ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

เติมหัวใจด้วยหนังสือ มีนาคม 9, 2008

สวัสดีวันอาทิตย์ © – 2/46

ทุกเย็นวันเสาร์หลังเลิกงานผมมีภาระอย่างหนึ่งคือการซื้ออาหารสด  เมื่อก่อนซื้อที่ตลาดสดแต่เดี๋ยวนี้ซื้อที่ห้างสรรพสินค้า

            จะเป็นด้วยสาเหตุอะไรนั้นนั่นไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะพูดคุยในวันนี้  ผมต้องการพูดถึงความรู้สึกนึกคิดหลังชมภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง

            ดูเหมือนไม่เข้าเรื่องกันเลยนะครับ  ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อนพอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลาเสียอย่างนั้น

            แรก ๆ เมื่อเข้าไปในห้างผมก็จะเดินดุ่ม ๆ เข้าซูเปอร์มาร์เก็ตทันที  หยิบตะกร้าเลือกหยิบวัตถุดิบในการประกอบอาหารที่คิดเลือกไว้แล้ว  เป็นไปอย่างรวดเดียวจบ  จากนั้นกลับที่พัก

            เป็นเช่นนั้นอยู่เป็นเดือน ๆ ก็คิดว่าทำไมไม่เดินดูอะไรที่มันรายล้อมนั้นบ้าง  คิดแล้วก็ทำแล้วก็ไปหยุดที่ร้านขายดีวีดีร้านหนึ่ง  ร้านนี้มีหนังเก่า ๆ ที่เคยดูแล้วชอบอยู่หลายเรื่อง  ผมไม่ต้องตัดสินใจคิดนานซื้อมาหนึ่งเรื่อง  จากนั้นก็แวะร้านนี้ทุกครั้งว่ามีหนังเก่า ๆ ใหม่ ๆ เข้ามาบ้างไหม  ผ่านไปเดือนกว่าปรากฏว่าผมซื้อไปแล้ว 5 เรื่อง (ไม่รวมที่ซื้อให้เพื่อนอีก 3 คือ the godfather ทั้งสามภาค)

            ล่าสุด (วันนี้) ได้มาทีเดียว 3 เรื่อง แต่ละเรื่องล้วนเคยดูแล้วทั้งนั้น

            หนึ่งในนั้นคือ the shawshank redemption

            ผมจำไม่ได้นะครับว่าเคยชม the shawshank ไปกี่ครั้งกี่รอบแล้ว  ประมาณได้เพียงว่าคงไม่เกินสิบ  มีความรู้สึกหลังชมแต่ละครั้งอย่างไรบ้างก็จำไม่ได้  แต่เมื่อดูวันนี้กลับได้คิดถึงเรื่อง ๆ หนึ่งจากฉากที่พระเอกซึ่งเป็นนักโทษในเรือนจำชอว์แชงค์มีความปรารถนาจะบูรณะห้องสมุดประจำเรือนจำ 

            สิ่งแรกที่เขาต้องทำเป็นอันดับแรกคือหาหนังสือหลากหลายประเภทมาเพิ่มให้มากกว่าที่เป็นอยู่

            ได้ทราบจากภาพยนตร์เรื่องนี้นะครับว่า เรือนจำในสหรัฐอเมริกาในทศวรรษที่ 40 นั้นมีห้องสมุดแล้ว แต่ก็เป็นไปอย่างแกน ๆ  เป็นไปอย่างไม่รับความเห็นใจทั้งจากพัศดีและสังคมภายนอก  ผมก็เลยคิดถึงเรือนจำของบ้านเราบ้างว่าในห้วงยามเดียวกันกั้น (กว่า 60 ปีที่แล้ว) มีห้องสมุดประจำเรือนจำหรือยัง

            จะมีหรือไม่มีก็แล้วแต่  เท่าที่ผมทราบปัจจุบันนี้เรือนจำต่าง ๆ ในบ้านเรานั้นมี ทว่าขาดแคลนหนังสือเป็นอย่างยิ่ง 

