ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

ครูเทศ มิถุนายน 14, 2008

Filed under: บทความคัดสรรค์,หิ้งหนังสือ — ประทีป จิตติ @ 23:35
Tags:

 

ครูเทศ

คอลัมน์ มิตรน้ำหมึก โดย ณรงค์ จันทร์เรือง

มติชนสุดสัปดาห์, ๓๐ พ.ค. – ๕ มิ.ย. ๒๕๕๑ ฉบับที่ ๑๔๕๐

 

 

ครูเทศ

 

๑.

สมัยก่อน คำว่า “นักประพันธ์ไส้แห้ง” ค่อนข้างติดปากผู้คนแพร่หลาย จนนำมาล้อเล่นมุขกันว่า ใครมีลูกสาวสวย ๆ อย่าได้เผลอไผลใจอ่อนยกให้ไอ้หนุ่มที่มีอาชีพนักเขียนหนังสือเลยทีเดียวหนา เพราะจะพาลูกสาวเราไปอดตายเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ

     โธ่เอ๋ย…จะไปเอานิยมนิยายกับพวกอาชีพขายฝัน ถนัดแต่ทางปั้นน้ำเป็นตัว ปั้นวัวเป็นควาย  เพ้อเจ้อกระถินบก เขียนอะไรบ้า ๆ บอ ๆ แล้วบอกว่าเอาฝันมาขาย!  เดี๋ยวก็พาลไส้แห้งหมดทั้งบ้านจนได้

     เมืองไทยน่ะมีนักเขียนกี่คนกันเชียว?……….นับไปนับมาก็ไม่มากไม่น้อยกว่านี้เท่าไหร่นัก นอกนั้นก็เป็นนักหนังสือพิมพ์ ที่เขียนนิยายเป็นงานอดิเรกเท่านั้นเอง

     ………

     นักเขียนดัง ๆ แม้จะยอมรับเล็กน้อยว่า จริงอย่างที่เขาพูดกันแฮะ แต่ก็ย่อมจะเกิดความขุ่นข้องหมองจิตพอสมควร

     ถ้าข้าพเจ้าหรือพวกเราล้มตายไป เมืองไทยก็เห็นจะขาดแคลนจนถึงยากไร้ผู้สืบเนื่องอาชีพคนเขียนหนังสือ เดี๋ยวบ้านนี้เมืองนี้จะกลายเป็น “คนป่าคนดง” อย่างรัชกาลที่ ๖ ท่านทรงนิพนธ์เอาไว้จริง ๆ เอ้า!

     อย่ากระนั้นเลย เรามาหาช่องทางให้คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่มีใจรักทางขีด ๆ เขียน ๆ ได้เรียนรู้กลเม็ดเด็ดพราย รวมทั้งเคล็ดลับหลากหลายใน “วิชาหนังสือ” ที่จะทำให้กลายเป็นนักเขียนอาชีพจนได้ซีน่า

     ว่าแล้วเท่านั้นก็เปิดโรงเรียนสอนวิชานักประพันธ์ขึ้นมา!

     ครูบาอาจารย์ที่ตั้งอกตั่งใจสั่งสอนลูกศิษย์ให้เป็นนักเขียนอาชีพ ทุ่มเทเวลาในกรแนะนำและการตรวจต้นฉบับ ชี้จุดอ่อนให้มองเห็น ส่งกลับหรือแก้ไขหรือไม่ก็เขียนเรื่องใหม่ ๆ ส่งเข้ามา  ปรากฏว่าบรรดาหนุ่มสาวที่อยากเป็นคนขายฝันส่งเรื่องสั้นเรื่องยาวมาให้ตรวจ จนระดับปรมาจารย์อย่าง ยาขอบ, เรียมเอง, สันต์ เทวรักษ์ ฯลฯ จนผู้ก่อตั้ง นายตำรา ณ เมืองใต้ ฯลฯ ต้องยกธงขาวยอมแพ้

     ตรวจเรื่องกันไม่หวาดไม่ไหวน่ะซีครับ

     ขืนสอนต่อไปนักเขียนดัง ๆ ที่ว่าอาจกลายเป็นนักเขียนในอดีต หรืออดีตนักเขียนก็เป็นไปได้ เพราะมัวสอนแต่ให้คนเขียนหนังสือเป็น จนตัวเองไม่มีเวลาเขียนหนังสือซะเองไม่ใช่อะไร!

