ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

เพื่อน– พฤษภาคม 11, 2008

Filed under: สวัสดีวันอาทิตย์© — ประทีป จิตติ @ 00:36

สวัสดีวันอาทิตย์ © – 3/9

สองวันก่อนพบปะมิตรสหายโดยบังเอิญที่ท่าเรือข้ามฟาก  แน่ละ ถึงเขาไม่เอ่ยชวนไปนั่งดื่มผมจะเอ่ยปากเสียเอง, ผมไม่ได้ถามเขาหรอกว่าตั้งใจมากินดื่มหรือไม่ แต่ก็พอจะตอบตัวเองได้ว่าเขาตั้งใจเนื่องจากมีมิตรรักอีกคน (พร้อมคนรัก) มาร่วมด้วย 

            พบเขาล่าสุดก็กลางปีที่แล้ว ส่วนคนที่มากับคนรักเพิ่งพบเมื่อวันอาทิตย์–ก่อนหน้าก็กลางปีที่แล้วเหมือนกัน

            กลางปีที่แล้วพบกันในวันงานเลี้ยงสังสันทน์รุ่น แผนกเทคนิคสถาปัตยกรรม (เทียบเท่ามัธยมปลาย)  วันนั้นไม่คุยอะไรกันมากมายกระทั่งลงลึกเรื่องส่วนตัว เพราะต่างมีเรื่องเฉพาะหน้าที่จะต้องทักทายเพื่อนคนนั้นคนนี้อย่างหยาบ ๆ แล้วก็เมากันมากกว่า  อันที่จริงผมควรจะได้คุยกับเขาทั้งสองต่อหลังงานเลี้ยงเลิกแต่ก็พลาด เนื่องจากระหว่างเดินไปยังลานจอดรถผมพลัดหลงกับพวกเขา  เลยตรงดิ่งกลับบ้าน

            เขาทั้งสองสงสัยถามผม (ทางโทรศัพท์) ว่า  “วันนั้นหายไปไหน?” 

            ผมตอบ  “ก้มผูกเชือกรองเท้าแป๊บเดียวเงยหน้ามาไม่เห็นใครสักคน เลยกลับบ้าน”

            อุตส่าห์เก็บงำความลับไว้อย่างคือ วันนั้นนั่งรถเลยป้าย (อีกแล้ว) 

            นี่ไง ความลับไม่มีในโลก! 

            เขาทั้งสองรู้ความจากมิตรรักอีกคน (เคยทำงานร่วมกัน)  ถามว่าเขารู้ได้ยังไง–ผมเล่าเรื่องทุเรศ ๆ ของตัวเองให้มิตรผู้นั้นฟังเอง

            ก่อนหน้า…ผมมักนั่งรถเลยป้ายทุกครั้ง (ยามเมา)  ไกลที่สุดคือสุดสาย–อ้อมน้อย  ไกลแค่ไหนไม่รู้ เอาเป็นว่านั่งแท็กซี่ย้อนกลับมาบางแค เสียค่ารถประมาณร้อยยี่สิบบาท

            เรื่องนี้มิตรรักทั้งสองรู้ แล้วก็กลายเป็น joke เมื่อได้พบกัน

            ผมไม่โกรธเขานะครับ ซ้ำยังหัวเราะ  เป็นเรื่อง joke สำหรับตัวเองเหมือนกัน  ฟังมิตรกระเซ้าแล้วยังขำ  เขาถามว่าทุกครั้งว่าวันนี้จะนั่งรถเลยไหม?  ไม่ก็ วันนี้จะไปอ้อมใหญ่หรืออ้อมน้อยดี?

            แล้วก็มีเสียงฮา…

            หากไม่กระเซ้ากันก็ต้องคุยเรื่องความหลัง  ความหลังส่วนมากจะเป็นเรื่องของแต่ละคนที่เรียกเสียงฮา  ไล่มาตั้งแต่สมัยเรียนจนทำงาน

            ผมกับมิตรทั้งสองล้วนต่างเคยทำงานที่เดียวกัน  แยกกันไปบางช่วงกระทั่งคิดว่าคงไม่มีโอกาสทำงานร่วมกันอีกแล้ว  แต่แล้วก็หนีกันไม่พ้น  เขาทั้งสองกลับมาทำงานที่เดียวกันอีก (ผมไม่เกี่ยว)  เป็นงานเกี่ยวกับพวกเขียนแบบอาคารพักอาศัยทำนองนั้น  ผมคิด…เออเพื่อนเรานี่ไปทางนี้กันเป็นส่วนมาก  ส่วนผมหลง ๆ ลืม ๆ เกือบหมดแล้ว ยังจำได้เพียงอ่านแบบออกก็ยังดี

            ฟังเขาพูดคุยเรื่องแบบ-เรื่องการก่อสร้างก็พอเข้าใจ  แต่ให้ลึกกว่านั้นประเภทเรื่องราคารับเหมา-วัสดุต่าง ๆ ก็มึน ๆ

            ระหว่างสนทนากันคนรักของมิตรว่า  “เอาแล้ว คนแก่พูดเรื่องแต่หนหลัง” 