            ในนัยยะของคำคลาดแคลนเป็นไปได้ทั้งจำนวนหนังสือ  และความหลากหลายของประเภทหนังสือ

            มีจดหมายจากผู้ต้องคุมขัง (บรรณารักษ์) จากสามเรือนจำขอความอนุเคราะห์บริจาคหนังสือกับสำนักพิมพ์  หนแรกที่อ่านเนื้อความจดหมายจบแล้วผมบังเกิดความสงสัยว่าห้องสมุดประจำเรือนจำนั้นต้องการนิยายด้วยหรือ  มีคนชอบหรืออยากอ่านวรรณกรรมประเภทนี้ด้วยหรือ  คิดไปคิดมาก็ถามตัวเองว่าแล้วผู้ต้องคุมขังเหล่านั้นเขาควรอ่านหนังสือประเภทไหนกันล่ะ  ซึ่งผมเองก็หาคำตอบไม่ได้…

            ผมตัดเอากำแพงที่ขวางกั้นอิสรภาพของเขาออกไปจึงพบว่า พวกเขาก็เหมือนผม เหมือนคุณคือมีอิสระที่จะเลือกอ่านหนังสือได้ตามความชอบใจ  แม้จะต้องถูกจำกัดอิสรภาพทางกายแต่ทางใจนั้นหาได้ถูกจองจำ  แน่ละ เมื่อเขามีโอกาสที่จะได้อ่านก็ไม่แปลกอันใดที่จะถวิลหาหนังสือที่ตัวเองชื่นชอบ

            แล้วก็ไม่แปลกอันใดที่จะมีความต้องการอ่านนิยายตามที่เขาร้องขอมา

            แล้วผมก็ไม่คิดสงสัยอันใดต่อไปอีกต่อเนื้อความในจดหมาย

           

ปีหนึ่ง ๆ มีงานหนังสือใหญ่ 2 ครั้ง  ทั้งงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ (ต้นปี) กับ มหกรรมหนังสือแห่งชาติ (ปลายปี)

            ภายในสถานที่จัดงาน (ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์) มีกล่องรับบริจาคหนังสือตามจุดต่าง ๆ อยู่หลายจุด  ภายใต้โครงการ เติมหัวใจใส่ห้องสมุด  โดยมีวัตถุประสงค์จะมอบหนังสือเหล่านั้นให้กับห้องสมุดโรงเรียนต่าง ๆ ทั่งประเทศ

            ผมไม่ทราบนะครับว่าปีหนึ่ง ๆ จะได้รับหนังสือมากมายแค่ไหน  เป็นหนังสือยังใช้การได้ หรือหนังสือใหม่ หรือหมดสภาพแล้วอย่างไรบ้าง

            ความคิดหนึ่งของผมแล่นเข้ามา– 

            น่าจะมีการมอบให้กับเรือนจำ หรือห้องสมุดประชาชนบ้าง  เป็นเพียงความคิดนะครับ ซึ่งหากมีการคัดแยกประเภทหนังสือออกมาแล้วเราอาจพิจารณาได้ว่าหนังสือเล่มนั้น ๆ ควรจัดส่งให้กับที่ใดตามความเหมาะสมก็เห็นจะเข้าทีเหมือนกัน

            ผมเองมีหนังสือไม่มากนัก  เท่าที่มีก็เป็นพวกที่ยังต้องการใช้หาประโยชน์อยู่  พวกที่อ่านแล้วคิดว่าจะใช้’แต่ไม่เคยใช้สักครั้งเดียวหลังจากอ่านจบก็นำไปใส่กล่องบริจาคหมดแล้ว

            ปลายเดือนนี้งานสัปดาห์หนังสือจะเวียนมาอีกแล้ว  ผมจะค้นตู้หนังสือสักหน่อยว่ามีเล่มไหนที่คิดว่าจะใช้แต่ขึ้นหิ้งเสียอย่างนั้นไปใส่กล่องเติมหัวใจอีกสักครั้ง, สวัสดี ·

9 มี.ค.

