ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

แสงเดือน กุมภาพันธ์ 6, 2008

Filed under: ที่เห็นและเป็นไป© — ประทีป จิตติ @ 01:00

 ปีที่๓, สัปดาห์ที่ ๔๘

ฉันลอบมองภาพสเก็ตช์ที่ปรากฏบนหน้ากระดาษสมุดบันทึกของเขาที่วางอยู่ข้างตัว  ระหว่างนั้นเขาแหงนมองไปบนฟากฟ้า นั่งชันเข่าสองแขนโอบรัดไว้อย่างหลวม ๆ

            เขาสะดุ้งเมื่อฉันหยิบสมุดเล่มนั้นขึ้นพิจารณา

            “งามแท้แม้เห็นเพียงเสี้ยวหน้า”  ฉันรำพึงพร้อมนั่งลงข้างเขา  สายตาจับจ้องภาพร่างหญิงสาว  “ใครน่ะ?”

            “แสงเดือน”  เขาบอก

            “นายรู้จักหล่อน?”

            “ไม่-ไม่แม้จะเคยพบ”

            “ทำไมนายจึงเขียนหล่อนล่ะ  แล้วทำไมไม่เขียนใบหน้าเต็ม”

            “ไม่จำเป็นหรอก  ความงามที่เหลือมันก็เหมือนกับเสี้ยวที่เห็นนี่แหละ  เหมือนดวงจันทร์ที่เราไม่เคยเคยเห็นอีกด้านหนึ่งของมัน  ใครจะว่ายังไงก็ตามฉันเชื่อว่ามันก็คงเหมือนกัน”

            “แต่มันเป็นด้านที่ไม่มีแสง…  อ้อ มันก็ไม่แน่หรอก ฉันก็ว่าไปยังงั้น  นายคงยังเชื่อความคิดของนาย, ไม่เขียนให้เสร็จล่ะ มัวแต่นั่งมองอะไรอยู่”

            ลมหนาวพัดกรรโชกวูบมา สองแขนเขาโอบรัดหัวเข่าทั้งสองแน่นขึ้น ตอบเสียงสะทกสะท้าน

            “แสงเดือน…”

            ฉันมองตามสายตาเขา  “สองสามวันนี้คงไม่เห็นละ  มันข้างแรม ฝนฟ้าก็หลงฤดู”

            “ไม่แน่นะ  สิ่งที่ฉันเคยพบเคยเห็นอาจไม่ได้เห็นอีก”

            ฉันปิดสมุดบันทึกวางไว้ข้างเขาที่เดิม  จุดบุหรี่ด้วยความยากลำบาก  ลมแรงเกินไปฉันต้องเสียไม้ขีดไปถึงสามก้านจึงสำเร็จ  “เดือนดับหรือไง?”

            ฉันต่อบุหรี่อีกมวนจากปลายมวนแรกส่งให้เขา

            เขาไม่ตอบ  ปล่อยให้ความเงียบขับเสียงแมลงกลางคืนกลบเกลื่อน

            ……….

            “นายว่าฉันควรจะถมดำเส้นผมเธอดีไหม”

            “ทำไมล่ะ  ทำไมจะต้องควรหรือไม่ควร”

            “ไม่มีสักคนที่เรือนผมเป็นสีดำ–ฉันหมายถึงสาว ๆ ที่พบเห็นทุกวันน่ะ”

            “แสงเดือนของนายผมสีอะไรล่ะ”

            “ดำขลับ  หยักศกตรงปลาย  ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ”

            “คงหายากหน่อยล่ะ”  ฉันว่าพร้อมดีดก้นกรองร้อนฉ่าลงสู่ผืนน้ำอย่างลืมตัว  “ยุคสมัยนี้ถ้านายมองหาหญิงสาวผมทอง น้ำตาลอ่อนแก่ เหยียดตรง นุ่มสลวยเหมือนผืนแพรจะง่ายกว่าเสียอีก  ตามถนนรนแคมนั่นน่ะมากมายซ้ำซากกันไปหมด จนบางครั้งฉันทะลึ่งคิดไม่เข้าท่าเลยละว่าจะมีหญิงสาวแบบ…แบบแสงเดือนของนายนั่นอยู่บ้างไหม”

