ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

หนทางข้างหน้าอยู่ที่เบื้องหลัง พฤศจิกายน 4, 2007

Filed under: สวัสดีวันอาทิตย์© — ประทีป จิตติ @ 00:00

งานเขียนชิ้นแรกที่ได้ลงตีพิมพ์ในหน้านิตยสารกลับมิใช่เรื่องแรกที่ผมเขียน

            เรื่องสั้น วันพ้นโทษ เป็นผลงานลำดับที่สี่  เขียนครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2547  แก้ไขไปมานับไม่ได้ว่ากี่ครั้งกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ได้อย่างใจก็ล่วงมาถึงเดือนมีนาคม 2548  จากนั้นส่งนิตยสารหญิงไทย  รอเวลา  กว่าจะได้ลงตีพิมพ์ก็เมื่อเดือนตุลาคมปีเดียวกัน  กว่าหนึ่งปีหากนับจากวันที่เขียน  และกว่าห้าเดือนจึงได้รับคัดเลือก 

            แล้วเรื่องสั้นสามเรื่องก่อนหน้านั้นล่ะหายไปไหน  ส่งนิตยสารหรือเปล่า?…

            ครับ  ผมส่งไปสองเรื่อง  และทั้งสองเรื่องนั้นไม่ผ่านการพิจารณา  ถึงวันนี้ผมหยุดความตั้งใจที่จะนำเสนองานทั้งสองแล้ว  หนึ่ง เพราะคิดว่าเสียเวลาเปล่า  สอง มันเป็นผลงานการเขียนที่ไม่เข้าที่เข้าทางดีนัก  เนื่องเพราะยามนั้นยังอ่อนด้วยฝีมือและประสบการณ์  ย้อนกลับไปอ่านยังพบข้อบกพร่อง  หากจะแก้ก็ต้องรื้อเกือบทั้งหมด  อีกทั้งไม่มีพลังมากพอที่จะย้อนนึกถึงอารมณ์ของแต่ละเรื่อง  สู้เอาเวลามาเขียนงานใหม่เสียยังดีกว่า

            ทีนี้ถามว่าแล้วทำไมเรื่องสั้นลำดับที่สี่ถึงได้รับการตีพิมพ์?… 

จากหนึ่งถึงสี่หากเรียงตามลำดับแล้วไม่ห่างกันเลย  ครับ ถ้ามองเช่นนั้นมันก็ไม่ห่าง  ทว่าระยะเวลาที่เขียนนี่ห่างกัน  คือห่างกันเกือบสามปี  สามเรื่องแรกนั้นเขียนตั้งแต่ปี 2544  จากนั้นผมก็ไม่ได้เขียนอะไรอีกเลย  กระทั่งเปลี่ยนงาน ผันตัวเองเข้ามาสู่วงวรรณกรรม

            หน้าที่หลักของผมคือพิสูจน์อักษรนิยาย  ผมได้อ่านนิยายหลากหลายเรื่อง  หลายนักเขียน  หลายสำนวน  ทำให้ผมคิดจับปากกาอีกครั้ง  ครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นใหม่หมด

            ข้อบกพร่องที่เห็นเด่นชัดของเรื่องสั้นทั้งสามคือ เรื่องการใช้ภาษา  ผมใช้ฟุ่มเฟือยมาก  ทั้งคำซ้ำ  คำที่ใช้บ่อยจนติดกลายเป็นพร่ำเพรื่อ  เช่นคำว่า ‘ก็’ ปรากฏอยู่แทบจะทุกย่อหน้า  และแต่ละย่อหน้าปรากฏคำคำนี้มากกว่าสี่ถึงห้าที่ (ขึ้นกับความยาวของแต่ละย่อหน้านั้น ๆ)  สำหรับคำเชื่อมประโยค ‘ที่ ซึ่ง และ’ ผมใช้มั่วใช้ผิดมาตลอด

