ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

มิตรน้ำหมึก : เปิดตำรา มีนาคม 15, 2008

Filed under: บทความคัดสรรค์,หิ้งหนังสือ — ประทีป จิตติ @ 00:00
Tags:

 จากคอลัมน์ มิตรน้ำหมึก โดย ณรงค์ จันทร์เรือง

มติชนสุดสัปดาห์ (?)

*คัดจากจดหมายถึงเพื่อนนักเขียน

การตั้งชื่อเรื่องควรจะเหมาะสมกับเรื่องที่จะเขียน ไม่ว่าจะเป็นแนวชีวิตรักสดชื่น โศกสลดรันทดใจ  หรือแนวตื่นเต้นโลดโผน

  ฉลามเสือ  ผานรก  ทะเลครวญ  ป่าคอนกรีต  หลุมพราง รอยเสือ  หรือ เพชรพนมรุ้ง  อะไรพวกนี้เป็นตัวอย่างที่จะเรียกความสนใจจากคนอ่าน โดยเฉพาะบรรณาธิการ (ชื่อหลังรู้สึกว่าคุ้น ๆ นะพี่ท่าน)

   ฉากเด่นในเรื่องก็นำมาตั้งชื่อได้ เช่น บางระจัน  โตนงาช้าง  ผาวิ่งชู้  วังบัวบาน  ชุมทางเขาชุมพร

  เอาชื่อตัวละครมาตั้งก็มีเยอะ  สมัยก่อนก็ต้อง จำปูน  พลายมะลิวัลย์ (เคยอ่านเป็นหนังสือนอกเวลาเรียน)  หลายชีวิต ที่เอาชื่อตัวละครตัวเอกเป็นชื่อทุกตอนต้นยันจบ  ชลธิชา  วันชาติ  

  ฉาก, จะมีฉากเดียวหรือหลายฉากต้องสร้างขึ้นมาให้ดูสมจริงสมจัง อ่านแล้วน่าเชื่อถือ หรือมองเห็นภาพได้ยิ่งดี  อย่าบรรยายฉากที่มีอยู่จริง แต่ตัวเองไม่เคยเห็น  ตัวอย่าง  พานางเอกไปดูตะวันขึ้นที่ทะเลบางแสน ไม่ก็นั่งคลอที่ชายหาดหัวหินดูตะวันจมทะเล (ท่านพี่ลองวาดภาพว่ามันสมจริงไหม?)

  หากบรรยายสถานที่ที่มีอยู่จริง (แถมยังเอ่ยชื่อเสียด้วย)  เช่นโรงหนัง คาเฟ่ต์  ร้านอาหาร  อย่างดันเขียนฉากเชือดคอหอยเด็ดขาด ไม่งั้นอาจโดนฟ้องร้องเอาได้ง่าย ๆ (มีเงินสู้ค่าทนายเหรอระดับนักเขียนอย่างพี่ท่านและผม)

  เรื่องคลับบาร์คาเฟ่ต์ก็ควรจะรู้จักแต่งกลิ่นอายบรรยากาศบ้าง  โดยเฉพาะชื่อเหล้า  อะไรผสมกับอะไรได้บ้าง  คนไม่รู้ ไม่เคยดื่มเคยเข้ามันก็ยากหน่อยจริงไหมพี่ท่าน

  ใครเขียนจนได้กลิ่นอายของฉากนั้น ๆ ถือว่าเป็นมืออาชีพได้เลย  ครูมาลัย ชูพินิจ ไงครับที่คุณณรงค์ฯ แกยกตัวอย่างเรื่อง แผ่นดินของเรา ได้กลิ่นดอกจันทน์กะพ้อหอมกรุ่น ซาบซ่านเข้าไปในหัวอกหัวใจจนยากจะลืมเลือน

  พล็อต, ถ้ามีพล็อตแล้วยังตั้งชื่อเรื่องไม่ได้ท่านว่าไม่เป็นไร เขียนต่อไปเรื่อย ๆ ชื่อเรื่องก็จะผุดวาบขึ้นมาเอง  จนปัญญาจริง ๆ ก็ถามเพื่อนฝูง เผื่อฟังแล้วอาจเกิดไอเดียกระฉูดขึ้นมาโดยพลัน

  ถ้าอับจนหาชื่อเรื่องไม่ได้บ่อย ๆ ท่านว่าอย่าริอ่านไปเป็นนักเขียน ขว้างปากกาทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป!