            “นายว่ามีไหม”  เขาดับก้นกรองกับพื้นไม้กระดาน

            “มีสิ–อย่างน้อยก็ในสมุดของนายนั่นแหละ”  ฉันหยิบสมุดเล่มนั้นพลิกเปิดไปที่หน้าภาพเขียนแสงเดือน  ชี้ที่บริเวณศีรษะ  “นี่-นายถมดำลงไปเลย”

            เขารับสมุดบันทึก  ส่วนฉันเดินกลับไปยังอีกมุมของนอกชานนั่งลงเดียวดายหลังแป้นพิมพ์  ก่อนต่อย่อหน้าที่สองที่ค้างคาฉันนั่งมองภาพที่ปรากฏตรงหน้าด้วยความอิ่มเอม  เขาก้ม ๆ เงย ๆ ระหว่างสมุดบันทึกกับฟากฟ้าในค่ำคืนไร้ดวงเดือนสาดส่องแสง

            ลมหนาวพัดกรรโชกมาอีกระลอก  เขาหาได้สัมผัสถึงความสะท้าน ต่างจากฉันที่ยกเข่าขึ้นชันและโอบรัดด้วยสองแขนแน่นหนาทันที

||  ||  ||  ||

ด้วยมิตรภาพ.

๕ ก.พ. ๕๑

Advertisements
 

11 Responses to “แสงเดือน”

  1. “แสงเดือน” หญิงสาวในจินตนาการเหรอคะ
    แล้วอยากให้เป็นจินตนาการที่มีอยู่จริงหรือเปล่า

    ฮ่า…ฮ่า…ฮ่า…แหย่เล่นน่ะ…เรื่องสั้นใช่มั้ยคะนี่

    ว่ากันว่า…การเขียนนี่เรามักเขียนเรื่องที่ใกล้ตัว
    เขียนด้วยความรู้สึก…ตอนนี้รู้สึกกำลังสร้างภาพ “แสงเดือน” อยู่หรือเปล่าคะ

  2. ลืม copy
    หายหมดเลยพี่ท่าน

  3. พี่ทั่น ฉะไหนจึงลืมคาถา

    ก๊อป ก่อน โปสต์ ขะรับ 🙂

    * * *

    แสงเดือน…เป็นเพียงชื่อ ๆ หนึ่งที่ตัวละครคิดสร้างให้กับตัวละครตัวหนึ่ง (ภาพเขียน) 🙂

    เวลาผมมองเดือน มักจะคิดถึงหญิงสาว ที่ไม่มีตัวตนบนโลกนี้ขะรับ (หรือมีแต่ยังไม่พานพบ)

    อีกด้าน–หญิงสาวที่เคารพรักผู้ห่างไกล

    ไม่รู้สิ สำหรับผู้ชายเวลามองเดือน จะคิด หรือ เปรียบ ถึงหญิงสาว?…

    ผู้หญิง-คุณเพลงฝน ล่ะครับ คิดเห็นอย่างไร เวลามองเดือน?

    -ด้วยมิตรภาพ ครับ-

    ป.ล. หากเรานิยามว่า เรื่องสั้นคือเรื่องแต่ง อะไรนะพี่ท่าน นันฟิคชอร์ เหรอไงน่ะ
    แสงเดือนก็เป็นเรื่องแต่งขอรับ ค่อนไปทาง สัจจะนิยม (โห เล่นสำนวนด้วย)
    ผิดถูกอย่างไรต้องขออภัยขะรับ

    แต่ หากมองว่าเป็นเรื่องจริง โดยสื่อผ่านงานวรรณกรรม ก็ได้–บอกแล้วว่า สัจจะนิยม (ไม่เกี่ยวกับปลาไหลนะ)

  4. แหะ แหะ มันก็มีลูกเผลอกันบ้างล่ะขะรับพี่ทั่ลล์
    แบบว่ามือมันไว อุ อุ

    แต่คิดแล้วให้เจ็บกระดองใจ นั่งโม้เสียนาน หายหมดเลย ข้าพเจ้าโผล่ไปสารคดีน่ะขอรับ เห็นแปลกไป ไม่ทราบพี่ท่านกลายเป็นคอลัมนิสต์สารคดีไปแล้วหรือไร? เรียนถาม?

