ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

เรื่องบางเรื่องที่อยู่เหนือความคาดคิด. ธันวาคม 2, 2007

Filed under: สวัสดีวันอาทิตย์© — ประทีป จิตติ @ 00:00

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมกับตะลุยดูหนังสี่เรื่อง  เริ่มตั้งแต่บ่ายสามยันเที่ยงคืน  แรกเริ่มก็ไม่พอใจที่แม่บ้านทำอะไรไม่ปรึกษากันก่อน  อยู่ดีไม่ว่าดีก็หาภาระเอามาแบกไว้เสียอย่างนั้น  ตามกฎของร้านเช่าให้วันต่อวัน  หากส่งคืนเลยกำหนดก็ถูกปรับค้าเสียเวลา  แต่เอาละ ผมเองก็หงุดหงิดไปอย่างนั้นเอง  เช่ามาแล้วก็แล้วไป  มีหน้าที่ดูก็ต้องดูถ้าไม่อยากเสียเงินค่าปรับ  และถ้าจะให้คุ้มค่าเงินที่เสียแล้วยิ่งต้องดู

            หนัง 4 เรื่องที่เธอเช่ามาไม่ซ้ำแนวกันสักเรื่อง  ผมจะไล่เรียงตามลำดับที่เปิดชม  เรื่องแรกแนวแอ็คชั่น  BEHIND ENEMY LINES : 2  ภาคนี้เทียบไม่ได้กับภาคแรก  แค่ตัวนักแสดงก็เทียบไม่ได้แล้วกับ Gene Hackman กับ Owen Wilson, เรื่องที่สอง THE NEW WORLD เรื่องนี้ออกแนวปรัชญา ผมดูรอบเดียวไม่ค่อยรู้เรื่องสักเท่าไหร่ ต้องดูครั้งที่สอง แต่เสียดายไม่มีเวลาย้อนชม  แต่ผมชอบเนื้อหาครับที่ย้อนเวลากลับไปในปี 1604 สมัยอังกฤษเพิ่งแล่นเรือไปถึงเวอร์จิเนียร์  เห็นภาพของเจ้าของดินแดนดั้งเดิมคือพวกอินเดียนแดง  ความขัดแข้งระหว่างอารยธรรมของเจ้าของเดิมและผู้มาใหม่  และมี Colin Farrell แสดงนำ ยอมรับละครับว่าหากไม่มีหมอนี่ผมคงไม่มีความอดทนดูจนจบ, เรื่องที่สาม REIGN OVER ME เรื่องนี้ผมไม่รู้จักดานานำและสมทบชาย  รู้จักแต่ดาราหญิงสมทบ Liv Tyler, เรื่องที่สี่ เป็นเรื่องที่ผมดูไม่จบ อีกทั้งไม่มีความชอบแนวนี้ คือ PIRATES OF THE CARIBBEAN

            ในสี่เรื่องนี่ผมชอบ REIGN OVER ME หรือชื่อไทยว่า ‘เพื่อเพื่อนสุดหัวใจ’ มากที่สุด  วันอาทิตย์นี้ผมจึงอยากเขียนถึงภาพยนตร์เรื่องนี้  ไม่ใช่เขียนลักษณะวิจารณ์ (ผมวิจารณ์ไม่เป็น)  ฉะนั้นผมจะเขียนไปตามเนื้อหาที่ได้ชมอย่างคร่าว ๆ  เหมือนที่ครั้งหนึ่งเคยเขียน LES MISÉRABLES ในลักษณะเดียวกัน– 

ชาลี ไฟน์แมน ชายผู้สูญเสียภรรยา ลูกสาว 3 คน และสุนัขอีกหนึ่งตัว จากเหตุการณ์การก่อวินาศกรรมเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001  คล้อยหลังจากวันนั้นหนึ่งวันเขาไม่เป็นชาลีคนเดิม