     ครูมาลัย ชูพินิจ, อาจารย์เปลื้อง ณ นคร เจียดเวลาไปปาฐกถาเกี่ยวกับการเขียนเรื่องสั้น เรื่องยาว เช่น ครูมาลัยพูดในหัวข้อ “การเขียนเรื่องสั้น”  อาจารย์เปลื้องบอกกล่าวว่า “เป็นนักเขียนที่ดีได้อย่างไร” หรือเรียกง่าย ๆ ว่า “วิชาหนังสือ” ให้ละอ่อนหนุ่มสาว ไม่ว่าจะต้องการเป็นนักเขียนหรือไม่ ได้รับความรู้เพิ่มเติมจากบรมครูสองท่าน ชนิดไม่มากไม่น้อยละน่า

     อาจารย์เจือ สตะเวทิน ออกนิตยสาร “สังคมประพันธ์” มาช่วยแนะนำเยาวมิตรผู้มุ่งมาดจะเป็นคนขายฝัน

     คุณพิชัย โอตรดิตถ์ เขียน “ปากกาทอง”  คุณพี่นเรศ นโรปกรณ์ เขียน “คนถือปากกา”  พอจะมองเห็นว่าหนุ่มสาวสมัยก่อนกระตือรือร้นอยากเป็นนักเขียนมากมายเพียงใด

     ขัดแย้งกับ “อิงอร” และ วิลาศ มณีวัต ที่ยืนยันมั่นคงว่าวิชาหนังสือสอนกันไม่ได้ถ้าจะเป็นก็เป็นเอง ไม่แยแสว่าจะไส้แห้งหรือไส้เปียก  อย่างมากก็แนะนำกว้าง ๆ ให้ทดลองใช้สูตร “หินลับปากกา” ส่วนจะมีใครลองทำหรือไม่? ได้ผลมากน้อยประการใด? ก็ยังไม่ทราบจริง ๆ ครับ พับผ่า!

 

๒.

นอกจากการให้ความรู้หรือเคล็ดลับในวงกว้างแล้ว สมัยก่อนยังมีนักเขียนรุ่นใหญ่ระดับบรรณาธิการ แนะนำ “วิชาหนังสือ” กันเป็นส่วนตัวกับนักเขียนรุ่นหลัง ๆ ทำนองครูสอนศิษย์ จะได้มีความรู้ติดตัวเอาไว้ทำมาหากินต่อไป ไม่ต้องได้ชื่อว่านักเขียนไส้แห้งเหมือนครูในอดีตกาลนั่นปะไร!

     ครูมาลัยฯ บอกกล่าว ประเสริฐ พิจารณ์โสภณ ที่สยามสมัย…จงเขียนเรื่องที่ใกล้ตัวและรู้ดีที่สุด!  คุณประหยัด ศ. นาคะนาท แนะนำว่า…อย่าลืมตัดข้อความที่เยิ่นเย้อยืดยาดทิ้งให้หมด บางเรื่องต้นฉบับหายไป ๒-๓ หน้ายังอ่านรู้เรื่องเลยว่ะ

     คุณธนู ปิยะรัตน์ (สิงหเทพ) นักเขียนและบรรณาธิการ แสนสุข รายสัปดาห์เมื่อ ๔๐ ปีก่อน ย้ำนักย้ำหนากับผมคือ คำพูดของตัวละครคือสิ่งที่บ่งบอกอาชีพ กับคนอาชีพไหนมีศัพท์เฉพาะว่ากระไร อย่าได้ริอ่านเขียนถึงเซลส์แมนโดยไม่เคยรู้ว่าเขาทำงานกันยังไงเด็ดขาด

     อย่าบอกผู้อ่านโต้ง ๆ ว่านางเอกใส่แหวนเพชร แต่ให้ผู้อื่นจ้องมองแหวนเพชรของเธออย่างสนใจ  หรือจะบอกว่านางเอกของคุณลูบคลำแหวนเพชรเล่นไปพลาง ๆ ก็ยังได้

     โดยเฉพาะเรื่องสั้น อย่ามัวอ้อยอิ่งยืดยาดเยิ่นเย้อ ผู้อ่านไม่มีเวลามาสนใจกับศัพท์แสงหรูหราหรือความฟุ่มเฟือยของถ้อยคำ แต่เขาอยากรู้ว่าเรื่องนั้นจะลงเอยยังไง?  เขาเดาถูกหรือไม่?  แต่ถ้าเดาผิดก็จะทำให้เขาอยากอ่านเรื่องต่อไป  แต่ถ้าเดาถูกบ่อยก็จะเห็นว่าเรื่องสั้นของเราไม่น่าสนใจเท่าที่ควร

