ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

ประสบการณ์สำคัญกว่าสูตรสำเร็จ มิถุนายน 7, 2008

Filed under: สวัสดีวันอาทิตย์© — ประทีป จิตติ @ 23:59
Tags:

สวัสดีวันอาทิตย์ © – ๓/๑๓

ปรกติผมจะเขียนสวัสดีวันอาทิตย์เย็นวันเสาร์ ครั้งนี้ผมเขียนในค่ำคืนวันศุกร์ (ซึ่งมีบ้างแต่ไม่บ่อยครั้ง) การเขียนเย็นวันเสาร์มีเวลาเขียนมากกว่าวันธรรมดาเนื่องด้วยวันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุด ผมจะเถลไถลยืดระยะเวลาการเขียนไปนานเท่าไหร่ก็ได้  ส่วนมากจะเริ่มเมื่อหัวค่ำ, ก่อนหน้าเมื่อกลับถึงที่พักประมาณ ๕ โมงเย็น (หลังจากแวะซื้ออาหารสดประจำสัปดาห์) บางวันผมนั่งดูหนังแผ่น ฟังเพลง หรือจะอะไรก็แล้วแต่หลังจากนั้นจึงทำกับข้าว

    ที่เลื่อนมาเขียนวันศุกร์ (ตั้งใจจะเขียนให้เสร็จ) เพราะพรุ่งนี้เป็นวันเสาร์แรกที่สำนักงานเปลี่ยนปรับเวลาการทำงาน หยุดสุดสัปดาห์เพิ่มอีกวัน  ครับ, พรุ่งนี้เป็นวันหยุดผมจึงไม่ต้องกังวลกับเวลาเข้านอน–บางทีอาจจะโต้รุ่งถึงเช้า

     อารัมภบทไป ๒ ย่อหน้า ผมคิดไม่ตกว่าสัปดาห์นี้จะเขียนเรื่องอะไร  จะว่าไปในแต่ละวันล้วนพบเจอเรื่องราวมากมาย  การเมืองนี่ได้ยินเข้าหูทุกวัน เปิดโทรทัศน์ วิทยุ ล้วนมีรายการวิเคราะห์สถานการณ์การบ้านการเมือง ฟังมากเข้าจนเบื่อเพราะส่วนใหญ่เพียงแต่จับนำมาเป็นประเด็นข่าว ขาดการวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์มากกว่าคิดล้วงลงเจาะลึก…

     ผมเริ่มเบื่อ–หมายถึงเบื่อการได้ยินได้ฟัง  เบื่อความคิดของแต่ละฝ่ายที่ดูเหมือนพร้อมยินดีเข้าปะทะกันมากกว่าหันหน้าคุยกัน  ก็ไม่ทราบว่าแท้จริงแล้วทำเพื่อชาติบ้านเมืองจริงสักแค่ไหน  คิดด้วยตรรกะง่าย ๆ ก็แล้วกัน เพื่อตัวเอง-เพื่อกลุ่ม แล้วใช้คำว่า “ชาติ” เป็นเกราะ  บอกว่า ทำเพื่อชาติเสียแล้วใครจะคิดประณามหมางเมิน

     อันว่าการทำเพื่อชาติเป็นวีรกรรมที่ควรยกย่องสรรเสริญมิใช่หรือ  แล้วสิ่งที่ปรากฏจากคนทั้งสองฝ่ายนั้นก็ช่างน่าสรรเสริญเสียเหลือเกิน  ปัญหามีอยู่ว่า “เรา” ควรจะสรรเสริญฝ่ายไหนกันล่ะครับ?

     ผมไม่ใช่กลุ่มคน “ริบบิ้นสีขาว” แต่ก็เห็นด้วยกับแนวคิดของคนกลุ่มนี้ คือหันหน้าเข้าหากัน คุยกันด้วยเหตุและผล  แม้ฝ่ายหนึ่งจะยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ แต่มันเป็นไปไม่ได้จริง ๆ เลยหรือครับ หนทางนั้นมันปิดตายไปแล้วหรือ?  แล้วใครปิดทางนั้นเสียเล่าครับ?

     ผมไม่มีความคิดจะเขียนเรื่องการเมืองเลย แต่อารมณ์ก็พาไปแท้ ๆ  ตั้งใจจะเขียนถึงสปาเกตตีที่ผมทำกินเองต่างหาก  ที่อยากเขียนก็เพราะเบื่อการเมือง และเพราะเบื่อการเมืองจึงทำให้ผมอยากเขียนเรื่องไม่เครียด เขียนเรื่องอิ่ม ๆ อย่างไม่ต้องเสียเงินมากนัก  ไหน ๆ รัฐบาลก็ไม่มีเวลามาสนใจปากท้องชาวบ้านเสียแล้ว ฉะนั้นผมจึงคิดทำหน้าที่แทน  

    แม้ไม่ใช่เรื่องทำให้อาหารถูกลง แต่ก็พอทำให้ลดค่าใช้จ่ายลงไปได้บ้าง แถมยังอิ่มหนำกว่าซื้อเขากินเสียอีก

 

 

สปาเกตตีแพงหากต้องไปกินตามร้านอาหาร จานหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๕๐ บาท  กินไม่อิ่มเนื่องจากมีแต่วิญญาณเนื้อวัวและหมู  มีแต่เส้นเท่านั้นละครับที่มากพอจะอยู่ท้องได้สักระยะเวลาหนึ่ง  พูดก็พูดเถอะ ผมไม่เคยกินสปาเกตตีที่ไหนอร่อยสักร้าน ทั้งร้านพิซซ่าหรือไก่ทอด  ผมไม่เคยเข้าร้านพวกนี้มากว่า ๑๐ ปีแล้ว และก่อนหน้านั้นก็มิได้หมายความว่าเข้าบ่อย เรียกว่านาน ๆ เข้าทีเมื่อเงินในกระเป๋าสตางค์พอจะอนุญาตให้กินของพร่ำเพรื่อได้