กระทั่ง 2 ปีผ่านไป…  วันหนึ่ง  อลัน จอห์นสัน ทันตแพทย์อดีตรูมเมทสมัยเรียนวิทยาลัยพบชาลีโดยบังเอิญบนท้องถนน  อลันร้องตะโกนเรียกทว่าชาลีไม่ได้ยินหรือใส่ใจ  อลันได้แต่ทอดถอนใจและเก็บไปรำพึงกับเจน ภรรยาของเขา  ทั้งคู่ต่างก็เห็นอกเห็นใจกับความสูญเสียของชาลี

วันต่อมา  อลันไปหาชาลีที่อพาร์ทเม้นต์พร้อมกับชวนไปกินกาแฟ  ด้วยความไม่ไว้ใจอะไรบางอย่าง ชาลีจึงเสแสร้งจำอลันไม่ได้  แต่สุดท้ายเมื่อคุยไปคุยมาชาลีก็ชั่งใจจึงเปิดใจรับคำเชิญ

ที่ร้านกาแฟชาลีพยายามเลือกสีที่จะทาห้องครัว  เขารำพึงรำพันกับอลันว่าเลือกไม่ถูก  จากนั้นจึงชวนอลันไปเยี่ยมชมที่พัก

อลันงุนงงแปลกใจกับสภาพภายในห้องพักของชาลีที่มีจอภาพขนาดย่อมที่เมื่อมาถึงชาลีก็เอาแต่นั่งเล่นเกมคอมพิวเตอร์  มีห้องซ้อมดนตรี  มีชั้นเก็บแผ่นเสียงเพลงเก่า ๆ  และห้องครัวที่กำลังตกแต่งค้างอยู่  ทั้งหมดนี้นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้อลันสงสัย และพยายามเข้าใจว่า เป็นเพราะการสูญเสียครอบครัวจึงทำให้ชาลีเปลี่ยนไปเป็นคนละคน  ชาลีกลายเป็นคนซึมเศร้าอย่างชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ  ไม่เป็นชาลีอย่างที่เขาเคยรู้จักเช่นในอดีต  และคิดอยากช่วยเหลือชาลีให้หลุดพ้นจากความทุกข์

อลันจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับแองเจลา นักจิตวิทยาสาวที่เขามักนำเรื่องส่วนตัวทั้งจากครอบครัวและหน้าที่การงานมาปรึกษากับเธอเป็นประจำอยู่เสมอ  ทั้งนี้เรื่องราวต่าง ๆ นั้นอลันไม่เคยปริปากบอกเล่ากับเจนเลย  อย่างไรก็ตาม  แองเจลา ไม่สามารถให้ความกระจ่างแก่อลันมากนัก เนื่องจากข้อมูลของกับชาลีไม่เพียงพอที่จะทำการวิเคราะห์  เธอจึงแนะนำเขาว่าต้องหาสาเหตุที่แท้จริงให้ได้ก่อนว่าอะไรคือสิ่งที่ครอบงำจิตใจชาลีอย่างแท้จริง

ด้วยความปรารถนาที่จะช่วยเพื่อนอย่างสุดใจ  อลันจึงมุ่งมั่นที่จะค้นหาสาเหตุนั้นให้ได้

อลันย้อนกลับไปหาชาลีที่อพาร์ทเม้นต์อีกครั้ง ทว่าชาลีไม่อยู่  อีกทั้งไม่ได้รับการต้อนรับจากหญิงเจ้าของตึก  เธอพยายามปฏิเสธว่าชาลีไม่ต้อนรับใครมานานแล้ว  อลันจึงต้องอธิบายว่าเมื่อคืนชาลีเพิ่งพาเขามา  บอกด้วยว่าชาลีกำลังทำห้องครัวใหม่ ทว่าไม่เป็นผลสำเร็จ  เธอว่าใคร ๆ ก็รู้กันทั้งนั้นว่าชาลีทำห้องครัวใหม่ทุก 2 เดือน  อลันรู้สึกจนใจที่จะอธิบายต่อไป  แต่แล้วจู่ ๆ ชาลีก็โผล่มา  ยังไม่ทันจะอธิบายแก่หญิงเจ้าของตึกก็ปรากฏร่างมิสเตอร์แอนด์มิสซิสทิมเปิ้ลแมน พ่อตาแม่ยาย  ชาลีลนลานตาลีตาเหลือกรีบพาอลันไปจากที่นั่น

