ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

เศรษฐศาสตร์ข้างถนน มีนาคม 2, 2008

Filed under: สวัสดีวันอาทิตย์© — ประทีป จิตติ @ 00:48

 สวัสดีวันอาทิย์ 2/46

ห้วงยามนี้นอกจากการพูดถึงเรื่องการเมือง (โดยเฉพาะหลังการกลับสู่มาตุภูมิของอดีตนายกฯ) แล้วยังมีเรื่องสินค้าทั้งอุปโภคและบริโภคต่างปรับขยับราคาสูงขึ้น ๆ สวนทางกับรายได้ของคนในสังคม

            ยกตัวอย่างใกล้ ๆ ตัว เช่นอาหารแต่ละมื้อ จากที่เคยกินชามละ 20-25 บาท ก็พรวดขึ้นเป็น 30 บาท  น้ำแข็งเปล่าจากที่บริการไม่คิดเงินก็คิดเป็นแก้วละ 1 บาท  ส่วนน้ำดื่มบางร้านยังคงจัดไว้ให้ บางร้านถ้าจะกินต้องสั่งเป็นขวด  ผมเองไม่เคยซื้อน้ำขวดดื่มจึงไม่ทราบราคาว่าแต่ละขนาดบรรจุนั้นเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่  แต่คิดว่าอย่างต่ำก็คงเริ่มต้นที่ 5 บาท  ฉะนั้นเมื่อกินเสร็จจะต้องจ่ายเงินค่าอาหารรวมน้ำดื่มประมาณ 40 บาทต่อหนึ่งมื้อ

            ผมคิดอย่างหยาบ ๆ นะครับ ก็น่าจะอยู่ประมาณนี้

            เหตุผลของการปรับราคาก็ด้วยเหตุผลต้นทุนสูงขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นก๊าซหุงต้ม  วัตถุดิบในการประกอบอาหารต่าง ๆ  จะปรับขึ้นผมเองในฐานะผู้บริโภคก็เข้าใจและยอมรับได้  แต่รับไม่ได้ที่ว่าปริมาณนั้นลดลง

            คนกินจ่ายเงินเพิ่มแทนที่จะได้กินอาหารเท่าเดิมกลับน้อยลง  อย่างนี้จะคิดเห็นเป็นอื่นได้อย่างไรหากไม่คิดว่าคนกินถูกเอาเปรียบ

            คิดอย่างหยาบ ๆ ตามประสาคนไม่สันทัดเรื่องการค้ากำไรขาดทุนอีกครั้ง, ข้าว 2 ถ้วย  หมูทอดกระเทียม 2 ชิ้น  โรยด้วยผักชี 4-5 ใบ  หลังปรับราคาข้าวยังคงปริมาณเท่าเดิมส่วนหมูเหลือชิ้นครึ่ง (แถมไม่เห็นซากกระเทียมเจียว) แถมด้วยผักชีเหี่ยว ๆ 1-2 ใบ

            อย่างนี้ก็ต้องขายราคาเท่าเดิมจริงไหมครับ เพราะว่าเขาลดต้นทุนลง  เหมือนกับร้านข้าวหมูแดงที่ผมเป็นลูกค้าขาประจำ แต่ระยะสองอาทิตย์ที่ผ่านมาหันไปกินอย่างอื่น  กลับมาเมื่อวานสั่งแบบธรรมดาใส่ห่อกลับไปกินที่สำนักงานในราคาเท่าเดิม 25 บาท แม่ค้าซึ่งพอจะสนิทขั้นพูดคุยเรื่องต่าง ๆ ได้ก็แจ้งแถลงว่าต้องลดไข่ต้มจากที่เคยให้ครึ่งฟองเหลือเพียงครึ่งของครึ่งฟอง

            เช่นเดียวกันหากเราต้องการเนื้อหมู 1 กก.ในราคาที่เพิ่มขึ้น เนื้อหมูก็ยังมี 1 กก.เหมือนเดิมนั่นละครับ  จะมาหั่นออกไปสักเสี้ยวของขีดหนึ่งไม่ได้

            ขณะเดินกลับสำนักงานผมคิดในใจอย่างช้า ๆ  หมายความว่าหากอยากได้ไข่ต้มเต็มใบก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ส่วนจะต้องเพิ่มเท่าไรผมเองก็ไม่ได้ถาม  จะ 1 บาท หรือ 2 บาท แต่ถ้าหากว่า 5 บาทเห็นจะไม่เข้าท่า  แล้วก็คิดมากไปอีกว่า เออ ทำไมต้องเพิ่มเป็นบาท ทำไมไม่เพิ่มเป็นสตางค์  25 สตางค์หรือจะ 50 สตางค์ก็ว่าไป  เหรียญสตางค์จะได้มีค่าบ้างกว่าเท่าที่เป็นอยู่ เป็นมากกว่าจ่ายเป็นค่ารถเมล์ เหมือนค่านมกล่องที่ผมซื้อทุกเช้าในราคา 9 บาท 50 สตางค์