    สปาเกตตีมีอะไรดีผมจึงชอบ?  นั่งพิจารณาเส้นเหลืองนวลกลม ๆ แล้วคิดถึงขนมจีนแกงเขียวหวาน  มันก็ครือ ๆ กัน หากนำมาวางคู่กันก็เหมือนแฝดคนละฝา–เป็นอาหารคาวเหมือนกัน  สปาเกตตี้ราดซอสหมู-เนื้อ ขนมจีนมีเนื้อวัวราดน้ำแกงเขียวหวานพอคลุกคลิก  ฝรั่งลองลิ้มแล้วอาจติดใจนำกลับไปเป็นเมนูที่บ้านตัวเองบ้างก็ได้ใครจะรู้  แต่การทำคงไม่สะดวกดายเท่าเจ้าสปาเกตตี (นับรวมตั้งแต่ผลิตเส้นขนมจีนนะครับ)

     ผมเคยทำแกงเขียวหวานครั้งแรกและครั้งเดียวแล้วก็ต้องโบกมือลา  จะว่าง่ายก็ง่ายแต่รสชาติไม่ถูกปากเพราะใช้เครื่องแกงผงสำเร็จรูป สะดวกแต่ไม่เข้าท่าสู้เครื่องแกงสด ๆ ไม่ได้  กะทิสำเร็จรูปเข้าท่าเพราะเข้มข้นกว่า มันกว่าซื้อมาคั้นเอง  ต้มเครื่องแกงให้เดือดแล้วใส่เนื้อวัวลงไป พอสุกก็ใส่เครื่องเทศมะเขือเปราะ มะเขือพวง  จะกินแกงเขียวหวานให้อร่อยต้องกินขณะยังร้อนกับข้าวสวยร้อน ๆ แนมด้วยไข่เจียวยิ่งอร่อยเหาะ  แต่แกงเขียวหวานที่ผมทำไม่เป็นอย่างนั้น  ประสาอะไรกับแกงค้างคืนก้นหม้อที่ตลาดข้างถนนที่ทั้งเย็นชืด เทใส่ชามไม่ถึงชั่วโมงก็ฟองลอยฟอดฟึ่ดฟั่ด พานคิดว่าแล้วไอ้ที่ลงไปอยู่ในกระเพาะมันจะพ่ายแพ้กรดน้ำย่อยหรือเปล่า–ถ้าไม่ ก็ต้องเดินเข้าออกห้องน้ำเป็นว่าเล่น (หรืออาจถึงคลาน หรือนอนพับนอนรอในนั้นไปเลย)

     ผมเคยกินแกงเขียวหวานเนื้อที่อร่อยที่สุด (เท่าที่เคยกิน) เกือบทุกวันเมื่อครั้งทำงานร้านอาหารที่โพธารามโน่น  แม่ครัวทำสด ๆ ตามใบสั่ง (order) หาใช่ต้มเป็นหม้อทิ้งไว้ แกงเขียวหวานแต่ละถ้วยจึงร้อนและถึงรสด้วยเครื่องปรุง เป็นอาหารยอดนิยมของลูกค้าพอ ๆ กับยำหัวปลี ยำถั่วพู และผัดไทยไร้เส้น (มีแต่เครื่องล้วน ๆ)  ร้านอาหารเล็ก ๆ แต่เน้นความสดของวัตถุดิบ ไม่ขี้เหนียวเครื่องปรุง ไฉนเลยจะว่างวายลูกค้า  การทำอาหารหากขาดความสดเครื่องไม่ถึงเสียแล้วก็จบกัน  ใครล่ะครับอยากกินอาหารที่แห้งแล้งไร้วิญญาณที่ถ่ายทอดมาจากพ่อครัวแม่ครัว

     ส่วนสปาเกตตีที่อร่อยที่สุดก็เกิดจากฝีมือผมนั่นเอง  พูดแล้วก็เหมือนคุยโว  แต่พูดก็พูดเถอะ การทำอาหารให้อร่อยนั้นมีเคล็ดลับ (หลังจากนี้ก็ไม่ลับแล้ว) ก็จะอะไรที่ไหนล่ะครับ ก็อย่างที่บอก “เครื่องต้องถึง” และ “ของต้องสด” นั่นแล  เพิ่มมาอีกสักข้อคือ เครื่องปรุงต้องเข้าหรือเหมาะกับอาหารชนิดนั้น ๆ  คงไม่มีใครทำแกงจืดแล้วใส่กะปิ โคลกพริกขี้หนูสวน ใส่น้ำตาลทรายแทนที่จะใส่น้ำปลา 

    ทำเป็นเล่นไป มีนะครับ แต่ว่าไม่ใช่คนไทย  คนไทยไม่ว่าจะยากดีมีจนขนาดไหนพื้น ๆ ก็ต้องทราบละครับว่าแกงจืดนั้นต้องทำยังไง (เอาละ ผมจะถือเสียว่าคนไทยยุคสมัยใหม่อาจทำไม่เป็นก็มี)  สปาเกตตีของผมก็ยึดหลักตามนี้

 

 

สปาเกตตีจานแรกของผมทำไปอย่างแกน ๆ  ต้มน้ำเหยาะเกลือลวกเส้น พอสุกใส่กระชอนให้สะเด็ดน้ำ เทลงหม้อหุงข้าว คลุกเคล้ากับเนยไม่เทียมชนิดเค็มเพื่อไม่ให้เส้นแห้งเหนียวจับติดกันจากนั้นปิดฝาทิ้งไว้  ตั้งกระทะพอร้อนใส่เนยเจียวกระเทียมซอยหยาบ ๆ ใส่หมูบดตามลงไป ปรุงรสด้วยซอสถั่วเหลือง น้ำปลา พริกไทยดำ ผัดพอสุกแล้วใส่น้ำที่ใช้ลวกเส้นพอท่วมเนื้อหมู  น้ำเดือดใส่แครอทที่หั่นเป็นสี่เหลี่ยม (ลูกเต๋า) คนให้ทั่วถึง สักพักใส่มะเขือเทศยีเนื้อให้เละเป็นเนื้อเดียวกับน้ำคนให้ทั่ว เมื่อน้ำเดือดเติมซอสมะเขือเทศลงไปพอกะให้น้ำไม่เหลวเกินไป คนให้ส่วนผสมเข้ากัน ทิ้งไว้สักพักกะเวลาให้แครอทสุก ปิดไฟ เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการทำน้ำซอส  เวลากินก็เติมซอสมะเขือลงไปอีกสักนิด โรยพริกไทยดำป่น พริกขี้หนูป่น ปรุงรสให้ถูกลิ้น