  พล็อตเรื่องคือโครงกระดูก (ฉาก และตัวละคร คือเนื้อหนังมังสา)  ตำราปากกาทองท่านว่า  ถ้าไม่มีพล็อตตัวละคร ฉากสวย ๆ จะมีประโยชน์อันใด?  นอกจากจะหมุนไปหมุนมาเหมือนคนบ้าหน้าฉากเท่านั้นเอง

  การอ่านหนังสือมาก ๆ ไม่ว่าเรื่องสั้น-ยาว โปรดอย่าอ่านเอาสนุกเข้าว่า  จงหัดสังเกตสังกาว่านักเขียนที่มีชื่อเสียงแล้ว ท่าน ๆ วางโครงเรื่องยังไง?  หละหลวมหรือว่ารัดกุม?  ที่เห็นว่าสนุกเหลือหลายนั้น…สนุกตรงไหน?

  พล็อตดี ๆ หมายถึงเรื่องราวสนุกสนาน ตื่นเต้น เร้าใจ ชวนให้อ่านตั้งแต่ต้นยันจบสำหรับเรื่องสั้น หรือทุกบททุกตอนของเรื่องยาว (บางท่านมักทิ้งปมตอนจบตอน ก่อนขึ้นตอนใหม่–อ่านต่อฉบับหน้าเสียอย่างนั้น)

  อุปสรรคต่าง ๆ นานาเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เรื่องราวสนุก ตื่นเต้น ผูกจิตผูกใจให้ผู้อ่านจดจ่อต่อเรื่องนั้น ๆ ว่าตัวเอกที่รัก จะผ่านรอดพ้นไปได้หรือไม่

  อุปสรรคมีอยู่ ๓-๔ ประการ

  ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ, มนุษย์ต่อมนุษย์, ทางความคิด (จารีต สังคม ศาสนา การเมือง-สองเรื่องหลังถือว่าละเอียดอ่อนใครไม่แน่ใจว่ามือถึงท่านว่ามองข้ามไปเขียนเรื่องอื่นดีกว่าน่า นะ ๆ)

  จะสรุปแล้วพี่ท่าน, เมื่อนิยายไม่ใช่ชีวิตจริง แต่เป็นเรื่องแต่ง หรือแปลว่า  “เรื่องโกหกแนวใหม่” 

  “นวนิยายแตกต่างกว่าเรื่องจริง ตรงที่นวนิยายต้องเขียนให้สมจริงมากที่สุด!”

  แมรี่ คอเรลลี่ นักเขียนนามอุโฆษบันลือในอดีตได้ฟันธง เป็นการให้บทเรียนแก่เยาวมิตรทั้งหลายแหล่  “จงจำไว้ว่า ในนวนิยายน่ะ ไม่มีถ้อยคำไหนจะโรแมนติกเกินไปแน่นอน!”

  นวนิยายไม่ว่าเรื่องสั้นเรื่องยาว  ผู้เขียนย่อมจะกลายเป็นพระพรหมผู้ลิขิตชีวิตมนุษย์  อุปสรรคต่าง ๆ ที่ตัวละครพบเผชิญนั้นมีตั้งแต่เล็ก ๆ น้อย ๆ จนถึงมหึมาปานหุบเขาเลากา  สุดท้ายเขาก็ยืนหยัดขึ้นมาอีกครั้งได้

  “เป็นธรรมชาติของเขาที่ล้มแล้วจะต้องหาทางลุกขึ้นมาให้จงได้!”

  ย่อหน้าสุดท้ายของคอลัมน์ครับ, ข้อสำคัญอย่าไปลอกงานของท่านผู้อื่นส่งบรรณาธิการ หรือเอาชีวิตจริงของท่านผู้ใดมาเขียนเข้าล่ะ เดี๋ยวก็โดนฟ้องหน้าแก่ไปเท่านั้นเอง! (ฮา)

Advertisements
 

8 Responses to “มิตรน้ำหมึก : เปิดตำรา”

  1. เงามะพร้าวสวัสดิ์ขอรับพี่ท่าน ท่านเพลง

    ยินเสียงคลื่นซ่าซ่า ลมเอื่อยกำลังงาม ข้าพเจ้าจ่อมก้นอยู่ในซุ้มไม้ไผ่มุงจากลูกเล็กแบบนั่งได้ข้างละสามคนสบาย ๆ ทางร้านวางซุ้มเรียงแถวล่ะสามซุ้ม สามแถว วางแผ่นปูนสำเร็จรูปเป็นทางเดินเชื่อมถึงกัน

