ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

สำนวนในการเขียน มีนาคม 29, 2008

Filed under: คุยกับวินทร์ เลียวฯ — ประทีป จิตติ @ 00:00

จากคุยกับวินทร์ เลียววาริณ winbookclub.com

ผู้เขียน หัวข้อ: สำนวนในการเขียน
สายน้ำสีฟ้า

สำนวนในการเขียน
เมื่อ: 2008-02-10 19:51:23
ขอแทนตัวเองว่า “หนู” นะคะ เพราะหนูเพิ่งจะม. 2 เอง

หนูอยากถามเกี่ยวกับเรื่องสำนวนในการเขียนนะค่ะ
คือนิยายสมัยนี้ที่ตีพิมพ์กันออกมา มีเยอะมากที่หนูอ่านแล้ว รู้สึกว่ามันยังขาดๆอยู่
หรือจะเรียกว่าอารมณ์ค้างดี เพราะเหมือนกับว่าผู้เขียนยังบรรยายอารมณ์ ความ
รู้สึกของตัวละคร ณ ตอนนั้นๆไม่ดีพอ แรกๆอ่านไปก็ดีค่ะ แต่บางทีอยู่ก็สะดุด
และเดี๋ยวนี้เหมือนกับว่าผู้เขียนนิยายวัยรุ่นส่วนใหญ่จะเริ่มเห็นค่าของสำนวนน้อย
ลงไปทุกที เวลาอ่านทำหนูขัดใจมากเลยค่ะ

ถึงแม้หนูจะเป็นคนที่ไม่ได้เขียนเก่ง แต่หนูคิดว่าสำนวนที่ดีมันคือองค์ประกอบ
หนึ่งที่ทำให้หนังสือน่าสนใจ อ่านแล้วเหมือนกับว่าเราได้เห็นเหตุการณืนั้น หรือ
เหมือนกับได้อยู่ในสถานการณ์นั้นๆด้วย

ปกติแล้วหนูชอบอ่านวรรณกรรมนะคะ
แต่ตอนนี้เขียนนิยายอยู่เพราะรู้สึกว่ามันใกล้ตัวกว่า คือน่าจะเขียนง่ายกว่าน่ะค่ะ

-อาวินทร์คิดว่าสำนวนสำคัญกับหนังสือ(การเขียน)แค่ไหนคะ

-ถ้าเราจะบรรยายถึงท่าอากาศสุวรรณภูมิ ทีคราคร่ำไปด้วยฝูงชน อะไรประมาณนี้
ควรใช้คำยังไงดีคะ

ขอขอบคุณมาล่วงหน้าค่ะ

2008-02-10 19:51:23

winbookclub
คำตอบ

ตอบเมื่อ: 2008-02-11 10:23:25
ผมเชื่อว่านักเขียนก็อยากเขียนด้วยภาษาที่ดี แต่การเป็นนายของภาษาต้องใช้

เวลาฝึกปรือนาน

การใช้ภาษาก็เหมือนฝีมือการใช้พู่กันของจิตรกร เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของ
งานที่ดี นอกเหนือไปจากเนื้อหาและการนำเสนอ

คุณอาจฝึกฝนเรื่องภาษาได้ไม่ยาก มีงานดีๆ ของนักเขียนรุ่นเก่าที่ใช้ภาษาดีมาก
ลองหาอ่านดูสิครับ

Advertisements
 

6 Responses to “สำนวนในการเขียน”

  1. lek Says:

    รู้สึกดีครับ ว่าเด็กม.2ก็มีความตั้งใจอยากเขียนนิยายแล้ว

  2. เขียนฝากฯไม่ออกสวัสดิ์ขอรับพี่ท่าน

    เขียนไม่ออกเพราะโดดเข้าไปยืนในจังหวะภาษาเดิมไม่ได้ ครั้นสำเนียงไม่ปะติดปะต่อ อ่านไปคล้ายขับรถบนลอนระนาด ดึ๊ง ๆ ๆ ๆ ต้องลบทิ้ง(อย่างน่าเสียดาย)

    แวะมาร้านพี่ท่าน(โดยไม่ต้องเปิดฟีด)ดีกว่า

    สัปดาห์หนังสือทำให้งานหนักกว่าเดิมไหมขอรับ?