            ของกินทั่ว ๆ ไปหายากนะครับที่จะมีราคาเป็นเศษ โดยเฉพาะสตางค์ด้วยแล้วหากไม่ไปเดินซื้อในซูเปอร์มาร์เก็ตอย่าหวังเชียวว่าจะพบเจอ  ทุกอย่างเริ่มต้นที่ 5 บาท  ผมเองท่องสูตรคูณสูตรไหน ๆ ไม่เท่าแม่ที่ห้าและแม่ที่สิบ เพราะมันใช้บ่อยมาก ๆ ในแต่ละวัน ๆ

            พูดถึงเศษสตางค์  ตอนนี้มีทั้งเหรียญ 25 และ 50 สตางค์  1 บาท 5 บาท และ 10 บาทแล้วยังมี 2 บาทเพิ่มขึ้นมา  ไอ้เจ้าเหรียญชนิดหลังนี้แรก ๆ คิดว่าเป็นเหรียญบาทจ่ายผิดทอนถูกกันทั้งคนขายและคนกิน  เพื่อให้เห็นทราบเด่นชัดไม่หยิบใช้ผิดก็มีคนหัวใสใช้ปากกาเคมีเขียนเลข ‘2′ กำกับก็ช่วยได้ในระยะหนึ่งจนกว่าหมึกจะลางเลือน  แต่ด้วยความคุ้นชินและกลัวว่าจะหยิบผิดเราจึงรอบคอบตรวจสอบก่อนจ่ายปัญหาจึงหมดไป

            นั่นว่าถึงเรื่องหยิบผิดนะครับ สำหรับผมยังคงสงสัยว่าจะผลิตเหรียญนี้ขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ใด  เพื่อรวมกับเหรียญ 5 บาทจ่ายค่ารถเมล์หรือ  ให้มันยุ่งยากเวลาจะจับจ่ายซื้อของ  ให้มันเป็นที่รำคาญใจสำหรับแม่ค้าต้องนับบวกเลขอีกหนึ่งตลบ (เพราะสินค้าแทบทุกอย่างเริ่มต้นที่หลักสูตรคุณแม่ที่ห้า) หรือ ฯลฯ

            ล่าสุดนี่ก็เพิ่งทราบว่าออกมาเพื่อรองรับราคาสินค้า แก้ปัญหาการขึ้นราคาทุก ๆ 5 บาท  ผมเชื่อว่าทำได้แต่เป็นสำหรับการขึ้นครั้งหน้า  ไม่เชื่อว่าจะให้เริ่มที่ปรับราคาลง  ราคาสินค้าขึ้นแล้วขึ้นเลย-ไม่มีลดเป็นสัจธรรม  ทำได้อย่างมากก็ ‘ตรึง’ ราคามันไว้เท่านั้น

            ผมบ่นมาพอสมควร  ไหน ๆ ก็ว่าเรื่องนี้แล้วขอแทรกและวานท่านผู้อ่านช่วยสังเกตอีกหนึ่งแรง, สองวันก่อนซื้อบะหมี่สำเร็จรูปยี่ห้อหนึ่งมา 2 ซอง  ซองหนึ่งมีเครื่องปรุงครบ แต่อีกซองหายไปหนึ่งอย่าง  วันต่อมาซื้ออีกซอง (ชนิดเดียวกัน) จากร้านเดิมนั่นอีกเครื่องปรุงหายไปหนึ่งเหมือนกัน  ตามประสาคนคนชอบตั้งข้อสังเกต (คิดมาก) เป็นไปได้ไหมว่าเขาลดต้นทุนเนื่องจากยังขายราคาเท่าเดิม 

            ผมคิดว่าเขาคงไม่บ้าบอกล้าทำขนาดนั้นหรอก  จะลดอะไรก็ลดไปแต่เล่นงดให้เครื่องปรุงนี่มันไม่เข่าท่าเลย  คนกินกินไม่อร่อยแล้วใครจะซื้อกินอีกล่ะครับ  มองในแง่ดีหน่อยคงเป็นการผิดพลาดในขั้นตอนบรรจุสินค้าหาได้เป็นการตั้งใจเอาเปรียบคนกิน

            หรือถ้ารู้แน่ชัดว่าคนขายเอาเปรียบคนกินหนทางแก้ไขได้อย่างฉับพลันคือเลิกกินเลิกซื้อ  แต่ถ้าเลิกไม่ได้ด้วยความจำเป็นบางประการก็ซื้อก็กินมันต่อไปแล้วบ่นดัง ๆ

