ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

ระหว่างความเชื่อ กับ เหตุผล กุมภาพันธ์ 2, 2008

Filed under: สวัสดีวันอาทิตย์© — ประทีป จิตติ @ 23:08
Tags:

สวัสดีวันอาทิตย์ © – 2/42

พูดถึงเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับดวงชะตาโดยผ่านการดูดวง ดูหมอดูแล้วสำหรับผมกรณีแรกไม่เคยใส่ใจให้ความสำคัญมากนัก ส่วนกรณีหลังผมไม่เชื่อถือเอาเลย  แน่ละ เมื่อไม่เชื่อก็ย่อมไม่เคยไปหาหมอดู  ตรวจดวงตัวเองในหน้านิตยสารเป็นบางครั้ง  ทั้งนี้หาได้หมายความว่าผมต้องการประโยชน์จากคำทำนาย เพียงอยากซอกแซกรู้ว่าสัปดาห์นั้นเจ้าของคอลัมน์จะกล่าวว่าสิ่งใด  ดูแล้วก็ปล่อยผ่านไม่เก็บมาไว้รกสมอง

            บางครั้งเพื่อนร่วมงานที่อยู่ในลัคนาราศีเดียวกันตรวจดวงชะตาแล้วพบคำเตือนต่าง ๆ ที่เป็นผลไปในทางลบเอื้อเฟื้อบอกกล่าว ผมก็ต้องขอขอบคุณ  ทั้งคันปากยิบ ๆ บอกกลับไปว่า  “จะเอาอะไรนักกับหมอดู”

            ไม่วายจะต้องถูกปรามด้วยวลีอมตะเด็ดดวงชวนน่าสะพรึง–ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่! (นะเว้ย)

            ผมเองได้แต่เงียบ  แต่เงียบหาใช่เพราะกลัวในวลีที่สื่อความหมายไปในเชิงข่มขู่ เพียงแต่สงสัยว่าคำพูดของผมนั้นมันเข้าข่ายลบหลู่แล้วหรือไง  แล้วไปข่มขู่ใครกันเล่า  นักทำนายดวงชะตาเจ้าของคอลัมน์งั้นหรือ-ก็เปล่า  เพราะเจตนาที่ใช้คำว่าหมอดูนั้นหาใช่จำเพาะเจาะจงผู้หนึ่งผู้ใด  หรือถ้าเจาะจงเล่า นักทำนายทายทักนั้นจะบันดาลเคราะห์กรรมอันใดแก่ตัวผมงั้นหรือ?…

            เขาไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าผมกำลังดูแคลนเขา  หมอดูก็คนธรรมดาเหมือนเรา ๆ นี่ละครับ อาจต่างกันตรงที่ว่าเขาเหล่านั้นอาจมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเรา ๆ ท่าน ๆ แค่นั้นแหละ 

นอกนั้นก็ไม่ได้เหนือกว่าอันใดนัก

            ผมก็คิดไปตามเหตุและผลตามหลักวิทยาศาสตร์  ถ้าทำนายทายทักแม่นจริงก็ไม่มีความจำเป็นต้องข่มขู่ให้กลัวในสิ่งที่มองไม่เห็น (และไม่มีวันเห็น)  หมายความว่าถ้าใครคนหนึ่งจะทักท้วงด้วยการใช้หลักเหตุและผลหักล้างโต้แย้งเขากลัวว่าคนจะเริ่มเขวไม่เชื่อ จึงอ้างถึงอำนาจลี้ลับมาข่มขู่ สร้างความหวั่นไหวแก่คนคนนั้น

            เพียงเท่านี้ก็มองออกแล้วว่าเชื่อไม่ได้  อย่าลบหลู่จึงมีนัยยะกลาย ๆ ได้ว่า  “อย่าเสือก”  ไม่เชื่อก็ไปไกล ๆ อวัยวะเบื้องล่าง (เท้านั่นแหละ)

            ครับ, เป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคลโดยแท้

สองสามวันก่อนกรุงเทพฯ ฝนตกหนักในช่วงเช้า บางที่ประปรายตลอดวัน  วันนี้ก็เช่นกันขณะเขียนต้นฉบับหมู่เมฆดำทะมึน ลมโกรกกรรโชกเย็นสบาย  ตั้งเค้าว่าจะมีฝน แต่สุดท้ายอาจไม่มีก็ได้  ไม่มีบริเวณนี้ก็อาจไปมีบริเวณอื่น

