ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

ตัวตนจริงกับงานเขียน สิงหาคม 11, 2007

Filed under: คุยกับวินทร์ เลียวฯ — ประทีป จิตติ @ 00:00

ผู้เขียน หัวข้อ: ตัวตนจริงกับงานเขียน
bluemoon

ตัวตนจริงกับงานเขียน
 เมื่อ: 2007-08-11 23:46:22
สวัสดีครับคุณวินทร์
คุณวินทร์มีความคิดเห็นอยางไรครับ ระหว่างตัวตนจริงของนักเขียนกับงานเขียนว่าควรมีความสอดคล้องกันหรือไม่ เช่น ตัวตนจริงของนักเขียนคนนั้นอาจเห็นแก่ตัว คอรัปชั่น แต่เวลาเขียนงานกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม เคยพบเห็นงานเขียนที่ตรงข้ามกับตัวตนของนักเขียนอย่างนี้บ้างไหมครับ แล้วรู้สึกอย่างไร ขอบคุณครับ

ตอบเมื่อ: 2007-08-12 08:45:23
ถ้าคุณไปสนใจกับตัวตนของศิลปินเมื่อไร ในโลกนี้ก็คงไม่มีงานศิลปะใดๆ เหลือให้คุณเสพ นักแต่งเพลง นักสร้างหนัง นักเขียนจำนวนมากที่นิสัยแย่ ไม่น่าคบ บางคนเป็นพวกเหยียดผิวอีกต่างหาก แต่งานยอดเยี่ยม ค่าของงานดูที่ตัวงาน ไม่ใช่ตัวบุคคล

พระพุทธเจ้าเองยังตรัสให้ดูที่ตัวผลงาน (ธรรม) ของพระองค์ ไม่ใช่ที่ตัวพระองค์เลยครับ

Advertisements
 

11 Responses to “ตัวตนจริงกับงานเขียน”

  1. ท่านสามารถอ่าน-คุยกับคุณวินทร์ได้ที่

    คุยกับวินทร์ เลียววาริณ ที่

    http://www.winbookclub.com

  2. อรุณสวัสดิ์ขอรับพี่ท่าน

    ทัศนคติท่านเจ้าสำนักเป็นเสียเช่นนี้จึงได้น่าบูชานัก
    ส่วนข้าพเจ้านั้นทัศนะยังคงเดินทางอยู่ระหว่างก้าวร้าวกับหยั่งนิ่ง
    ในความเป็นจริง…ค่อนไปทางก้าวร้าว!
    ..
    ..
    ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยค่อนข้างจงเกลียด(ไม่จงชัง) กับสิ่งมีชีวิตเรียกว่าคนที่เทศนาในสิ่งซึ่งตนหาได้เชื่อหรือปฏิบัติ! ต่อให้กลักการที่กล่าวอ้างเลิศเลอเพียงใด ก็ไม่พ้น ‘จอมลวงโลก’
    ..
    ..
    พระพุทธองค์กล่าวว่า ‘ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต’ ธรรมะที่พระองค์ทรางปฏิบัติสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ คำเทศนาจึงดังก้องไปทั้งสามภพ
    ..
    ..
    ที่ข้าพเจ้าด้นไป…พอจะฟังขึ้นไหมขอรับพี่ทั่น?
    ..
    เรากระเถิบก้นขยายวงสนทนาออกอีกสักหน่อยดีไหม?
    ..
    ..
    ถ้อยคำดี ๆ งานเขียนดี ๆ สำเร็จรสในการเสพเมื่อเสร็จสิ้นการอ่านแลขบคิด
    หลักปรัชญาที่น่าสนใจเมื่อน้อมนำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันผลได้ย่อมเกิดต่อตัวผู้ปฏิบัติ
    โดยหาได้เกี่ยวข้องอันใดกับตัวผู้รจนาไม่

    แต่อุปนิสัยอันดีงามไม่ลบหลู่คุณูปการ
    น้อมนำหลักความเชื่อใดมาปฏิบัติก็ใคร่จะบูชาผู้กล่าวหลักการนั้น ๆ
    เกิดการเกาะเกี่ยวกันของตัวตนกับหลักการอย่างแยกไม่ออก