            บ่นให้ได้ยินไปถึงหูนายกฯ  เชื่อว่าท่านต้องสนใจฟังบ้างละน่า เพราะทราบมาว่าท่านเองก็จ่ายตลาดเองทุกวันทุก ๆ เช้า  แถมยังเข้าครัวจัดรายการชิมไปบ่นไปด้วยนะครับ  วัตถุดิบสมควรแก่ราคาหรือไม่ท่านย่อมมองออก

            ว่ากันว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดีอย่างไรให้ลงมาเดินที่ตลาดสดเพราะมันคือภาพรวมแห่งความกินอยู่ของประชาชนส่วนมาก มิใช่ส่วนน้อยที่ตลาดหลักทรัพย์, สวัสดี ·

1 มี.ค. 51

Advertisements
 

15 Responses to “เศรษฐศาสตร์ข้างถนน”

  1. คาใจ Says:

    วันนี้มาอ่านคนเเรกเลย

    สวัสดีวันอาทิตย์

    อืมเรื่องนี้น่าคิดแฮะท่านพี่ อันที่จริงน่ะ มันมีจริงๆ เนอะเจอมาเหมือนกันบางร้านเลือกที่จะลดปริมาณแทนการขึ้นเงิน

    ไม่รู้เหมือนกันค่ะว่าดีไหม
    หรือบางทีก็ไม่รู้ว่าอะไรดีกว่ากัน

    ส่วนเรื่องเศษเหรียญ 25 50 ตังส์นั้น ดีที่มหาลัยมีร้าน
    ซีร็อกซึ่งมันยังคิด หน้าละ 50 ตังส์เลยได้ใช้ออกไปจากเป๋าบ้าง
    ส่วนเหรียญสองบาทนี่ยังไม่เห็นประโยชน์มัน เพราะท่านพี่รู้เปล่าว่า

    คุณตู้โทรศัพท์สาธารณะนั้น มันหยอดเหรียญสองบาทไม่ได้

    ในฐานะเป็นพลเมืองประเทศนี้อยากไว้อาลัยให้ตัวเองและ
    ประเทศชาติจริง ๆ ค่ะ

  2. เออ ใช่จริง ๆ ด้วยน้องวิคเอ๋ย

    ท่านพี่ก็เคยหยอดด้วยความโง่เง่าว่า เครื่องมันไม่ดี เปลี่ยนสองเครื่องนะ ก็ยังไม่รู้

    จนเมื่อมีคนมาพูดให้ฟังเช่นท่านน้องนี่แล

    ไม่เป็นไร เดี๋ยวท่านก็เปลี่ยนตู้แบบหยอดได้ทุกเหรียญละน่า

  3. สวัสดียามรตีเข้าวันอาทิตย์ท่านประทีป

    ครั้งหนึ่งข้าเจ้าเคยนั่งเรือข้ามฟากจากท่าพระอาทิตย์ไปวัดอะไรสักอย่างฝั่งตรงข้าม

    ด้วยความรีบทำให้ไม่ได้แลกเงินไว้
    แต่ก็นึกในใจ…ไม่เป็นไรมีเหรียญห้าสิบตังค์อยู่ ค่าเรือสองบาทมันพออยู่หรอกน่า

    ครั้นข้าเจ้าจ่ายเงิน คนเรือมองข้าเจ้าแล้วบอกว่าแต่งตัวก็ดี๊ดี กะอีแค่ค่าเรือสองบาททำไมจ่ายมาเป็นเหรียญห้าสิบตังค์
    มันไม่มีใครใช้กันแล้ว…ข้าเจ้านี่จี๊ดขึ้นสมองเชียว
    เลยหยิบแบงค์พันส่งให้…เจ๊แกคืนให้ก่อนแล้วบอกว่า เรือเทียบท่าไปแลกแล้วเอามาให้แก

    โห…ดูสิท่าน…เหรียญห้าสิบตังค์นี่มันใช้ชำระหนี้ตามกฎหมายไม่ได้หรือไงนะ

    กับเครื่องปรุงมาม่านั้น…ข้าเจ้าเห็นใจท่านอยู่ที่โชคร้ายไม่พบเครื่องปรุงในซอง
    อันนี้น่าจะเป็นความผิดพลาดของพนักงานมากกว่านะท่าน
    แต่เป็นข้าเจ้า…ข้าเจ้าก็เคืองละ…ด้วยหลายต่อหลายหนข้าเจ้าซื้อมาม่าต้มยำน้ำข้น ด้วยต้องการเครื่องปรุงมาทำต้มยำโดยเฉพาะ
    เส้นน่ะ…ไม่สน…เก็บไว้กินเล่นไม่ต้องใส่เครื่องหรอก