            นอกจากคำซ้ำ คำเชื่อม คำที่ใช้พร่ำเพรื่อ  ความเป็นเอกภาพแต่ของละย่อหน้ายังมีความลักลั่นกระโดดไปกระโดดมา  นั่นเพราะความอ่อนด้อยประสบการณ์โดยแท้  อ่อนด้วยเรื่องการเรียบเรียงความคิด  อ่อนด้วยการเรียงร้อยถ้อยคำ

            ห้วงยามนั้นผมไม่ทราบหรอกว่า เอกภาพ นั้นหมายถึงอะไร  ต่อเมื่อซักถามมิตรรักผู้ซึ่งรักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจจึงได้ทราบว่าเอกภาพคือ ความสัมพันธ์ซึ่งกัน ของแต่ละย่อหน้า  จากหนึ่งมาสอง จากสองมาสาม…กระทั่งสุดท้ายต้องเกี่ยวร้อยรัดเรียงกัน  หากเป็นเรื่องสั้นก็เปรียบเหมือนการเขียนวงกลมให้โค้งมาบรรจบกันที่จุดเริ่มโดยมีจุดศูนย์กลางซึ่งเปรียบได้กับแก่นของเรื่องเป็นหลัก  หากเป็นนิยายก็เปรียบได้กับโซ่ที่คล้องกันไปแต่ละข้อตั้งแต่แรกถึงสุดท้าย  หรือพูดให้ง่ายเข้าตามนักเขียนที่ผมเคารพ  ท่านว่า  นิยายก็เหมือนเรื่องสั้นหลาย ๆ เรื่องมาร้อยเรียงต่อกันนั่นเอง  เรื่องสั้นมีพล็อตเดียว  นิยายมีพล็อตหลัก และพล็อตย่อย

            พูดไปทำไมมี  ฟังแล้วก็ปวดหัวพาลคิดเขียนสิ่งใดไม่ออกอยู่นาน–

            หาตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม  นิยาย (เรื่องยาว) ดูตัวอย่างได้จากภาพยนตร์  เรื่องสั้นดูได้จากละครสั้น (เช่นบางรักซอย 9 ที่ผมชื่นชอบ)

            ภาพยนตร์ (ละครก็ได้) แบ่งโครงสร้างออกเป็น sequence หลาย ๆ sequence, ในแต่ละ sequence ประกอบด้วย scene หลาย ๆ scene, ในแต่ละ scene ประกอบด้วย shot หลาย ๆ shot

            พูดอย่างสรุปย่นย่อก่อนที่ผมเองจะงุนงงมากไปกว่านี้

            เรียงจากฐานสู่ยอด  shot>scene>sequence เท่ากับหนึ่ง SEQUENCE

            หากภาพของ sequence ยังไม่ชัดเจนลองเปิดหนังสือนิยายหรือเรื่องยาวดู  sequence ก็คือ บท หรือ ตอน แต่ละตอนก็คือพล็อตย่อย

            ละครสั้น ชัดเจนเลยหากมีชื่อตอนกำกับ  เปรียบกับเรื่องสั้นก็คือชื่อเรื่องที่มาจากแก่นของเรื่องเป็นหลัก  มีได้ตั้งแต่ฉากเดียวจบหรือจะมากกว่านั้นก็ได้ ขึ้นกับระยะเวลาการออกอากาศเป็นตัวกำหนด  อย่างบางรักซอย 9 ฉากแต่ละฉากส่วนใหญ่จะจบก่อนตัดเข้าโฆษณา  กลับมาอีกครั้งก็เป็นฉากใหม่  หรือจะยังเป็นฉากเดิมก็ได้ เรียก ‘ฉากต่อเนื่อง’ 

            สำหรับงานเขียนเรื่องสั้น จำนวนฉากกับความยาวของเนื้อหาไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กันเสมอไป  หากมีความยาวของเนื้อหามากกว่าที่ยึดถือกันคือ 5-8 หน้ากระดาษพิมพ์เรียกอีกอย่างได้ว่า เรื่องสั้นขนาดยาว

