ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

เท่าเทียม…แต่แตกต่าง ตุลาคม 15, 2007

Filed under: ที่เห็นและเป็นไป© — ประทีป จิตติ @ 00:21

ปีที่๓, สัปดาห์ที่ ๓๒

“ประชาชนต้องมาก่อน”

            นั้นคือคำขวัญในการใช้รณรงค์สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นปลายปีของพรรคการเมืองเก่าแก่พรรคหนึ่ง  มีทั้งกระจายเสียงออกทางวิทยุ แพร่ภาพทางโทรทัศน์ในช่วงเวลาดี ถึงดีที่สุดของวัน

            แน่ละว่าแต่ละครั้งในการออกอากาศต้องใช้เม็ดเงินสร้างสรรค์สื่อ เช่าสื่อมิทราบว่าเป็นจำนวนเงินเท่าไร

            ในกระบวนการวาทะ ‘ประชาชนต้องมาก่อน’ ไม่แตกต่างไปจากการหาเสียงเดิม ๆ  ไม่ว่าจะกี่ครั้งกี่ยุคสมัยผ่านมา เป็นพันธะสัญญาปากเปล่าให้ได้ยินได้เห็นเป็นประจำมิรู้เบื่อ  สำหรับข้าพเจ้ากลายเป็นความเคยชิน กลายเป็นความเฉยชา ไม่กระตู้วู้ไปตามพันธะสัญญาร้องแรกแหกกระเชออันสวยหรูน่าเลื่อมใส

            ในความ ‘มาก่อน’ นั้นประกอบด้วยอะไรบ้างใคร่จะใส่ใจจดจำ–ประชาชนต้องอย่างนั้นอย่างนี้ 

            วาทะหนึ่งได้ยินแล้วก็แค่นหัวเราะอย่างลืมตัว  อาการนั้นเกิดขึ้นโดยพลันพลางสบถในใจ  ทุด-ถุย! 

            “เด็กไทยจะต้องได้เรียนฟรี”  การนี้หาใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด 

            สมัยข้าพเจ้ายังเด็กก็เล่าเรียนฟรีในสังกัดโรงเรียนประถมศึกษาของกรุงเทพมหานคร  เป็นโรงเรียนที่ส่วนมากมีคำนำหน้าว่า ‘วัด’  เรียนฟรีตั้งแต่ชั้นประถมหนึ่งถึงหก

            เป็นความจริงที่ว่าการเล่าเรียนฟรีดังกล่าวอาจมีเพียงเฉพาะกรุงเทพฯ ทว่าการเรียนฟรีนั้นหาได้ครอบคลุมความถึงเพียบพร้อมในด้านบุคลากรและอุปกรณ์การเรียนการสอน  ในช่วงเวลาเดียวกัน ญาติพี่น้องข้าพเจ้าเล่าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลแต่ต่างการสังกัด มีความแตกต่างในข้อดังกล่าว  โรงเรียนวัดของข้าพเจ้าแลดูต่ำต้อยยิ่งกว่ามากทั้งรูปธรรมและนามธรรม  สื่อการเรียนการสอนมีความแตกต่างอย่างชัดเจน

            ศักดิ์และศรีระหว่างโรงเรียนแม้สังกัดหน่วยงานรัฐบาลเหมือนกันแต่กลับมีความแตกต่างราวฟ้ากับเหว! 

            เด็กนักเรียนโรงเรียนวัด (สังกัดกทม.) ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวระดับล่าง (ตามการจำแนกทางสภาพเศรษฐกิจ) จะเอาอะไรให้เท่าเทียมกับเด็กที่มาจากครอบครัวในระดับที่สูงกว่า (ตามการจำแนกจากปรัชยวยของนักการบริหาร)

            นั้นคือ ‘ความแตกต่างทางโอกาส’ แม้ว่าจะเรียนฟรีเหมือนกัน!