            ก็จริงอย่างที่เธอพูด  ถ้าไม่คุยกันอย่างนี้แล้วก็ไม่รู้จะคุยกันเรื่องอะไร

            หลายคนอาจเป็นอย่างนี้นะครับ  นาน ๆ ได้พบปะกันจะมีอะไรดีไปกว่าขุดเรื่องแต่หนหลังมาพูดคุย  แต่ละเรื่องเป็นเรื่องฮาเฮมากกว่าเรื่องเศร้า  ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าต่างคนต่างพบเจอแต่เรื่องทุกข์ในแต่ละวันนะครับ  เป็นเพราะเราต่างทำงานต่างที่ จะให้มานั่งพูดเรื่องที่ทำงานของแต่ละคนคงไม่เข้าท่าเข้าทาง-มันไม่มีจุดร่วมกันและกัน  พูดมากไปก็เหมือนบ่น บ่นแล้วเพื่อนก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้  หรือให้คำแนะนำแล้วมันไม่บังเกิดผล เพราะเราเองอาจต้องการระบาย (บ่น) มากกว่าที่จะขอความเห็นใด ๆ ส่วนเรื่องแก่หรือไม่แก่นั้นไม่เกี่ยว  อารมณ์ดังกล่าวสามารถเกิดได้กับคนที่เริ่มทำงานใหม่ ๆ  เมื่อเจอเพื่อนเก่าอาจต้องการรำลึกถึงวีรกรรมต่าง ๆ สมัยเรียนกันนิดหน่อย แล้วคุยเรื่องงานเรื่องอนาคตของแต่ละคน  กระทั่งทำงานไปสักพัก (เข้าวัยสามสิบยังเจ๋งเป้ง) แทบไม่มีเรื่องงานอะไรอีกแล้ว  สัพเพเหระเฮฮากันมากกว่า  แล้วคุณ (หนุ่มสาว) สักวันจะรู้ว่าทำไมคนรุ่นเรา (หรือสูงกว่า) ชอบคุยเรื่องเหล่านี้–เรื่องเก่าเล่าใหม่

            บางที…ผมคิดนะครับ  มันอาจเลยจุดที่เราแต่ละคนตั้งต้นและค้นหามาแล้ว  กำลังอยู่ในช่วงประคับประคองการงานให้ดำเนินต่อไปข้างหน้า  ต่างจากวัยหนุ่มที่เพิ่งพบชีวิตการทำงานและแสวงหาประสบการณ์ไปจนกว่าจะพบ  พูดง่าย ๆ ว่า พวกผม (บางคน) พบจุดที่ต้องการแล้ว (เข้าเลขสามแล้วนะครับ หากยังคิดว่าควรจะหาต่อไปอีกก็ไม่ว่ากัน)

            เห็นที่หมายแล้วก็มุ่งเดินเข้าไป  ต่างจากวันก่อน ๆ นะครับ  เราต่างมีจุดมุ่งหมายแต่ยังไม่เห็นที่หมาย  จะถึงช้าหรือเร็วก็แล้วแต่  บางครั้งเราอาจเดินแวะเข้าไปเส้นทางอื่นบ้างนั่นถือว่าเป็นประสบการณ์ระหว่างทาง

            ผมเชื่อและศรัทธาในมิตรภาพ  ศรัทธาในความเป็นมิตร  เหล่านี้เป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจ  ยามเหงาอ้างว้างโดดเดี่ยวเรามักต้องการใครสักคน  อยากคุย อยากเล่าเรื่องราวต่าง ๆ  ใครสักคนคนนั้นคือ ‘เพื่อน’  แม้ไม่ได้พบเพียงแค่คิดถึงวันเก่า ๆ ก็ทำให้หายเหงาได้

            ใครว่าเพื่อนแท้นั้นตายแทนกันได้  สำหรับผมคิดว่าไม่ใช่  เรื่องอะไรจะต้องให้เขามาตายแทนเรา–เรื่องอะไรไม่จำเป็น  คนเราตายแทนกันไม่ได้อยู่แล้ว  ต่างคนต่างก็มีภาระมีครอบครัวอยู่เบื้องหลัง

            เพื่อนแท้ไม่ต้องตายแทนกัน  ขอเพียงมีความจริงใจให้กันเท่านั้นก็ซาบซึ้งแล้ว

            ซาบซึ้งขนาดมี joke ใหม่เกิดขึ้นมา 

            ผมว่า  “เพื่อน…กูรักมึงว่ะ!” 

            แต่ไม่มีใครอยากรับมุกนี้สักคน  เพียงเพราะคำพูดนี้ดันเป็นชื่อภาพยนตร์ของคุณพจน์ อานนท์, สวัสดี ·

 

10 พ.ค. 51

 

ฟังเพลงครับ                                               

Advertisements
 

3 Responses to “เพื่อน–”

  1. จบแบบจั๊กกะดุ๊ยจั๊กกะเดียม

  2. หากไม่ใช่
    ก็ยากจะรับมุกนี่นะท่านพี่

    เอิ๊ก

  3. ให้ตาย ผมเองไม่เคยพูดอย่างนี้หรอกขอรับ มันสยึมกึ๋ยยยยย


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s