            เอาอีกแล้ว, ผมเพิ่มศัพท์น่างุนงงอีกแล้ว  จะอรรถาธิบายต่อเห็นจะไม่เข้าทีจึงขอแนะนำตัวอย่างงานเขียนหลาย ๆ เรื่องของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ คงทำให้ท่านเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น  และหนึ่งในหลายผลงานนั้นผมชอบ โลกใบเล็กของซัลมาน ในรวมเรื่องสั้นชื่อ สะพานขาด

            ที่ผมเขียนมาทั้งหมดนั้นหาได้ต้องการให้ท่านเห็นคล้อยไปด้วยเสียทั้งหมด  ส่วนหนึ่งเพื่อทบทวนความเข้าใจของผมเองว่าวันนี้เราเข้าใจโครงสร้างการเขียนหนังสือมากกว่าวันวานเพียงใด  เพียงเพราะผมเริ่มต้นเขียนจากความไม่เข้าใจจึงมีข้อบกพร่องให้เห็น  แต่ก็นั่นละ ข้อบกพร่องนั้นมันก็ช่วยให้ผมเข้าใจอะไรต่อมิอะไรมากขึ้น  เช่นเมื่อสองวันก่อนหยิบเอางานเก่า (ลำดับที่หก) มาปัดฝุ่นขัดเกลาเพื่อจะส่งนิตยสารฉบับใหม่  ได้พบเห็นความเยิ่นเย้อในแต่ละประโยคของแต่ละย่อหน้า  เห็นแล้วก็หัวเราะขำตัวเอง  ถามว่าจะอธิบายให้มันน่าปวดหัวไปทำไมกัน  อีกทั้งห้วงยามที่ผ่านมาก็คิดสงสัยพาลโทษบรรณาธิการว่างานดี ๆ อย่างนี้ทำไมท่านถึงไม่นำลงตีพิมพ์สักที… 

            ช่างเป็นความคิดที่เขลาเบาปัญญาเสียจริง ๆ

  

            ขนาดผมเองยังพบข้อบกพร่องมากมาย ถึงขนาดที่ว่าตัดถ้อยคำเหล่านั้นออกไปพบว่ามันมีจำนวนมากถึงหนึ่งหน้ากระดาษพิมพ์  แล้วบรรณาธิการล่ะ? ท่านอาจตัดออกไปมากกว่าผมก็เป็นได้

            อย่างไรก็ตาม ผมยังมั่นใจว่าเนื้อหาและประเด็นเรื่องสั้นเรื่องนี้ยังดีอยู่จึงไม่รื้อแก้ในส่วนนี้  ทำได้คือให้มันกระชับรัดกุมมากกว่าเดิม  เทียบกับงานใหม่ ๆ ในช่วงกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาความกระชับมีความชัดเจนแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด,  และผมก็ได้สิ่งหนึ่งจากการเห็นข้อบกพร่อง

            คือกำลังใจที่ได้แปรเปลี่ยนเป็นพลังให้มีแรงขับเคลื่อนสร้างงานชิ้นต่อ ๆ ไป

            ข้อบกพร่องอันเกิดจากการย้อนมองผลงานเก่า ๆ ทำให้ผมมองเห็นหนทางข้างหน้าบนเส้นทางสายวรรณกรรม, สวัสดี ·

3 พ.ย. 50

  • ท้ายเรื่อง

-ก่อนแก้ไข

โจตื่นนอนโดยมีเสียงไก่ขันเป็นสัญญาณปลุก  เธอไม่มีอาการสะลึมสะลือทั้งที่เข้านอนได้เพียงห้าชั่วโมงกว่าเท่านั้น  เธอลุกจากเตียงอย่างไม่รีบเร่ง  พับผ้าห่ม และดึงผ้าปูที่นอนให้ตึงกลับเข้าที่  จากนั้นจึงเดินออกจากห้องนอนเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้า  แปรงฟัน  เสร็จแล้วจึงเข้าครัวหุงข้าว