            วันนั้นฝนตกหนักบางคนว่าเป็นเพราะประเทศไทยได้นายกฯ คนใหม่  ฝนไม่ชอบเลยกระหน่ำมีความหมายไปในทางลบว่าเป็นอาเพศ  บางคนแย้งว่าไม่ใช่เหรอก ฝนตกต้อนรับนายกฯ คนใหม่ต่างหาก  พูดกันไปคนละอย่างมองไปคนละทาง  ข้างไม่ชอบว่าร้าย  ข้างชอบว่าดี  ส่วนคนที่ไม่กล่าวว่าอันใดเลยอาจมองว่านั่นมันเป็นเรื่องของธรรมชาติ  ฝนมันก็ตกมาเป็นเวลายาวนานพอ ๆ กับโลกใบนี้หาได้แปลกประหลาดอันใด  หากจะแปลกก็เพียงแค่เป็นฝนหลงฤดู

            ความคิดเห็นจากคนทั้งสองฝ่ายนั้นหากจำกัดอยู่ในวงแคบก็เป็นเรื่องปรกติ  เบื้องหลังความคิดเช่นนั้นอาจไม่มีผลดำเนินต่อไป เป็นการพูดเล่น ๆ เย้าแหย่กัน ผ่านพ้นไปก็จบก็ลืม  แต่เมื่อมันปรากฏเป็นข่าวโดยการนำเสนอของสื่อมวลชนย่อมเป็นความปรกติที่ไม่ธรรมดา

            ระดับความสำคัญของข่าวไม่มีอะไรมากนอกจากจะเป็นการสร้างและดึงความสนใจของคน  จากปากต่อปากในวงแคบก็ขยายไประดับประเทศกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์  ไม่ต่างจากการนำเสนอสัตว์-ต้นไม้ประหลาดต่าง ๆที่ได้บันดาลโชคลาภให้แก่ชาวบ้าน (โปรดพิจารณาว่าจริงหรือไม่จริง)  สื่อบางสื่อบางประเภทชอบข่าวนี้เพราะมันขายได้  คนที่ชอบและที่เชื่อเรื่องราวทำนองนี้ชอบอ่านชอบดู  แน่ละ อย่างน้อยก็ยอมลงทุนควักเงินซื้อ ยอมเสียเวลาเฝ้าดูติดตาม

            ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ได้แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นการนำเสนอข่าวของสื่อทางรายการ คมคิดสื่อ (96.5 โมเดิร์นเรดิโอ) ว่า  “…ควรพยายามชี้แจงให้สังคมเราเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น เพราะไม่เช่นนั้นแล้วมันก็งมงายอยู่อย่างนี้  คือสื่อจะนำเสนอก็ได้แต่ควรจะเติมความรู้อื่น ๆ ให้ผู้รับสื่อ มองอย่างพินิจพิเคราะห์มากขึ้นมากกว่าการเชื่อเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีเหตุผลมารองรับ”

            ยกตัวอย่างจากเหตุการณ์ฝนตกหนักในกรุงเทพฯ เมื่อสองสามวันก่อนภายหลังเมืองไทยได้นายกฯ คนใหม่ (ซึ่งบางพื้นที่ของประเทศก็ไม่ตก)  จะตีความว่าเป็นลางร้ายหรือดีอย่างไรก็ว่าไปแต่สุดท้ายแล้วหากนำเสนอในสิ่งที่เป็นเหตุเป็นว่าเป็นเพราะความกดอากาศแบบนี้ทำให้เกิดฝนฟ้าคะนองในบางพื้นที่  ตั้งประเด็นสงสัยต่อไปว่าการณ์ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นผลกระทบมาจากภาวะโลกร้อน ประเทศต่าง ๆ ได้รับผลกระทบไปทั่วโลกทำนองนี้ก็จะเป็นการดีมิใช่น้อยเลยทีเดียว

สภาพดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนแปลงแบบเปรต ๆ นึกถึงคำทายของนักทำนายดวงชะตาคนหนึ่ง ทำนายชะตาประเทศไทยปีนี้ (2551) ร่ายกันเป็นเดือน ๆ ล่วงหน้าครบ 12 เดือน  ไม่มีเรื่องไหนน่าสนใจเท่าที่ว่า เขาทำนายว่าปลายปีเมืองไทยจะมีหิมะตก (บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)