    หากเงยหน้าก็จะเห็นเส้นขอบฟ้าตรงสุดพื้นน้ำสีเทอร์คอยต์มีเมฆขาวลอยโป้งเหน่งอยู่ไกล ๆ มะพร้าวอ้อร้อลูกดื่นดกยืนเดี่ยวอยู่ตรงสุดขอบเนินทราย (มะพร้าวสามีไม่รู้หายไปไหน)

    โทนสีรวมออกเขียวน้ำเงินสว่างตา เสียงนกกรงหัวจุกจุ๊กจิ๊กันยังกะอยู่ในสนามแข่งนก

    ได้เป็บซี่กับน้ำแข็งเปล่ามาซดรองท้อง (ไม่ต้องสงกานะขอรับว่าไยมิเป็นน้ำอำพันเดี๋ยวจะเล่าต่อ) สั่งยำปลาหมึก(แบบหวาด ๆ) แล้วควักเจ้าไมเคิลออกมาทักทายท่านทั้งสอง

    ตั้งใจกระเตงไมเคิลตรงมาร้านหนังสือพี่ท่านเลยเทียวล่ะ เพราะหากยังขืนดันทุรังอยู่ในขนำวันนี้มีหวังไม่เป็นอันทำอะไรแน่ ข้าพเจ้าโงกโยกแล้วก็หลับอีกจนดูท่าจะดูไม่จืด

    พยายามจะเขียนฝากไปกับสายลมแต่ไปไม่ไหว

    อารมณ์หลุดจากเรื่องขอรับ เริ่มด้วยเย็นวานซืนเผลอซ่าออกไปนั่งซดอาชาแบบว่าจะผ่อนใจสักขวด ที่ไหนได้นิสัยเก่ากำเริบ จบขวดแรกซัดไปหกขวด วันถัดมาแฮ้งค์ไม่อยากเขียนหนังสือด้วยสมองอย่างนั้น ต่อด้วยธุระครอบครัวทั้งวัน จนวันนี้เป็นอันต่อไม่ติด

    อาการแฮ้งค์ไม่มีผลกับงานบ่อ แต่มีผลกับเขียนหนังสือ ริเขียนหนังสือเห็นทีต้องกำราบนิสัยเมาให้เป็นที่เป็นทางเสียสักที (และอีกที)

    อา..ยำหมึกมาแล้ว..

    อัมมมมม….

    กร้วบ..กร้วบ..

    แจ๋ว!

    ที่ว่าแหยง ๆ เวลาสั่งยำหมึกก็เพราะความเสี่ยงสูงขอรับ แบบว่า ไม่ว่าจะได้มาอย่างไรล้วนต้องจ่าย ด่านแรกหากเป็นหมึกไม่สดก็ซวยไปกินไม่ลง ด่านสองร้านค้าชนบทขอรับ หาที่ปรุงอร่อยยากเย็นยำมาแล้วไม่อร่อยก็ได้แต่ผะอืดผะอมเคี้ยว

    แต่เที่ยวนี้สมอารมณ์หมาย เปรี้ยวหวานเค็มเผ็ดตามกันกำลังดีเครื่องเคียงก็ไม่พร่องทั้งพริกป่นพริกซอยมะเขือเทศหอมใหญ่ ยังมีตะไคร้ฝอยเพิ่มสมุนไพร (ถ้าจะให้ดีต้องมีกระเทียมดองด้วยขอรับ)

    กลับเรื่องเขียนหนังสือ

    เรียนพี่ท่าน(กะท่านเพลง)ว่าอารมณ์หลุดจากเรื่องก็เพราะข้าพเจ้าทะลึ่งใช้ภาษาชนิดมนุษย์มนาเขาไม่ค่อยใช้กัน จะบอกว่านายคนนั้นมันนิสัยเพ้อฝันเลยใช้ภาษาบอกไปอย่างนั้น แต่คิดใช้ภาษาเช่นนั้นข้าพเจ้าต้องจูนอารมณ์ไปอยู่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าเองก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน เหมือนหมุนปุ่มหาคลื่น AM วิทยุธานินทร์ ได้ยินแต่เสียงซ่า ๆ หมุนไปหมุนมาไม่ตรงสักคลื่น

    บางทีนะขอรับ..บางที..