    อ่า..ฟิกชั่น กับ นันฟิกชั่นหรือขะรับ?
    ฟิกชั่น–เรื่องแต่ง
    นัน–เรื่องไม่แต่งขอรับ

    ส่วนข้าพเจ้าเห็นทีจะอย่างไรก็คงไม่สัจจะนิยม ดุท่าไม่ดี ข้าพเจ้าเป็นเบี้ยวทันที ฮ่า ฮ่า (นิสัยไม่ดี)

    ฝากสวัสดีท่านเพลงฝนด้วยขอรับ

    คารวะ

  5. chelie Says:

    ตอบ

    “ไม่คาดหวัง จะไม่มีวันผิดหวัง”

  6. ไม่รู้ท่านทั้งสองเคยอ่าน “นกที่ไม่มีเสียง” ของวชิรา ไหม
    ข้าเจ้าเป็นเช่นนกแปลกแยกตัวนั้นยามมองเดือนน่ะล่ะท่าน
    ((ขอเว้นวรรค “แสง” ชั่วคราว ด้วยคำนี้แสลงใจนัก (ฮา) ))

    สัจจะนิยมมายา…ตั้งแต่ระหกระเห่เร่ร่อนกลายเป็นคนไร้บ้าน ข้าเจ้าก็ไม่ได้ยินคำนี้อีกเลย

    – – –

    อ้ะ…ไหนๆ ก็มาถึงเรื่องการเขียนทั้งที
    และหลังจากอารมณ์คุกรุ่นเมื่อศุกร์ที่แล้วเบาบาง
    ข้าเจ้าอยากถามสักอย่างท่านทั้งสอง
    หรือท่านดินจะนำไปโต้ในวงสนทนาข้าเจ้าก็ยินดียิ่ง

    เคยได้ยินคำพูดนี้กันใช่มั้ยคะ “นักเขียนใหม่ควรเขียนจากเรื่องใกล้ตัว”

    ค่ะ…ข้าเจ้าก็ถูกสอนมาจะอี้เช่นกัน

    แล้ววันหนึ่งก็มีคนเขียนหนังสือ(หญิง)คนหนึ่งบอกข้าเจ้าว่า “นักเขียนก็อย่างนี้ล่ะ เค้าทำร้ายคนที่ไม่ชอบหน้ากันด้วยการเขียนนี่ล่ะ”

    ในขณะที่คนที่ข้าเจ้าเพิ่งเลิกลาไปยืนยันมั่นคงหนักแน่นว่า “คนเขียนหนังสือไม่ควรใช้ตัวหนังสือทำร้ายกัน ไม่ควรเขียนเรื่องของคนใกล้ตัว”

    คือ…ข้าเจ้าขอเล่าย้อนสักหน่อย…

    เรื่องมันเกิดเมื่ออาทิตย์ก่อนที่เรื่องสั้นของคนในอดีตข้าเจ้าได้ตีพิมพ์
    ข้าเจ้าได้รับโทรศัพท์ถามไถ่ถึงหญิงสาวอันเป็นหนึ่งในตัวละครนั่น
    ว่าใครต่างเห็นมันเป็นข้าเจ้ายิ่งแล้ว เอ้อ…ไม่เว้นกระทั่งคนใหม่ของข้าเจ้า
    ที่พูดอย่างหงุดหงิดไม่พอใจ ไม่เห็นด้วยกับการนำข้าเจ้าไปเป็นตัวละคร
    ว่ากันตามตรงเรื่องนั้น…เขียนขึ้นก่อนข้าเจ้าเลิกกับเขาหลายเดือนเอาการ
    มันเป็นเรื่องราวความรักในอดีตของพี่กวีที่มาเล่าให้ฟังต่างหาก
    หาใช่เรื่องรักใดใดระหว่างเราเลย
    เพียงแต่…เขาวางภาพความคิดตนไว้ในตัวละครหนุ่ม
    และใส่ความเป็นข้าเจ้าลงไปในหญิงสาว
    ก่อให้เกิดการเข้าใจผิดตามมายกใหญ่…เพราะมันดันเสือกได้ลงวันที่ข่าวการเลิกลาข้าเจ้าเริ่มแพร่กระจาย