Advertisements
 

17 Responses to “เติมหัวใจด้วยหนังสือ”

  1. lek Says:

    เรื่อง shawshank สนุกมาก (เก่ามากเหมือนกัน)

    สังคมของเขาเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ (และความเท่าเทียม) ทุกคนจะต้องมีโอกาสที่จะศึกษา แม้ว่าเป็นนักโทษก็ต้องมีโอกาสในการเรียนรู้

  2. เช้าวันอาทิตย์ : เติมหนังสือด้วยหัวใจ

    เช้าวันอาทิตย์
    เช้าวันอาทิตย์™ 6/108-1009
    ก่อนอรุณรุ่งสวัสดิ์ขอรับพี่ท่าน
    -1-ข้าพเจ้าโดนลมแรง…

  3. คาใจ Says:

    ท่านน้องเคยเอาหนังสือไปบริจาคด้วยนะคะ ตอนในงานหนังสือปีที่เเล้วเดือนเมษานี่หละ

    จำได้ว่า เค้าล้อมคอกเอาไว้เเล้วจากนั้นเราก็เอาหนังสือที่พกพามา เอาไปใส่ในที่เค้ากั้นเอาไว้ เห็นเเบบนั้นก็เริ่มไม่อยากบริจาคค่ะ เพราะหนังสือที่เราเอามานั้นน่ะ เค้าให้เทๆ ลงไปเลยอ่ะค่ะ ไม่ได้จัดให้มันสวยงาม

    บางเล่มสภาพที่อยู่ในนั้น ระเนระนาด บางเล่มมันก็ซ้อนกันทับกันยับเยินไปหมด

    อันนี้ไม่รู้ว่าเหมาะหรือเปล่า วิคเล่นวิจารณ์เค้าซะเเละ อันที่จริง ความปรารถนาดีของการให้บริจาคหนังสือนั้น ก็ดีอยู่หรอก

    หากเเต่ มันน่าจะเกิดมาจากคนที่รักหนังสือด้วยกันไม่ใช่หรือ ?
    เพราะฉะนั้น หนังสือไหน ๆ ที่เอามาบริจาคก็น่าจะ ปฏิบัติกับมัน ให้เหมือนๆ กับหนังสือที่วางขายอยู่บนชั้น ทั้งคนเอาไปบริจาคเเละคนที่ดูเเลการรับบริจาค

    เพราะถ้าหนังสือบริจาคนั้นมันยับๆ เยิน ๆ คนรับบริจาคก็คงไม่น่าจะอภิรมณ์กับมันเท่าไหร่ อีกทั้งก็ยิ่งทำให้หนังสือที่เก่าบ้าง แก่บ้างเหล่านั้น

    อายุสั้นลงไปอีกค่ะ

    ร่ายยาวเลยเรา แหะ ๆ

  4. pkgis2007 Says:

    ผมก็รู้สึกชอบ the shawshank redemption มากเหมือนกันครับ ดูชอบนำ DVD มาดูตอนที่ท้อแท้ มันสอนให้ตัวเรามีความพยายามและมีพลังดี

    เรื่องห้องสมุดในเรื่องจำผมเห็นด้วยครับ น่าจะบริจาคกันเยอะๆ แต่เมืองไทยดูเหมือนว่าเอาเข้าจริงๆการใส่ใจกับเรื่องหนังสือและห้องสมุดน้องมาก ขนาดห้องสมุดประชาชนประจำอำเภอยังหาหนังสือดีๆไม่ค่อยได้เลย มีแต่หนังงสือเก่าๆประมาณ 10-20 ปี เป็นอย่างนี้เด็กๆที่ไหนจะอยากเข้า…

  5. ยามบ่ายสวัสดิ์ขอรับท่านผู้อ่านทุกท่าน

    ในความเห็นของท่านน้อง ท่านพี่ก็ว่าเช่นเดียวกัน เพียงแต่หลงลืมว่ามันมีคอกอยู่อย่งที่ท่านน้องบอก

    อารมณ์ของผูนำหนังสือมาบริจาคแทบสลายไปพลันเลยนะท่านน้อง ยิ่งหากเป็นหนังสือของท่านพี่ โดนปู้ยี่ปู้ยำ ขนาดนั้น

    หนังสือของท่านพี่ไม่เก่านะ ไม่ใช่หนังสือเก่าแบบประเภทขายเล่มละ 7-8 ร้อย แต่เก่าด้วยมันผ่านเวลาการออกตีพิมพ์เท่านั้นละ สภาพหนังสือ 99 เปอร์เซ็นต์ ท่านพี่รักหนังสือมากนะ เปิดอย่างที่ควรจะเปิดเพื่อที่มันจะอยู่กับเราได้นาน ๆ