    ท่านเจ้าสำนักตอบเช่นนี้ผู้น้อยตีความว่า ‘สำนวน’ สำคัญกับงานเขียนโดยมิต้องกล่าวถึง(สำคัญมากโดยมิต้องสงสัย)

    แต่ต่อไปนี้คงต้องทำใจยอมรับ(โดยมิต้องสงสัยเช่นกัลล์)

    ว่าแนวโน้มงานเขียนอีกชนิดหนึ่งสำหรับคนอ่านกลุ่มหนึ่ง(เป็นกลุ่มใหญ่ด้วย)คนเขียนกลุ่มหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว และกำลังพัฒนาไปทางที่คนอ่านเขียนแนวขนบเห็นว่าถอยหลังลงคู

    พี่ท่านเคยผ่านตานิยายไทยบนหน้าหนังสือพิมพ์บ้างไหม?

    ข้าพเจ้าหยิบหนังสือพิมพ์ดูก็อีตอนเข้าตลาดซดกาแฟบ้าง รอข้าวมันไก่บ้าง อดไม่ได้ดูนิยายเสียหน่อยว่าเขาเขียนอะไรกัน

    อ๊ะ! มีตัวคั่นตอนฉับ ๆ แต่ละตอนสั้นกุด มันอย่างไรกัน?
    ลองอ่านดู อ้าว! อีเย็น นังทาสเวียนมาอีกรอบแล้ว พอดีเทียว ข้าพเจ้ากำลังรอฤกษ์อารมณ์จะเขียนเรื่องไทยย้อนยุคสักเรื่อง อยากดูเสียหน่อยว่าสำนวนในนังทาสเป็นเช่นไร

    อ่านไปอ่านมาจึงได้ตาแจ้ง!

    นั่นเป็นบทพากษ์ตามบทละครทีวีขอรับพี่ท่าน บอกว่าคนนั้นขยับซ้าย คนนี้ขยับขวา คนนั้นตบคนนู้น คนโน้นโดดถีบคนนี้ เป็นอันสำเร็จเสร็จสม คัต! (ตัวปิดตอน)

    ก็คงไม่เสียหายต่อรสนิยมการอ่านวรรณกรรมเพราะบอกไว้แล้วนี่นาว่าดัดแปลงจากบทละครทีวี

    แต่คนอ่านที่เข้าใจว่านั่นคือนวนิยายในรูปของอักขระนี่สิขะรับ อ่านไปอ่านมาชักชิน ชอบ ไวดีแฮะ เกิดรสนิยมการเสพย์อีกชนิดหนึ่ง วรรณกรรมจานด่วน! (ส่งผ่านทางหนังสือพิมพ์เทียวนะนั่น เข้าถึงวงกว้าง)

    ยังมีการอ่านเขียนด้วยภาษาแชต ออนเอ็ม อ่านทางมือถือดังที่วัยรุ่นยุ่นปี่นำร่องไปก่อนแล้ว

    เกิดงานเขียนอีกประเภท นักเขียนอีกประเภท พวกนี้ไม่ต้องอ่านมาก่อนขอรับ คิดอะไรเขียนไปเลยเพราะสำนวนไม่จำเป็น

    วาทะ ความเชื่อของอัครประพันธกรเก่า ๆ กลายเป็นเรื่องโบราณ อะไรต้องเพาะบ่มกันเป็นสิบปี ตกผลึกเหรอ..ตกทำไม!? ฝึกแล้วฝึกอีกส่งงานไปลงตะกร้า..ตายเปล่า!