            ประเด็นที่น่าสนใจต่อคำทำนายนี้ของผมคือความรู้สึกนึกคิดไปในทางบวกของคนใกล้ตัวคนหนึ่ง  เขาว่าถ้าจริงก็ดี-จะได้ใส่เสื้อกันหนาวเหมือนอยู่ต่างประเทศ เลยเถิดไกลไปขนาดที่ว่าจะไปลงทุนทำกิจการอะไรสักอย่างที่นั่น ทำนองว่าการท่องเที่ยวจะยิ่งดี… 

            ยังมีมากกว่านี้ครับ แต่ผมไม่ใส่ใจจะจำ

            ผมคิดเห็นอยู่ในระดับกลาง ๆ กระทั่งติดลบตรงข้ามกับเขา  คันปากยิบ ๆ อยากแย้งเขาว่า  “ก่อนที่คุณจะได้ทำอะไรอย่างนั้นคุณอาจตายก่อนก็ได้ หากไม่คิดหาวิธีการปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน”  ทำนองนี้นะครับ

            ผมคิดว่าเมืองไทยอยู่ในเขตภูมิอากาศร้อนชื้น ไม่เคยมีหิมะตก  หากมีคงมีสิ่งมีชีวิตบางชนิดล้มหายตายจาก  หากไม่ตายก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง  ซึ่งมิใช้ได้เวลาเพียงแค่วันสองวัน

            คำทำนายนี้จะเป็นอย่างไร  ไม่ว่าจะตรงหรือไม่ตรง นักทำนายคนนี้ก็ยังคงมีลูกค้าใช้บริการต่อไป  พอ ๆ กับวลีอมตะ  “ไม่เชื่ออย่าหลบหลู่” ควบคู่เป็นเกราะกำบัง

            แต่มันอาจไม่ได้ผลชะงัดเหมือนเดิม, สวัสดี ·          

2 ก.พ. 51

           

           

           

Advertisements
 

10 Responses to “ระหว่างความเชื่อ กับ เหตุผล”

  1. ผลจากน้ำฝนที่บ้างก็ว่าเทวดาโปรยน้ำมนต์มาอำนวยอวยพร
    ส่วนยายข้าเจ้าว่า…น้ำฟ้านั่นหนาคือฉี่เทวดา
    ข้าเจ้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเทวาจะฉี่รดรับรัฐบาลนอมินีของอดีตนายกเทวดาทำไมกัน
    แต่ที่รู้ๆ คือมันทำให้ข้าเจ้าเป็นหวัดงอมเชียวท่าน

    ตอนนี้ข้าเจ้าอยู่อีสาน…อากาศดีมาสองวันปะปนฝนพรำเป็นครั้งละนิดละหน่อย
    เมื่อเช้าข้าเจ้าเข้านอนตีห้าพร้อมเสียงฝน
    ที่ตื่นมาเจ็ดโมงก็ไม่เห็นวี่แววเม็ดฝนนั้นแต่อย่างใด
    ช่างระเหยตัวไปในอากาศได้เงียบเชียบนัก
    แล้วจู่ๆ ค่ำนี้ก็กลับมาหนาว หนาวชนิดที่ว่าคนขี้ร้อนอย่างข้าเจ้าต้องคว้าเสื้อกันหนาวมาใส่เลยเชียว
    อ่า…อันนี้คาดเดาจากความคิดส่วนตัวว่าฝนที่ตกทางภูเก็จนั้นส่งผลให้ข้าเจ้าที่ขึ้นมาทำงานใกลถึงบุรีรัมย์หนาวสั่นราวตากฝนตามไปด้วย (ฮา)

    อาทิตย์ก่อนที่อยู่กรุงเทพฯ บังเอิญได้บัตรไปดู The Alps รอบที่เชิญพี่วรรณกับพี่หมูมา พร้อมด้วยคณะนักเรียน
    ก่อนชม…พิธีกรพูดถึงความมุ่งมั่นในการเอาชนะธรรมชาติ
    การมุ่งมั่นเป็นสิ่งที่ดีข้าเจ้าก็เห็นด้วย โดยเฉพาะการบอกเหล่าเด็กๆ อนาคตของชาติ
    หากตัวหนังกลับสอนว่า…มนุษย์ควรที่จะเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติ
    ความมุ่งมั่นในการใช้ชีวิตด้วยความเคารพธรรมชาติ
    หาใช่เหยียบย่ำไม่