    นี่ไง…ท่านทั้งสองเห็นอะไรไหม…

    การเขียนเรื่องใกล้ตัวมันไม่ได้หมายความว่าเขียนเรื่องของคนใกล้ตัวใช่ไหมท่าน

    ขนาดคนเขียนหนังสือบางคนที่ยืนยันกับข้าเจ้าหนักแน่นว่า…ไม่ควรเขียนเรื่องใกล้ตัวเช่นคนรัก
    ก็ยังมิวาย…หลุดพาบุคลิกของข้าเจ้าไปใส่ให้กับตัวละคร

    อ้ะ…ข้าเจ้าคงมึนยาแก้หวัดในเช้านี้

    ถามไป…งงไปเสียเองนี่กระไร…

    เอาใหม่…ถามใหม่…เอ๊ะ…หรือข้าเจ้ายังไม่ถาม…

    ๑.เห็นด้วยไหมกับกำกึ๊ดข้าเจ้าและสุดตี้ฮักที่ว่าการเขียนเรื่องใกล้ตัวมิได้หมายความว่า…เขียนเรื่องของคนใกล้ตัว

    ๒.ไม่ควรนำภาพเสี้ยวชีวิตหรือความคิดคนใกล้ตัวไปเป็นภาพของตัวละครที่สร้างขึ้นมา

    ท่านทั้งสองเห็นว่าจะได๋กับกำถ๋ามนี่ของข้าเจ้า

    โอ้ย…ข้าเจ้าว่า…ข้าเจ้าคงต้องไปพักก่อนที่จะอู้บ่ฮู้เรื่อง
    อ่า…ก่อนไปต้องท่องคาถาที่ท่านสอนซะก่อน (ฮา)

  7. โอ..ท่านเพลงฯ มายาวเชียเดี๋ยวอ่าน
    ขออนุญาตแปะใบปลิวก่อนขอรับ

    OOO

    แจ้งหัวข้อ…ขอเชิญร่วมอภิปรายวาทีวันเสาร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑
    เมื่อ: 2008-02-08 16:17:48
    โต้วาทีสำนักหนอนสวัสดิ์ขอรับพ่อแม่พี่น้องหลากผองเพื่อนล้วนเผ่าพันธุ์เดียวกัลล์

    ได้รับเสียงสะกิดสีข้างจากสหายท่านเด็กดอย(คอยรัก) “นี่เพ่..เอาหัวข้อมาเลือกกันก่อนดีมะ…ไอ้กระผมจะได้กลับไปตระเตรียมหมูเห็ดเป็ดไก่ในเล้า เอามาประกอบคำอภิปรายให้ดูมีรสมีสกุลรุนชาติขึ้นอีกสักหน่อย”

    ข้าพเจ้ารีบสนองตอบในบัดใจ (ถึงฟังดูคล้ายจะตั้งวงเหล้าชอบกลอยู่ก็เถอะ)

    “อ่า..เรื่องเลือกหัวข้อเอาไว้ให้เรือป๊อกแป๊กโต้วาทีของเรา บุ๋งบุ๋งไปได้สักน้ำสองน้ำก่อนเป็นไร แล้วค่อยว่ากัลล์” ส่วนแจ้งล่วงหน้าเพื่อการเตรียมบทแถลงการนั้น ได้ลงมือกระทำสำหรับอภิปรายวาทีสำนักหนอนยก ๒ ในครานี้แล้วขอรับพ่อแม่พี่น้องงงงงงงง….

    เคยใช่ไหม?

    มีเรื่องอยากจะเล่า!
    อยากเขียนเรื่องสั้นสักเรื่อง!
    เรื่องที่เขียนค้างดองข้ามปีจวนขึ้นรา!
    ตัวละครในเรื่องมาเข้าฝันทุกค่ำคืนยามหลับตา บอกให้ปล่อยพวกเขาออกมาซะที!
    ..
    ..
    รู้อยู่ว่าต้องลงมือเขียน…..
    ..
    ..
    แต่
    ..
    ..
    ไม่มีอารมณ์

    ครั้นไม่มีอารมณ์ก็เขียนไม่ออก เมื่อเขียนไม่ออกก็ไม่ได้เขียน เมื่อไม่ได้เขียนก็ไม่มีงานเขียน เมื่อไม่มีงานเขียน..ก็ไม่มีงานเขียน (เอ๊ะ! พูดยังไง!?)
    ผ่านเช้าค่ำไปทีละวัน..ละวัน..ดูปฏิทินสะดุ้งโหยง!