    เราจึงได้เห็นพุทธบริษัทญาติโยมทั้งหลายออกเดินทางไหว้พระอาจารย์กันเป็นที่ครึกครึ้น
    ครั้นทราบถายหลังว่าพระอาจารย์อันตนอุตสาหะเดินทางไกลเป็นร้อย ๆ กิโลฯไปกราบไหว้ กลับกลายเสพสังวาสเป็นสรณะ ความเกี่ยวเกาะรัดรึงกันในตัวตนแลหลักการพลอยทำให้เสื่อมศรัทธาสิ้นในหลักการอันดีงามนั้น

    ทั้งที่สองเรื่อง(หลักการและตัวตน)เป็นเรื่องเดียวกันที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง เหมือนเซนติเมตรกับนิ้วเป็นหน่วยวัดระยะด้วยกันแต่ไม่สามารถนำมาใช้ร่วมกันได้จนกว่าจะย้ายให้เป็นหน่วยใดหน่วยหนึ่งเดียวกันเสียก่อน แต่ปัญหาก็คือ ข้าพเจ้าลืมวิธีย้ายไปเสียแล้ว! (พี่ท่านจำได้เปล่า?)

    คารวะ
    ดิลล์

    ปล. ท่านสามารถอ่าน โม้กับดิลล์ ได้ที่ http://tuleedin.blogspot.com/
    แหะ แหะ ขออนุญาตโฆษณา

  3. สวรรค์เสก Says:

    หลังจากแสดงธรรมเทศนาจบลงคราวหนึ่ง พระจอมมุนีทรงมีพระราชปุจฉาถามพระสารีบุตรขึ้นว่า

    “สารีบุตร ธรรมอันเรากล่าวมาแล้วนั้น เธอเชื่อไหม?”

    อัครสาวกเบื้องขวาผู้เลิศด้วยปัญญาประนมมือขึ้นกราบทูลอย่างนอบน้อมด้วยเคารพยิ่งว่า

    “ยังไม่เชื่อพระเจ้าข้า”

    “เพราะเหตุใดหรือสารีบุตร?”

    “ข้าพระบาทยังไม่ได้ตรึกตรองจนเห็นแจ้งด้วยตนเองพระเจ้าข้า”

    “ดีล่ะ ดีแล้วสารีบุตร เธอทำถูกแล้ว”

    .
    .

    หะแรกเมื่อได้อ่านคำตอบของป๋าวินทร์ ผมกลับคิดถึงบทสนทนานี้ขึ้นมาดื้อๆ

    และเมื่อได้อ่านความเห็นอันถูกต้องตามหลักสัจธรรมของพี่เถ้า เกล้ายิ่งคิดถึงเรื่องนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก

    อะไรที่มันเกี่ยวโยงกันอยู่หลังตัวอักษร คำถาม คำตอบเหล่านี้กระนั้นหรือ?

    หากอนุญาตให้ผมตอบมั่วๆ ตามความคิดอันริบหรี่ของตัวเอง ผมจะตอบว่า “สติปัญญาของผู้อ่าน ผู้เสพ และ/หรือผู้ศรัทธานั่นเองเป็นตัวแบ่งแยก หรือเป็นตัวดึงเอาผู้เขียนมาเกี่ยวกับผลงาน น้อมเอาผู้พูดมาเกี่ยวกับหลักธรรม”

    หากผู้อ่าน ผู้ฟัง มีปัญญาแยกแยะด้วยตัวเอง น่าจะรู้ว่าสิ่งใดคือหนังสือ และอะไรคือตัวตนของผู้เขียน

    หากมี “สติปัญญา” เพียงพอ ผู้ฟังย่อมใคร่ครวญและรู้ว่าอันใดคือสัจธรรมที่แท้จริง อันใดคือกิเลสที่ฝังแน่นอยู่ในกมลสันดานของมนุษย์

    ผมอยากจะกล่าวถึงอีกเหตุการณ์หนึ่งซึ่งมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

    .
    .

    “ท่านอาจารย์ขอรับ พระบรมศาสดาประทับอยู่ทางโน้น ถ้อยคำของท่านเป็นจริง ควรที่พวกเราจะเข้าไปใกล้ ไปสดับ ไปยอมรับเป็นครูอาจารย์ยิ่งนัก” อุปติสสะ (หรือว่าพระสารีบุตรในกาลต่อมา) กล่าวกับสัญชัยปริพาชกผู้เป็นอาจารย์

    “เรามิไปดอกพ่ออุปติสสะ”

    “เพราะอันใดเล่าท่านอาจารย์?”