    และการเปลี่ยนแปลงก็ดูจะเป็นประเด็นสำคัญของการเปลี่ยนผ่านความคิด วิถีการใช้ชีวิตแบบหนึ่งไปสู่แบบหนึ่งได้เป็นอย่างดี

    ว่าแต่ว่ามนุษย์ผู้หยิ่งทะนงตนทั้งหลายนั่นแน่ใจหรือว่าจะปรับเปลี่ยนกันได้ง่ายๆ
    โถ…ดูสิ ไม่ทันไรเกมการเมืองก็เริ่มเดินหน้าตามคำสั่งนายใหญ่นายหญิงเป็นแถบ

    อุ้ย…ตายล่ะ…ขอตัวก่อนค่ะ…
    มีโทรศัพท์จากเมืองไกลโทรมากึ๊ดเติ้งข้าเจ้าแล้ว

    ด้วยมิตรภาพ

  2. สวัสดีครับคุณเพลงฝน

    มิทราบท่านต้องเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ นี่เป็นประจำหรือครับ

    อืม… อากาศเปลี่ยนอยางกะทันหันตามพื้นที่…

    ขออนุญาตชมฟุตบอลน้องหงส์ก่อน แล้วจะกลับมาอีกครั้ง ครับ

    —————————————-

    กลับมาอีกครั้ง หลัง หงส์ โซ้ย แมวดำ 3 จิก….

    จากเรื่องน้ำฝน-น้ำมนต์เทวดาที่หลั่งรดรัฐบาลของอดีตเทวดาจำแลง (ใครหนอบัญญัติให้) มาสู่เรื่องเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ จบด้วยโทรศัพท์จากแดนไกล มิทราบว่า นายหญิงหรือนายใหญ่โทร.มา (ฮา ๆ ๆ )

    One for all, All for one and One for love

    วิธีคิดแบบมุ่งเอาชนะธรรมชาติ ในความหมาย-เป็นไปได้ไหมขอรับว่า หมายถึง เอาตัวรอดในท่ามกลางสภาพภูมิประเทศที่มันไม่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิต

    เช่น คนในถิ่นหนาว เช่น ยุโรป ต้องต่อสู้กับความหนาวเย็น ต้องถนอมอาหารเอาไว้เพราะการกสิกรรมปีหนึ่งทำได้เพียงระยะเวลาสั้น ๆ เช่น ขนมปังผลิตจากข้าวสาลีโม่ละเอียด ครั้นจะกินก็เอามาปั้นแล้วอบ เนย แยมผลไม้ หรือพวกเครื่องไม้เครื่องมือทุ่นแรงในการทำการกสิกรรมต่าง ๆ ก็เกิดจากการบีบบังคับจากสภาวะแวดล้อมให้ต้องต่อสู้

    ผมว่า นั่นหาได้เป็นชัยชนะ แต่เป็นการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม

    เครื่องจักรกล ต่าง ๆ เช่น รถยนต์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ฯลฯ ล้วนเป็นประดิษฐกรรมที่เกิดขึ้นมาด้วยข้อจำกัดทางกายภาพของธรรมชาติถิ่นที่อยู่

    สิ่งประดิษฐ์เหล่านั้นล้วนไม่เกิดจากน้ำมือของมนุย์อีกถิ่นหนึ่ง เช่น เอเชีย อาฟริกา

    และนั่นคือความแตกต่างในการมองโลกอย่างหนึ่งได้หรือไม่ขอรับคุณเพลงฝน

    ฉะนั้น ผมมองว่า เราต้องมอง หรือ ตีความคำว่า การมุ่งมั่นเอาชนะธรรมชาติ นั้น แท้จริงอาจไม่ตรงกับที่แปลคำต่อคำ แต่ก็นั่นละครับ ผมอาจคิดลึกไปก็ได้ แต่ทั้งนี้ผมมองจากวิถีของคนที่อยู่ในพื้นที่ต่างกัน