            หากในปีการศึกษาหนึ่งมีเด็กนักเรียนจากโรงเรียน (วัด) กทม.สอบเข้าศึกษาระดับชั้นมัธยมมีชื่อได้ ก็เป็นความภูมิใจของครูผู้สอนและสถาบันอย่างล้นเหลือ ต่างจากโรงเรียนรัฐสังกัดหน่วยงานอื่นที่มองว่าเป็นเรื่องปรกติธรรมดา

            ความจริงเด็กนักเรียนสังกัดกทม.มิใช่เด็กโง่เง่า สมองอ่อนปัญญาทึบ  หากมองในภาพรวมไม่ว่าจะเป็นเด็กจากที่ไหนต่างก็สามารถพัฒนาตนเองสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการได้ทั้งนั้น หากมีโอกาสที่เท่าเทียมกัน– 

            คำหาเสียงที่ว่า “เด็กไทยจะต้องได้เรียนฟรี” จึงยังคลุมเครือ  เมื่อได้เรียนฟรีทั่วถึงกันแล้วจะอย่างไรต่อไป?  ในรายละเอียดมิได้ชี้แจงถึง ‘โอกาส-ความเท่าเทียมกันในด้านการศึกษา’

            ทำได้ไหมว่า โรงเรียนในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ มีอุปกรณ์-บุคลากรอย่างไรโรงเรียนในต่างจังหวัด ชนบทห่างไกลจะมีเช่นกันด้วย?

            ทุกวันนี้ ‘เรียนฟรี’ ก็แทบจะไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองสนใจกันแล้ว  เขารู้แค่ว่า เรียนทำไม ออกมาทำงานช่วยครอบครัวหากินดีกว่า-เสียเวลา

            มันก็เข้าล็อคเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ เข้าอีกหนึ่งคำหาเสียงที่ว่า “คนไทยจะต้องมีงานทำ”

            แล้วยังไงอีกเล่าครับ  มีพันธะสัญญาปากเปล่าอันใดอีก?

            ทั้งหมดมันเป็นเพียงถ้อยคำสวยหรู หากให้หลังก็กลายเป็นโกหก เป็นการตอแหลระดับชาติ  หากไม่สามารถกระทำได้ด้วยความไม่ใส่ใจกระทำภายหลังเมื่อได้รับอำนาจการบริหาร

            เมื่อนั้นจึงเป็นอีกวาระของประชาชีจะสบถก่นด่าอย่างระทมกบาลชอกช้ำใจ  เพียงเพื่อรออัศวินขี่ม้าเขียวเหล็กมากำราบอีกวาระ และอีกวาระ…

            หมดวาระของอัศวินก็หวนกลับสู่ยุคเดิม-ยุคแห่งความมืดมนอีกวาระ

            เช่นนั้นประชาชีจึงพึงใคร่ครวญเถิดว่า ควรจะรอการมาถึงของวาระนั้นไหม?…

||  ||  ||  ||

ด้วยมิตรภาพ

๘, ๑๓ ต.ค. ๕๐

           

Advertisements
 

14 Responses to “เท่าเทียม…แต่แตกต่าง”

  1. nubalm Says:

    หวัดดีท่านพี่

    เห็นด้วยเลยละ 🙂
    โฆษณามานานแล้วนะ พรรคเนี๊ย ฉายช่วงสายๆ ถึงบ่ายๆ
    เป็นเวลาที่พีคที่สุด

    ๐การหาเสียงเป็นการประจานตัวตนที่แท้จริงของนักการเมือง๐
    ว่าต้องการอะไร เอารากหญ้าเป็นหลัก เอาความไม่จริงเข้ามาล่อ
    “เรียนฟรี” มีมานานแล้วเจ้าคะ ทำอย่างอื่นไม่ดีกว่าเหรอ
    “ประชาชนต้องมาก่อน” ก็เห็นชาวบ้านอดยากปากแห้งอยู่เลย

    แม้กระทั่ง นมแจกเด็กพวกมันก็ยังแฮบ ไว้เองเลย นับประสากับแนวทางในการแก้ปัญหาอื่นๆ อะพิโธ่ อะพิถัง ………………..

    นู๋ยิ่งเรียนทางการเมือง ยิ่งรู้อะไรเน่าๆ เฮ้อ “ประเทศไทยเมื่อไหร่จะเจริญ” บ่นๆๆ บลาๆๆ ไปก่อนที่จะโดนเก็บดีฟ่า 🙂

    ขอคาระวะ
    นู๋บาล์ม

  2. ผม (หรือเรา) ต่างก็คาดหมายว่า เมื่อเขาได้รับมอบอำนาจ (เป็นตัวแทนของปวงชน) ก็ควรจะกระทำเพื่อมวลชน

