ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

หาใช่แค่วันของเด็ก มกราคม 13, 2008

Filed under: สวัสดีวันอาทิตย์© — ประทีป จิตติ @ 00:38

 2/39

Clickวันหนึ่ง ๆ นั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว  จากวันเป็นสัปดาห์และกำลังจะเป็นเดือนไปในอีกไม่กี่วัน  เป็นเดือนแรกของปีที่กำลังจะผ่านพ้นไป

            ที่ผมอารัมภบทข้างต้นหาได้ตัดพ้อกับวันเวลาหรอกครับ เป็นเพียงความรู้สึกล้วน ๆ  และก็หาได้มีเพียงแต่ผมเพียงคนเดียวที่รู้สึกเช่นนั้น คนรอบข้างก็มีที่ตัดพ้อก็มี ไม่คิดอะไรก็มี

            สำหรับผมคิดเวียนวนต่องานเขียนว่าเร็วอย่างนี้ห้าวันที่ผ่านไปมีเรื่องอะไรบ้างให้เก็บมาบันทึก  งานวันอาทิตย์ส่วนใหญ่ไม่เคยขาดแคลนเรื่อง ทว่าบางครั้งการเดินทางของเรื่องราวที่จะเข้ามากระทบสมองก็มาอย่างเชื่องช้า ไม่สัมพันธ์กับวันเวลา  สำหรับสัปดาห์นี้ก็เช่นกัน  ดีที่ว่าวันเวลาที่ผมลงมือเขียนนี้ตรงกับวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม 

            ครับ, วันนี้เป็นวันเด็กแห่งชาติ  ผมไม่สามารถหลุดจากความรู้สึกของวันนี้

            วันเสาร์ผมยังต้องทำงาน  ทุกวันเสาร์จะออกจากที่พักช้ากว่าปรกติเพราะท้องถนนจะโล่ง รถติดไม่มากนัก  วันนี้ออกจากบ้านด้วยความไม่รีบร้อนรีบเร่งแต่เมื่อได้ขึ้นรถประจำทางฟังข่าวจากวิทยุพกพาบอกว่าวันนี้เป็นวันเด็ก  ผมเริ่มวิตก กระสับกระส่าย กลัวว่ารถจะติดเนื่องจากพ่อแม่ผู้ปกครองจะพาเด็กไปเที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆ ที่มีการจัดงาน

            แต่แปลกรถกลับไม่ติด  ท้องถนนโล่งว่าง  การจราจรลื่นไหลมากกว่าวันเสาร์ก่อน ๆ ด้วยซ้ำ  ทำให้ผมคิดถึงวันนี้เมื่อปีที่แล้ว  ก่อนถึงที่ทำงานผมจะต้องผ่านอาคารมาลีนนท์ (ที่ทำการสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 3) รถติดมาถึงแยกตลาดคลองเตย  พอผ่านไปก็เห็นเด็ก ๆ จำนวนมากมาร่วมกิจกรรมที่จัดหน้าลานของอาคาร  มีดารานักร้องนักแสดงมาร่วมกิจกรรมหลายคน  เป็นที่ชื่นชอบของเด็กและผู้ปกครองมากมาย

            แต่ปีนี้ไม่มีภาพอย่างนั้นให้เห็น ด้วยเพราะอยู่ในช่วงไว้ทุกข์จากการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ จึงร่วมมืองดงานบันเทิงรื่นเริง  เหตุผลนี้ประชาชนเข้าใจและเชื่อว่าเด็ก ๆ ก็เข้าใจ  อย่างไรก็ตามสถานที่หน่วยงานราชการบางแห่งก็ยังจัดงานวันเด็กอย่างเงียบ ๆ ไม่เอิกเกริกด้วยความสมควร

ผมถามตัวเองว่ามีวันเด็กแล้วทำไมไม่มีวันผู้ใหญ่บ้าง  คิดถึงเพลง วันเด็ก ของคาราบาวเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว  เนื้อหาสะท้อนการกระทำของผู้ใหญ่ที่พูดอย่างทำอย่าง  สอนเด็กไม่ให้ทำโน่นทำนี่แต่ตัวเองกลับทำให้เด็กเห็นเสียเอง