ชาลีพาอลันไปที่ผับแห่งหนึ่งที่มีการเปิดตัววงดนตรีพั้งก์ร็อคหน้าใหม่  ชาลีเป็นนักดนตรีเป็นมือกลองของวงดนตรีนั้น  อลันนั่งชมด้วยความทึ่งด้วยไม่คาดคิดว่าชาลีผู้มีบุคลิกซึมเศร้าจะมีชีวิตอีกด้านหนึ่งตรงกันข้าม  อลันฉงนใจกับพฤติกรรมของชาลีมากกว่าเดิม  อย่างไรก็ตาม เขากลับรู้สึกดี ๆ ว่า อย่างน้อยก็ยังดีกว่าจะเห็นเพื่อนหงอยเหงาเศร้าซึม

หลังการแสดงดนตรี  อลันพูดคุยสัพเพเหระกับชาลีแล้ววกเข้าเรื่องครอบครัว  ทั้งหมดนั้นอลันทำเพียงเพื่ออยากรู้ปัญหาที่ชาลีเผชิญอยู่ว่าแท้จริงแล้วใช่เรื่องนี้หรือไม่  ชาลีเกิดอารมณ์เกรี้ยวกราดทันที  กล่าวหาอลันว่าเป็นคนหลอกลวง  ว่าเขารับจ้างมาจากคนพวกนั้น (ชาลีไม่เอ่ยนาม)  ชาลีโมโหสาดกาแฟใส่หน้าเขา  อลันพยายามชี้แจงพร้อมบอกให้ชาลีสงบจิตใจ  ทว่าชาลีไม่ยอมหยุดอีกทั้งยังขับไล่ไสส่งอลันอย่างสาดเสียเทเสีย

อลันได้แต่ส่ายหน้า  มึนงงต่อการกระทำของชาลี  จากมาด้วยความสงบ  เป็นห่วงสภาพจิตใจของเพื่อนมากยิ่งกว่าเดิม  ขณะเดียวกันชาลีก็สำนึกผิดเมื่ออารมณ์ค่อยๆ สงบลง

กลางดึกคืนนั้นชาลีมาพบอลันเพื่อขอโทษ  และชวนอลันลงไปเดินเล่น 

อลันเล่าถึงปัญหาเกี่ยวกับผู้ร่วมงานที่คลินิกให้ชาลีฟัง  ระบายความอัดอั้นตันใจกับการกระทำจากผู้ร่วมงานโดยปราศจากการให้เกียรติในฐานะที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งคลินิก  โดยเฉพาะไม่คิดช่วยเหลือเมื่อดอนน่า คนไข้สาวประจำขู่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากเขาข้อหาล่วงเกินทางเพศ  อลันอธิบายเรื่องนี้ให้ชาลีฟังว่าแท้ที่จริงแล้วหล่อนโกรธเขาที่ไม่ยอมมีเซ็กซ์กับเธอต่างหาก  อลันลงความเห็นว่าหล่อนเป็นโรคจิต  ชาลีรับฟังเรื่องของเขาอย่างเต็มใจ–เรื่องนี้อีกเช่นกันที่อลันไม่เคยคิดเล่าและปรึกษาเจนเลย  

อลันเริ่มติดชาลี  เขารู้สึกว่าเมื่ออยู่กับชาลีเขามีอิสระเช่นที่ชาลีเป็นอยู่  ชาลีสอนให้เขาเล่นเกมคอมพิวเตอร์  สอนให้เขารู้จักปลดปล่อยความเครียดต่าง ๆ ที่อัดแน่นอยู่ในใจออกมาเช่นการใช้เสียงเพลง กีตาร์ กลอง และจินตนาการว่าทั้งคู่กำลังโชว์อยู่บนเวทีท่ามกลางคนดูนับร้อยนับพัน  เขาเพลินอยู่กับชาลีกระทั่งไม่กลับบ้าน  เจนต่อว่าอลันราวกับเขาทำเรื่องเหลวไหลอย่างไม่น่าให้อภัย  แต่อลันไม่สนใจในเหตุผลของเธอกลับคิดว่าเธอกำลังอิจฉาชาลี

วันหนึ่งชาลีพาอลันไปดูหนังที่ฉายแบบมาราธอนตั้งแต่หัวค่ำยันเช้า  อลันอยากปฏิเสธแต่สุดท้ายก็อดจะขัดไม่ได้  หนังจบ  เจนโทรศัพท์เข้ามาบอกว่าพ่อของเขาตายแล้ว  ตายระหว่างที่เขากำลังเพลินชมภาพยนตร์! 