    นี่อาจเป็นบทเรียนให้ข้าพเจ้าก็ได้ว่าสูจงหาสำเนียงของสูให้เจอ จากนั้นจึงเขียนแต่สำเนียงของสูเองเมื่อไรก็เมื่อนั้นไม่ต้องมานั่งจูนหาคลื่นอยู่อย่างนี้

    อย่างเช่น อกาธา ไงขอรับ ราวกับเจ้าหล่อนเขียนนายปัวโรอยู่เรื่องเดียวทั้งชีวิต แต่ละเล่มแค่สับซอยเป็นเรื่อง ๆ ไป เล่มไหนเล่มนั้น..สำนวนเดียว

    การแหกสำเนียงของข้าพเจ้ามันชวนเหนื่อย ครั้งหัวปั่นอยู่กับเจ้ากระรอกน้อย ซึ่งใช้สำเนียงกำลังภายใน ช่วงสุดท้ายที่ข้าพเจ้าต๊อแต๊เต็มที ไปไม่ไหวแล้ว ข้าพเจ้าออกอาการต่ออย่างไรก็ไม่ติด วันนั้นมีเหตุบังเอิญยินเพลงเส้าหลินคอร์ตยาร์ดของสหายพี่สามเข้า เสียงพิณสดใสกังวานกร้าวแกร่ง เสียงกลองกระหึ่มหาญห้าวช่วยข้าพเจ้าไว้พอดี จึงทะลุจุดอับเดินเรื่องต่อไปได้

    ถึงวันนี้ข้าพเจ้ายังไม่ทราบว่าจำเป็นแค่ไหนที่เราควรเขียนเรื่องเฉพาะสำเนียงของเรา การฝืนสำเนียง(แบบทั้งเรื่อง)ไม่ทราบเป็นสิ่งควรไม่ควรเช่นไร

    แต่หากมองด้วยสายตาท่านเจ้าสำนัก ท่านคงกล่าวว่า..มีความสุขที่จะทำสูเจ้าจงทำไป…

    บางทีนะขอรับ..บางที..

    ความสุขของหฤหรรษ์ทุกข์เช่นนี้อาจอยู่ที่เสาะหาวิธีทะลุทะลวงไปให้ได้ เพราะทางทุรกันดารนั้นยามผ่านพ้นบรรลุจุดหมายมักให้รสสมใจกว่าหนทางเรียบง่ายสะดวกสบายอยู่บ้าง..ว่าไหมขอรับท่านที่เคารพทั้งสอง

    อาจบางทีนะขอรับ..อาจบางที..

    ขอบคุณที่อยู่เป็นเพื่อนคุย แล้วเจอกันเช้าวันอาทิตย์ขะรับ

    คารวะ
    ดิลล์

  2. สำเนียงรึ?…

    ลองคิดถึงงานของต้วเองก่อน Tick Tock…

    สำเนียงเดียวกันเด๊ะ อ้อ มีอยู่เรื่องหนึ่ง ที่เคยโพสต์ เพียงแค่ใจปรารถนา…

    ยากมาก เพราะต้องสวมบทเป็นผู้หญิง (ตัวละครเล่าเรื่อง)

    “แสงสว่างรำไร ๆ เล็ดลอดตามช่องผ้าม่านที่รูดปิดประตูกระจกบานเลื่อนกระทบนัยน์ตาฉัน

    เช้าแล้วหรือนี่… ฉันรำพึงกับตัวเอง, ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ไม่พบเขานอนอยู่เคียงข้างกาย

    ฉันไม่รู้หรอกว่าเขาตื่นขึ้นนานแล้วมากน้อยเท่าไร ฉันรู้เพียงแต่ว่าฉันยังไม่อยากลุกขึ้นจากฟูกที่หนานุ่ม อีกทั้งยังอบอุ่นภายใต้ผ้าห่มนวมผืนหนา… กลิ่นไอรักอันรุ่มร้อนระหว่างฉันและเขานั้นยังกรุ่นอยู่ภายใต้ผ้าผืนหนาผืนนี้, ฉันยังอยากสัมผัสและเก็บมันเอาไว้ให้เนิ่นนานที่สุดเท่าที่จะทำได้

    ประยงค์…คุณรีบตื่นลุกไปไหนของคุณนะ

    เขาไม่ได้หนีหายจากฉันไปไหน, เสียงแป้นพิมพ์ดังก๊อกแก๊กมาจากมุมทำงานของเขาที่มีเพียงฉากไม้บานเฟี้ยมกั้นขวางข้าง ๆ นี้เอง