    เอาชนะธรรมชาติ กับ ฝืนธรรมชาติ นี่แตกต่างกัน

    โดยภาพรวม เรามักจะอยู่บนวิถีการฝืนธรรมชาติมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการเสริมแต่ง เสริมสวย ไม่อยากแก่เพราะกลัวแก่ กลัวตายจึงพยายามสรรหาอาหารประหลาด ๆ มาบำรุงบำเรอตนเองสารพัด

    ตีนหมีเอย หมาดำเอย เพื่อสนองตัณหาและเพื่อฝืนกฎ เกิด แก่ เจ็บ ตาย (ทางธรรมเรียกว่าอะไร)

    เอาชนะ กับ ฝ่าฝืนย่อมต่างกัน

    เอาชนะเพื่อเข้ากับธรรมชาติ

    แต่ฝืนนี่คือตัณหา…

    * * *

    แถมท้ายจากการฟังดร.สมเกียรติฯ หมอดู และโหราจารย์ที่ชอบทำนายเกี่ยวกับการเมือง เช่นนั้น เป็นการวิจารณ์ตามสิ่งที่เห็น เป็นการวิจารณ์ตื้น เด็ก ๆ มัธยม หรือผู้ที่สนใจการเมืองก็ทำได้

    วิจารณ์ หาได้ วิเคราะห์

    วิเคราะห์มีความน่าเชื่อถือได้มากกว่า วิจารณ์ อยู่บนพื้นฐานของสมมติฐานจากสิ่งที่ปรากฏหลาย ๆ ฐาน

    เชื่อว่า คุณเพลงฝนคงทราบดี เพราะเป็นผู้ชอบอ่านนิตยสารข่าวสุดสัปดาห์ ว่า วิเคราะห์นั้นย่อมใช้ปัญญามากกว่าตาดู หู ฟัง แล้วพูดตาม ขาดการใช้สมองในการคิดเชิงลึก

    เอาละ หมอดู ก็มีมาหลายพันปีแล้วสินะ เก่าแก่พอ ๆ กับอาชีพหนึ่งที่สุดแสนจะ “แคลสสิค” กว่าเป็นไหน ๆ

    -ด้วยมิตรภาพ-

    ป.ล.รักษาสุขภาพด้วยนะครับ

  3. โอ..แม่เจ้า!
    ลิ้งค์ข้าพเจ้าไม่ยอมมาขอรับ
    คงเป็นด้วยหัวเรื่องเที่ยวนี้ยาวครัน
    พอเปลี่ยนเป็นอักษรดาวเนฟจูนแล้วโอเว่อร์โหลด(ลองเหลือบดูแถวบนช่อง address ขอรับ)

    โพสท์ใดมีชื่อยาวจนล้นจอ จะทำให้ผู้คนลิ้งค์มายังโพสท์นั้น ๆ ไม่ได้
    แก้ไขโดยการใส่ ‘ชื่อสั้น ๆ’ (ขวามือในหน้า write post ขอรับ) เป็นภาษาปะกิด

    เป็นอันเรียบร้อย

    คารวะ

  4. อืมม์..
    อาทิตย์นี้อิ่มพุงกางเลยพี่ท่าน
    เจอวาทะกรรมแต่ละท่านเข้า ช่างรื่นรมย์นัก
    ยิ่งมาเจอเพลงฝนหล่นผลอย..
    ด้วยสำเนียงหยอกเอิน กัดนิดแหย่หน่อย ทว่าประเด็นหนัก

    พุงกาง
    พุงกาง

    เดี๋ยวเอาเช้าวันอาทิตย์ของข้าพเจ้ามาแปะบ้าง..สักครู่

    คารวะ

  5. สวัสดียามเที่ยงท่านทั้งสอง

    หนาวๆ บุรีรัมย์วันนี้อากาศเย็นยิ่งนักท่านทั้งสอง
    คาดว่าที่ฝนตกมาหลายเพลานั้นคงเพื่อดับร้อนการเมืองของเมืองนี้น่ะท่าน

    โทรศัพท์จากแดนไกลข้าเจ้านั้นเป็นเพียงจิตรกรหนุ่มขี้เมา มิใช่นายใหญ่ ฤา นายหญิง แต่อย่างใด
    แต่เป็นเสียงที่มีอิทธิพลกับข้าเจ้ามากกว่านายกเทวดาเป็นไหนๆ ((อันคำว่า “นายกเทวดา” ข้าเจ้าขอยืมคำที่พี่ท่านฟากโอเพ่นใช้เรียกบุรุษผู้นี้มาน่ะท่าน))