    “เราก็เป็นครูเป็นอาจารย์คนมากมายเห็นปานนี้ ทั้งอายุก็ปูนนี้แล้ว ที่จะให้เราไปยอมรับสิทธัตถะมาณพ ซึ่งเป็นคนรุ่นลูก รุ่นหลาน แม้ว่าเธอจะรู้ธรรมอันใดก็ตามนั้น มาเป็นครู เป็นอาจารย์ของเราไซร้ เห็นจะไม่ได้”

    อุปติสสะมาณพผู้ได้บรรลุโสดาปัตติผลจากการฟังธรรมของพระอัสสชิแล้ว ได้พยายามอ้อนวอนผู้เป็นอาจารย์ต่างๆ นานา ชักเหตุ จูงผลร้อยแปดพันประการ จนอาจารย์สัญชัยปริพาชกรู้สึกรำคาญ จึงพูดตัดบทขึ้นว่า

    “เอาเถิดพ่ออุปติสสะ เราขอถามเจ้าสักคำเถิดว่า ในโลกนี้คนโง่กับคนฉลาดอย่างไหนมีมากกว่ากัน?”

    “คนโง่สิท่านอาจารย์”

    “ถ้าเช่นนั้น คนฉลาดเช่นเจ้าจงไปหาพระโคดมเถิด ส่วนคนโง่ที่มีอยู่มากในโลกนี้พวกเขาจะมาหาเรา”

    .
    .

    ตัวเกล้ากระผมเองก็ยังไม่ทราบเหมือนกันว่า เท่าใดถึงจะเรียกว่าโง่ เท่าใดถึงจะเรียกว่าฉลาด

    แต่ที่กระผมทราบแน่นอนคือ เราทุกคนล้วนโง่มาก่อนที่จะฉลาด

    การอ่านหนังสือแล้วรู้จักแยกแยะได้ว่า อันใดคือเรื่องจริง อันใดคือเรื่องแต่ง อันใดคือน้ำ อันใดคือเนื้อหาสาระที่ควรยึดเหนี่ยว หน่วงนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตจริง และอันใดคืองานเขียน อันใดคือตัวตนของผู้เขียนนั้นก็ตาม มันไม่ใช่ปัญหาของหนังสือหรือว่าคนเขียนมันขึ้นมาแต่อย่างใด แต่มันเป็นปัญหาของคนอ่านเองต่างหาก ว่าคุณเข้าใจตัวเองหรือเปล่าว่าอันใดคือปัญหา???

    แม้แต่ผู้มีศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาก็เช่นกัน คุณต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า ที่คุณศรัทธานั้นคืออะไร???

    หากมีศรัทธาต่อตัวบุคคล ถ้างั้นจงเตรียมใจไว้เถิด เพราะใดๆ ในโลกล้วนไม่เที่ยง

    หากมีศรัทธาต่อธรรมะ คือความไม่เที่ยงไซร้ ปัญหาคือทำอย่างไรจะทำให้เข้าใจความไม่เที่ยงนั้น

  4. ท่านดินถามกระผมมาว่าจะย้ายหน่วยเซนติเมตรเป็นเมตรมีวิธีการย้ายยังไง?

    ลองภูมิเปล่าเนี่ย?…

    อย่างไรก็ตาม กระผมไม่คิดว่าท่านในทางลบหรอกขอรับ ดีสิ มาย้อนความรู้กันหน่อย

    ………

    สมัยเรียเทคนิคช่างเขียนแบบ หน่วยวัดในงานช่างมักเป็นนิ้วฟุต (เรียกว่าระบบใดหรือท่าน เมตริกหรืออันใด) ทีนี้ แบบที่ท่านอาจารย์ให้มาเขียน หน่วยต่างเป็นนิ้ว แต่เวลาเราวัดสเกลในงานเขียนมันต้องใช้หน่วยเซนติเมตร (ผมขอไม่อธิบายการใช้ไม้สเกลนะ)

    เช่น หน้าตัดไม้อกไก่ แป จันทัน ดั้ง ลูกตั้ง-นอนบันได เป็นนิ้วหมด

    ขนาดหน้าตัดอกไก่ 6″ x 1 1/2″ ถ้าถอดเป็นเซนฯ ก็ได้ 15 x 3.75 เซนฯ ความยาวก็วัดเป็นเมตร ตามระยะของดั้ง