     กระทั่งเมื่อสามสัปดาห์ก่อนผมได้เพิ่มเครื่องปรุงขึ้นใหม่คือ พาร์สลีย์-parsley (ผักชีฝรั่ง), ใบออริกาโนป่น-oregano (ผลิตในเมืองไทย), เห็ดหอมสด และหัวหอมใหญ่ ปรับเปลี่ยนจากกระเทียมธรรมดามาเป็นกระเทียมโทน (กลิ่นและรสจัดจ้านกว่า) เนยไม่เทียมมาเป็นน้ำมันมะกอก-olive oil (ก็เนยอยากขึ้นราคาพรวดพราดจาก ๔๐ กว่าเป็น ๗๕ บาททำไม) ไหน ๆ ราคาก็ไม่ห่างจากกันเท่าไหร่–เป็นครั้งแรกนะครับที่ใช้น้ำมันมะกอกประกอบการทำอาหาร กลิ่นมันเหมือนที่ใช้ใส่ผมยังไงยังงั้น  ตัดมะเขือเทศออกไปเพราะมันทำให้น้ำซอสจืดชืด  วันนี้ลองถั่วลันเตากระป๋องใส่ผสมลงไปเข้ากันได้ดี

     ซอยพาร์สลีย์สักสองกำมือ ฝานเห็ดหอมบาง ๆ หั่นหัวหอมเป็นสี่เหลี่ยม ใส่ผสมลงไปน้ำซอส  น้ำมันมะกอกใช้เจียวกระเทียมและคลุกเคล้าเส้นสปาเกตตี ส่วนใบออริกาโนป่นใช้ปรุงรสก่อนกิน จะเด็ดพาร์สลีย์สด ๆ สักสองช่อลงไปด้วยก็ได้ให้รสฉุนเผ็ดขึ้นจมูกดีนัก

     รสชาติน้ำซอสภายหลังการปรับปรุงเยี่ยมเฉียบขาดไปเลยครับ ได้รสข้นหวานจากหัวหอมใหญ่ (และแครอทเดิม) เผ็ดฉุนจากกระเทียมโทนและพาร์สลีย์ แก้เลี่ยนด้วยเนื้อถั่วลันเตา 

     ชื่นใจก็ตอนที่คุณแม่บ้านออกปากชมว่า “อร่อยกว่าต้นตำรับ”  เหมือนจะพูดเกินจริงไปมากแต่ก็นั่งมองเธอกินด้วยความสุข

     ผมจะทำสปาเกตตีกินในวันอาทิตย์เพราะขี้เกียจออกจากห้องพักไปซื้อกับข้าว เย็นบางวันก็ทำกินบ้างเพราะทำได้เร็ว ทำเก็บเผื่อไว้ตอนเช้า-ตอนเย็นอีกวัน กลับมาก็เอาออกจากตู้เย็นตั้งไฟอุ่น ทำให้ผมมีเวลาอ่านเขียนหนังสือได้มากขึ้นในแต่ละวัน

     เขียนวิธีการทำสปาเกตตีหาใช่ว่านิยมอาหารฝรั่งเป็นสรณะนะครับ เพียงเพราะเห็นว่าทำง่าย ประยุกต์ง่าย  ต้นตำรับเขาผักน้อยเราก็คิดค้นหาผักที่คิดว่าเข้ากันได้ใส่ลงไป จากนั้นมันก็ไม่ใช่แค่อาหารดาด ๆ ต่อไป  ประหยัดเงินอีกทางเพราะไม่ต้องซื้อกินจากร้านซึ่งคิดราคาแพงกว่าต้นทุน ทำกินเองได้แถมยังอิ่มกว่าหลายเท่าตัว

     เส้นสปาเกตตี ๑ ห่อขนาด ๕๐๐ กรัม หมูบด ๓ ขีด เห็ดหอมสด ๒ ขีด หัวหอมใหญ่ ๒ หัว พาร์สลีย์ ๑ กำ แครอท ๒ หัว สามารถทำสปาเกตตีได้ถึง ๑๐ จานพูน ๆ เลยทีเดียว  ส่วนน้ำมันมะกอก ใบออริกาโนป่น ถั่วลันเตากระป๋อง กระเทียม พริกไทยดำ-พริกขี้หนูป่น ซอสมะเขือเทศ และกระเทียมอยู่โยงไปจนถึงเส้นสปาเกตตีห่อใหม่

     ต้นทุนสำหรับวัตถุดิบทีต้องซื้อเติมอยู่ที่ ๑๕๐ กว่าบาท หากซื้อกินก็จะได้เพียงแค่ประมาณ ๓ จาน (ไม่นับปริมาณ)

     การทำอาหารเองทำให้เราต้องไปจับจ่ายซื้อวัตถุดิบเอง เราจะทราบราคา  เมื่อลองนำมาบวกลบคูณหารกับราคาอาหารที่ทำขายตามท้องตลาด เราจะรู้ว่ามันแพงเกินจริง ผมค่อนข้างไม่เชื่อนะครับว่าแม่ค้าขายอาหารจะทุนหายกำไรหด  กำไรยังคงมีครับ อยู่ที่ว่าคิดต้องการเอากำไรสักเท่าไหร่กันเชียว  และเมื่อคุณทำอาหารเองคุณจะรู้ได้ว่า ทำอย่างไรให้เนื้อวัว ๑ กิโลฯ ขายให้ได้กำไรอีกเนื้ออีก ๒ กิโลฯ, อย่างไรก็ตามเมื่อผมเบื่ออาหารที่ผมทำซ้ำ ๆ ซาก ๆ ผมก็จะไปลิ้มลองรสน้ำปลาพริก ชะอมชุบไข่ทอด ต้มยำไก่ใส่ใบมะขามอ่อนจากพี่สาวแม่ค้าเจ้าประจำ เพราะผมทำได้ไม่อร่อยเท่า และไม่สะดวกถ้าคิดจะทำเอง

     การทำอาหารเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ผมชอบ มันเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งที่ต้องใส่จิตวิญญาณของเราลงไปด้วย ไม่ต่างไปจากการเขียนภาพและหนังสือ  เป็นความสุขของชีวิตอย่างหนึ่งที่ไม่มีรูปแบบจำกัดตายตัว–คุณเองก็สามารถทำได้เช่นกัน

 

 