    ตลาดสดคือจุดวัดเศรษฐกิจระดับเล็กของชาติ
    แน่นอน…รัฐบาลยุคไหนไหนก็ล้วนแล้วแต่มององค์รวมด้วยการมองตลาดหลักทรัพย์มากกว่านะท่าน

    รัฐคงหลงลืมบางอย่างไป…

    เราไปร้องเพลงนี้ด้วยกันมั้ยท่าน

    “แตงโมผลใหญ่ๆ เกิดขึ้นได้จากเม็ดแตงเล็กๆ
    จำไว้นะพวกเด็กๆ จำไว้นะพวกเด็กๆ
    เม็ดแตงเล็กๆ กลายเป็นแตงโมผลใหญ่”

  4. lek Says:

    ที่ California ของก็แพงครับ

  5. เช้าวันอาทิตย์ : เศรษฐศาสตร์ชาวบ้าน

    เช้าวันอาทิตย์
    เช้าวันอาทิตย์® 5/108-1009
    เพิงกาแฟตลาดนัดเป็นที่ข้าพเจ้าจ่อมก้นทุกเช้าวันอา…

  6. zedth Says:

    ตอนนี้ผมคงทำได้แค่ปรับตัวและอยู่รอดให้ได้ล่ะครับ

  7. บังเอิญเห็น “รอยเท้าพ่อ” ของท่านประทีปใน ค.คน
    อา…กลัวตามไม่ทัน ขอไปเรียบเรียงลองส่งบ้างล่ะท่าน

    ด้วยมิตรภาพ

  8. กลับไปอยู่บ้านเกือบเดือน…
    กลับมาอยู่กรุงเทพวันแรก…
    เฮ้ย..ก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอยขึ้นราคา จาก 25เป็น 30
    รู้งี้ไม่กลับมาซะก็ดี

  9. ท่านรองเท้าแตะ แสดงว่าก๋วยเตี๋ยวที่บ้านท่านยังราคาเท่าเดิมหรือ กลับไปอีกครั้งอาจได้จ่ายราคาใหม่หรือเปล่าครับ

    โอว…ท่านเพลง ผมเองเพิ่งรับทราบจากท่านนี่ละครับ ขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง ๆ ๆ

    ยินดีต้อนรับสู่ร้านครับ คุณ zedth

    -ด้วยมิตรภาพ-

  10. 6a.m.café Says:

    ตอนนี้ปัญหาเศรษฐกิจ ต่างคนต่างประสบเหมือนๆกันทั้งโลก
    ที่ฝรั่งเศสนี่ จากการสังเหต พบว่าคนฝรั่งเศสส่วนใหญ่แล้วจะประหยัดมัธยัสถ์กันมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนับตั้งแต่เปลี่ยนค่าเงินเป็นสกุลยูโร อะไรๆก็ลงท้ายด้วย .99 ปัดเป็นเลขกลมกันไปหมด
    ข้าวของเครื่องใช้ อาหาร ก็พากันขึ้นราคาตามๆกันไป ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่รายได้เท่าเดิม

    ถึงฤดูกาลลดราคาที ไม่เคยวิ่งไปซื้อแย่งฝรั่งเลย กลัวโดนฝรั่งเหยียบ

  11. สวัสดียามสายท่านประทีป

    มิเป็นไร…เป็นไร…
    ต้องขอบคุณท่านอีกต่างหากที่ช่วยผลักแรงเฉื่อยออกจากตัวข้าเจ้าได้บ้าง

    ด้วยมิตรภาพ

  12. kosolanusim Says:

    …เศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดีอย่างไรให้ลงมาเดินที่ตลาดสดเพราะมันคือภาพรวมแห่งความกินอยู่ของประชาชนส่วนมาก มิใช่ส่วนน้อยที่ตลาดหลักทรัพย์…

    จริงแท้แน่นอน เป็นการอธิบายเรื่องมวลรวมประชาชาติ จีดีพี ได้รวบรัดชัดเจนยิ่ง

    นับถือๆ

  13. สวัสดียามค่ำคืนท่านประทีป

    สัปดาห์นี้คงยุ่งน่าดูล่ะสิท่าน
    บ้านช่องห้องหับถึงได้เริ่มมีฝุ่นเกาะแล้ว (ฮา)

    ด้วยมิตรภาพ

  14. ฮั้ด..เช้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!~

  15. บังเอิญเจ้าของร้านไปเดินเตร่แถวเมอร์ซี่ ย่านถนนแอนฟิลด์ เพลิน เลยตกเครื่องบินครับ เลยไปอีกนั่งดูลิเวอร์พูลซดนิวคาสเซิลเสียเลย

    จิต จิตติ (เจ้าของร้านนอมินี)


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s