    อ้าว! สิ้นปีอีกแล้วเรอะ! แม่เจ้า! ยังไม่ได้เขียนอะไรเลย(ว่ะ!)

    เราจะจัดการอย่างไรกับอาการไม่มีอารมณ์ที่ดูเหมือนหน่วงนิ้วไม่ให้ขยับไปบนพรมแป้นอักษรอย่างกับกาแฟร้อนแก้วดึกที่คอยหน่วงไม่ให้หลับให้นอน (ก็แล้วจะดื่มเข้าไปทำไม?)

    มาช่วยกันเสวนาหน่อยเป็นไร..ดูทีเราจะมีทางออกหรือไม่?

    บางท่านบอกว่า จะเขียนทั้งทีต้องมีอารมณ์ไม่เช่นนั้น งานที่ได้ก็ไร้วิญญา ต้องรอสายตรงจากฟ้า (ลิขสิทธิ์มุกท่านเจ้าสำนักหอน ยินจากพี่ท่านประทีปะอีกที) ไม่งั้นจ้างให้ก็ไม่ลงมือเขียน

    แต่บางท่านอาจบอกว่า มีหรือไม่มีอารมณ์ก็เขียนไปเหอะ เขียนจนช่ำเดี๋ยวก็บิ้ลท์อารมณ์ได้เอง

    ท่านคิดเห็นว่าจะวางหัวใจแอ๊บแบ๊วของท่านไว้ตาชั่งข้างใดดีขอรับ ระหว่างรออารมณ์กับไม่รออารมณ์?

    เชิญร่วมร่ายบรรเลงมนต์รักเพลงอักษรอ้อนทัศนะปนวาทะรจนากรในสำนักหนอนอภิปรายวาทียกสอง หัวข้อ…

    “เลิกรออารมณ์เสียที..ขอร้องล่ะ?”

    หากท่านเห็นด้วยกับเลิกรออารมณ์ เขียนไปเหอะ! ท่านเป็นฝ่ายเสนอ
    หากท่านเห็นว่า จะอย่างไร..ก็ต้องรอ! ท่านคือฝ่ายค้าน

    พบกันวันพรุ่ง

    คารวะ
    พิธีกร(โสดซิง ๆ)

  8. ๑.เห็นด้วยไหมกับกำกึ๊ดข้าเจ้าและสุดตี้ฮักที่ว่าการเขียนเรื่องใกล้ตัวมิได้หมายความว่า…เขียนเรื่องของคนใกล้ตัว

    -ถามปลายผิดเช่นนี้ก็ต้องแสดงความไม่เห็นด้วยว่าหาได้เป็นเช่นนั้นครับ

    เรื่องใกล้ตัวจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ของนักเขียนคนหนึ่ง ซึ่งมันก็มีได้ทั้งร้อยแปดพันประการ และ คนใกล้ตัว นี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น

    คุณเพลงฝนจะสื่อความถึงความ ควร ไม่ควร หรือเปล่าขอรับ?...

    หากเขียนแล้วมีผลกระทบต่อคนใกล้ตัวก็ย่อมมิควร เช่น (สมมตินะครับ) นาย ก. เลิกกับนาง ข. แล้วนาย ก.เป็นนักเขียน เขียนไปในทางต่อว่านาง ข. ว่าอย่างนั้นอย่างนี้ คือ เป็นการแสดงความเห็นเพียงด้านเดียวของนาย ก. โดยผ่านตัวละคร (จะชื่อหล่อแมนอะไรก็ตาม)

    แต่...มีแต่ครับ คุณเพลงฝน จะมีคนอ่านสักกี่คนทราบว่า ตัวละครนั้นมีที่มาจากนาง ข. ผมกำลังจะบอกว่า หากเป็นผม ผมไม่ทราบหรอกครับ เพราะนั่นคือเรื่องสั้น-เป็นเรื่องแต่ง