    เท่านั้น

    แต่เมื่อพวกเขา ไม่กระทำ หรือ ไม่พยายามกระทำ ก็สมควรจะตรวจสอบ เรียนรู้ถึงวิธีการต่าง ๆ

    ส่วนจะแสดงออกทางใดได้บ้างนั้น ผมว่า ยังมีอีกหลายทาง

    ทางที่ดี การจัดตั้งสภากาแฟ (ย่อม ๆ ) นั้นก็สามารถช่วยได้

    เป็นสภาของประชาชน ที่ร่วมแสดงทัศนะ

    แสดงความเป็นผูมีอำนาจแท้จริง มิใช่เพียงคนจำนวนหลักร้อยในรัฐสภา–จังหวัด ตำบล และหมู่บ้าน

  3. nubalm Says:

    หวังว่า ความคาดหมายของเรา น่าจะเป็นจริงในสมัย(เลือกตั้ง)ที่จะถึงนี้นะคะ

    การจัดตั้งสภากาแฟ (ในความคิดท่านพี่) ไม่เลวเลยทีเดียว

    คาระวะ
    นู๋บาล์ม

  4. สมัยเด็ก ๆ นั่งกินกาแฟ + ปาท่องโก๋ ขณะรอรถไฟไปมหาชัย…เห็นผู้ใหญ่ถึงผู้เฒ่านั่งคุยกัน

    มิจำกัดว่าต้องเป็นเรื่อง การเมือง เรื่องการบ้านทั่ว ๆ ไปก็คุย

    ฟังไปก็คิดตาม

    อืมมมม….

    สมัยโสเครติส ก็นิยมวิธีนี้ ค้นหาคำตอบ โดยการตั้งคำถาม สนทนา…

    😉

  5. คาใจ Says:

    สวัสดีท่านพี่ แหม ว่าจะมาเล่ากาเดินทางของท่านน้องเสียหน่อย
    พอมาเจอ ประชาชนต้องมาก่อน
    ท่านน้องเลยถูกเบรกซะ ก็ อืม เรื่องนี้น่ะหรือ

    ท่านน้องเคยได้ไปสัมภาษณ์ คุณมาร์ค
    เพราะการอนุเคราะห์ของนิตยสารเล่มหนึ่ง
    เอ่อ …. จะพูดไงดีคือ

    คุณมาร์คหล่อน่ะท่านพี่ ชอบๆ
    อีกอย่างก็ได้รู้ว่า เขาเป็นคนที่คิดว่าจะทำงานการเมืองมาตั้งเเต่
    ป.6 ท่านน้องฟังเเล้วก็ สะเทือนใจไอ้เราก็ปีสี่เเล้ว ยังไม่รู้ว่าจะชอบหรือจะทำอะไรต่อไปเลยค่ะ

    เอาเป็นว่า … คงต้องมารอดูว่า ประชาชนได้มาก่อนหรือเปล่า ?
    แต่ยังไงก็เถอะ ข้างต้นนั้นไมได้จะบอกว่าท่านน้องจะเอนเอียงไปทางไหนหรอกนะ เพราะระยะนี้ ท่านน้องเว้นวรรคทางการเมืองอยู่

  6. ส.ส.—————————————–

    มาก่อน

    ส.ส.= สืบสานการสูบฉีดฯ

  7. nubalm Says:

    ^
    ^
    ฮามากอ่ะท่านพี่

    โอโฮ้ มีมาแต่สมัยท่านโสเคติดเลยหรือ เด๋วขอไปค้นหนังสือก่อน 😀

  8. ความรู้เรื่องโสเครติสของกระผมเท่าหางอึ่ง

    แต่เคยค้นคว้าเพื่อนำมาประกอบการเขียน

    วิธีนั้นเรียก วิภาษวิธี ขอรับ นู๋บาล์ม

    😉

    * * *

    คำว่า “วิภาษวิธี” หมายถึงการดำเนินการอภิปรายหรือโต้วาที เป็นกระบวนการทางความคิดที่นำไปสู่การตระหนักรู้อย่างแจ่มแจ้งถึงข้อจำกัดของเหตุผล ถูกนำมาใช้ในการโต้แย้งความคิดผู้อื่น เป็นไปในเชิงปฏิเสธหรือหักล้าง (negative / destructive dialectic) หรือเพื่อแสดงจุดยืนทางความคิดของผู้เสนอ โดยพยายามหาบทสรุปหรือเป้าหมายที่เป็นสัจจะ ให้หยั่งเห็นความจริง (constructive dialectic)