            เธอกลับเข้าห้องนอนอีกครั้งเพื่อเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดกางเกงวอร์มขายาว  เสื้อยืดตัวหลวม  เตรียมตัววิ่งออกกำลังกายรอบสนามฟุตบอลโรงเรียนกับกลุ่มเพื่อนครูที่อาศัยอยู่บ้านพักในบริเวณเดียวกัน

-หลังแก้ไข

พลับพลึงตื่นนอนโดยมีเสียงไก่ขันเป็นสัญญาณปลุก ลุกจากเตียงอย่างไม่รีบเร่ง  พับผ้าห่มดึงผ้าปูที่นอนให้ตึงเข้าที่  จากนั้นจึงเข้าห้องน้ำล้างหน้าแปรงฟัน  เสร็จแล้วจึงเข้าครัวหุงข้าว  กลับเข้าห้องนอนเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดกางเกงวอร์มขายาว เสื้อยืดตัวหลวมเพื่อวิ่งออกกำลังกายรอบสนามฟุตบอลโรงเรียนกับกลุ่มเพื่อนครูที่อาศัยอยู่บ้านพักในบริเวณเดียวกัน

#6 หนึ่งวันเดียวกันของเขาและเธอ

* * *

ผลการโพสต์ที่ http://www.winbookclub.com :-

ตอบโดย วินทร์ เลียววาริณ เมื่อ: 2007-11-05 21:18:23
ขอแจมด้วยคน!

ผมว่าเจ้าของกระทู้อออกจะพยายามหาสูตรหรือทฤษฎีมาช่วยการเขียน แต่ผมอ่านดูแล้ว ก็งงกว่าเดิม อย่างเช่น เอกภาพ เป็นต้น

เอกภาพ เข้าใจว่าหมายถึงคำว่า unity ไม่น่าจะหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างท่อนหนึ่งกับท่อนที่สอง หรือย่อหน้าที่หนึ่งกับย่อหน้าที่สอง ในความเห็นของผม เอกภาพน่าจะหมายถึงภาพรวมเมื่อมองหรืออ่านเรื่องนั้นจบ ยกตัวอย่างเช่นในการวาดภาพ เราอาจละเลงสีแดง เหลือง เขียว ฟ้า น้ำเงิน (หมายถึงเป็นคนละย่อหน้า) เข้าด้วยกัน เมื่อมองภาพทั้งภาพจะเห็นเป็นโทนน้ำเงินหม่น โทนน้ำเงินหม่นในที่นี้ก็คือเอกภาพของรูปนี้ ทั้งที่รายละเอียดแต่ละสีที่เอามาใส่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

เช่นกัน คุณอาจวาดรูปเป็นทรงสี่เหลี่ยม วงกลม หรือสามเหลี่ยมแต่ละชิ้นเข้าด้วยกัน แต่เมื่อมองรวมแล้วมันเห็นเป็นทรง free form นี่ก็คือเอกภาพของภาพนี้ (โดยมีข้อแม้ว่า การเชื่อมโยงของแต่ละท่อนนั้นเกาะเกี่ยวเข้ากันได้ดี)

ในการเขียนเรื่องสั้นก็เช่นกัน ผมอาจมีองค์ประกอบที่ต่างกันร้อยชิ้น หรือแต่ละย่อหน้าเป็นคนละอารมณ์โดยสิ้นเชิง แต่เมื่อรวมกันแล้ว มันลงตัว ก็ยังได้เอกภาพเช่นกัน