    เรื่องแต่ง แต่ละเรื่องมันก็มีพล็อตที่มาจากเค้าโครงเรื่องจริง เพียงแต่ไม่เขียนโต้ง ๆ เช่นนั้นมันก็จะกลายเป็นเรื่องจริง เป็นบทความ

    แต่...อีก แล้วเขียนเรื่องจริงให้เป็นรูปแบบวรรณกรรมเรื่องสั้น เรื่องยาวได้ไหม

    ก็ได้ แต่นี่ละ เป็นที่มาของความ ควร หรือ มิควร

    ซึ่งต้องค้นหาจากผู้เขียน เรียกว่าอะไรครับ จรรยาบรรณ หรือไม่

    แต่...อีก (วุ้ย) เพียงนักเขียน สร้างชื่อตัวละครใหม่ มันก็เป็นเรื่องแต่งทันที...

    ผมว่าเรื่องทำนองนี้ คนใกล้ตัวเท่านั้นละครับที่ทราบ ส่วนคนอ่านอื่น ๆ ไม่ทราบ (แน่ ๆ)

    ๒.ไม่ควรนำภาพเสี้ยวชีวิตหรือความคิดคนใกล้ตัวไปเป็นภาพของตัวละครที่สร้างขึ้นมา

    -อันนี้ถัดมาจากความเห็นข้อแรก ขอตอบสั้น ๆ ว่า ต้องดูที่เจตนาครับ

    ถ้าเป็นประเด็น ตัวอย่าง นางข. เลิกกับนาย ก. เพราะติดเหล้างอม บรรยายภาพที่นาง ข. ถูกกระทำ เป็นเหตุเป็นผล สร้างความสะเทือนใจต่อคนอ่านว่า ถ้าไม่อยากให้ครอบครัวแตกซ่านก็พึงระมัดระวัง

    อันนี้เป็นเชิงสร้างสรรขอรับ

    สรุป (สำหรับผมนะ) เขียนไปเถอะเรื่องใกล้ตัว…

    จะเขียนอะไรก็ตาม สมควรอย่างยิ่งที่จะรับผิดชอบงานนั้นด้วย หากว่ามันจะมีปัญหาตามมา

    รับผิด แก้ไข ด้วยปัญญาขอรับ

    -ด้วยมิตรภาพ-

  9. เห็นความเห็นของเชรีโดนฟรีซไว้–ไม่ว่ากันนะ (มันเข้าไปเอง)

    ผมเคยเขียนไว้เตือนใจ (สอน) ตัวเองว่า

    "ผลร้ายจากการคาดหวังก็คือการผิดหวัง เสียใจและทุกข์ระทมใจอย่างรุนแรง!"

    ในเรื่องสั้น เวลา (2544-ไม่เคยตีพิมพ์)

    ยินดีที่คิดคล้ายกันขอรับ

  10. เสาร์สวัสดิ์ขอรับพี่ท่านท่านเพลง

    ปะคอม็อคค่าคาปูชิโน่เช่นนี้สมใจนัก ข้าพเจ้าห่างหายโต๊ะกาแฟรสเข้มเสียนานนับแต่วงเชี่ยนหมากสี่สหายเป็นอันกระจัดกระจายย้ายแยก

    ผ่านตาตัวอักษรตั้งแต่ ‘นกที่ไม่มีเสียง’ ยันสองคำถามตบท้าย ราวดื่มกาแฟกลมกล่อม รสชาติที่ดี..รสชาติที่ดี..