     อย่าคิดว่าเรื่องประเภทหักมุมจะยากเย็นเกินไป ถ้ารู้จักหาพล็อตเหมาะ ๆ รับรองว่า “ถูกเส้น” ผู้อ่านนักแล  ข้อสำคัญอย่าไปลอกเลียนงานของท่านผู้ใดส่งบ.ก.เด็ดขาด

ประมูล อุณหธูป (อุษณา เพลิงธรรม) เป็นนักเขียนและบ.ก. ที่พิจารณาเรื่องสั้นใน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ คล้าย ๆ กับ “สิงหเทพ”

     ถ้านักเขียนคนไหนได้ลงพิมพ์สยามรัฐฯ ถือว่า “แจ้งเกิด” เต็มเนื้อเต็มตัวทันใด!

     คงเพราะเหตุนี้เองเรื่องสั้นจากทุกมุมเมืองจึงหลั่งไหลเข้าไปหาอุษณา เพลิงธรรม นอกจากน้องใหม่จะหาโอกาสแจ้งเกิด บรรณาธิการก็มีโอกาสได้คัดเลือกเรื่องสั้นมากมาย  ไม่ใช่ประเภทนินทากันว่า…ลงแต่เรื่องสั้นของเพื่อนฝูงเป็นประจำ!

     เรื่องสั้นของผมได้ลงพิมพ์ที่นั่นไล่ ๆ กับน้องใหม่อีก ๑ หน่อ ๑ อนงค์ คือ สุจิตต์ วงษ์เทศ กับ สุวรรณี สุคนธา ถือว่าเป็นลูกศิษย์ครูเดียวกันตั้งแต่นั้นมา

     แล้วคุณมูลสอนยังไง?

 

๓.

สำหรับผมน่ะไม่ได้สอนด้วยปากเปล่า แต่ลงมือเขียนขีดฆ่า-ต่อคำ แถมระโยงระยางออกมาติเตียนแทบจะเป็นด่าทอต่าง ๆ นานาตามขอบกระดาษ แล้วส่งเรื่องมหากาฬนั่นมาให้ผมแก้ไข จนคุณมูลบอกว่า…ได้การ!

     ส่วน “เจ๊แต๋ว” สุวรรณี สุคนธา มาแปลกตรงที่คุณมูลแก้ไขตั้งแต่นามปากกาโน่นเลย  บังเอิญผมเห็นต้นฉบับเรื่องแรกของเจ๊ ใช้ชื่อจริงเป็นนามปากกาคือ สุวรรณี สุคนธ์เที่ยง ถูกแก้เป็น สุวรรณี เกรียง  แต่เมื่อเรื่องสั้นพิมพ์ออกมากลับกลายเป็น สุวรรณี สุคนธา อะร้าแอร่มปานได้กลิ่นสุคนธรสแช่มชื่นขึ้นมาทีเดียว

     ตอนนั้นยังไม่รู้จัก สุจิตต์ วงษ์เทศ เลยไม่รู้ว่าคุณมูลท่านสั่งสอนอะไรอีกหรือเปล่า?  รู้แต่ว่า ขุนเดช นี่แสนจะหฤโหด ซะใจซาดิสม์จริง ๆ ให้ดิ้นตาย!

 

๔.

เออเนสต์ เฮมิงเวย์ เขียนไว้ในหนังสือ BY-LINE มีความว่า

     “สิ่งที่ยากเย็นแสนเข็ญที่สุดในโลก ก็คือ การเขียนให้ได้เนื้อหาใจความถูกต้องเป็นจริงในเรื่องเกี่ยวกับชีวิตผู้คน  ประการแรก คุณต้องรู้ซึ้งเรื่องที่คุณหยิบยกขึ้นมาเขียน  ประการต่อมา คุณต้องรู้ว่าจะเขียนอย่างไร  ทั้งสองสิ่งต้องใช้ช่วงเวลาในชีวิตของคุณเรียนรู้”

     และในเรื่อง GREE HILLS OF AFRICA

     “…ในแวบแรกที่คุณเห็นในถิ่นประเทศอื่นนั้นมีคุณค่ายิ่ง อาจมีคุณค่าสำหรับคุณมากกว่าคนอื่น ๆ  คุณต้องพยายามเขียนมันออกมา ไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะเขียนยังไง”