    งานของกลุ่มนี้เกิดได้เลยขอรับ ปั่นมันเข้าไปปั่นให้เป็นเรื่อง มีคนอ่านเสียอย่าง เดี๋ยวสำนักพิมพ์ก็ตีพิมพ์

    งานเขียนประเภทนี้กลายเป็นแฟชั่นต่อขบวนแถวเหมือนวงการเพลงที่ค่ายทำหน้าที่ปั้นนักร้องมาให้วัยรุ่นกรี๊ด รับตังค์คนนี้เสร็จก็ปั้นคนต่อไป หลังจากนั้นเอ็งจะตกอับไม่มีใครสนใจก็เรื่องของเอ็งปะไร

    นักเขียนกลุ่มนี้ก็จะเป็นเช่นนั้น..คนอ่านเฮกันสักพัก แล้วเฮคนอื่นต่อ

    นักเขียนอยู่ไม่ได้นานเพราะงานเกิดแล้วหาย (ก็เอาแค่ปั่นแล้วขายนี่นา) ที่โตเอาโตเอาคือสำนักพิมพ์ (เหมือนค่ายเพลงนั่นแลขะรับ)

    เราปฏิเสธไม่ได้ สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้น และโตเอาโตเอา (ดูแจ่มใสเป็นอาทิ)

    ขณะที่เหล่าคุณภาพ(ในสายตาขนบ)ยังนั่งหันหน้าหากันตั้งคำถามกันว่า “หรือวรรณกรรมไม่สั่นคลอนสังคม” หลังสัมนาเลิกรา ทุกคนแยกย้ายกลับหาแป้นพิมพ์ตน ประจงสลักเสลาอัญมณีอักษราที่พิมพ์สามพันเล่มขายข้ามปีก็ยังไม่หมด

    ขณะอีกกลุ่มขายเอา ขายเอา

    หาได้คิดเปรียบเทียบ..ทางใครก็ทางใคร..

    เพียงภาพที่ข้าพเจ้าเห็นนั้นสะท้อนใจนัก!

    ภาพนักเขียนคุณภาพผู้ยืนยันยืนหยัดบนหนแห่งพลังวรรณกรรม เขียนงานที่เลิศล้ำ แต่รายได้ไม่พอเลี้ยงลูกเมีย คล้ายผู้เฒ่าที่คร่ำครวญอยู่กับความหลังเก่า ๆ รอเห็นวันฟ้าสีทองผ่องอำพันจนหลังงุ้มงอ

    กับภาพการเติบโตของสำนักพิมพ์ซึ่งพิมพ์งานป้อนตลาดฉาบฉวยซึ่งเติบโตขึ้นทุกที..ทุกที..จนที่สุดครองส่วนแบ่งตลาด

    ไม่ต่างงานเพลงที่นักร้องคุณภาพไม่ได้รับความสนใจ ฟังกันเฉพาะกลุ่ม งานที่รับความนิยมถูกปลุกตามกระแส เกิดดับ เกิดดับ อย่างรวดเร็ว (แน่ล่ะค่ายยังอยู่รับตังค์)

    และวงการน้ำหมึกสยามประเทศกำลังจะเป็นเช่นนั้น

    พี่ท่านขอรับ

    ทั้งหมดนี้อาจตอบความสับสนเมื่อเห็นงานได้รับตีพิมพ์เป็นคล้ายบทพากษ์หนังของน้องคนนั้นได้ว่า จะเลือกเขียนอย่างไร แบบคุณภาพ อยู่ได้นาน มีคนอ่านกลุ่มเล็ก ๆ รายได้ไม่พอยังชีพ(อย่างดีก็ประทังชีพ)

    หรือแนวกระแสนิยมที่กำลังโตวันโตคืน (ซ้ำมีนสพ.ช่วยปรับรสนิยมการอ่านให้ด้วยเช่นนี้ยิ่งโตเร็ว) เขียนเสร็จเร็ว พิมพ์ซ้ำขายเป็นแสนเล่ม รับทรัพย์ก้อนโต หลังขายเสร็จงานก็ถูกลืม ไม่เป็นไรตามกระแสกันต่อไป

    ไม่ตำหนิต่อว่าหนทางใด คงปล่อยไปตามวัฏฏะ รู้เพียงว่า จะเลือกทางใด แล้วย่ำเดินไป..