ผมไม่ได้บอกปริมาณเครื่องปรุงว่าควรใช้สักเท่าไหร่  ไม่ได้ลืมหรอกครับ แต่เห็นว่าไม่จำเป็น  การยึดถือเอาตามตำราว่าควรใช้น้ำมันน้ำปลาน้ำตาลกี่ช้อนโต๊ะกี่ช้อนชา ฯลฯ ไม่สามารถบันดาลความอร่อยได้เท่าการกะด้วยด้วยความเห็นชอบของคนทำ  การทำอาหารอย่างหนึ่งมิใช่ว่าทำครั้งเดียวแล้วจะหาความลงตัวได้ มันขึ้นกับการทำบ่อยครั้ง ทำจนเกิดความชำนาญหาความเหมาะเจาะลงตัวกลายเป็นสูตรของแต่ละคนไป

    ครับ, ก็เหมือนชีวิตนั่นแหละ  หากชีวิตเรามุ่งเน้นเอาแต่แบบสำเร็จรูปอยู่ร่ำไปคงไม่มีวันซาบซึ้งถึงรสชาติของชีวิตที่มีได้ทั้งสุขที่สุดและทุกข์แสนสาหัส อันผสมกลมกล่อมเป็นชีวิตที่สมบูรณ์

    ชีวิตที่สมบูรณ์หาใช่ว่ามีสุขหรือทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งแต่ข้างเดียว

    ผมคิดถึงเพลงโฆษณาลูกอมยี่ห้อหนึ่งเมื่อกว่าสิบปีมาแล้วที่ว่า “บางครั้งเปรี้ยวอย่างมะนาว บางครั้งหวานปานน้ำผึ้ง” นั่นแหละ รสชาติของชีวิต!

     เมื่อค้นพบส่วนผสมที่ลงตัว เมื่อนั้นไม่ว่าทั้งอาหารหรือชีวิตก็กลมกล่อม, สวัสดี ·

 

๖ มิ.ย. ๕๐

         

Advertisements
 

15 Responses to “ประสบการณ์สำคัญกว่าสูตรสำเร็จ”

  1. แม่เพลง Says:

    สวัสดีวันอาทิตย์

    ไม่น่าเล้ย…ไม่น่าเข้ามาตอนดึกให้หิวเลย
    เมื่อเย็นอุตส่าห์กินแต่ผลไม้จากสวนไม่ต้องเสียเงินซื้อหา
    ยุคนี้เราต้องประหยัดกันนี่ท่าน
    เปล่า…หาได้มีอุดมคติใหญ่โตว่าเป็นการประหยัดช่วยชาติเลย
    หากประหยัดเพื่อตนเองเสียล่ะมากกว่า
    แฮะๆ ความจริงหาได้ประหยัดอะไรนักหรอก
    เพียงแต่กำลังศึกษาปรัชญาการล้างพิษฟากฝั่งตะวันตกดูน่ะท่าน
    หลักของปรัชญานี้มีอยู่ว่า…ยามอดอาหารร่างกายจะดึงพลังงานสะสมมาใช้แทน
    ((อันนี้เด็กที่ไหนก็รู้นะว่ามั้ย แต่มันยังมีบางเรื่องที่เด็กโง่อย่างข้าเจ้าไม่รู้))
    นอกจากสารอาหารสะสมจะถูกดึงออกมาแปรเปลี่ยนเป็นพลังชีวิต
    สารพิษซึ่งสะสมจากการกินก็จะถูกขับออกมาด้วย
    ด้วยการผลักดันจากน้ำเปล่าที่กินเข้าไปแทนการกินอาหารปรกติ
    ยัง…มันยังไม่จบเท่านี้หรอกท่าน
    เพราะหากอุตส่าห์อดอาหารแล้วร่างกายได้รับผลดีคือสารพิษถูกผลักออก
    ข้าเจ้าคงหาสนใจพิสูจน์ปรัชญาฝรั่งที่ว่า
    หากจุดสนใจชวนทดลองมันอยู่ตรงนี้…ตรงที่บอกว่า…
    ไม่เพียงแต่ร่างกายเท่านั้นที่ขับพิษร้ายออก
    พิษร้ายซึ่งเกาะกุมจิตใจก็ถูกขับออกมาเช่นกัน
    อันส่งผลให้สมองปลอดโปร่ง และปัญญาบังเกิด
    กฎพื้นฐานฟิสิกส์ข้อหนึ่งที่จำขึ้นใจคือ
    “แรงกระทำมีค่าเท่ากับแรงซึ่งย้อนกลับมา”
    หรือหากจะอิงตามหลักศาสนาพุทธแล้วก็จะได้ประมาณว่า
    “ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว”
    กลับมาถึงเรื่องอดอาหารกันต่อ…
    ระยะเวลาที่ทำการอดอาหารนั้นนักปรัชญาคนนี้บอกว่า…
    ให้เราพยายามทำจิตใจให้บริสุทธิ์
    หรือพูดง่ายๆ คือการมีสติและสมาธิตลอดเวลา
    หากสามารถทำได้ก็จะได้ผลดังกล่าวมา
    แหม…ถ้างั้นไม่จำเป็นต้องให้ร่างกายอดอาหารก็ได้ใช่ไหม
    ว่าแล้วข้าเจ้าจึงเลือกเดินสายกลาง
    ไม่อดอันเป็นการกระทำซึ่งสร้างทุกขเวทนาให้ร่างกายตน
    หากก็ไม่กินเนื้อสัตว์เพื่อให้ในหนึ่งสัปดาห์ได้มีวันหนึ่งซึ่งร่างกายได้พักจากการทำงานหนัก
    นี่ล่ะ…เหตุที่เย็นนี้ข้าเจ้ากินเพียงผลไม้
    ท่านเคยกินเจไหม ก่อนกินเจเรายังต้องกินล้างท้องเลยนี่
    นี่ก็เหมือนกับการกินเจ เพราะงั้นมื้อเย็นที่ผ่านมาจึงเสมือนการล้างท้องไปในที