            ผู้ใหญ่ทั้งในบ้านและนอกบ้านต่างก็เป็นต้นแบบของเด็ก ๆ  มันจะมีประโยชน์อะไรหากพร่ำสอนเด็กอย่างนั้นอย่างนี้แต่ตัวทำเสียเอง  อย่างในเนื้อเพลงตอนหนึ่งที่ว่า “ดีกันรวมหัวใช้เรา ใช้ไปซื้อเหล้า ใช้ดูต้นทาง  ทำตัวให้เด็กรู้ตัวอย่าง ลูกไม้ไม่ห่างจากโคนต้นไม้”  หรือ  “เสียงด่า (เสียงตัวโน้ตสองตัวโดยกีตาร์-คำด่าสองพยางค์) ไม่ต้องหาคำแปล  ด่าพ่อล่อแม่ก็ปู่ย่าตายาย”  ชัดเจนในเรื่องของต้นแบบ

            หลานชาย (ลูกน้องสาวคุณแม่บ้าน) วัย 4-5 ขวบเป็นเด็กค่อนข้างดื้อ พูดจาไม่รู้ฟัง  หลายครั้งที่เขามาที่พักผมห้ามไม่ให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเช่นอย่ารื้อหนังสือ  ห้ามแล้วก็สอนด้วยว่าให้หยิบออกมาจากชั้นทีละเล่ม หยิบออกมาแล้วเก็บเข้าที่ให้เหมือนเดิม แต่เขามักมีอาการลิงหลอกเจ้า หน้าไหว้หลังหลอก  หากอยู่ในสายตาก็ทำท่าว่ารู้ฟังแต่พอลับสายตาเท่านั้นทุกอย่างเละเทะหมด  ไม่เจอกันอีกหลายเดือนจนเกือบปีคิดว่าจะรู้ความมากขึ้นที่ไหนได้ทุกอย่างยังเหมือนเดิม  คราวนี้มีนิสัยก้าวร้าวเพิ่มขึ้นตามวัยตามวันเวลา

            ครั้งนั้นเขามานอนค้างหนึ่งคืน  โชคไม่ดีเหลือเกินเป็นวันเสาร์ ผมต้องเขียนงานไปหงุดหงิดไป  หงุดหงิดกับการตามใจของยายของคุณแม่บ้าน  เธอจะตัดเล็บที่ดำปี๋ให้ก็ร้องกรี๊ด ๆ ไม่อยากตัดจนผมสติแตกในระดับหนึ่งที่ยังไม่ถึงขีดสุด พูดเสียงดังดุเขาว่า-อะไรกันหนักหนา โอ๊ย ผู้หญิงหรือผู้ชายกันนี่!  ได้ผลครับ ทั้งยายทั้งป้าผสมโรงบอกเขาว่า-เป็นไงลุงเขาดุแล้ว  เขาจึงเงียบ-สักพัก

            หงุดหงิดกว่าเดิมครับที่คนทั้งสองบอกเด็กว่า ‘ผมดุ’  ที่จริงผมปรามเขามากกว่า  ไม่ได้ตวาดด้วยเสียงเกรี้ยวกราดเลยสักนิด  แล้วเด็กจะมองผมยังไง มองผมในภาพไหนในความทรงจำกันเล่า

            เขาจะมองภาพไหนก็สุดแท้จะคาดเดา ที่แน่ ๆ เขาคงไม่ปลื้มผมนักหรอก  ในเช้าวันรุ่งขึ้นเขาจะกลับบ้านโดยคุณแม่บ้านจะไปส่ง  เขาร้องโยเย ๆ จะรีบกลับท่าเดียวในขณะที่ป้ายังแต่งตัวไม่เสร็จ  เขาเปิดปิดประตูห้องเสียงดัง  ผมยังเงียบรอดูต่อไปว่าเขาจะหยุดการกระทำนั้นไหม แต่ก็เปล่า  ผมร้องห้ามเขาด้วยเสียงดัง (ไม่ตวาด)  ได้ผล เขาหยุดชะงักทั้งเสียงทั้งการกระทำ  อึดใจเดียวเท่านั้นครับระหว่างที่ผมจับตามองเขา เขาพูดเสียงลอดไรฟันเบา ๆ ว่า “เหี้ย!”  หน้าตาแย้มยิ้มโดยหารู้ความหมายของคำคำนั้น

            ผมอยากเข้าไปตบปาก (เบา ๆ ) สักป้าบ  ไม่ใช่ด้วยความโมโหแต่ด้วยความเสียใจที่เขาซึบซับคำคำนั้นไปอย่างไม่รู้เรื่องราวอันใดเลย  พอดีคุณแม่บ้าน-ป้าของเขาพร้อมออกเดินทางแล้วจึงพาเขาออกไป  เรื่องนี้ผมไม่ได้บอกเธอเพราะเธอเองเคยเล่าให้ผมฟังบ้างแล้วว่าเขาเคยพูดอย่างนี้  เธอสอนเธอห้ามแต่ไม่คิดตบปากหรือตี (อย่างหอมปากหอมคอ) ให้เขาสำนึกว่าไม่ควรพูดอย่างนี้เหมือนอย่างผมคิด