    เวลาจะมอบให้คนอื่นเขาก็จะได้รับมันในสภาพสมบูรณ์ แต่ไหมล่ะ กลับมาถูกทำลายด้วยกลุ่มคนที่ไม่รักหนังสือ

    ท่านพี่เชื่ออย่างนั้น เพราะถ้าเขารัก เขาจะไม่ทำอย่างที่ท่านน้องกล่าวมาเลย

    เมื่อไหร่เราจะเลิกคิดว่า ของบริจาคมันต้องเก่า แทบใช้งานแล้วไม่ได้ก็ไม่รู้

    ซื้อของใหม่ให้เลยดีไหมละ เช่น เจ้าสำหนักหนอนไงล่ะท่านน้อง

    ด้วยมิตรภาพ

  6. ยินดีต้อนรับครับ คุณ pkgis2007

    เขาว่า ห้องสมุด คือคลังแห่งปัญญา

    แต่สภาพการณ์ที่เป็นและเป็นอยูjในปัจจุบันเป็นอย่างไร
    รัฐ มุ่งเน้นที่ด้านไหนเราก็เห็น ๆ อยู่

    สร้างโน่นสร้าง “หนี้” มากมาย ระดับโคตรร้อยล้านพันล้าน แต่ห้องสมุดประจำจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ท่านมิคิดปลูกสร้าง

    เมื่อร้างไร้คลังแห่งปัญญาเสียแล้ว เราจะมีปัญญาอะไรไปพัฒนาประเทศ

    ท่านฯไม่แคร์-ผมทราบ เพราะหากวันที่ประเทศนี้มันล่มจม ท่านก็บินไปนั่งกระดิกตีน ส่ายตูด ร่อนบั้นเด้าที่ต่างประเทศเท่านั้นเอง

    เออ แล้วอย่าทะลึ่งกลับมาก้มกราบแผ่นดินล่ะ ผมจะประเคนท่านฯด้วยหลังเท้าอย่างอย่างงาม เช่น ตอเรส สะบัดหัวเกือกที่แอนฟิลด์

  7. สวัสดียามบ่ายท่านประทีป…

    ข้าเจ้าเคยถามตัวเองว่าหากตนประสบเช่นเดียวกับ shawshank ข้าเจ้าจะทำเยี่ยงใด

    ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม หรือ ทำเยี่ยงเดียวกับ shawshank
    ข้าเจ้าถาม…แต่ข้าเจ้าไม่ได้หาคำตอบแต่อย่างใด
    อาจเพราะมันเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป
    ย่นย่อลงมาในระดับใกล้
    หากวันหนึ่ง…ข้าเจ้ามีปัญหากับผู้ใดแล้วเขากล่าวโทษข้าเจ้าในความผิดบาปบางประการ
    ข้าเจ้าจะทำอย่างไร…โดยมีเงื่อนไขปัญหาครั้งนี้ว่า…
    หากเขาผู้พูดเป็นคนที่มี…ภาพพจน์ที่ดีในสังคม
    ข้าเจ้าเชื่อว่า…บางครั้งการนิ่งเงียบนั้นเหมือนเราสมยอมรับความจริง
    หากเราโต้ตอบกลับไป…ผลที่ตามมาคือเรื่องราวมันไม่จบลงง่ายๆ
    แถมด้วยการกรีดรอยแผลภายในใจให้กว้างกว่าเก่าอีกมิใช่หรือ

    ข้าเจ้าเลือกนิ่งเงียบ…มิใช่ยอมรับในชะตากรรม
    หากข้าเจ้าคิดว่า…สักวันความจริงก็จักเผยตัวมันเอง