“ชาลี  เมียฉันโทร.มาบอกว่าพ่อฉันตายแล้ว” 

ชาลีมีสีหน้าเจื่อนลง แล้วว่า  “die-dead น่ะเหรอ” 

ชาลีพยายามเลี่ยงไม่พูดถึงความตายมากไปกว่านั้น  อีกทั้งยังชวนเขาไปกินอาหารเช้า “พ่อฉันตายแล้วนะ!”  อลันย้ำกับชาลีด้วยความงุนงง  ทว่าชาลียังคงย้ำชวนเขาไปกินอาหารเช้าอีก! 

“เฮ้ ชาลี  พ่อฉันตายทั้งคนนายยังมีกะจิตกะใจชวนฉันไปนั่นไปนี่อีกเหรอ!” 

อลันไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดชาลีจึงพูดไม่รู้ฟัง 

“ฉันแค่อยากพานายไปกินข้าวเท่านั้นเอง”  ชาลีสียังคงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

อลันส่ายหน้า  เดินจากไปอย่างเงียบ ๆ…

งานศพพ่อผ่านไป  ชาลีมาขอโทษอลัน  อลันไม่ติดใจและบอกชาลีว่า เรายังคงเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม

อย่างไรก็ตาม  อลันยังไม่ลดละความพยายามเค้นหาสาเหตุอันแท้จริงที่ครอบงำจิตใจของชาลี แต่เมื่อเขาพูดถึงภรรยาและลูก ๆ ชาลีจะมีอาการเกรี้ยวกราดทันทีทุกครั้ง  อลันรอให้อารมณ์ชาลีสงบจึงพยายามเกลี้ยกล่อมชาลีให้ไปพบแองเจลา  แรกเริ่มชาลีไม่ไว้ใจ แต่ด้วยความเชื่อใจในความเป็นมิตรของเพื่อน สุดท้ายชาลีจึงยอมรับตกลง

ทว่าแม้แองเจลาจะปฏิบัติต่อชาลีอย่างละมุนละม่อมเพียงใด เขาก็ยังไม่ยอมเปิดใจพูดในสิ่งที่เขาเก็บงำไว้  ทุก ๆ เรื่องยิ่งเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวแล้วเขาไม่ปริปาก  กระทั่งเขาระเบิดมันออกมาว่าเขาเบื่อ  เบื่อที่จะต้องมาพบหล่อนเพื่อที่จะให้หล่อนเค้นให้เขาพูดเรื่องครอบครัวออกมา  สุดท้ายแองเจลาจึงตัดสินใจแนะนำเขาตรง ๆ ว่า เขาควรจะต้องพูด–พูดกับใครก็ได้ที่เขาไว้ใจ 

แม้ชาลีจะแข็งขืนปฏิเสธความหวังดี  แต่ในที่สุดเขาก็เลือกที่จะพูดกับอลัน  ทว่ามันไม่ได้ช่วยให้สภาพจิตใจเขาดีขึ้นมากไปกว่าเดิม

เมื่อชาลีกลับไปที่พัก  เขารู้สึกเบื่อชีวิตนี้เต็มทนอย่างถึงที่สุด  เขาค้นหาปืนพก  พยายามค้นหาลูกกระสุนทว่าหาไม่พบ  เขาโซซัดโซเซออกจากที่พักไปตามถนน  จงใจเดินตัดหน้าขวางรถแท็กซี่เพื่อหาเรื่องทะเลาะแล้วชักปืนขึ้นมา!

เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำการอยู่แถวนั้นร้องบอกให้เขาทิ้งปืน แต่เขากลับหันปากกระบอกปืนมาทางเจ้าหน้าเหมือนจงใจให้ยิงเขา  ทว่าเจ้าหน้ากลับประวิงเวลาไว้ กระทั่งคู่หูแอบย่องเข้าชาร์จด้านหลังแล้วควบคุมตัวเขาไปโรงพัก

ทางกรมตำรวจไม่ปรารถนาควบคุมตัวพ่อหม้ายจากเหตุการณ์ 9/11  มันดูโหดร้ายเกินไป แต่จำต้องส่งเขาไปควบคุมที่โรงพยาบาลประสาทเพื่อตรวจดูอาการหนึ่งเดือน 

ที่นั่น ชาลีมีสภาพที่แย่ลงเนื่องจากระบบของโรงพยาบาล  อลันและแองเจลาจึงเดินเรื่องขอตัวชาลีออกมา  ก่อนไปให้การในศาลตามอีกครั้งหนึ่ง

ที่ศาล ชาลีถูกกดดันจากอัยการ โดยการพยายามนำพ่อตาแม่ยายของเขามาชี้แจงพฤติกรรมของเขาหลังจากสูญเสียครอบครัว  โดยทั้งหมดพยายามจะชี้ให้ศาลเห็นว่าเขามีอาการทางประสาท ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่น ๆ ในสังคมด้วยการย้ำถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปหลังวันที่ 11 กันยายน ปี 2001  รวมทั้งนำภาพครอบครัวให้เขาเห็นอย่างจงใจ และตั้งใจ 

ชาลีเกิดอาการสติแตกกลางศาลเมื่อถูกกดดันจากทนายฝ่ายอัยการ  ผู้พิพากษาเรนส์ระงับการพิจารณาชั่วคราวพร้อมทั้งเรียกทนายทั้งสองฝ่ายรวมทั้งพ่อตาแม่ยายของชาลีเข้าหารือ  พร้อมกับแนะนำว่าสมควรจะยุติเรื่องนี้  ผู้พิพากษาเรนส์ขอร้องให้คนเหล่านั้นเห็นใจชาลี  อีกทั้งชี้ให้เห็นว่าชาลีนั้นไม่ได้มีอาการทางประสาท เขาเพียงแค่มีความกดดันจากการสูญเสียครอบครอบอันเป็นที่รัก ซึ่งไม่มีใครต่างปรารถนานัก  เขาเพียงต้องการคนเข้าใจ และต้องใช้เวลาในการรักษาบาดแผลทางใจ

เมื่อสติของชาลีสงบดีแล้วเขาจึงตัดสินใจที่จะพูดความในใจบางอย่างกับพ่อตาแม่ยาย

            “พวกคุณไม่ต้องเอาภาพพวกเธอมาเน้นย้ำความรู้สึกของผมหรอก  ผมไม่เคยลืมเลือนพวกเธอ!  ผมเห็นพวกเธอตลอดเวลาที่อยู่บนท้องถนน  เห็นทุกคนเป็นพวกเธอ  แม้แต่หมาเยอรมันตัวโตผมก็เห็นเป็นพูเดิ้ลตัวน้อยอยู่ทุกวี่วัน  ผมไม่จำเป็นต้องพกภาพพวกเธอติดตัวตลอดเวลาเหมือนพวกคุณ  มันอยู่ในนี้!”  เขาชี้นิ้วรัวที่ศีรษะตนเอง  “มันไม่มีวันลบเลือน!”

วันถัดมา ชาลีย้ายที่พักใหม่โดยมีอลันให้ความช่วยเหลือ  ก่อนจากกันอลันถามชาลีในสิ่งที่ติดข้องใจ 

“ทำไมนายต้องแต่งครัวใหม่ทุกสองเดือน?…”

ชาลีบอกอลันด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยน้ำตาคลอว่า  ครั้งสุดท้ายที่เขาได้คุยกับภรรยาทางโทรศัพท์  เธอเซ้าซี้เขาถึงเรื่องครัวใหม่  เขาโมโหที่เธอเลือกพูดไม่ถูกเวลา  เขากำลังจะไปสนามบินให้ทันเที่ยวบิน เพื่อไปสมทบกับครอบครัวเธอที่ลอส แองเจลิส  เขาโมโห  เขาโกรธ  แล้วเขาก็หุนหันตัดสายไป  เมื่อไปถึงสนามบินจึงทราบข่าวการจี้เครื่องบิน!  เครื่องลำนั้นเป็นลำเดียวกับเธอ ลูก ๆ และสุนัขเดินทาง… 