            ในความเสียใจนั้นยังปนด้วยความเสียดาย  เสียดายที่พ่อแม่ของเขาไม่สั่งสอน  ไม่ใช่แค่ไม่สั่งสอนแต่ไม่รู้จักสอน

            คุณแม่บ้านเล่าให้ฟังด้วยความหนักใจว่าพ่อเขาสูบบุหรี่ กินเหล้า ทะเลาะด่าทอกับแม่เขาให้เห็นเป็นประจำ  ไม่ใช่แต่พ่อแม่เขาเท่านั้น  ลุงป้าก็เป็นไปด้วย  พวกเขาไม่คิดที่จะสั่งสอนอะไรแก่เขาเลย  เลี้ยงไปตามยถากรรม  ผมเองฟังแล้วก็หนักใจ  หนักใจมากเข้าไปอีกว่าผมช่วยอะไรเขาไม่ได้เลยนอกจากไม่คิดโกรธโทษการกระทำของเขา  ถ้าคิดก็ต้องไปไล่เบี้ยกับผู้ใหญ่ในบ้านนั่น  ผู้ใหญ่ไม่สั่งสอนแถมยังเพาะบ่มความชั่วร้ายเลวทรามทำร้ายทำลายเด็กทางอ้อม

            นั่นคือตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม  เป็นตัวอย่างของตัวอย่างของเด็กน้อยในวันนี้  หาได้เจตนาหลอกว่าเด็กแต่อย่างไร

เด็กจะดีหรือไม่ดี  จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในครอบครัว

            สภาพแวดล้อมที่ดีหาได้หมายความว่าครอบครัวนั้นจะต้องเป็นครอบครัวที่มั่งมีเท่านั้น  ลูกเศรษฐีทำตัวเป็นกากเดนสังคมก็มีให้เห็น  ขณะเดียวกันลูกชาวบ้านร้านตลาดตั้งแต่ระดับกลางลงไปสภาพครอบครัวไม่ดีเทียบเท่าก็เป็นคนดีคนธรรมดาก็มากมาย  (ผมคิดเข้าข้างตัวเองด้วยว่ามากกว่าคนมั่งมี เพราะคนมั่งมีมีน้อยกว่าคนไม่ค่อยมี  คนมั่งมีเป็นชนกลุ่มน้อย ทว่ามีอำนาจมากฉิบเป๋ง) 

            อย่างไรก็ตามเงื่อนไขดังกล่าวไม่ใช่เงื่อนไขตายตัว  ที่สุดแล้วขึ้นอยู่กับคน  ขึ้นอยู่กับความคิดรู้ดีรู้ชั่ว  แต่ละคนเลือกได้  พ่อแม่ผู้ใหญ่ในครอบครอบครัวสามารถเลือกวิถีชีวิตได้  เมื่อเลือกที่จะดีก็ส่งเสริมให้ลูกให้ได้ดี  เป็นคนดีมีคุณภาพ  ผลประโยชน์นี้ก็ไม่ตกกับใครนอกจากตัวเขาตัวพ่อแม่เอง

            แม้ว่าจะเขียนคำขวัญประจำปีให้สวยหรูมีความหมายที่ดีอย่างไร  หากได้แต่พูดและเขียนไม่ปฏิบัติให้เด็กเห็นเป็นตัวอย่างมันก็ไร้ค่า  ว่าก็ว่าเถอะครับ คำขวัญแต่ละปีนั้นมันขัดแย้งกับภาพความเป็นจริงเสียเกิน  ภาพจากการกระทำของผู้ใหญ่ที่มีและไม่มีอำนาจทั้งหลาย 

            (หากผมมีลูกจะบอกให้เขาอย่าไปใส่ใจมันเลย  ผมจึงจำไม่ได้สักคำขวัญเดียว  ชีวิตก็ไม่เห็นเดือดร้อนอะไร) 

             อนุมานได้อย่างนี้จะได้ไหมครับ  วันเด็กนั้นก็คือวันผู้ใหญ่อยู่ในตัว  ผู้ใหญ่ก็เคยเป็นเด็ก ขณะเดียวกันเด็กก็กำลังจะเป็นผู้ใหญ่  ฉะนั้นผู้ใหญ่อยากให้เด็กเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตอย่างไรก็ยึดเอาวันนี้ฉุกคิดทบทวนกันเสียหน่อย