    วิภาษวิธี มีจุดหมายหลักคือให้บุคคลตระหนักรู้ในข้อจำกัดของเหตุผล ที่เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว ทุกๆ ความเห็นหรือทฤษฎีบัญญัติต่างๆ จะประสบกับสภาวะการขัดแย้งในตัวเอง ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดทางภาษาหรือความคิด เหตุผลอาจเป็นวิถีทางที่ทำให้เกิดปัญญา แต่ที่สุดแห่งปัญญาจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อละวางความเป็นเหตุเป็นผลที่มีข้อจำกัดทั้งปวงลง การละวางเหตุผลไม่ใช่การทิ้งเหตุผล แต่คือการหยั่งรู้ว่าเหตุผลเป็นเพียงวิถีแต่ไม่ใช่เป้าหมาย ดังนั้นการละวางเหตุผลก็คือการถอนอุปาทานที่เกิดจากความเชื่อใดความเชื่อหนึ่งในทุกแง่มุม
    บางส่วนจากการค้นหาด้วยเสิร์ชเอนจิน http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=suparatta&group=2

  9. (...) Says:

    พรรค์ผมก็มีซาโลแกนเหมือนกัลล์คับท่านพี่

    “ประชาชนต้องซวยก่อน” (haha..เห็นมีเรื่องอะไรซวยก่อนรู้ทีหลังทุ๊กทีสิน่า)

    ส่วนเรื่องของท่านโสเคติสลูกพี่ของท่านเพลโตนั้นข้าพเจ้าจำประโยคเด็ดแกได้ลางๆว่า

    “คนที่ฉลาดที่สุดคือคนที่โง่ที่สุด”

  10. นั่นแล ตีความได้ว่า

    ฉะนั้นก็อย่าอวดตนว่าฉลาด

    เห็นด้วย อิอิ 😉

    ซวยก่อน…นั่นสิ สัจธรรมกรรมของผู้ยากไร้

    ด้วยมิตรภาพ

  11. nubalm Says:

    โอ้วๆ ท่านพี่
    ข้าน้อยเข้ามาอ่านอีกทีถึงกับถ่องแท้ทีเดียวเชียว
    ขอบคุณหลายๆเด้อ

    คุณ (…) ฮามากๆ ถ้าพรรคนั้นมาเห็นท่านเขียนเปรียบเปรยคงจะจุกไปถึงคอหอยเลยเจียวละ 5555+

    ด้วยเคารพ

  12. Orn-Uma P. Says:

    ยิ่งใกล้วาระเลือกตั้งมากเท่าไหร่…
    …โฆษณาอวดอ้างสรรพคุณของแต่ละพรรคก็หลั่งไหลกันมามากขึ้น

    แต่ละพรรคต่างก็อ้างว่า..
    …ตนมียารักษาบรรเทาอาการเจ็บจากพิษไข้การเมืองเก่าๆ

    เหตุให้สงสัยว่า..ตัวยา..ใหม่นี้จะมีผลข้างเคียงทำให้มีอาการ..แพ้ยา..วิงเวียน
    ..หวาดหวั่น ว่าไข้จะกลับอีกรึป่าวนี่..

    .. 😀 ..

  13. แตะ Says:

    เฮ้อไม่รู้ว่าจะโฆษณาหาอะไรกัน…คนฟังคนดูจะได้อะไรจากความซ้ำความซากที่เป็นอยู่….มันจะเหมือนกันทุกพรรคหรือไงหว่า…ชวนเชื่อให้ใครตาม..คนที่เชื่อตามทำไม๊มันยังมี..เฮ้อ..

  14. มองอีกด้านหนึ่ง เป็นการประกาศ (จอง) นโยบายก่อนพรรคอื่น

    ความจริงพรรคอื่นก็สามารถประกาศได้เช่นเดียวกัน คือ หักล้าง บอกถึงกระบวนการที่จะกระทำได้

    แต่ไม่–เพียงเพราะไม่ต้องการซ้ำใคร

    มันเลยเป็นนโยบายหาเสียง ลับหลังเลยหายไปในสายลม

    เจตนางานเขียนชิ้นนี้ต้องการเสนอให้ทราบ รู้เท่าทันว่า การนี้มิใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด

    ด้วยภราดรภาพครับ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s