    ต๊อก..ต๊อก..ต๊อก..(และอีก..ต๊อก..)

    คารวะ

  3. ท่านพี่ สมคงเข้าใจสำนวนที่ว่า

    “เพชรก็คือเพชร” นะท่านนะ

    ขนมหวานต่างจากยาขมฉันใด วรรณกรรมก็ต่างจากบทโทรทัศน์ แน่นอน

    นี่ สำบัดสำนวนพอไหม?

    อ่านไปเถอะ เขียนไปเต๊อะ แล้วมันก็จะเห็นอะไรบางอย่าง

    ไม่กระพี้ ก็ แก่น ของมัน

    ขอบคุณทัศนะสำหรับร้านประทีปฯ ของพี่มาก ๆ ยิ่งขอรับ

    อิ่ม ไม่ต้องกินข้าวกลางวันกันละ อิอิอิ

    หมายเหตุ–น้องคนนี้ก็เป็นนักอ่านระดับเพชรเชียวนา

  4. คำถามแรกที่ดังในหัวข้าเจ้าคือ…

    ตอนม.๒ ข้าเจ้าทำอะไรอยู่ที่ไหนหนอ
    นั่งปั่นดินน้ำมันเล่น เล่นตี่จับไม่ก็เตยกับเพื่อน
    โดยเฉพาะอันหลังนี่จะให้สนุกต้องเล่นกันทั้งห้อง
    โดยใช้พื้นที่หอประชุมทั้งหมด
    อา…นึกแล้วอยากกลับไปเป็นเด็กจัง

    ท่านดิน…ข้าเจ้าเพิ่งซื้อ “รักแท้” ของยาขอบมาอ่าน
    อ่านยาขอบสิท่าน สำหรับสำนวนที่ท่านพยายามจูนคลื่นนี้

    สมัยเรียนประถม วิชาอะไรไม่รู้ล่ะ
    คุณครูบอกว่า…ถ้าเราเอาถ่านไม้ไปฝังไว้ใต้ดิน
    เวลาผ่านไป ๑๐๐ ปี ถ่านไม้กระสอบใหญ่นั้นจะกลายร่างเป็นเพชรเม็ดจิ๋ว
    โอว…ข้าเจ้าอยากพิสูจน์มากเลย แต่คาดว่าชีวิคงไม่ยืนยาวขนาดเห็นผลการทดลองด้วยตนเองเป็นแน่แท้

    โตขึ้นมาหน่อย ท่านพ่อท่านแม่ พาไปแอ่วภูเก็จ ไปดูหอยมุก
    ข้าเจ้าจำได้ขึ้นใจ
    ยามเมื่อน้ำทะเลพัดทรายหรือสิ่งแปลกปลอมใดเข้าไปด้านในเปลือกหอยมุก
    หอยมุกจะระคายเคืองจนต้องปล่อยน้ำมุกออกมาเคลือบสิ่งแปลกปลอมนั้น
    ยิ่งหอยมุกขับน้ำมุกออกมาเคลือบนาเท่าไหร่ สิ่งแปลกปลอมนั้นก็ยิ่งมีความแวววาวและงดงามมากยิ่งขึ้น

    จะอี้แล้ว…ข้าเจ้าว่า…ข้าเจ้าเป็นมุกดีกว่า
    ผู้ใด๋อยากเป็นเพชรก็เป็นไปเต๊อะ เอิ๊กกกกกกกกกกกก

  5. เดี๋ยวเถอะ เขาก็เอามาใส่ชา…

    ชาไข่มุกไงท่านแม่เพลงเอยเอิงเอ๋ย+

    คำเตือน : อย่าใช้หลอดดูดเพราะอาจหลุดไปติดหลอดลม

    (จริงแล้วมันคือสาคูนี่น้า ไอ้เราก็โง่นัก สงสัยว่า เอาไข่มุกมาขาย แล้วจะกี่ตังค์ เออ แล้วมันกินได้รึไง–โธ่!)

  6. ชาเย็นเสียด้วยสิท่าน หึหึ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s