    เขาคงง่วนกับงานของเขาอยู่– วันนี้อาจไม่เป็นวันหยุดของเขา”

    555 เหนื่อยพอทนเลยพี่ท่าน ต้องดึงเอาความเป็นประยงค์ และรดาการ ออกมา นี่แค่ให้มีสองตัวนะ ยังขนาดหนัก แล้วโทนเรื่องมันออกนิยายมาก ๆ

    สิบหกหน้า จอดนิ่งสนิท เอาไว้อารมณ์ผ่องแผ้วแล้วจะต่อให้จบ เหลือแต่ตอนจบซึ่งจบไม่ลง

    * * *

    พี่ท่านถามว่า สำเนียง ของตัวเองจำเป็นไหม ผมว่าจำเป็น แต่การที่จะลองเปลี่ยน มันก็ทำให้เราก้าวข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง ทดลองได้ ฝึกได้ เหมือนเล่นกีต้าร์ แรก ๆ ไม่ถนัด หากฝึกฝน ก็ย่อมจะเล่นได้ เล่นเป็น ต่างจาก เล่นได้ ส่วนเรื่องจะดีหรือไม่ดี นั้น สมควรให้คนอื่น ๆ อ่านแล้วบอก ผสมกับความพอใจของตัวเอง

    ถ้าคิดว่าไม่ชอบ ก็กลับไปทำที่เราถนัดที่สุด

    ท่านว่า…ประเด็นของเรื่องไม่ว่าจะเล็ก ใหญ่ กว้าง แคบ หากกลวิธีการเล่าเรื่องไม่ชวนสนใจ งานเขียนก็ด้อยลงไป

    มองได้สองมุม เขียนแบบที่เราถนัด อาจรุ่งได้ได้ เขียนตามไม่ถนัดนี่ ดับได้ง่าย ๆ

    ลองต่อกร (กับตัวเอง) สักตั้งก่อนท่านพี่ ไม่ได้ก็ไม่เสียหาย บางครั้งอาจได้ไอเดียใหม่ ๆ ระหว่างนั้นก็ได้

    ด้วยจิตคารวะ

  3. สวัสดีหลังกลับจากเลี้ยงพระเช้าท่านประทีป – ท่านดิน

    ข้าเจ้าเอาบุญมาฝาก…รับสิท่าน…จะได้มีความสุขกันถ้วนหน้า

    ขอบคณท่านประทีปก่อน…สำหรับบางส่วนจดหมายที่คัดลอกฉบับมิตรน้ำหมึก
    มีประโยชน์ต่อการเขียนของคนเขลาเช่นข้าเจ้านัก

    มีคนบอกว่า “การเขียนคือการโกหกชนิดหนึ่ง”
    ข้าเจ้าเลยคิดต่อว่า ถ้าเช่นนั้นแล้วเราท่านล้วนเดินเข้ามาเป็นสมาชิกนักโกหกแห่งสยามประเทศแล้วท่านเอ๋ย
    กระนั้นก็อย่ากระไรเลย…บ้านเมืองเรานั้นล้วนเต็มไปด้วยนักโกหกชั้นยอดที่ไม่ได้เป็นนักเขียน
    โอ้…โกหกกันขนาดที่ว่า เขียนบทเอง-เล่นเอง-กำกับเอง
    จนพี่ปราชญ์-พิสิฐ อดรนทนไม่ไหวทักท้วงสถาบัน The Academy of Motion Picture Arts and Sciences (AMPAS)
    ซึ่งเป็นสถาบันตัดสินรางวัล OSCAR
    ให้ยึด “ยึดรางวัล” ดารานำชายยอดเยี่ยม ประจำปี 2008
    ซึ่งได้ตัดสินให้ Daniel Day-Lewis ได้รับจากภาพยนตร์เรื่อง There Will Be Blood
    มาให้ Frank Sinawatra ดารานำจากภาพยนตร์เรื่อง The Prisoner
    โดยเฉพาะฉากก้มกราบผืนดินนั้นช่างซาบซึ้งใจผู้คนนัก

    อ้ะ…เช้าๆ วันอาทิตย์เราไม่ควรคุยเรื่องเคร่งเครียดเยี่ยงนี้ใช่ไหมท่าน…ข้าเจ้าขออภัย!