    ฟังท่านพูดถึงเรื่องธรรมชาติยาวๆ
    ข้าเจ้านึกถึงความรักที่หลุดลอย…ด้วยข้อหามันไม่เป็นธรรมชาติ
    ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นสักสองปีมาแล้ว ข้าเจ้าก็ตกหลุมรักด้วยเขาบอกว่า…ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ
    วันนั้นข้าเจ้าโง่เขลานักคิดว่า “ตามธรรมชาติ” คือ ตามธรรมชาติของข้าเจ้าเอง
    ข้าเจ้าจึงตามใจตัวเองเป็นหลัก แล้วมันก็ดันไปผิดหลักธรรมชาติของเขาเข้า

    อ้ะ…ข้าเจ้าเล่าซะยืดยาวเกินไป
    ด้วยต้องการจะให้ท่านเห็นว่า…สายตามนุษย์นั้นมองธรรมชาติไม่เหมือนกัน ไม่จำเพาะแต่ธรรมชาติหากเรายังโยงใยไปถึงการเมืองได้อีกด้วย

    อูย…พูดถึงการเมืองแล้วปวดหัวขอกินพาราฯ สักสองเม็ดก่อน
    เฮ้อ…เห็นเม็ดยาแล้วพาลไม่อยากกิน
    ถ้าบริษัทผู้ผลิตยาพาราฯ ทำให้ข้าเจ้ารู้สึกว่าการกินพาราฯ มันง่ายเหมือนกิน M&M ก็ดีสินะท่าน
    แต่นั่นล่ะ…มันอาจเป็นผลดีอย่างหนึ่ง เช่นทำให้การกินยาเป็นเรื่องง่ายขึ้น
    แต่มันก็ทำให้เราแยกแยะลำบากหากยากับขนมนั้นปะปนกัน
    และคำว่า “หวานเป็นลมขมเป็นยา” มันอาจสูญหายไปจากคลังคำของสมองคนไทยก็เป็นได้

    เรื่องวิจารณ์กับวิเคราะห์นี่เห็นจะเป็นจริงดังท่านว่า
    หากผู้วิเคราะห์ไม่ใส่ความเป็นตัวตนของตัวเองลงไปมากเกินไปน่ะนะ
    ที่สำคัญคือเราคนรับสารก็ควรคิดวิเคราะห์กันต่ออีกที
    ไม่ใช่ว่าสื่อว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น…จริงไหมท่าน

    ด้วยความเห็นส่วนตัวข้าเจ้าว่า…หมอดู…เป็นเช่นคนเก็บข้อมูลสถิติ สถิติการดำเนินชีวิตของมนุษย์จากรุ่นสู่รุ่น
    และจากรุ่งสู่ร่วง
    ด้วยถึงอย่างไรมนุษย์ส่วนใหญ่ก็ยังคงอ่อนแอเกินกว่าจะตัดสินชีวิตตน จึงจำพึ่งพาหมอดู
    เมื่ออุปสงค์มากอุปทานก็ตามมา แต่มันตามมาแบบไม่มีคุณภาพ
    อีกทั้งยังตั้งอยู่บนเชิงพาณิชย์มากกว่าอื่นใด
    การร่วงล่มสลายของพ่อหมอแม่หมอจึงเกิดขึ้น
    พร้อมๆ กับการที่เราๆ ท่านๆ ถูกสอนให้เชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ได้

    รักษาสุขภาพเช่นกันท่านอย่าออกไปตากฝนอย่างเข้าเจ้าล่ะ
    ฝนในเมืองหลวงของประเทศเรายิ่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็นฝนพิษ
    เอ้อ…มันเป็นฝนกรดใช่ไหมท่าน กรดนี่มันมีฤทธิ์กัดใช่มั้ยท่าน
    แล้วไอ้ที่มันตกมาวันนั้นมันกัดกร่อนความอยากได้ไคร่ดีในอำนาจลงบ้างมั้ยน้อ…

    ด้วยมิตรภาพ

  6. สวัสดียามบ่ายขอรับท่านพี่ และ คุณเพลงฝน(อ่านความเห็นพี่ท่านในคลับแล้ว)