    โอ้…เอาสปาเกตตี้ของโปรดมาลวงเยี่ยงนี้ ข้าเจ้าคงต้องใช้สติมากโขในการหักห้ามใจตน
    สมัยที่ยังทำกับข้าวไม่เป็น สปาเกตตี้ถือเป็นปลายจวักเพียงอย่างเดียวที่ข้าเจ้ามีและมันยังไม่เคยทำให้เสียชื่อมาก่อน
    วิธีในการทำเราต่างกัน ข้าเจ้าหยดน้ำมันลงไปเล็กน้อยระหว่างต้มเส้นสปาเกตตี้เพื่อมิให้เส้นติดกัน
    เมื่อสุกได้ทีนำลงแช่น้ำเย็นเพื่อยุติความนุ่มเหนียวของเส้น ณ จังหวะที่ต้องการ
    สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับข้าเจ้าคือ “เนย” หากเนยจะราคาแพงกว่าน้ำมันมะกอก ข้าเจ้าก็ไม่คิดเปลี่ยนใจ
    มันเป็นความชอบส่วนบุคคลน่ะท่าน กลิ่นเนยนั้นชวนหิวดีเหลือเกินสำหรับข้าเจ้า
    หอมหัวใหญ่ซอยเล็กเป็นลูกเต๋าน้อยลงผัดกับเนยก่อนเพื่อเรียกรสหวานให้ออกมาจากนั้นจึงใส่มะเขือเทศซึ่งหั่นขนาดเดียวกันลงไป ใส่หมูหรือเนื้อสับลงไปผัดให้สุก จากนั้นคลุกเคล้าด้วยซอสมะเขือเทศและซอสพริกอีกนิดหน่อย เติมน้ำตาลและเกลือเพิ่มรสชาติ และโรยออริกาโนเพิ่มกลิ่นหอม
    จัดผักกาดแก้ววางขอบจาน ตักเส้นสปาเกตตี้ใส่จานราดด้วยเครื่องปรุงที่ผัด จากนั้นโรยหน้าด้วยไข่เจียวแผ่นบางหั่นฝอย
    อ้อ…ลืมบอก…ระหว่างต้มเส้นสปาเกตตี้นั้นข้าเจ้าได้หั่นแครอทออกมาเป็นแท่งเหมือนกูลิโกะป๊อกกี้
    ตามร้านอาหารส่วนใหญ่นิยมขนมปังกระเทียมเสิร์ฟเคียงกัน
    ทว่าข้าเจ้าชอบแครอทมากกว่า ความกรุบกรอบของแครอทยามกินเคียงกันนั้นช่างสร้างความสนุกในการกินนัก
    เท่านี้เองสปาเกตตี้สูตรข้าเจ้า
    หน้าตาธรรมดาเหมือนสปาเกตตี้ที่เห็นทั่วไป
    เครื่องปรุงก็ธรรมดาหาได้มีสิ่งใดผิดแผกแตกต่าง

    ทว่า…

    ในความเหมือนย่อมต่าง
    ((อ้ะ…ไม่ได้มาแบบเซนนะ))

    ไม่มีสปาเกตตี้ของใครเหมือนกันหรอกนะท่านว่ามั้ย

    เราล้วนมีพยัญชนะและสระในมือเหมือนกัน
    ส่วนที่เหลือจึงอยู่ที่การเลือกสรรค์เครื่องปรุง
    และทำมันออกมา

    ทีนี้…ปัญหาส่วนใหญ่คือเรามักคิดเข้าข้างตนเองว่าดีแล้ว
    ทำออกมาสิบจานก็รสชาติอร่อยไม่เปลี่ยนแปลง
    มั่นใจฝีมือตนระดับนี้จึงเข้าประกวดทำสปาเกตตี้
    ผลคือ…อร่อยในแบบของเรามันไม่ได้ถูกปากคนส่วนใหญ่น่ะสิ
    เอ้อ…ไม่เข้าใจทั้งๆ ที่กรรมการในการตัดสินก็มีเพียงไม่กี่คน
    แล้วไหงจึงว่าเป็นคนส่วนใหญ่ด้วยไม่รู้

    กรรมการที่ดีย่อมทำหน้าที่คล้ายคอมเม้นท์เตเตอร์
    เป็นโชคดีของข้าเจ้าก่อนหน้าพี่กนกพงษ์เสีย
    ข้าเจ้ามีโอกาสอ่านจดหมายจากพี่กนกพงษ์ เอ่อไม่ได้ส่งให้ข้าเจ้าดอก
    เนื้อความในจดหมายพี่กนกพงษ์ทำหน้าที่บรรณาธิการต้นฉบับ
    รู้สึกว่าตอนนั้นกำลังพี่ท่านคงกำลังคิดทำรวมเรื่องสั้นอะไรสักอย่าง
    แล้วบังเอิญว่าต้นฉบับนั้นไม่ผ่านการพิจารณา
    โดยปรกตื…หากงานเขียนที่ส่งไม่ผ่านการพิจารณา เราสามารถรู้เองได้ในสองเดือนใช่ไหม โดยไม่มีบ.ก.ท่านใดแจ้งข่าวให้ทราบ
    แต่พี่กนกพงษ์ไม่ใช่ นอกจากแจ้งว่าไม่ผ่านการพิจารณายังเอื้อเอ็นดูนักเขียนรุ่นน้องด้วยการมองจุดด้อยอันเป็นปัญหาให้เห็น
    มีบรรณาธิการกี่คนในประเทศนี้ที่ทำเยี่ยงนี้บ้าง…ข้าเจ้ามิรู้

    แต่ที่รู้คือ…เมื่อใดที่ข้าเจ้าทำอาหารขึ้นมาสักจานแล้วส่งให้มิ่งมิตรลิ้มรส
    แน่นอนอาหารมิถูกปากท่านกันนักหรอก หากท่านก็ยังช่วยชิมและบอกข้าเจ้าให้รู้ถึงรสที่ขาดหาย หรือบางรสชาติซึ่งมากเกินอร่อย อันนำความปลาบปลื้มมาสู่คนทำนัก

    ชายหนุ่มคนหนึ่งเคยบอกข้าเจ้าว่า…ความสุขของคนที่รักในการทำอาหารอย่างเขาคือยามเห็นรอยยิ้มของคนกิน
    ตราบเท่าที่ยังมีคนกิน เขาก็ไม่มีวันละทิ้งครัวไปไหนได้ไกล

    ว่าแต่ว่า…วันรุ่งร้านหนังสือท่านประทีปจะมีปาร์ตี้อาหารเช้าเป็นอะไรกันนี่

    ราตรีสวัสดี

  2. -สูตรสำเร็จในนามประสบการณ์-

    สวัสดีวันอาทิตย์สวัสดิ์ขอรับพี่ท่าน

    ยี่เกจะแต่งองค์ทรงเครื่องวันใด เด็กข้างโรงเยี่ยงผู้น้อยหาได้ใส่ใจไปกว่าลงโรงวันใด มิว่าก่อนฤาหลังล้วนพินาศทัศนารสเสียสิ้น ทั้งรู้อยู่ว่าวันเวลาหามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเนื้อหาท้องเรื่องหรือฉากตัวละคอนอันใดก็มิวายอาวรณ์หวังให้ภาพอันรู้อยู่ว่าหลอนใจ ได้หลอนโดยสมบูรณ์รส

    เขียนวันศุกร์อย่าโผล่วันเสาร์เทียวนา ไม่ยอมเด็ดขาด!