มีข้อสังเกตว่า ความมีเอกภาพมักเกิดจากองค์ประกอบน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น ที่ฝรั่งว่า less is more นั่นแล แต่มิได้หมายความว่าผมจะใส่ตัวละคร 180 ตัวเข้าไปในเรื่องสั้นเรื่องเดียวไม่ได้ ใครจะกล้าจารึกเป็นสูตรสำเร็จในการเขียนเรื่องสั้นว่าเรื่องสั้นต้องยาวสามหน้า ตัวละคร 2-3 ตัว ในเมื่อศิลปะไม่เคยมีกฎเกณฑ์ ดังนั้นไยต้องเขียนเรื่องสั้นที่วงกลมจบกันพอดีเล่า? ความยากมันอยู่ตรงที่การสร้างความกลมกลืนของตัวละคร 180 ตัวให้ดูแล้วมันเหลือแค่หนึ่งเดียวต่างหาก

ส่วนเรื่องหนังนั้น โดยส่วนตัว ผมว่ายิ่งไปจำสูตร shot – scene – sequence อะไรนั้น จะยิ่งพาลเขียนไม่ออกนะครับ มันเป็นเพียงบทสรุปของงานส่วนใหญ่ แต่การทำงานศิลปะ แล้วพยายามจำสูตรพวกนี้ จะทำให้สมองตันได้ง่ายๆ ทางที่ดีที่สุดก็คือ อ่านแล้วเรื่องเดินลื่นไหล ไม่มีตัวละครที่ไม่มีความจำเป้นต้องอยู่ในเรื่อง และเมื่อกาประโยคไหนทิ้งไปอล้ว ยังอ่านรู้เรื่อง ก็แสดงว่าประโยคนั้นไม่ต้องอยู่ เท่านี้ก็สบายแล้วครับ

……….

ส่วนเรื่องที่ว่า sequence ก็คือ บท หรือ ตอน แต่ละตอนก็คือพล็อตย่อยนั้น ผมเข้าใจไปอีกอย่างนะครับ พล็อตย่อย (subplot)? ก็คือองค์ประกอบชิ้นใหญ่อีกชิ้น ไม่เกี่ยวกับบทหรือตอน

ยกตัวอย่างแบบนี้ก็แล้วกัน ดวงจันทร์หมุนรอบโลก, โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัส ฯลฯ หมุนรอบดวงอาทิตย์, ดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์อื่นๆ หมุนรอบทางช้างเผือก (ดาราจักรของเรา) และท้ายสุด ช้างทางเผือกและดาราจักรอื่นๆ หมุนรอบจักรวาล

สมมุติว่า ทางช้างเผือกคือนวนิยายหนึ่งเรื่อง ดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์อื่นๆ ก็คือพล็อตย่อย โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัส ฯลฯ ก็คือตัวละครในแต่ละพล็อตย่อย ส่วนดวงจันทร์คือรายละเอียดของแต่ละตัวละคร

และสุดท้ายในกรณีหนังสือยาวมาก เช่นมีหลายภาค จักรวาลก็คือหนังสือรวมทุกภาค โดยมีทางช้างเผือกเป็นหนึ่งภาคของเรื่อง

ถ้าอ่านแล้วงง ก็ขออภัย เพราะผมว่า เขียนหนังสือไม่มีสูตรสนุกกว่านะครับ

จากคุยกับวินทร์ เลียววาริณ winbookclub.com

ผู้เขียน หัวข้อ: หนทางข้างหน้าอยู่ที่เบื้องหลัง
อานันท์ ประทีฯ

เมื่อ: 2007-11-06 22:40:12

สวัสดีครับคุณวินทร์

เป็นเรื่องจริงครับที่ว่าเมื่อครั้งเขียนเรื่องสั้นระยะแรกผมพยายามหาสูตร ค้นคว้าทฤษฎีจากตำราว่าด้วยการเขียนเรื่องสั้น

เมื่อเป็นตำราภาษาที่ใช้ในการอธิบายได้สร้างความผมงุนงงสับสนมากพอสมควร และบางส่วนของทฤษฎียังขัดแย้งกับงานเรื่องสั้นของนักเขียนที่ผมได้อ่านด้วยอีก เช่นท่านว่า ความยาวอยู่ที่ 5-8 หน้า ก็บอกอย่างนั้น ไม่มีกรณีตัวอย่างที่นอกเหนือไปจากนั้น เหมือนกำหนดตามนั้นเป็นมาตรฐาน ฯลฯ