    ว่ากันตามย่อหน้าของคุณเพลงฝน ซึ่งชวนให้ได้ขบคิดสนทนาต่ออย่างลอบแอบยิ้ม 😉

    นายกเทวดา–อ้อ ช่างคิดได้อย่างมีนัยยะ สนทนากับมิตรกวีผู้บวชเรียนมาตั้งแต่เป็นสามเณรกระทั่งอุปสมบท กลุ่มโดยสารวรรณกรรม–อันว่าเทวดา นั้น ยังคงมีกิเลส หมดเวลาเสวยบุญแล้วต้องมาจุติที่โลกมนุย์สร้างบุญสะสมบุญต่อ

    นั่นมันเรื่องของเทวดาจริง ๆ นะนั่นน่ะ

    นายกเทวดานั้น คงใช้วิชาสร้างภาพเช่นเทวดาสำหรับคนยาก บันดาลสุข (ไม่ถาวร) ให้กับผู้ยากไร้ (ยากไร้อะไร?)

    ทีนี้เทวดาเลว ๆ น่ะคงมีบ้างละ ไม่งั้นคงไม่ต้องจุติมาหรอก

    โอ้ว…ว่าไปนั่น ทั้งหมดเป็นเพียงข้อคิดของกระผมเท่านั้น (อย่าเชื่อโดยเด็ดขาด-ฮา)

    ปล่อยไปตามธรรมชาติ–สำหรับชีวิตของผม ผมมักจะใช้หลังทำภารกิจบางสิ่งบางเรื่อง หมายถึง ผลมันจะออกหัวหรือก้อย เรากำหนดไม่ได้ นอกจากคาดเดา และไม่คาดหวังกับผลนั้นมาก เพราะผลร้ายคือ จะต้องทุกข์ เมื่อเป็นตามธรรมชาติอย่างไร เราก็ยอมรับ หากไม่ตรงกับการคาดหมาย ก็ต้องพิจารณาอีกสักครั้งว่า เป็นเพราะอะไร แล้วปรับปรุง

    จะคิด ไม่ปล่อยไปตามธรรมชาติ ก่อนลงมือทำ

    ยอมรับผลที่ได้รับอย่างเคารพการตัดสินใจของตัวเอง ไม่ด่าไม่ว่า แล้วบอกว่า “รู้งี้ทำอย่างนั้นดีกว่า”
    ความจริง ถ้าเราไม่ทำอย่างงี้ เราคงไม่รู้ว่า เราควรจะทำแบบไหน แบบนั้นเอาไว้หลังจาก--รู้งี้

    วิจารณ์ และ วิเคราะห์ ต้องไม่ใช้อารมณ์ใส่ลงไป เห็นด้วย ควรมิควรที่จะต้องนำเสนอข้อมูลทั้งสองด้าน แสดงความเห็นในเชิงทัศนคติ ไมชี้นำ ไม่ชักจูง

    หนังสือข่าวที่ผมอ่านประจำมักไม่มีเรื่องทำนองนั้น บทความแต่ละบทความชวนให้คิดขบต่อยอด หากผมจะเชื่อก็เชื่อในข้อมูล ส่วนทัศนคติที่ตรงกันก็เป็นกำลังใจให้ว่า “เออ ยังมีคนคิดแบบนี้เหมือนกัน หาใช่คิดอยู่คนเดียว”

    คิดแตกต่าง แต่เป็นในทางเดียวกัน พูดจาประสาเดียวกัน ทำนองนั้นขอรับ

    เรื่องหมอดู ผมมองว่า ตำราฮวงจุ้ย นั้น ค่อนข้างใช้หลักธรรมชาติ มีเหตุและผล ว่าทำไมต้องวางห้องนอนทิศนั้น ครัวทิศนี้ ผมชอบลักษณะอธิบายแบบนี้ ส่วนเรื่องจะให้มั่งมีอะไรต่าง ๆ นั้น ฟังไว้เป็นกับแกล้ม

    ไพ่ยิปซีก็เช่นกัน ผมเคยลองศึกษาแล้วดูให้กับเพื่อน ๆ อันนี้ก็ใช้หลักจิตวิทยา หากดูเอาสนุกก็เยี่ยมเลย เพราะคนดูนี่ต้องวิเคราะห์เหตุต่าง ๆ แล้วตั้งสมมุติฐาน