    เกริ่นสองย่อหน้าเยี่ยงกัลล์เพื่อมิเป็นการน้อยหน้า(แต่หากจะให้ยาวอย่างพี่ท่านเห็นจะต้องขอละไว้ก่อนด้วยฝีปาก(กา)ยังมิคมเกรงจะระคายตาท้ายบ้านหัวบ้าน)

    ขอพี่ท่านยกผู้น้อยไว้เสียให้ไกลบาทาโจ้ห้าหลาเสียก่อนที่ผู้น้อยจะบังอาจกล่าวต่อไป..ด้วยหากเกิดเหตุพล่อยพลั้งประการใด ผู้น้อยยังจะมีโอกาศแผลวลงหลังโรงโดยสวัสดิภาพยังอยู่ครบบริบูรณ์

    ผ่านตาสำเร็จเสร็จสิ้นผู้น้อยบอกตัวว่าถ้าจะให้สนุกเห็นทีต้องลองเถียง

    ลองตั้งหัวข้อแย้งแล้วหาเหตุผลสนับสนุน จะฟังขึ้นไม่ขึ้นหรือเต็มกลืนเพียงไรก็จะขอเอาสีข้างเข้าถูแถไป เพื่อว่าจะได้ฝึกคิดปลีกมุม มองในองศาต่างซึ่งอาจเห็นบางอย่างหลากไป

    มิทราบจะยกอันใดใกล้ตัวมากล่าวอ้าง เห็นทีจะต้องหยิบใกล้มือนี่แล

    ปะท่านเพลงเอ่ยอ้างคำกล่าวท่านเจ้าสำนักหอน ‘ราชสีห์หมอบ หมาเห่า’ (อุเหม่! ช่างคล้ายเคล้าชิ่งไทเกอร์ ฮิทเด้นดราก้อนเวอร์ชั่นวัดป่าเลย์ไลย์เสียนี่กระไร)

    เหลียวมองตน บางครั้งผู้น้อยก็สวมหน้ากากราชสีห์ บางคราก็สวมหัวสุนัข!

    เอ๊ะ! กระไร!? รบกวนพี่ท่านทอดสายตาต่อไป

    หยิบยกสุนัขมาสาทกด้วยมีตัวอย่างให้เห็น (ต่อไปขอเรียกว่า ‘หมา’ เพราะดูจะเหมาะสมกับใบหน้ามันมากกว่า)

    มีถนนลาดยางสายเดียวตัดผ่านหมู่บ้าน เป็นเส้นทางหลักจากนครฯ ไปสงขลา-หาดใหญ่

    แต่หากเรียกว่าถนนประจำหมู่บ้านอาจให้ภาพลักษณ์ผิดพลาดไป เพราะถนนประจำหมู่บ้านน่าจะดูสงบ นาน ๆ มีรถผ่านสักคัน มีข้าวเปลือกตากข้างถนน ผูกวัวไว้สองตัว(แถมขี้วัวอีกสองสามกอง)

    ไม่ใช่!

    มันเป็นถนนประจำหมู่บ้านแต่เป็นถนนหลวงที่ยวดยานทุกขนาดประชุมกันมา ตั้งแต่มอเตอร์ไซค์พ่วงข้างยันรถพ่วงยี่สิบล้อแล่นสวนกันให้วุ่น ที่เร็วก็เร็วจี๋ ที่ช้าก็ช้าจนน่าตบกะโหลก ที่เกะกะก็กะเกะ(จนน่าถีบ!)

    ถนนเส้นนี้อย่าว่าแต่หมา แม้คนยังยากรอดพ้นทุกปีจะต้องมีร่วง ไม่คนข้ามก็คนในรถ (วันก่อนวัยรุ่นปากซอยโดนเบียดตกข้างทางแขนหัก ข้าพเจ้าเองยังไม่รู้จะโดนวันไหน!)

    กับหมาล่ะไม่ต้องนับ!

    มีให้เห็นประจำ เห็นตำตามาก็หลายทีหลายตัว อย่าได้สงสารมันเทียวขะรับ ชนหมาทีกันชนแตกโดนค่าตัวหมาครั้งละสามพันห้าพันคงไม่ไม่ผู้ใดพิศมัย ยิ่งเห็นลีลาข้ามถนนของพวกมันแล้วน่าเหยียบจริง ๆ รถไม่มามันไม่คิดข้าม, วิ่งไม่ดูตาม้าตาเรือ, ที่ร้ายกาจน่าโดดถีบก็วิ่งเหยาะข้างทางอยู่ดี ๆ หักเลี้ยวข้ามถนนเฉย “โป๊ะ!” ละสิทีนี้ (เสียงอย่างนั้นล่ะขะรับ คิดแล้วยังสยอง!)

    พวกจรจัดในหมู่บ้านร่วงเป็นใบไม้หน้าแล้ง

    แต่มีอยู่ตัวหนึ่งขอรับ เจ้านี่เก๋า บ้านมันอยู่ปากซอยนั่นเอง พวกรู้เหลียวซ้ายแลขวา รอจังหวะรถว่าง ยังมีนะบางครั้งข้าพเจ้ากลับจากข้างนอกเห็นมันยืนกระดิกหางดิ๊ก ๆ ที่หัวซอย รอคนข้ามแล้วมันก็เดินไปด้วยกัน

    เออร์สกิน คอลด์เวลล์ เรียก Call It Experience (เล่มนี้ชักนำท่านกนกพงศ์ สู่เส้นทางวรรณกรรม ส่วนข้าพเจ้าเอาแต่ติดใจตรงจังหวะเริงรักในรถไฟ Ha)

    มันจึงยังชีวิตรอดขณะพวกรุ่นหลังที่ว่าห้าว ๆ ไล่เห่าข้าพเจ้าตอนปั่นจักรยานไปปากซอยทุกบ่อยจนแทบโดดลงไปกัดกับมัน ไปเกิดใหม่กันหมดแล้ว

    มันกระทำเหมือนเป็นสูตรสำเร็จขอรับ ไม่ต้องเตรียมการ ไม่คิดล่วงหน้า (ข้าพเจ้าเดาเอาน่ะ) แต่คิดไปเองเยี่ยงนี้เห็นทีไม่ใช่ข้าพเจ้า วันดีคืนดีเห็นมันนั่งเกาเห็บอยู่หน้าบ้านซึ่งเป็นร้านขายของชำ ข้าพเจ้าจึงลองแยบถามดู “เอาแน่ะ สูเจ้า!” มันหันควับ!