    ครั้นไล่ไล้สายตามพี่ท่านลงไป (ไล้อักษรนะพี่ท่านอย่าเพ่อคิดสยิว) ข้าพเจ้านั่งพยักหน้าหงึกหงึกหงึก…(แถมอีกหงึก)

    เราหาได้คุยกันเรื่องเห็นด้วยไม่เห็นด้วย..แต่สมควรคุยกันด้วย–เห็นว่าไร? ข้าพเจ้าจึงขอสำแดงความเห็นต่ำต้อยดังต่อไปนี้

    “๑.เห็นด้วยไหมกับกำกึ๊ดข้าเจ้าและสุดตี้ฮักที่ว่าการเขียนเรื่องใกล้ตัวมิได้หมายความว่า…เขียนเรื่องของคนใกล้ตัว”

    ไม่เห็นด้วยขอรับ

    “๒.ไม่ควรนำภาพเสี้ยวชีวิตหรือความคิดคนใกล้ตัวไปเป็นภาพของตัวละครที่สร้างขึ้นมา”

    ไม่เห็นด้วย(เช่นกัลล์)ขอรับ

    ภาคขยาย :

    ท่านที่เคารพรักทั้งสอง ก่อนอื่นขออนุญาตเรียนความคิดเห็นส่วนตัว(ซึ่งเยาวชนอายุต่ำกว่าขวบควรอ่านในความดูแลผู้ปกครอง) ผู้น้อยไม่เคยเห็นคล้อยเลยกับการนำคำนิยาม, หลักการต่าง ๆ, มาใช้ปฏิบัติ

    การกำหนดเจาะจงลงไปว่าสิ่งนั้นควรเป็นเช่นนี้ สิ่งนี้ต้องเป็นอย่างนั้น เพียงเหมาะแก่การศึกษาย้อนหลัง กรอบกรงต่าง ๆ มีไว้เพื่อง่ายแก่การจำแนกจดจำ

    เป็นคนละเรื่องกับก้าวเดินไปเบื้องหน้า

    เราเรียนรู้อดีต เพื่อย่าวก้าวปัจจุบัน เห็นภาพใช่ไหมขอรับ? หันกลับไปเรียนรู้พึงจำแนกแยกแยะ มุ่งหน้าควรท่องไปโดยเสรี (แน่ล่ะกรอบการเรียนรู้จะมีส่วนช่วยกำหนดทิศทางควบคุมพังงา)

    สำหรับผู้น้อย–หลักการต่าง ๆ มีไว้เพื่อเรียนรู้ ไตร่ตรอง หาใช่นำมาปฏิบัติ!

    กับคำถามข้อ ๑ : ผู้น้อยคิดเห็นว่าเรื่องใกล้ตัว กับเรื่องคนใกล้ตัว เป็นเรื่องเดียวกัน จึงตอบว่าไม่เห็นด้วย

    กับคำถามข้อ ๒ : การนำเสี้ยวชีวิตวิธีคิดบุคลิกคนใกล้ตัวสร้างตัวละครนั้น ประพันธกรนามอุโฆษ ปาป้า เฮมมิ่งเวย์ได้สรรค์สร้างอย่างวิจิตรไว้เป็นแบบ ไม่ว่าจะ The Old Man and the Sea หรือ A Farewell To Arms ที่บรรยายฉากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และความรักของทหารหนุ่ม ซึ่งก็คือช่วงเวลานักเขียนหนุ่มปฏิบัติหน้าที่ในเครื่องแบบทหาร ส่วนตาเฒ่าซานดิอาโก้ใช่ใคร..คือสหายเฒ่านักตกปลาที่ผจญทะเลด้วยกัน

    อย่างง่ายดายและโดยตระหนักใจพ้องกัน นั่นคือ ในแง่ของผู้เขียนเราหยิบจับทุกเรื่องราวบอกเล่าผ่านศิลปการประพันธ์ (คนละเรื่องกับบ่นเป็นตัวอักษร)

    ส่วนผู้อ่านจะตีความไปทางไหน? เดาว่าตัวละครนั้นเป็นใคร? โวยว่าเอาเรื่องชีวิตส่วนตัวของฉันมาเขียนทำไม? เขียนกระแนะกระแหนฉันหรือไม่? ฯลฯ

    ทั้งหมดล้วนเป็นสิทธิเสรีภาพทางความคิดการตีความของผู้อ่านโดยชอบธรรม
    ผู้เขียนยินดีเข้าไปข้องแวะยุ่งเกี่ยวหรือไม่? เพียงใด? ตื้นลึกแค่ไหน? ก็เป็นสิทธิเสรีภาพของคนเขียน..โดยชอบธรรม…เห็นด้วยไหมขอรับ?