อลันรับฟังด้วยสีหน้ากระจ่างแจ้งแก่ใจ  นั้นเองที่ชาลีพยายามปฏิเสธตัวตน ปฏิเสธชีวิตที่เหลือ  เป็นสิ่งที่อลันเองมิเคยคาดคิด  และหากว่าชาลีไม่เผยมันออกมาก็ย่อมไม่มีใครรู้ได้เช่นเดียวกัน 

ปมของเรื่องบางเรื่องก็เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงเหมือนกัน

อลันกล่าวลาชาลีขอตัวกลับบ้าน  เจนโทรศัพท์เข้ามา  ยังมิทันที่เธอจะกล่าวว่าเช่นไรอลันก็ชิงพูดฝ่ายเดียว บอกเธอว่า ต่อนี้ไปเขาจะไม่ปกปิดคิดรักษาเรื่องส่วนตัวและนำไปปรึกษาคนอื่นอีกแล้ว  เขาจะคุยกับเธอ จะปรึกษากับเธอทุกเรื่องทุกอย่าง… 

แล้วอลันก็รีบกลับบ้านทันที  เขาบอกกับตัวเองว่าถึงเวลาเปิดประตูโลกส่วนของเขาสักที  ชีวิตของชาลีเป็นตัวอย่างอย่างดีโดยที่เขาไม่จำเป็นต้องลอกทำตาม

ผมเล่าเรื่องนี้มาด้วยความยาวสองหน้าครึ่งของกระดาษพิมพ์  จากระยะเวลาสองชั่วโมงเศษ ๆ (124 นาที) ของความยาวภาพยนตร์เรื่องนี้

ผมพยายามมองภาพรวมของเรื่องทั้งหมดว่าหนังต้องการสื่อสารถึงสิ่งใดเป็นแก่นก็คิดได้ถึงประโยคหนึ่งที่ว่า “ทำดีให้กันก่อนจะสาย…”  ผิดถูกอย่างไรไม่มีคำตอบ  สุดแท้แล้วแต่ผู้ชมแต่ละท่านจะคิดนึกตีความ 

ผมประทับใจภาพยนตร์เรื่องนี้ในด้านที่ฉายภาพความเป็นมิตร  มิตรภาพที่เพื่อนมีต่อเพื่อน  อีกทั้งยังได้แง่คิดที่ว่าอย่าพยายามด่วนสรุปการกระทำของคนอื่นว่าเกิดจากสิ่งนั้นสิ่งนี้ เพราะนั่นเป็นเพียงข้อสมมุติฐานของเราเอง  ปมเหตุที่แท้จริงมีคนรู้เพียงแค่คนเดียวคือตัวบุคคลนั้น-เท่านั้น  และแม้ว่าปมนั้นจะดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ สำหรับเราก็เถอะ ทว่ามันอาจมีความหมายที่ยิ่งใหญ่-รุนแรงสำหรับเขา  เช่นเดียวกับเรื่องราวของชาลี ไฟน์แมน!

และท้ายสุดผมขบคิดต่อไปว่า ผลพวงจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 คนอย่างชาลี ไฟน์แมนนั้นจะมีเป็นจำนวนเท่าไรในสังคมอเมริกัน?-จำนวนนั้นคงไม่น้อยไปกว่าผู้วายชนม์, สวัสดี ·

28-29 พ.ย. 50

 

reign_over_me.jpg· ท้ายเรื่อง

REIGN OVER ME (2007)

Let in the unexpected

-กำกับภาพยนตร์/บทภาพยนตร์ โดย Mike Binder

-นำแสดงโดย Adam Sandler, Don Cheadle, Liv Tyler, Saffron Burrows, Jada Pinkett Smith, Donald Sutherland และ Mike Binder

            ผู้เขียนขอขอบคุณ

-www.imdb.com สำหรับข้อมูลภาพยนตร์

-คุณแม่บ้านที่กรุณาสรรหาแผ่นจากร้านเช่า (แม้ว่าเงินค่าเช่าจะเป็นของผมก็ตาม-HA!)