    สมมุติฐานนี่ ก็มิได่หมายความว่า มันจะถูกต้องทั้งหมด หรือ อาจไม่ถูกเลย เพียงแต่เฉียด…

    ยังอยู่ที่การตีความ

    ถ้าดูแล้ว วิเคราะห์ ไม่ตั้งอยู่บนความไม่ประมาท มีสติ ก็เป็นการดี

    แต่ไม่สมควรพึ่งผู้ใด นอกจากตัวเราเอง
    เราคิด เราทำอะไร แม้คนอื่นไม่รู้ แต่เรานี่แหละรู้

    ฉะนั้น ความลับไม่มีในโลก
    ความลับนั้นมี แต่เราจะบอกใครล่ะ นอกจากตัวเรา

    ด้วยมิตรภาพครับผม

  7. lek Says:

    เซ็งอยู่อย่างเดียวครับ ที่คำทำนายบอกว่าทักษิณจะไม่รอด …. แต่กับรอดไปได้

    เข้าประเด็นเรื่องความเชื่อ….ผมได้ดูหนังเรื่อง Bones ตำรวจหนุ่มบอกกับสาวนักวิทยาศาสตร์ว่า
    “ในสมัยที่มนุษย์ยังไม่มีความรู้ เมื่อเค้าเห็นเงาแวบๆที่ปลายตา มีสองทางเรื่องคือ
    หนึ่ง สันนิษฐานว่าเป็นไฮยีน่า แล้วก็วิ่งหนี
    สอง ค้นหาความจริงว่ามันคืออะไร?

    พฤติกรรมของข้อที่หนึ่งมันอยู่ใน Gene ของมนุษย์เรา…จึงทำให้มีเราอยู่จนทุกวันนี้”

  8. มีนายกเทวดา แล้วยัง ฮายีน่า เข้ามาอีกหนึ่ง

    อุปนิสัยของฮายีน่า เป็นยังไง เราคงทราบกันดีอยู่

    บางครั้ง มนุษย์ก็เป็นยิ่งกว่า

    ดีนะท่าน แถวเขาดินไม่มีตัวนี้ ไม่งั้น นักข่าว หรือโหร มีงานเพิ่มอีกเพรียบบบ!

  9. mafee Says:

    เป็นคนชอบอ่านดวงในหน้า นสพ. แต่ไม่ชอบไปดูหมอ หนึ่งเพราะเสียดายตังค์ สองเพราะรู้อนาคตไปก็ไม่มีประโยชน์ ถ้ามันแม่นจริงรู้ไปจะกลัวไปล่วงหน้า ถ้าไม่แม่นยิ่งทำให้เราตีตนไปก่อนไข้

    แต่ก็ยังนั่งอ่านดวงในมติชนสุดสัปดาห์ทุกวันศุกร์ สนุกดี อ่านแล้วบางทีก็ลืม บางทีเขาบอกว่าดวงดีก็ครึ้มไปวันนึง ถ้าดวงท่าจะไม่ดีก็ อ่ะน่าไม่ตรงหรอก จะว่าไปก็เหมือนเล่นเกมตู้สล็อต หยอดไปเหรียญนึงแล้วคอยลุ้นอาทิตย์ละหน

    เห็นด้วยกับเรื่องฝนตกนะ ทุกอย่างถ้าอยากจะตีความไปในทางไม่ดีซะอย่างก็แถไปจนได้ ถ้าอยากให้มันดีก็ยังไถลไปได้อีก ไม่ค่อยศรัทธากับพวกหมอดูเท่าไร เห็นทายกันผิดตั้งหลายคนคนก็ยังเอาไปลงข่าวครึกโครม

    แต่ก็จะอ่านดวงในมติชนสุดสัปดาห์ต่อไป สนุกดี

    (เป็นคอมเมนท์ที่ไม่ค่อยจะเต็มบาทเท่าไร…ขออภัย)

  10. สวัสดีขอรับคุณ mafee

    ดวงของมติชนฯ ผมอ่านไม่รู้เรื่องเลยครับ
    ดวงดาว ฟากฟ้า เต็มไปหมด

    ไม่รู้ว่า ตีกัน โดยไม่บอกภาษาชาวบ้านตรง ๆ หรือเปล่า ฮา–

    ตรงไป หากไม่ตรงขึ้นมาจะถูกต่อว่าเสียงั้น


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s