    คารวะ
    ดิลล์

    ปล. ประเด็นย่อยไม่อยากผ่าน

    “คนเขียนหนังสือไม่ควรใช้ตัวหนังสือทำร้ายกัน ไม่ควรเขียนเรื่องของคนใกล้ตัว”
    “นักเขียนก็อย่างนี้ล่ะ เค้าทำร้ายคนที่ไม่ชอบหน้ากันด้วยการเขียนนี่ล่ะ”

    ผู้น้อยเห็นว่า ‘อยู่ที่(ปัจเจก)เจตนา’ (ไม่ใช่สเตอร์ริโอไทป์)

    คนที่ใช้ตัวอักษรเจตนาทำร้ายผู้อื่น จิตใจตนเองย่อมบาดเจ็บ ยิ่งกระทำรอยแผลจะยิ่งลึกยากเยียวยา ส่วนคนอ่านที่เจตนาตีความว่าโดนทำร้าย ยิ่งอ่านรอยแผลก็ยิ่งลึกเช่นกัน

    ทั้งหมดขึ้นกับทัศนะต่อการเขียนอ่านของทั้งสองฝ่าย

    หมายเหตุ : คำ ‘เจตนาตีความ’ หมายถึงโลกทัศน์ คนมองโลกแง่งามจะมีปฏิกริยาต่างกับคนมองโลกแนบจันทร์

    ข้าพเจ้าเคยทดสอบ หย่อนก้อนหินถามทางไปก้อนหนึ่ง ด้วยตัวอักษรชวนตีท้าต่อย(อย่างสุภาพ) แล้วโดนปาก้อนหินกลับ(เต็มหน้า) ทั้งที่หากตอบง่าย ๆ “นี่แก!..เข้าใจผิดใหญ่แล้วนะโว้ย!” แค่เนี้ย ข้าพเจ้าก็เป็นคนผิดแล้ว และจะได้ตอบไปว่า ลองโยนก้อนหินว่ะ!

    เห็นใช่ไหมขอรับ ทัศนคติ โลกทัศน์ กำหนดท่าทีแสดงออก และต้องไม่ลืมว่าทั้งสองเป็นเช่นสายน้ำ–มีเลื่อนไหล ถ่ายเท

    นิ่งมอง..พิเคราะห์..เอาล่ะท่านที่เคารพรักทั้งสอง..เรามาลงมือเขียน!

  11. คาราวะ…คาราวะ…ท่านทั้งสอง

    อืม…ข้าเจ้าลืมคำนี้ไปได้ไง…เจตนาในการเขียน
    หากการเขียนนั้นเราเรียงร้อยเพื่อเป็นประหนึ่งประสบการณ์ฉบับย่นย่อในการหายใจบนโลกบิดเบี้ยวใบนี้
    กรณีนี้คือความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอ
    แต่หาก…เขียนด้วยการให้มันรับใช้ความรู้สึกเราจงใจออกไปทำร้ายใคร…นั่นต่างหากคือสิ่งไม่บังควร

    แต่มีบางคนล่ะท่าน…คนเดียวกับที่บอกข้าเจ้าว่า “นักเขียนก็อย่างนี้ล่ะเค้าทำร้ายกันด้วยการเขียน”
    เธอเขียนเพื่อเยียวยาความรู้สึกตน…ท่านเคยได้ยินคำพูดเช่นนี้มั้ย
    เขียนเพื่อเยียวยาความเจ็บไข้ภายในจิตใจตน
    เยียวยาตนด้วยการปล่อยให้ตัวอักษรของเธอไปประจานคนๆ นั้น

    เอ่อ…อย่างที่ข้าเจ้าบอก…ข้าเจ้ารู้ความเป็นมาของไอ้เรื่องสั้นเจ้าปัญหา
    ข้าเจ้าจึงมิรู้สึกเช่นใด…มิมีคมอักษรใดทำร้ายข้าเจ้าได้
    ก็ข้าเจ้าไม่ยอมสักอย่าง แถมข้าเจ้ายังพอมีสติเป็นเครื่องมืออยู่บ้าง

    ด้วยมิตรภาพ…ที่วันนี้ข้าเจ้าขอพ่วงชนจอกคาราวะ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s