     จาก “สูตรลับเฮมิงเวย์” ในวารสารปากไก่ของสมาคมนักเขียน พ.ศ.๒๕๓๔ แปลโดย อุดร วงษ์ทับทิม

     สตีเฟ่น คิง, ตัดทอนจาก “โรงเรียนนักเขียน” ตอน “สิ่งควรรู้”  เพลินตา แปลและเรียบเรียงใน WRITER ฉบับที่ ๑๘ เดือนมีนาคม ๒๕๓๗

     ๑. มีกึ๋น  หมายถึงผลงานของคุณจะได้รับการตีพิมพ์อย่างไร ไม่เกี่ยวกับการตัดสินเชิงวิพากษ์วิจารณ์ว่าใครดีหรือเลว…แต่ที่แน่ ๆ คุณมือถึง  ความสำเร็จในการประพันธ์ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับกึ๋น และในบริบทของตลาด  นักเขียนที่เลวก็คือนักเขียนที่ไม่ได้รับค่าเรื่อง  ถ้าคุณไม่มีกึ๋นคุณจะไม่ประสบความสำเร็จ และถ้าคุณไม่ประสบความสำเร็จคุณก็ควรจะรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะวางมือ

     ๒. ประณีต  ใช้พิมพ์ดีดพิมพ์เว้นบรรทัดสองบรรทัด  ใช้กระดาษอย่างขาว ผิวเรียบ หากมีรอยแก้ไขตกหล่นอยู่หลายแห่ง พิมพ์เสียใหม่จะดีกว่า

     ๓. วิจารณ์ตนเอง  หากไม่มีการแก้ไขต้นฉบับเลย คุณนี่ขี้เกียจจริง ๆ

     ๔. ขจัดคำฟุ่มเฟือย 

     ๕. อย่าใช้หนังสืออ้างอิงอันใด  ต้องการเขียนเรื่องใช่หรือไม่?  ใช่! ฉะนั้นเอาพจนานุกรม คลังตำรา สารานุกรม ไว้ไกล ๆ ถ้าจะให้ดีทิ้งลงถังขยะไปเลย  คุณกลัวว่าสะกดคำผิด กลัวว่าจะเขียนให้ข้อมูลที่ผิดพลาดน่ะหรือ ก็ทำไมไม่ตรวจสอบทีหลังล่ะ

     ทำไมไม่ปล่อยให้ขบวนความคิดของคุณเลื่อนไหลไป  เมื่อคุณนั่งลงเขียนก็จงอย่าทำอะไรอย่างอื่น นอกจากไปห้องน้ำ หรือในกรณีที่ผัดผ่อนไปไม่ได้อีกแล้ว

     ๖. รู้ตลาด  จะมีก็แต่คนโง่เท่านั้นที่ส่งเรื่องผีดูดเลือดไปยังนิตยสารแนววิทยาศาสตร์  ส่งเรื่องรักอ่อนโยนระหว่างแม่ลูกไปยังนิตยสารเพลย์บอย แต่ก็มีคนทำอย่างนี้มาลอด

     ๗. เขียนเพื่อความบันเทิง  ไม่ใช่ว่าไม่เขียนเรื่องจริงจัง  ความคิดที่จริงจังนั้นมีได้ แต่ต้องสนองต่อเรื่อง ไม่ใช่เรื่องสนองต่อความคิด

     หากคุณต้องการเทศนา ก็จงไปขึ้นธรรมาสน์

     ๘. ถามตัวเองอยู่เสมอว่า  คุณสนุกกับการเขียนหรือไม่?  ถ้าเป็น “ไม่” อยู่บ่อย ๆ ละก็ ถึงเวลาหางานใหม่ อาชีพใหม่ทำได้แล้ว

     ๙. อำนวยความสะดวกสำหรับการส่งคืน

     ๑๐. ถ้าห่วย ทำลาย!  เป็นกฎสำหรับเรื่องแต่ง  ถ้าห่วย ทำลายมัน

    

๕.