    มาออกรสกับบทสนทนาระหว่างเราท่านกันดีกว่าท่านทั้งสอง

    ท่านดิน…แหม…แก้ตัวหรือท่าน เขียนสายลมไม่ไหวน่ะเพราะอาชาแผลงฤทธิ์ ฤา เพราะสาวเพรงไม่มานั่งสบตาหวานฉ่ำสร้างแรงใจให้ท่านเขียนต่อกันแน่หนอ (ฮา)

    และหากท่านไม่อยากหวาดกับยำหมึกอีก ก็จงปรุงมันขึ้นมาด้วยมือท่านเอง
    ปลาหมึกนั้นจะสดแลรสหวานตามท่านต้องการ ส่วนน้ำยำนั่นเล่า
    เอ่อ…พอก่อนเรื่องยำปลาหมึก
    ด้วยข้าเจ้ากลับนึกถึงปลาหมึกไข่ย่างนะท่านนะ
    ตอนนี้มะม่วงแก้วบ้านข้าเจ้าออกลูกเต็มต้น ความจริงข้าเจ้าชอบมะม่วงแรดมากกว่านะ มันไม่เปรี้ยวเกินและหอมกว่ามะม่วงแก้วนัก แต่นั่นล่ะ มะม่วงแก้วเหมาะกับการทำยำมากกว่า ข้าเจ้าว่าอย่างนั้นนะ
    ตกลงเปลี่ยนเมนูมาเป็นหมึกไข่ย่างร้อนๆ ห๊อมหอมนะท่านนะ
    กินแกล้มกับยำมะม่วงรสแซ่บ…โอย…ท่าน…นั่นล่ะนั่น
    เช่นนี้แล้ววงสนทนาของเราก็หาใช่ “มิตรปลาหมึกย่างสามตัวยี่สิบ” แต่อย่างใดแล้วท่านดิน (ฮา)

    ไล่เรียงทั้งปัญหาท่านดินแลความคิดเห็นจากท่านประทีปแล้ว
    ข้าเจ้านึกถึง “เรื่องบางเรื่องเหมาะที่จะเป็นเรื่องจริงมากกว่า”
    รวมเรื่องสั้นเล่มใหม่ของจำลอง ฝั่งชลจิตร
    เปล่า…ข้าเจ้ายังมิได้อ่านดอกท่าน ต่างจังหวัดยังหาซื้อมิได้หรอก
    ท่านก็รู้…เรื่องสั้นวรรณกรรมนั้นขายยากเหลือแสน
    ร้านหนังสือต่างจังหวัดคงยังไม่อยากให้ทุนตนไปจมกับหนังสือที่ขายไม่ออกดอกท่าน
    เพียงแต่ที่นึกนี่…นึกถึงคำบอกพี่วร-ศิริวรณ์ แก้วกาญจน์ ที่ว่า

    “หากทะลุทะลวงมายาคติลงไป เราจะพบว่านักเขียนหรือผู้ประพันธ์ แท้จริงแล้วคือตัวแทนการใช้อำนาจครอบงำรูปแบบหนึ่งแก่ตัวละครของเขา ผ่านกระบวนการต่างๆ ทางวัฒนธรรมของเรื่องเล่า นำมาสู่การผลิตสร้างสัญนิยมหรือขนบของการเขียนเรื่อง / สร้างตัวละคร ตลอดจนการอ่าน จนนักเขียนหรือผู้ประพันธ์ ยึดถือเกาะกุมบรรทัดฐานต่างๆ ที่ประกอบสร้างขึ้น กระทั่งหลายบรรทัดฐานกลายเป็นสูตรสำเร็จ อีกทั้งยังเผลอคิดว่าทุกกระบวนการ ทุกบรรทัดฐานเป็นไปตามธรรมชาติ (ยังไม่นับว่า มีนักเขียนไม่น้อยที่ ยัดเยียดการกระทำ คำพูด ความคิดให้แก่ตัวละคร โดยคิดว่าเขาจะทำอย่างไรก็ได้กับตัวละครของเขา)