    ตอนนี้ข้าเจ้ากำลังเก็บหนังสือบางประเภทที่อ่านแล้วไม่มีความจำเป็นต้องใช้งานอีก
    ไปมอบให้กับ “กลุ่มทรายวรรณกรรม” ที่เจอกัน ณ งานเสวนาเมืองอุบล
    เด็กๆ กลุ่มนี้…เป็นเด็กที่สนใจการเขียน สนใจวรรณกรรม
    เอ้อ…สนใจรายละเอียดไปที่นี่ดีกว่าค่ะ

    http://www.oknation.net/blog/wilailak-wilaikaew/2008/02/29/entry-1/comment#read

    คนเขียนบล็อกนี้คืออาจารย์ของเด็กๆ เม็ดทรายเหล่านี้
    อาจารย์ที่ครั้งหนึ่งก็เป็นเช่นดังเม็ดทราย แล้วได้รับความรู้จากเหล่านักเขียนที่เคยจัดงานเสวนาแบบนี้เช่นกัน

    แบบว่าพักนี้อยู่อีสาน…ข้าเจ้าได้รับการต้อนรับที่ดี
    ได้รับความเอื้อเอ็นดูจากพี่ๆ ที่เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก
    และได้สานกระชับมิตรภาพจากพี่ๆ ที่เคยห่างด้วยระยะทางและความสัมพันธ์
    เพราะงั้น…หากมีอะไรที่ข้าเจ้าพอช่วยได้
    มิใช่หมายแต่ช่วยคนที่สนใจอ่าน-เขียน
    ข้าเจ้าก็ยินดีช่วยด้วยความเต็มใจ

    ด้วยมิตรภาพ

  8. khun_aut Says:

    จำได้แม่น ฉากนักโทษคนหนึ่ง ผูกคอตายในห้องพัก หลังพ้นโทษ ออกมาเผชิญโลกที่เปลี่ยนไป ~~~ มาก

    … อิสรภาพสำหรับบางคน เขาไม่ต้องการ

    : )

  9. อยู่เรือนจำต่อ
    โทษฐานฆ่าคนตาย!

  10. ผู้เฒ่า Brooks กลายเป็น “ผู้ยึดติดสถาบัน” ด้วยการต้องโทษกว่า ครึ่งศตวรรษ

    ฉากตั้งแต่พ้นโทษออกมา จัดว่า เป็นฉากที่สะเทือนใจ และสามารถคิดต่อยอดไปได้อีกหนึ่งฉาก

    เรา ลองคิดดูนะ 50 ในเรือนจำ พอออกมา อะไร ๆ มันก็เปลี่ยนไปหมด อย่างที่ว่า รับไม่ได้ ปรับตัวไม่เข้ากับสังคม

  11. pkgis2007 Says:

    ผมคิดว่าเรื่องผู้เฒ่า Brooks มันคล้ายกับเรื่องของชายตาบอดคนหนึ่งที่ผมเคยอ่านเจอใน email เรื่องของชายตาบอดมา 40 ปี วันหนึ่งแพทย์ก็ผ่าตัดเปลี่ยนตาใหม่ให้ รักษาจนหายสามารถมองเห็น แต่เค้าก็ไม่สามารถรับรู้ความเป็นไปในโลกปัจจุบัน ที่ต่างจากโลกเดิมที่เคยอยู่ เค้าไม่สามารถเดินข้ามถนนได้ ทั้งที่ตามองเห็น ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างของอะไรหลายๆสิ่งที่พบเห็น สุดท้ายชายคนนี้เลยฆ่าตัวตาย

  12. เอ พล็อตนั้น เหมือนหนังเรื่อง at the first sight
    (เป็นเรื่องจริงนำมาเป็นภาพยนตร์ขอรับ)

    พระเอกตาบอดตั้งแต่กำเนิด (?) แล้ววันหนึ่งเขาก็มองเห็น อย่างที่ไมเคยเห็น แล้วก็ปรับตัวไม่ได้เลย

    ครั้งหนึ่งเขาเดินชนกระจกร้านอาหาร–จนแตก และได้รับบาดเจ็บ
    สุดท้ายเขาเลือกที่จะไปมีชีวิตในโลกมืดเหมือนเดิม ดูว่า จะสมบูรณ์ดีกว่าเสียอีก

    น่าชมนะครับ มันได้แง่มุมนักเชียว

    * * *

    http://imdb.com/title/tt0132512/

  13. ขอบคุณท่านเพลงฯ มากขอรับ ที่แนะนำสถานที่–หนึ่งในการขอรับหนังสือ…

    -1-

    สังคมเรามันก็เป็นงี้นะท่าน ประเภท เชื่อ ฟัง และคล้อยตามเสียงของไอ้คนที่พูดกล่าวร้ายป้ายสีเรา…

    เราสมควรออกมาชี้แจงด้วยเหตุผลสักครั้งนะขอรับ เป็นการพูดครั้งเดียว แล้วรอดูว่า ไอ้หมอนั่น มันจะเงียบไหม?