    “เรียกผมเหรอ?”

    “ขอรับกระผมเรียกท่านนั่นแหละ” ข้าพเจ้านอบน้อมอยู่แล้ลล

    “มีไร?” มันเอนหลังเอาขาขวาพาดขาซ้าย อ้อ! ขาหลัง

    “กระผมเห็นพี่ข้ามถนนบ่อย ๆ” ข้าพเจ้าเกริ่น “ไม่ทราบก่อนข้ามพี่จะต้องเตรียมการ คิดหน้าคิดหลังอะไรก่อนบ้างไหมขอรับ?”

    “ไม่นี่!” มันโยกหัว “ไม่เห็นต้องคิดอะไร อยากข้ามไปหาน้องพรเมื่อไรก็ข้ามเลย” อา..เผยไต๋ ไปติดสาวฝั่งตรงข้ามนี่เอง

    “พี่ไม่กลังรถชนเอาเหรอ ไอ้กระผมเห็นพวกรุ่นหลังพี่โดนกันแล้วเฉียว”

    “กลัวเกลิงอะไรกัน” มันเริ่มเกายุกยิกอีกแระ เก็กไขว่ห้างได้ไม่นาน “ไอ้พวกนั้นน่ะมันหมาทุ่ง อยู่แต่ในนา โผล่มาถนนทีทะเล่อทะล่า หนอยคิดข้ามไปฟันน้องพร โดนอย่างนั้นล่ะดีแล้ว”

    ข้าพเจ้าพลั้งปากร้อง “อ้าว!”

    “อ้าวอะไร!?” มันเลิกคิ้ว

    “ปล่าวววขอรับ อ้าวเฉย ๆ” ท่าทางเจ้าอารมณ์แฮะ ข้าพเจ้ารีบเข้าเรื่อง “อย่างนั้นพอจะเรียกการข้ามถนนของพี่เป็นสูตรสำเร็จได้ไหมขอรับ เหมือนมาม่าที่ฉีกซองแช่น้ำร้อนแล้วกินได้เลย”

    “อืมม์” มันขมวดคิ้ว “ถ้าจะว่าอย่างนั้นก็ได้นะ แต่กว่าจะได้สูตรสำเร็จจะต้องมีประสบการณ์ลองผิดลองถูกหลายครั้ง ข้อสำคัญต้องเป็นประสบการณ์ที่ผ่านนะ พวกไม่ผ่านไปเกิดใหม่หมดแล้ว อย่างนั้นไม่นับ” มันทิ้งขาหน้าลงพื้น “มีไรอีกมั้ย?”

    “หมดแล้วครับพี่ ขอบคุณที่คุยด้วย”

    “จะต้องไปหาน้องพรสักหน่อย นัดไว้” พูดจบมันกระดิกหางด๊อกแด๊กเดินไปหัวซอย

    ข้าพเจ้านั่งมองตาม ใจก็คิดไป ‘เอ่..หรือประสบการณ์กับสูตรสำเร็จมันจะเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่มีอะไรสำคัญกว่าอะไร เพียงรู้จักนำมาใช้ให้ถูกจังหวะถูกเรื่องล้วนบรรลุผลปราถนา’

    เก๋าปากซอยข้ามไปโน่นแล้ว ข้าพเจ้าก็เห็นทีจะต้องลา ไม่ทราบเป็นอย่างไรบ้างขอรับ ที่ถูแถมาพอจะฟังขึ้นไหม?

    คารวะ

  3. ฮ่า ฮ่า ซับมิทแล้วยังยาวน้อยกว่าท่านเพลงอีกหลายบรรทัด เอาไว้เที่ยวหน้าเถอะโอฬาร!

    แก้ไข
    ปราถนา —> ปรารถนา
    ไม่ไม่ —–> ไม่มี

  4. ยังมีอีก
    เอาแน่ะ —> เออแน่ะ

  5. มีอีก!
    กลัง —> กลัว

    (ไม่ทวนแระ ทวนเป็นเจอ ทวนเป็นเจอ กินขนมจีนล่ะ หิว!)

    อ้อ..ท่านเพลงขะรับ
    ท่านกนกพงศ์คอมเม้นท์ว่าไรบ้าง?
    หากไม่เป็นการละลาบละซุปหน่อไม้เกินไปพอจะบอกให้ผู้น้อยเปิดหูเปิดตาพอจะได้ไหมขะรับ?

    คารวะ

  6. กลับมาอีกที(ลืมแซว)
    กินไปบ่นไปไม่ทราบจะพ่นพิษอย่างไร
    สปาเก็ตตี้มักกะโรนี่พีท่านระมัดระวังนะขอรับ
    เกรงติดร่างแห (Ha)

    คารวะ

  7. เพลงพันวา Says:

    บ่ายแก่แล้ว เหตุใดร้านท่านวันอาทิตย์จึงเงียบเหงานัก
    ยินเพียงอักขระท่านดิน

    รอบนี้มาเสนอหน้าให้เห็นเท่านั้น
    ขอกลับไปเก็บกวาดทำความสะอาดบ้านหลังใหม่ให้เข้าที่เข้าทางเสียหน่อย

    คาราเมลล่อน

  8. wiino Says:

    อ่านแล้วอยากกินขึ้นมาทันทีเลย ปกติก็ชอบสปาเก็ตตี้อยู่แล้วด้วย

    รู้สึกว่าจะเป็น the kop เหมือนกันใช่มั้ยคับเนี่ย

  9. khun_aut Says:

    เส้นสปาเก็ตตี้ มีหลายยี่ห้อ หลายแบบ …
    หลากหลายนาทีต้ม ไล่ไปตามขนาดเส้น ชนิดเส้น
    (ดูจำนวนนาทีได้บนซอง)

    เคล็ดลับของการทำเส้นให้เหมือน “ร้านฝรั่งทำ”
    สำหรับผม คือ “ใจแข็ง” … “ใจเย็น”

    เมื่อน้ำเดือด หย่อนเส้นตามจำนวนที่ต้องการ
    (บางซอง ระบุจำนวนคนไว้อีกด้วย)
    จับเวลาตามหน้าซอง … แอนด์ ใจแข็ง

    ติ๊กต่อกๆๆๆ เมื่อถึงกำหนด … ยกหม้อออกจากเตา
    สาวเส้นออกจากหม้อ ใส่ตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ
    เคล้าด้วยน้ำมันมะกอกเล็กน้อย (พอเท่!)