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อพยามยามเขียนตามตำรา งานจบไม่ลงตามนั้น หรือจบได้เนื้อหาที่ต้องการนำเสนอก็ถูกตัดทอนลงไป ยิ่งทำอย่างนั้นก็ยิ่งยาก พาลทำให้ผมท้อใจไปเลย นั่นเพียงเพราะยึดตำรา ยึดทฤษฎีเป็นที่ตั้ง

อึดอัดมากเข้าก็ได้แต่อ่านงานของนักเขียนหลาย ๆ ท่าน อ่านแบบศึกษารูปแบบพร้อมกันกับความบันเทิง ทว่าก็ยังมองไม่ออก เนื่องจากยังยึดติดกับตำราทฤษฎีอยู่นั่นเอง

จนได้ปรึกษากับมิตรรักดังกล่าว เรานั่งกันตีความถึงเรื่อง “เอกภาพ” ในงานเขียน ซึ่งก็ออกมาตามที่ผมเขียนได้กล่าวไว้ ซึ่งเป็นเพียงการตีความของเราทั้งสองเท่านั้น (จุดนี้ผมไม่ได้กล่าวให้ชัดเจนในเนื้อหาซึ่งอาจก่อให้เกิดความไขว้เขวสำหรับผู้กำลังค้นหาคำว่าเอกภาพได้) ถึงแม้เพื่อนจะอ่านหนังสือมากกว่าผม แต่เขาเองก็ยอมรับละว่า ไม่สามารถอธิบายออกมาได้ตามความเข้าใจ เพราะเขาอ่านอย่างเดียวยังไม่เคยคิดลงมือเขียน

แต่สิ่งหนึ่งที่เขาแนะนำ (ซึ่งผมไม่ได้กล่าวไว้) คือ ให้อ่านอย่างศึกษาจากตัวอย่างจริง (คืองานเขียน) อ่านของหลาย ๆ นักเขียน ซึ่งอาจทำให้ผมมองเห็นรูปแบบมากหลายยิ่งขึ้น และบอกว่า อย่ายึดถือทฤษฎีให้ปวดหัว

เขาแนะนำลักษณะคล้าย ๆ กับที่คุณวินทร์ช่วยเสริมนี่ละครับ อย่ายึดเอาทฤษฎีมาเป็นกรอบ อย่าพยายามสร้างกรอบที่มันอาจมาสร้างความกดดันในการเขียน ซึ่งจากนั้นผมเองก็พยายามกระทำตาม ปลอดปล่อยความเชื่อที่สร้างความขัดแย้งนั้นออกไป อ่านหนังสือมากขึ้น เขียนมากขึ้น ถึงวันนี้เวลาจะเริ่มงานใหม่แต่ละชิ้นไม่รู้สึกกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็น บอกตัวเองว่า ต้องการบอกกล่าวสิ่งใดที่อยู่ในใจ-ความคิด ถ่ายทอดออกไปด้วยตัวอักษรให้ครบถ้วนตามความต้องการ

ไม่ยากและไม่ง่ายสักทีเดียวครับ เพราะเมื่อหลุดกรอบความยึดติดเดิม ๆ ออกมาแล้วยังมีสิ่งที่จะต้องหัดอีกมากคือฝึกเขียน ฝึกคิด หัดสังเกต อ่านหนังสือให้หลากลาย ฯลฯ เพื่อนำมาต่อยอดความคิด สร้างสรรค์ผลงาน และอย่างที่คุณวินทร์กล่าวว่า “ความยากมันอยู่ตรงการสร้างความกลมกลืน…ต่างหาก” นั้นยิ่งชัดเจน

ผมรู้สึกถึงความเป็นอิสสระมากขึ้นกว่าเดิม เขียนงานง่ายขึ้นกว่าเดิม ไม่ตกอยู่ในสภาวะการณ์กดดันตัวเองอีกต่อไป

……….