            มองเด็กในวันนี้ก็เหมือนส่องกระจกมองตัวเอง  ไม่ต้องมีคำขวัญเพียงแค่รับคำร้องขอของเด็ก, สวัสดี ·

12 ม.ค. 51

           

  • ท้ายเรื่อง

วันเด็ก ให้เด็กเดินตามใคร แม่ตั้งวงไพ่ พ่อตั้งวงเหล้า ชกกันเหมือนมวยตู้วันเสาร์ ตีศอกโยนเข่า เอาให้ตายให้ตาย

เสียงด่า ไม่ต้องหาคำแปล ด่าพ่อล่อแม่ ก็ปู่ย่าตายาย ห้ามปรามเดี๋ยวจะถูกเลขท้าย เป็นเรื่องผู้ใหญ่ ผัวเมียตีกัน

ดีกันก็รวมหัวใช้เรา ใช้ไปซื้อเหล้าใช้ดูต้นทาง ทำตัวให้เด็กดูตัวอย่าง ลูกไม้ไม่ห่างจากโคนต้นไม้

วันเด็ก เราเป็นเด็กเกเร เพราะสังคมโปเก มีผู้ใหญ่นำเรา สร้างเธคให้เด็กได้โยกบั้นเด้า ดมยาดื่มเหล้า เอาให้เมาเช็ดดิน

ลูกหลาน ต้องคืบคลานลงเหว อนาคตเลวๆ ก็ผู้ใหญ่ตัวดี คำขวัญเขียนกันได้ทุกปี เผื่อผู้ใหญ่บ้างซิ….สมดุลกัน

อันว่าคำขวัญ เท่าที่ฉันผ่านมา เปรียบเหมือนตัวยาซีม่าโลชั่น แต่สังคมวันนี้ แย่ยิ่งกว่าสังคัง เขียนให้เด็กได้ฟัง มันก็ยังไม่พอ

พ่อกับแม่คือยา ปู่กะย่าตายาย และผู้หลักผู้ใหญ่ มีความหมายทุกคน อย่าปล่อยเด็กเดินชน โดยตามลำพัง เพราะสังคมสังคัง ยังไม่สมประกอบ

เด็ก ๆ ต้องโตเป็นผู้ใหญ่ อนาคตฝากไว้ ในกำมือเด็กๆ ถูกมอมเมาตั้งแต่เล็ก ผู้ใหญ่หลอกเด็ก เราจะแก้ที่ใคร เราจะแก้ที่เด็ก หรือแก้ที่ผู้ใหญ่ เราจะแก้ที่ใคร เราจะแก้ที่ใคร  แก้ที่ผู้เด็ก หรือแก้ที่ผู้ใหญ่ เราจะแก้ที่ใคร ….เราจะแก้ที่ใคร

มีวันเด็ก ก็ต้องมีวันผู้ใหญ่ ที่ก่อกรรมทำร้าย เด็กไทยวันนี้ นําอะไรนำในทางที่ดี เด็ก ๆ สมัยนี้….หูไวตาไว

วันผู้ใหญ่ เขียนให้เริ่ดเลยว่า ให้ตั้งหน้าตั้งตา ทําแต่คุณความดีอย่ากอบโกยกินกันมากนักซิ เด็ก ๆ สมัยนี้ นั้นแทบไม่มียัดปาก

วันเด็ก : คาราบาว : อัลบั้ม ประชาธิปไตย

Advertisements
 

7 Responses to “หาใช่แค่วันของเด็ก”

  1. อันที่จริง ท่อนสุดท้าย นี่ เดิมที

    “ยัดห่า”

    แต่โดนแบน จึงต้องเปลี่ยน

  2. ผู้ใหญ่ทุกคนล้วนมีบาดแผลแต่เด็ก
    มากบ้างน้อยบ้างตามแต่สภาพครอบครัว
    ก่อความผิดปกติทางพฤติกรรม, วิธีคิด, จิตใจ
    ..
    ..
    สืบทอดรอยแผลต่อกันมาเป็นรุ่น ๆ
    สังคมจึงได้วุ่นไม่เลิก
    ..
    ..
    เด็กบางคนถูกล่วงเกินทางเพศ โตขึ้นกลายพวกเบี่ยงเบน
    บางคนถูกทำร้าย โตขึ้นเอาบ้าง
    หลายคนพ่อแม่มีปัญหา มีวิธีคิดความเชื่อเพี้ยน ๆ ใช้กับลูก โตขึ้นเอาไปใช้กับสังคมโดยไม่รู้ตัว (หากต้องการตัวอย่างขอให้ดูพฤติกรรมมนุษย์ที่ชอบก่อปัญหา)
    เก้าลอเก้าดีกว่า

    หากวันเด็กเป็นวันบอกให้ผู้ใหญ่ทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในวัยเด็กที่ส่งผลกระทบเลวร้ายต่อวิธีคิด ต่อจิตใจของตน แล้วจัดการรักษาเยียวยาเสีย อย่าให้สิ่งที่ผิดพลาดในวัยเด็กมามีอิทธิพลต่อไป ก็น่าจะดีไม่หยอกนะขอรับ…

    พี่ท่านว่าไหม?