    กล่าวได้ว่าผลงานเล่มนี้ของ จำลอง ฝั่งชลจิตร (ในฐานะผู้ส่งผ่านเรื่องเล่าไปสู่นักอ่าน) ได้โยนคำถาม (ผ่านแว่นหลังสมัยใหม่) เตือนสติ เยาะยอก ย้อนแย้งความเป็นนักเขียนกับความเป็นตัวละคร (ต่อบรรทัดฐานที่หล่อหลอมโดยวัฒนธรรมการเขียน) ผ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ได้อย่างน่าทึ่งว่า เมื่อนักเขียนหรือผู้ประพันธ์ถูกบิดผันสถานะจาก ผู้เขียน / ผู้สร้าง / ผู้สังเกตการณ์ มาเป็น ตัวละคร / ผู้ถูกเขียน / ผู้ถูกสังเกตการณ์ และต้องสยบยอมต่อระบบความหมายที่อยู่นอกเหนือการควบคุม / การระลึกรู้ของตนเองเสียแล้ว เขาจะรับมือกับมันอย่างไร?”

    เห็นเช่นนี้แล้ว…ท่านอยากอ่านเรื่องสั้นเล่มนี้เช่นเดียวกับข้าเจ้าไหม?

    กับเรื่องปัญหาของท่านดิน ข้าเจ้าแวะผ่านไปหน้าบ้านท่านไม่นาน และพบว่าสายลมกำลังพัดพาเพรงไปหาท่านแล้ว
    เช่นนี้แล้ว…ปัญหานี้ไปอันผ่านไปแล้วใช่ไหมท่าน

    ไม่มีอะไรเกินความสามารถของมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ หรอกน่า

    แม้นข้าเจ้าจะมิได้อ่านพันธุ์หมาบ้าเช่นท่านทั้งสอง
    หากข้าเจ้าก็ผ่านตามาหลายหน้าเช่นกัน
    บรรยากาศขนำท่านดินนั้น ชวนให้นึกถึงภาพที่(น้า)ชาติชั่ว ไปเยี่ยมเพื่อนที่ปลูกขนำอยู่ริมเล
    ข้าเจ้าไม่แน่ใจนะว่าถูกต้องไหม แต่มันน่าจะประมาณนี้ล่ะ

    บรรยากาศขนำท่านมันได้ขนาดนี้
    อย่ารีรออะไรเลย รีบตั้งวงมิตรปลาหมึก(สด)ย่างกับยำมะม่วงกันดีกว่าท่าน
    งั้นข้าเจ้าขอตัวไปสอยมะม่วงสักหน่อยนะท่านทั้งสอง

    ด้วยมิตรภาพ

  4. โอ..ยาวได้ใจ (ช่างสรรค์จำนรรจาจริงเจียวท่านเพลงที่เคารพ)
    เลี้ยงพระด้วยเหตุอันใดฤาขะรับ?
    วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดหรือไร?

    คารวะ

  5. อ้อ..ขอบคุณ(ตามท่านเพลงด้วยคน)สำหรับจอมอมิตรน้ำหมึก
    ข้าพเจ้าดันทะลึ่งยกมาทั้งกระบิ ไม่ดูตาม้าตาเรือ
    แล้วจะแก้ไขขะรับ

    คารวะ

  6. แหม…มาไวทันใจจริงเชียวท่านดิน

    นั่น…ท่านลืมล่ะสิรีบมาเยี่ยงนี้ ข้าเจ้าว่าให้พาปลาหมึกสดมาด้วยสักหน่อยไง (ฮา)

    ว่าอย่างไรท่านเจ้าของร้านหนังสือ อย่าเสิร์ฟอาชาท่านดินเด็ดขาดนะท่าน

  7. อา..บ่ายวันอาทิตย์
    มะม่วงเบาน้ำปลาหวาน
    บนลานลั่นทม

    อา..

  8. “ให้ยึด “ยึดรางวัล” ดารานำชายยอดเยี่ยม ประจำปี 2008
    ซึ่งได้ตัดสินให้ Daniel Day-Lewis ได้รับจากภาพยนตร์เรื่อง There Will Be Blood”

    ก่อนอ่าต่อไปด้วยความต๊กใจว่า “จริงหรือนี่” เสียดายนะ ผมชอบนายคนนี้มาก ๆ

    แต่ก็ต้อง ฮิ๊วววววว 5555 คิดได้ไงเนี่ย

    ยังครับยัง มันไม่แนบเนียนพอหรอก

    ว่าแต่ There Will Be Blood นี่น่ะ ชมหรือยัง ผมยัง ไว้รอแผ่น อยากดูว่า เขาเล่นเป็นคนขาเป๋ได้เจ๋งเท่า the left foot ไหม


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s