นักเขียนฝรั่งอาจแผกต่างกับบ้านเรา แต่หลักใหญ่ก็คล้ายคลึงกัน เช่น การรู้จักตลาด กับการติดต่อ  ใช้ภาษากระชับ รัดกุม ตัดถ้อยคำรุ่มร่ามรุงรังที่เป็น “ขยะ” ออกไปให้มากที่สุด

     แต่ความพิถีพิถันสุด ๆ นี่เชื่อว่านักเขียนเทศคงไม่เท่ากับนักเขียนไทยหรอกครับ

     ประมูล อุณหธูป เคยเขียนสอนแกมด่าไว้ในต้นฉบับที่ผมส่งให้พิจารณา ว่า อย่าใส่เครื่องหมาย…(จุด ๆ ๆ) โดยไม่จำเป็น  คนอ่านเห็นเข้าก็จะคิดว่าคุณยังนึกอะไรไม่ออกเลยใส่…(จุด ๆ ๆ) ปะทะปะทังเอาไว้ก่อน หรือไม่ก็เรียกขานพวกคุณว่า “ไอ้จุด” กับ “อีจุด” (ฮา) ·

 

 

Advertisements
 

3 Responses to “ครูเทศ”

  1. “หินลับปากกา” เป็นเช่นไรท่าน
    กรุณาช่วยขยายความที

    ถึงว่าสิ…ทำไมจึงได้ยินบ่อยเหลือเกินว่า “สยามรัฐสัปดาวิจารณ์” คือที่ใฝ่ฝันของคนเขียนหนังสือ อยากลงตีพิมพ์
    แม้นเดี๋ยวนี้จะเปลี่ยนเป็นพี่เยี่ยมในการคัดต้นฉบับ ก็ยังได้ยินความฝันบางคนในการมีเรื่องสั้นลงที่นี่

    ย่อหน้าสุดท้ายฮาช่วยนะท่านนะ

  2. พี่ท่านขะรับ

    อยากกดเชือกเส้นบนแล้วเหวี่ยงตัวลอยลงยืนบนผืนผ้าใบ ชกนวมสักสองสามทีพอกระตุ้นความฮึกหาญ ฟุตเวิร์คอีกนิดหน่อย ดึงกางเกงลงต่ำ(อย่างเอวต่ำที่กำลังนิยม)

    จากนั้นประจงทิ้งเข่าลงโขกศีรษะให้ท่านสามโป๊ก!

    โทษฐานน้ำใจน่าบูชาอะไรเยี่ยงนี้ หากไม่ได้พี่ท่านสละเวลาใช้ปลายนิ้วอันมู่ทู่จิ้มตัวอักษรมาแปะให้อ่าน ผู้น้อยไหนเลยเหลือบุญได้ผ่านตา

    งานเขียนแนะนำหลักคิดหลักเขียนเกร็ดชีวิตบูรพประพันธกรมีความเย้าใจต่อผู้น้อยอยู่เสมอมา ด้วยความเข้าใจอันดีว่า ‘แนะได้สอนไม่ได้’

    งานเขียนไม่ต่างว่ายน้ำหรือขี่จักรยาน บอกได้ว่าทำอย่างไร? ที่เหลือล้วนขึ้นกับลองผิดลองถูกฝึกฝนจนชำนาญเฉพาะตน

    เพียงข้อเขียนเหล่านี้สร้างแรงใจ ส่งไฟฝัน คล้ายได้พูดคุยกับคนที่อยู่ในโลกเดียวกัน นั่นเป็นความอบอุ่นชนิดหนึ่ง ผู้น้อยจึงมักใช้เวลาจอดเรือซุกใบอยู่กับงานเขียนแนวนี้ยามเมื่อสายลมจินตนาอ่อนล้าโรยแรง

    การที่พี่ท่านสละเวลานำมาเผยแพร่ในบล็อกนอกจากสร้างกุศลให้ผู้ด้อยโอกาสอ่านเยี่ยงข้าพเจ้าแล้ว ยังสะท้อนถึงความตั้งใจทำบล็อกด้วยบทความคุณภาพอันเอื้อประโยชน์ต่อคนทั่วไป

    เวลาพี่ท่านสละปั่นตัวอักษรร้อยพันเหล่านั้นรับรองไม่สูญเปล่า ปะคราใดจะชดใช้ให้สาสมใจเทียว!

    คารวะ

  3. เหมือน หิน ลับมีด นั่นแล…

    คม คม คม …

    ส่วนพี่ท่านไม่ต้องกระทำถึงเพียงนั้นหรอกขอรับ บอกแล้วว่า เราลงเรื่อลำเดียวกัน ล่องไปท่ามกลางทะเลนำหมึก ไม่ช่วยกัน แล้วเมือ่ไหร่จะเห็นฝั่งสีน้ำผึ้ง…

    อา…นี่ยกเอาคำมาจากท่านน้าหงาเลยหนา…

    จากภูผาถึงทะเล…

    ด้วยความยินดีขอรับ..

    ป.ล. ตอนหน้า ครูใหญ่ โปรดติดตาม!


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s