    คารวะ

  3. บางคนคิดเพียงว่า วัยวานวันเด็กของเขานั้นเป็นอย่างไร

    หมายถึง การไปเที่ยวงานวันเด็ก

    แต่…กลับมองข้ามไอ้สิ่งที่ควรคิดมากกว่านั้น

    หมายถึง ไม่ได้มองเด็ก เหมือนตัวเองส่องกระจก

    ไม่ก้อ…ชะโงกดูเงากะโหลกตะบักตะบวย

    สวัสดีวันอาทิตย์ขอรับพี่ท่าน

    ป.ล.มีคนยกมือประท้วงขอรับ (ผมมองไม่เห็นหน้า) ท่านกำลังพาดพิงถึงบุคคลที่สาม อิอิ

  4. วันเด็ก…เท่าที่อยู่ในความทรงจำ
    คือวันที่ได้ทำอะไรแบบผู้ใหญ่
    แต่พอหลังจากเติบโต…และผ่านบางอย่างมา
    ฉันมองเห็นวันเด็ก…เป็นวันที่เด็กบางคนได้ใช้ชีวิตแบบเด็กจริงๆ
    หลังจากเป็นผู้ใหญ่มาตลอดหนึ่งปีที่เส้นชีวิตเดินผ่าน

    เป็นวันที่เรา…คนที่เติบใหญ่ได้ลองกลับไปสนุกในโลกจินตนาการของเด็กอีกครั้ง

    “มองเด็กในวันนี้เหมือนส่องกระจกดูตัวเอง”
    ลองกลับเป็นส่องกระจกดูตัวเองมองหาแววตาของเด็กน้อยของเราในวันวาน
    วันที่ชีวิตไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน

    ไม่รู้สิ…บางทีฉันก็คิดว่าถ้าเป็นเด็กเราคงมีความสุขดีกว่านี้
    เด็กน่ะ…หกล้มถลอกปอกเปิกยังไง ไม่เท่าไหร่ก็ลืมความเจ็บ

  5. ก่อนเช้าวันเด็ก ผมนอนฟังรายการของจส. 100

    มีคนโทร.เข้ามาพูดถึงวันเด็ก–แน่นอนเป็นผู้ใหญ่ครับ อายุมากกว่าผมเสียมาก

    คำพูดหนึ่งที่ต้องกระตุกความคิด (กำลังเคลิ้ม) ไม่ว่าเราจะโตเท่าไหร่ ก็ยังเป็นเด็กสำหรับพ่อและแม่

    เด็ก กับ แก่ คนอยากเด็กมากกว่า--ค่อนข้างมาก นั่นเพียงเรามองที่วัย แท้จริงแล้วเรากำลังกลับเป็นเด็กอยู่เสมอ

    ที่ว่า คนแก่มักเหมือนเด็ก นั่นอาจใช่ครับ

    แต่เด็กในที่นี้นี้ ความเป็นเด็ก ที่สดใส

    ทำไมเราไม่คิดกระทำอะไรบางอย่าง เหมือนวัยที่เราเด็กบ้าง

    วัยเด็ก ความคิดสร้างสรรค์มากมาย

    อีกทั้งมองโลกในแง่ดีด้วยนะครับ

    ป.ล.ยินดีต้อนรับครับคุณเพลงฝน

  6. khun_aut Says:

    อ่านมาทั้งหมด … ผมขอเพิ่ม วันสำคัญ บ้าง

    วันลูก กับ วันนักเรียน …

    เรามีวันพ่อ มีวันแม่ … แล้ว วันลูก ล่ะ?
    เรามีวันครู … แล้ว วันนักเรียน เล่า?

    : )

  7. โอ้โห…..

    จริง ๆ แล้ว ดูเหมือนว่าทุกวันมีความสำคัญหมดเลย

    แต่ถ้าให้เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ คงแดงเต็มผืนปฏิทิน

    เอ…คิดไปได้ไงหว่า

    เอาวันเกิดละกัน

    เกิดอยากดื่ม กิน 555


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s