหาผู้เป็นกระบอกเสียงได้

    สนับสนุนครับ

    แต่เมื่อได้แล้ว…เปลี่ยนมาขับไล่รัฐบาล จากเหตุผลที่ท่านปราศรัยมาตลอดกว่า ๒๐ วัน บางเรื่องก็เป็นความรู้ใหม่ที่ผมไม่เคยทราบ…แต่ท่านหนักข้อไป คือ จะล้มรัฐบาลยังไงครับ ในเมื่อเขาเอาความชอบธรรม มาจากการเลือกตั้งเป็นข้ออ้าง…ท่านล้มไม่ได้ครับ

    มีทางเดียวคือ…ผมไม่รู้หรอกว่าท่านคิดอะไร แต่ก็ใช่ว่าไม่รู้ เพียงแต่ผมไม่พูด เพราะ อาจเป็นการกล่าวหา

    นี่คือรักษาท่าทีไหมครับ ไม่รู้จริง–ไม่พูด

    สำหรับเรื่องพระเจ้า ท่านคงเกิดอารมณ์หน้ามืดหรือไม่ครับ ผิดหวังที่คนอย่างท่านดูเป็นคนมีเหตุผล กับพระ ท่านคิดอย่างไร ดี ไม่ดีอย่างไร ท่านก็ไม่สมควรพูด–ผมคิดอย่างนี้

    รู้จักคำว่า พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง ไหมครับ

    ผมว่า คนไทย (ทั้งมีการศึกษาทั้งมากและน้อย) มีวิจารณญาณนะครับ ท่านน่าจะตรองดูก่อนพูดว่าพระพูดเพื่ออะไร?

    อย่างไรก็ตาม ผมว่าท่านเสีย “รังวัด” ไปเยอะเลยครับ อีกทั้งคำพูดของท่านก็ล้วน “ขัดแย้ง” ตัวเองอย่าง “ตลก”

    ท่านเพลง…
    ท่านคิดเหมือนผมเลย แต่ผมคิดไกลกว่า เป็นไปได้ไหมว่า นั่นคือ “โล่มนุษย์” ดี ๆ

    ใครจะกล้าทำร้ายเด็ก? แต่พูดก็พูดเถอะ หากคนมันจัญไรแล้ว มันไม่สนหรอกครับ เด็กหกล้ม ถูกเหยียบตาย…สุดท้ายใครจะรับผิดชอบ?

    ท่านขุน…
    ท่านแสดงความเห็นออกมาตรง ๆ นั่นน่ายินดี–ตอนนี้ต้องพูดกันตรง ๆ แล้วครับ

    ประเภทอีแอบ บอกอยู่ตรงกลางไม่มี…ไม่มีครับ คนพวกนั้นพร้อมจะเข้าพวกกับคนที่มีท่าที “ชนะ” ได้เสมอ…

    เอาล่ะ–ผมจะติดตามฟังท่านปราศรัยต่อไป

    จนกว่า….
    .
    .
    .

    ด้วยมิตรภาพครับ
    -คนข้างถนน-

  5. ย่ำรุ่งสวัสดิ์ท่านประทีป

    อุตส่าห์เลี่ยง “โล่ห์มนุษย์” แล้วนะท่านนะมันรุนแรงเกินไป

    โอ้…ถูกใจคำท่านขุนอรรถอย่างแรง

    ด้วยโกโก้ร้อนตอนเช้า

  6. ท่านประทีป…

    มาชวนไปดูการ์ตูน น่ารักดี


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s