-และต้องขออภัยนะครับ หากการเรียงลำดับเรื่องอาจตกหล่นผิดพลาดไปบ้าง เนื่องจากผมมีโอกาสชมได้เพียงรอบเดียวแล้วพยายามเค้นดึงความทรงจำอันประทับใจต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมา

อ่าน LES MISÉRABLES

Advertisements
 

8 Responses to “เรื่องบางเรื่องที่อยู่เหนือความคาดคิด.”

  1. เล่นหนังรึ!
    เดี๋ยวไปตามจี-รามาจัดการ!

  2. ดึกดื่นปานนั้น เช่นไรท่านยังมิหลับนอนพัก…

    ขอบคุณครับสำหรับลูกค้ารายแรก

    แนวทางของข้าพเจ้ากับท่านจี-รา อาจดูคล้ายกัน

    ทว่า มันไม่คล้ายกันแน่ขอรับ

    เพียงเพราะข้าพเจ้าหาได้คิดอยากเขียนเช่นนี้มากนัก

    หากว่า ไม่ประทับใจ กับภาพยนตร์ จริง ๆ

  3. คาใจ Says:

    สวัสดีท่านพี่ ไม่โผล่มาเสียนาน เพราะท่านน้องรับจ๊อบเยอะไปหน่อย
    เลยหายหัวไปหลายวันอยู่ … ตอนนี้กลับมากวนได้เเล้ว…

    เรื่องหนัง เมื่อคืนท่านน้องก็เสร็จจากงานทุกอย่าง เพราะอ. บอกว่า perfect ดีใจจนนอนไม่หลับ นึกได้ว่าน้องคนหนึ่งให้ยืมหนังมาก็เลยดูซะ

    เรื่อง all about Lily Chou Chou เรื่องนี้หม่นเลือกกำลัง แล้วก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอีกต่างหาก สำหรับตัวเองถ้าไม่เป็นแฟนหนังญี่ปุ่นคงเลิกดูตั้งเเต่กลางเรื่องแล้วค่ะ แต่ก็ดูจนจบค่ะ ลองหามาดูนะท่านพี่ จะให้ลองเล่าคร่าวๆ รึก็ คนมันดูไม่รู้เรือง เลยเล่าค่ราวๆ ก็ยังไม่ถูกเลย

  4. สวัสดีขอรับน้องคาใจ

    แว่วรำพึงอยู่เหมือนกันว่า หายหน้าไป อ้อ เมคมันนี่นี่เอง สนับสนุน ๆ ขอรับ

    ขอบคุณสำหรับภาพยนตร์ที่แนะนำมาครับ

    รื่นรมย์ และรมณ์รื่นกับชชีวิต

    ด้วยมิตรภาพ

  5. คาใจ Says:

    ฮ่า ๆ ๆ เปล่าหรอกท่านพี่ ก็เเค่ช่วยงาน อาจารย์บ้าง

    ตามที่จะเรียกใช้….ที่จริงเพราะเกรงท่านเท่านั้นหละค่ะ
    ไม่งั้นไม่ทำหรอก ดูสิ …ทำให้ต้องหายหัว หายตัวไปนาน
    ไม่ได้อ่าน สวัสดีวันอาทิตย์ไปหลาย วันอาทิตย์ แน่ะ

  6. อ๋อ มิเป็นไรขอรับ

    อย่างไรเสีย กลับมาย้อนอ่านเสียหลายเรื่อง ๆ ก็ได้

    ชดเชยที่ไม่ได้อ่าน…

    555

  7. อะโหย..ดู สี่เรื่องซ้อนเลยหรือท่าน…
    ซ้อนสี่…เดี๋ยว “นาย” จับ นะท่าน

  8. ซ้อน 4 ไม่ไหวจะล้มกลางทางเสียก่อนซีครับ

    มีหวังหัวแบะก่อนเจอายท่าน 😉


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s