รายละเอียดทั้งหมดที่คุณวินทร์ยกตัวอย่างมา โดยเฉพาะในส่วนของหนังทำให้ผมมองภาพออกอย่างชัดเจน สารภาพด้วยใจจริงว่า “ชัดแจ้ง” กว่าการอ่านตำราและทฤษฎีที่เคยประสบ ทั้งหลายนำมาซึ่งความปลาบปลื้มใจที่นักเขียนอันมีประสบการณ์ได้กรุณาถ่ายทอดออกมาอย่างตรงไปตรงมา กล่าวอย่างถึงที่สุด อย่างน้อย ๆ ผมและเพื่อน ๆ คนอื่นสามารถเก็บเอาคำแนะนำนี้ประกอบการตัดสินใจในการก้าวเดินต่อไปได้อย่างสุขุมมากขึ้น

หนทางข้างหน้าอยู่ที่จุดนี้เปลี่ยนนี้ด้วยเช่นกัน

ขอบพระคุณครับ
ด้วยจิตคารวะ

winbookclub
คำตอบ
ตอบเมื่อ: 2007-11-07 16:35:11

ยินดีครับ หวังว่าคงไม่ทำให้ยิ่งสับสนจนเขียนต่อไม่ได้นะครับ!

ความจริง อยากเขียนอะไรก็เขียนไปเถอะ บางทีสัญชาตญาณและความสนุกของคนเขียนอาจจะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดก็ได้

           

           

Advertisements
 

7 Responses to “หนทางข้างหน้าอยู่ที่เบื้องหลัง”

  1. umpo Says:

    เข้ามาแอบอ่านตามเคย

    ได้ความรู้เพิ่มมากมาย

    ขอบคุณครับ

  2. อา..พี่ท่าน หากพี่ท่านเปิดคอลัมน์ ‘ซ่อมได้’ เช่นนี้เป็นประจำข้าพเจ้าจะสมัครสมาชิกบัตรวีเปิดขวดเลยเทียว (ช่วงนี้มีโปรโมชั่นเปล่า?)

  3. กลับมาอีกรอบ
    มาขอเอาโพสท์นี้ไปสะสมขะรับ

  4. 555

    นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง ไฉนเลยจะเอาอะไรกับข้าพเจ้า…

    เรืองเดช จันทรคีรี แนะนำในช่อปาริชาติ 2001 ว่า

    “สำหรับนักเขียนหน้าใหม่ อย่าพยายามคิดว่าตนเองเป็นนักเขียน แต่จงคิดว่าเราเป็นนักเล่า เล่าเรื่องที่มีอยู่ในใจออกมา ด้วยถ้อยอักษร”

    ป.ล.กระผมอาจเรียบเรียงผิด แต่ไม่ผิดความหมายแต่อย่างไร…

    * * *

    ขอบพระคุณขอรับท่านอัม

    ท่านดิน ยังไม่มีโครงการขอรับ อ่า…จะรับท่านไว้พิจารณาเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ท่านแรก…

  5. อ่า..เช่นนี้เอง

    ข้าพเจ้านับว่าหลงทางไปเสียไกลเลยล่ะพี่ท่าน
    เป็นนักเหล้ามาก็ตั้งหลายปี
    หากยังเป็นต่ออาจได้เป็นนักเขียนกับเขาบ้าง
    ดันไม่รักดี

    กลับไปเป็นนักเบียร์เสียนี่

    อืมม์..มิน่า..มิน่า..
    ..
    ..
    ได้เมล์แล้ว..
    ไว้หาจังหวะคุยกันยาว ๆ สักทีดีไหมขอรับ?

    คารวะ

  6. ชริ Says:

    เรื่องสั้นยากค่ะ

  7. สวัสดีครับ ชริ

    ยินดีต้อนรับสู่บล็อกครับ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s