    หากไม่ เราก็เลือก จะแก้ต่อ หรือ เงียบ

    เป็นผม (ณ วันนี้) เลือกเงียบ ทำนองว่า ใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว, นิ่งเสียตำลึงทอง และ เวลาย่อมพิสูจน์คน…

    กลับกัน ผมเป็นผู้ฟัง (ไอ้หมอ หรือ หล่อนพล่าม) ผมจะฟัง แต่ไม่ลงใจว่า ผู้ถูกกล่าวพาดพิงจะเป็นเช่นนั้น

    เราสมควรให้ “โอกาส” ผู้ถูกพาดพิง…

    นั่นแล…กาลเวลาย่อมพิสูจน์

    -2-

    ทอง ย่อมเป็น ทอง วันยันค่ำ ใช่ไหมขอรับท่านเพลง

    ด้วยมิตรภาพครับ

  14. mymoney Says:

    ไม่ยักกะมีคนพูดเรื่องที่พระเอกไปช่วยให้ผู้คุมเลี่ยงภาษีแฮะ สงสัยประเด็นนี้ไม่น่าสนใจเท่าไหร่ เอิ๊กกกก…

    แต่ผมก็ชอบหนังเรื่องนี้นะ

    ปล.เคยติดต่อไปที่เรือนจำคลองเปรมเรื่องบริจาคหนังสือ เจ้าหน้าที่บอกว่าต้องการมากๆ ผมก็เตรียมเอาไว้แล้ว แต่ติดปัญหาตรงที่ว่าเขาสะดวกให้ไปเฉพาะวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลาราชการนี่สิครับ ก็เลยยังไม่ได้ยกไปสักที

  15. สวัสดีครับ คุณ mymoney

    ประเด็นนั้นก็น่าสนใจนะครับ อย่างผมก็มองว่า เอ อเมริกันชนนั้นไยไม่ประสีประสาเรื่องการกรอกภาษี (เหมือนผมเป๊ะ)

    ในหนังเข้าใจว่า จงใจจะหาเรื่องต่าง ๆ มาลดหย่อนภาษี (ใช่ไหมครับ) เพราะว่าที่นั่นเขาเก็บมันเต็มเม็ดเต็มหน่วยมาก ๆ

    อย่างที่ผมว่านะครับ ภาพยนตร์เรื่องนี้มองได้หลายแง่มุมเลย น่าจะทำการวิจารณ์ต่อนะครับ คือ จะได้เห็นมุมมองอันแตกต่างกันและกัน

    เห็นคุณว่าต้องยกหนังสือบริจาคเป็นกล่อง แสดงว่าต้องเยอะมากทีเดียว สำหรับผมที่จัดส่งของสนพ.ไปให้น้อยมากครับ เนื่องจากเราผลิตแต่นิยายจึงสามารถส่งพัสดุทางไปรษณีย์ได้ (อีกทั้งผมเองไม่มีสิทธิ์คัดเลือก) จะแอบเอาหนังสือตัวเองส่งไปด้วยก็ย่อมไม่สะดวก

    ด้วยมิตรภาพครับ

  16. หนังหลายเรื่องที่ดูหลายรอบ อาจจะเป็นเพราะความประทับใจ เข้าถึง หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมว่ามัน สวยงาม

  17. สำหรับผมนะครับ ประทับใจมาก่อน แล้วค่อย ๆ พยายามเข้าถึง (แบบไม่ซีเรียสว่าจะต้องถึงไปหมด) ส่วนความสวยงาม หากหมายถึงเนื้อหา ผมเห็นด้วย

    อย่างชอว์แชงค์ มันให้ข้อคิดในสาระของชีวิตทั้งสองด้าน ด้านนอกคุก-ความหวังเป็นสิ่งที่ดี ด้านในคุก-ความหวังเป็นสิ่งอันตราย…

    สะท้อนมุมมองของคนในสภาวะต่างกัน


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s