    จะกินเดี๋ยวนั้น ก็ราดหน้าที่เตรียมไว้ หรือ
    จะเก็บ(บางส่วนที่เหลือ)ใส่ตู้เย็นก็ได้
    ทำทีเดียวเก็บไว้กินได้หลายมื้อ

    บ่อยครั้ง ผมกินเส้นสปาเก็ตตี้กับ แกงเขียวหวาน น้ำยาป่า
    หรือนำมาผัดขี้เมาเนื้อสัน ก็ไม่เลว (ไม่ใส่เหล้าก็เมาได้)

    บางร้านเชฟทดสอบ “ความพอดี” ของเส้น
    โดยการโยนขึ้นไปบนฝ้า ! ถ้าติดหนึบ ไม่ตกมา
    … เขาว่า “ใช้ได้”

    ที่ว่าต้องใจแข็ง เพราะใจอ่อนทีไร เส้นนิ่มเกินไป ทุกที
    กลายเป็น สปาเก็ตตี้ตลาดบางกะปิ นั่นแล

    ถ้ามีโอกาส แนะนำร้าน bacilico ซอยสุขุมวิท … อะไรน่ะ
    เยื้องเอ็มโพเรี่ยม ติดกับร้าน pan pan ครับ

    รับรอง … Yum !

    : )

  10. khun_aut Says:

    อ้อ … ที่ร้านนี้ จานใหญ่ใชได้
    ไม่แพ้บะหมี่จับกัง (ฮา)

    แนะนำ rocket salad ด้วยนะ
    นำมันมะกอกปรุงแล้วขวดนั้น
    … กินแล้ว ไม่ลืมๆๆ

    : )_

  11. จิตต์ จิตติ Says:

    สวัสดีครับเหล่ามิ่งมิตร.

    วิธีการของท่านขุนนั้นใกล้เคียงกับผม กรณีลวกเส้นไว้กินมื้อต่อไป ของผมซอสก็เก็บครับ

    บางวันเช้า ๆ ก่อนไปทำงานก็อุ่นกินเสีย ช่วงนี้กลัวครับ เขาว่า…ไม่กินอาหารเช้า “สมองจะเสื่อม”

    กินอาหารตอนเช้าแล้วรู้สึกเลยว่า มันดีกว่าปล่อยให้ท้องกิ่ว…

    สำหรับร้านนั้น ขอบพระคุณขอรับ ใกล้ ๆ ที่สำนักงานเลย แม้ว่าอาจไม่มีโอกาสได้ไปลิ้มลอง ก็ต้องขอบคุณครับ (ความไม่นอนล่ะมีที่ไหนกัน?)

    -ท่านพี่ดิน-
    อะไรจะสำคัญกว่าหรือไม่นั้น หากเถียงกันคงไม่จบง่าย ๆ เหมือนรัฐบาล กับ พันธมิตร (ฮาไม่ออก)

    เอาเป็นว่า ผมเอง “ทำหน้าที่” ในส่วนที่เขียน คือ หมายถึง งานศิลปะ (แม้ว่าจะบอกอ้อม ๆ ) ศิลปะ ไม่มีสูตรสำเร็จ–ไม่มี

    สำหรับ การข้ามถนนของเจ้าหมาน้อย, นั่นเรียกว่า “สูตรสำเร็จ” หรือขอรับ ในเมื่อก็เฝ้ามอง? นั่นจัดว่าเป็นประสบการณ์ไหม? สูตรสำเร็จมาจากการทดลองอะไรต่ออะไรหรือเปล่า? แล้วจึงเป็นสูตร ทว่า สูตรใครก็สูตรใครสิน่า

    เห็นแย้งของพี่ท่านแย็บถากโหนกแก้ม เห็นท่าไม่ดี ก็ร้องกรรมการว่า “เฮ้ย ไม่เอา ๆ มาชกกันทำไม มา! ถอดนวมแล้วมานั่งดื่มตามอัธยาศัยดีกว่า” มา! มาสิ เอ้า ชักช้าอยู่นั่นแล…

    จริงนะขอรับ ผมคิดถึงไอ้กะทาชายนามว่า “ปีติ เจริญยิ่ง” นั่นเสียจริง ที่ว่า “หากคุณปวดขี้ แล้ววิ่งข้ามสะพานลอยไม่ได้เพราะติดขบวนเสด็จฯ คุณจะด่าว่าไหม?”

    ผมว่า ไอ้เห็นแบบข้าง ๆ คู ๆ มันน่าถีบตกข้างทางมากกว่า ถู ๆ ไถ ๆ ของพี่ท่านเสียอีก…

    ว่างั้นไหมขอรับ–มันคนละเรื่อง เหวกับสวรรค์

    ด้วยจิตคารวะขอรับ

    ป.ล. ขอบพระคุณแม่เพลง ที่แนะนำการล้างพิษ…และยินดีต้อนรับครับ คุณ waiino–You’ll never walk alone!

  12. info bloggoo Says:

    Bloggoo (www.bloggoo.com) เว็บบล็อกสไตล์ WordPress ที่ให้บริการ Google Adsense แห่งแรกของไทย
    เปิดให้เข้ามา ใช้บริการได้แล้ว ช่วยกันสนับสนุนเว็บของคนไทยด้วยนะค่ะ
    หาก Comment นี้รบกวน หรือส่งซ้ำ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย.

  13. ประทีป จิตติ Says:

    ขอบคุณครับ

  14. สิญจน์ สวรรค์เสก Says:

    เส้นสปาเกตตีลวกร้อนๆ คลุกกับน้ำพริกอ่องก็น่าจะสวยเหมือนกันนะท่านพี่ ว่างั้นไหมครับ?

  15. แนมด้วยผักก็เข้าท่าดีครับ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s