ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

เครื่องมือชิ้นหนึ่ง มีนาคม 22, 2008

Filed under: คุยกับวินทร์ เลียวฯ — ประทีป จิตติ @ 00:00

จากคุยกับวินทร์ เลียววาริณ winbookclub.com

ผู้เขียน หัวข้อ: เครื่องมือชิ้นหนึ่ง
tns
สวัสดีครับ พี่ Win,

นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่ผมลอง “คุย” ครั้งแรกเป็นเรื่อง “At the end of day” เรื่องหมอ

ก่อนอื่น ผมชอบงานของพี่มาก ชอบแนวคิด ความอิสระของชีวิต

แต่ถ้าผมเห็นด้วยกับพี่ทุกกรณี ผมคงจะไม่ “คุย” แต่จะคิดในใจอย่างเดียว

ผมเอง ออกตัวก่อนว่า ผมชอบรัฐบาลเก่า จะว่าอำนาจเก่า อะไรก็ได้ ผมเองมักถูกบอกว่า ได้รับข้อมูลด้านเดียว ซึ่งทุกคนในโลกก็ได้ด้านเดียวทั้่งนั้น คือด้านที่รับฟัง ผมเองมีการศึกษาระดับเรียกว่าสูง ถ้าเรียกตามระบบการศึกษาปัจจุบัน

เข้าเรื่องเลยละกัน ผมคิดว่า ประชาธิปไตย มาจาก แนวคิดที่ว่า ทุกคนเป็นเจ้าของชีวิต ตัวเอง ทุกคนมีอิสระทางความคิดและการใช้งานความคิด การเลือกตั้งเป็นแค่ตัวบอกว่า กลุ่มคน (ประเทศ) นี้ “ส่วนใหญ่” คิดแบบไหนในตอนนั้นๆ ไม่ใช่บอกว่าทุกคน และ ไม่ใช่บอกว่า คิดแบบนี้ตลอดมา ซึ่งผมคิดว่า ผลการเลือกตั้งออกมา ก็บอกแล้วว่า คนส่วนใหญ่ต้องการอะไร คนที่ไม่เห็นด้วยก็มีอิสระที่จะค้าน แต่ไม่ใช่มาจากอำนาจ ทุกคนต้องมี 1 เสียงเท่ากัน ไม่ว่า ความรู้ระดับไหน สำคัญแค่ไหนก็ตาม การปฎิวัติมันแย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้ในระบบนี้

ส่วนเรื่อง ซื้อ/ขายเสียง นั้น เป็นปลายเหตุ ระบบของกลุ่มคนคืดต้องเหตุ การมาร้องเมื่อเลือกตั้งแพ้ ว่าอีกฝ่ายขายเสียง จะสร้างคลื่นความแตกแยกมากกว่าให้ผลดี แถมเด็กรุ่นหลัง อาจทำตามอย่างเพราะได้ยินกันมา มันอาจมีจริงอย่างรุนแรง หรือ อาจจะมีน้อยกว่าที่คิด แต่ประเด็นคือระบบของกลุ่มคนที่ทำให้เหตุการณ์เกิด

ตามความคิดผม ระบบที่แท้จริงที่แสดงถึงคุณภาพของกลุ่มคน มาจาก 3 อย่าง 1) ระบบการศึกษา 2) สื่อ 3) การเมือง

การเมืองแทบจะเป็นปลายปัญหาด้วยซ้ำ ถ้าผมจะเขียนทั้ง 3 เรื่องคงไม่จบแน่ๆ เอาเป็นว่า ระบบการศึกษา ครูบาอาจารย์ เราคุณภาพต่ำและ่ไม่กล้าพูดคำว่า”ไม่รู้” สื่อ ขาดความรับผิดชอบร้องหาแต่”อิสระภาพ” การเมือง ก็อย่างที่เราเห็น

ขอบคุณครับ ที่ให้ “คุย” อย่าเพิ่งรำคาญผมละกันครับ


winbookclub
คำตอบ

ตอบเมื่อ: 2008-02-11 10:28:55
ดีครับที่เห็นแตกต่างและเข้ามาคุยด้วย เป็นการแตกหน่อความคิดทั้งสองฝ่าย

เช่นกัน ถ้าผมเห็นด้วยกับคุณทุกกรณี ผมคงจะคิดในใจอย่างเดียว

ผมเชื่อว่าระบบประชาธิปไตยเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นเมื่อสังคมมีคนมากขึ้นจนคุมไม่ได้ ง่ายๆ อย่างพวกบุชแมน (ที่ยกตัวอย่างมา) เมื่อมีคนมาก ก็ต้องมีกติกาบางอย่างที่จะคุมให้อยู่ ไม่งั้นสังคมก็ป่วน

แต่ความจริงก็คือ โลกนี้ไม่เคยมีความเสมอภาคกัน และเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ คนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของสังคมเสมอ ที่เรียกว่าพวก elite ซึ่งไม่จำเป็นต้องมาจากตระกูลสูงเสมอไป เพราะเดี๋ยวนี้ใครมีเงินมาก ก็เป็น elite ได้ชั่วข้ามคืน

แน่นอนตามกติกาของระบอบประชาธิปไตยนี้คือ หนึ่งคนหนึ่งเสียง แต่ประเด็นในบทความตั้งคำถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่า เสียงส่วนใหญ่นั้นมาจากความไม่รู้ หรือตกเป็นเครื่องมือของพวก elite ที่ว่านี้? นี่เป็นคำถามนะครับ ถ้ามองและวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง ก็จะเห็นเอง (ซึ่งผมว่าเห็นค่อนข้างชัดนะครับ ว่ากันโดยไม่มีอคติ)

และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ความเห็นที่ว่า “ผลการเลือกตั้งออกมา ก็บอกแล้วว่าคนส่วนใหญ่ต้องการอะไร” อาจจะไม่ได้มาจากการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง แต่มาจากความเชื่อในเชิงอุดมคติ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็เป็นอคติชนิดหนึ่ง

ผมไม่ค่อยเห็นด้วยนักกับคำที่ว่า “ระบบที่แท้จริงที่แสดงถึงคุณภาพของกลุ่มคน มาจาก 1 ระบบการศึกษา 2 สื่อ 3 การเมือง” ผมว่าการวัดคุณภาพของคนน่าจะวัดจาก : 1 การศึกษา (ไม่ใช่หมายถึงประกาศนียบัตรหรือปริญญา แต่หมายถึงการได้รับความรู้ที่ก่อให้เกิดปัญญา) 2 จริยธรรม (เชื่อในความดี) 3 หลักการในการดำเนินชีวิต (ความสมดุลในการใช้ชีวิต ความไม่โลภ ความพอเพียง)

เรื่องสื่อและการเมืองเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อการหลอมคน ถ้าคนไม่โลภเสียอย่าง ใครจะมาซื้อเสียงได้ครับ? และถ้าคนมีปัญญารู้ว่าจะเกิดผลกระทบ (consequence) อะไรตามมาหลังจากการขายเสียง ก็ไม่มีทางขายเสียง ไม่ใช่หรือ?

Advertisements
 

6 Responses to “เครื่องมือชิ้นหนึ่ง”

  1. lek Says:

    ใช่แล้วครับ คนไทยขาดความรู้
    ขาดการยอมความแตกต่างทางความคิด (เชื้อชาติ, ฐานะ)
    ชอบทำอะไรตามๆกัน

    เสริมอีกเรื่องครับ เราไม่สามารถนำระบบการเมืองของต่างประเทศมาใช้ในไทยได้ทั้ง 100% มันจะต้องมีการปรับแต่งให้เข้ากับประเทศไทย (หรือเรื่องคอรัปชั่น จะเป็นการปรับให้เข้ากับไทย???) 555

  2. พี่ตู้ จรัสพงษ์ เคยเสนอแนะความเห็นว่า

    “มันต้องเขียนรัฐนูญแบบไทย ๆ ”

    ไม่ต้องอิงฝรั่งมากนัก หรือไม่ต้องอิงบางเรื่องก็ได้ (ผมว่า)

  3. สวัสดียามเช้าเจ้าท่านประทีป-ท่านเล็ก

    หลายวันก่อนข้าเจ้าก็เพิ่งได้ยินคำนี้ระหว่างคุยเรื่องดนตรี
    สังคมอุดมคติ หรืออีกนัยยะหนึ่งคือ สังคมที่อุดมไปด้วยอคติ
    เห็นได้ว่าคำนี้มันช่างรุกรานไปทุกพื้นที่จริงๆ เลยเชียวไม่ว่าการเมืองชวนปวดหัว หรือดนตรีอันรื่นรมย์

    ด้วยแนวคิดที่ว่า…ทุกคนเป็นเจ้าของชีวิต มันจึงกลายเป็นทุกคนล้วนมีความคิดเป็นของตัวเอง
    ที่ประชาธิปไตยไทยมันวุ่นวายก็เพราะเรามองประชาธิปไตยไม่เหมือนกัน

    เหมือนความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนไงท่าน
    แม้จะรักกันมากขนาดไหน หากปราศจากการมองอะไรไปในทิศทางเดียวกัน เห็นแย้งทำล้ายร้างกันตลอดเวลา เชื่อเต๊อะ…ไม่นานความสัมพันธ์นั้นก็ขาดสะบันลงได้…ข้าเจ้าลองมาแล้ว

  4. slowslow Says:

    ท่านพี่ขอรับ
    เรามาเฝ้ามองกันต่อไปดีกว่าว่าการเมืองบ้านเราจะเป็นยังไงต่อไป
    แม้จะเหนื่อยหน่าย
    แต่ก็ต้องอดทนกันต่อไป
    จริงไหม
    เพราะเราไม่มีเงินพอที่จะหอบไปซื้อทีมฟุตบอลได้นี่เนาะ

  5. การเมือง กีฬา ยังอุตส่าห์ไปได้นะท่านนะ

    ทั้งที่มันเป็นธุรกิจการกีฬาอย่างเดียวก็แย่แล้ว

    กีฬาไม่ได้สร้างคนอีกต่อไป คนต่างหากที่สร้างกีฬา

    * * *

    อุดมคติเหรอ ว่าแต่ “อุดมคติ” ของท่านเพลงมันแปลก ๆ นา

    อคติ น่ะเหรอ อุดมคติ คงงไม่ใช่อย่างที่แต่ละคนเข้าใจมั้งขอรับ อุดมคติค่อนไปทางฝันว่าโลกจะต้องอย่างนั้นอย่างนี้ โดยภาพรวมไม่มีขาวมีดำ มันจึงเป็นโลกแห่งความจริงบ่ได้

    อคติ คิดในทางลบ ใช่มั้ยท่านพี่ วานถามแลช่วยชี้แนะ

  6. แหะ แหะ (มีส่งผ่าน ก็ต้องแตะแล้วชู้ด)
    ข้าพเจ้าว่าที่ท่านเพลงกล่าวถึงน่ะเป็น ‘สังคมอุดมอคติ’ กระมังขะรับ

    คารวะ

    ประเด็นคิดแย้งแล้วร่วมแสดงความเห็น(ด้วยเหตุผล อย่างสุภาพ)นี่สิน่าสนใจ คุณคนนี้น่าสมาคมนะพี่ท่านว่าไหม?

    แวะมาชวนชิมกาแฟเบรคยามบ่ายขะรับ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s