    โหย! พูดมาทำไมยาวเหยียดฟะเนี่ย เริ่มปวดหัวแล้วนะ

    เอ้า เพียงจะบอกท่านว่า 1 นิ้วฟุต เท่ากับ 2.5 เซนติเมตร หากจะเทียบหรือย้ายหน่วยคูณ หรือ หาร เข้าไป เป็นอันเสร็จสรรพ

    ข้อสังเกต-เมืองนอกนิยมใช้หน่วยนิ้ว เช่น บอกความสูงของนักฟุตบอล สูง 6 ฟุต 2 นิ้ว (1 ฟุต มี 12 นิ้ว ; 30 เซนฯ) เท่ากับ 182.5 เซนติเมตร

    ผมเคยอ่านหนังสือประเภทวาบหวิว (ฉบับประเทศใดก็มิทราบ) คิดสัดส่วนแม่นางออกเป็นเซนติเมตร แล้วตกใจในอันดับแรก ด้วยเข้าใจว่ามันเป็นนิ้วฟุต-ลองดู

    90-60-85 โห! มโหฬารระทึกไหมท่าน ทั้งที่ความจริงมันมาจากหน่วยนิ้วฟุต คือ 36-24-34

    เอาเท่านี้ละกันท่าน คิดมากกระผมยิ่งหิวข้าว

    ……….

    ท่านสอสวรรค์

    “แต่ที่กระผมทราบแน่นอนคือ เราทุกคนล้วนโง่มาก่อนฉลาด”

    เห็นด้วย-ดีใจที่มีคนคิดเหมือนกัน ดีใจเพราะที่ว่ากระผมไม่ได้คิดเช่นนี้คนเดียว

    เรื่องโง่ กับ ฉลาด นี่ บังเอิญโจนาธาน เขียนไว้ที่ก้าวรอก้าว ฉบับ ๑๗ ด้วย หากท่านสนใจลองเข้าไปอ่านนะขอรับ

    (เอ้า ขอคาสะโนดบ้าง จะได้ไม่น้อยหน้าท่านดิลล์)

    ……….

    ขอบคุณท่านดินที่ส่งความเห็นชี้แนะ (ไม่ชี้นำ) มา ณ ที่นี้ กระผมเข้าใจแล้วว่า เหตุฉะไหนพี่ท่านจึงได้สุขุมคัมภีรภาพได้เสมอต้น-ปลายเช่นนี้

    ขอบคุณท่านสวรรค์เสก สำหรับเกร็ด (หรือเปล่า) ในพุทธประวัติ ผมตาสว่างขึ้น หลังจากอ่านแล้วพิจารณาธรรม

    – ด้วยมิตรภาพขอรับ –

    แถม….

    ใครคนนั้นบอกกระผมว่า “คุณรู้ไหมว่ากนกพงศ์เป็นอะไรตาย?”

    “ปอดบวม” กระผมตอบ

    “ไม่ใช่” ใครคนนั้นมองผมสักอึดใจ แล้วว่า “เป็นเอดส์ตาย!”

    กระผมถามตัวเองว่าควรเชื่อไหม?

    ไม่ ผมตอบ

    ไม่คือ ไม่ใช่เชื่อ

    เพราะอะไร?…

    กระผมไม่ขอตอบ รู้เพียงว่า ทุกวันนี้ พี่กนกฯ ยังเป็นหนึ่งในนักเขียนในดวงใจมิเสื่อมคลาย

    เอวัง-

  5. อะ ไหนๆ ก็ไหนๆ

    พูดเรื่องสมัยเรียนเทคนิค

    วันที่ 1 เดือนหน้า ข้าพเจ้าต้องไปงานเลี้ยงรุ่น (แผนกสถาปัตยกรรม)

    เพื่อนบอกว่า อาจารย์ถาม เรื่องวงดนตรี ทำไมพวกเอ็งไม่เอาวงที่มันเล่นแนวแจ๊ซ มาบ้างหว่า?…

    น่าสนใจ…

    แต่ ต้องดูคนส่วนใหญ่ด้วยครับอาจารย์

    แจ๊ซ น่ะ กระผมก็ชอบ แต่มันจะเข้ากับวัยที่เหลือไหม-เท่านั้น

  6. โอ๊ะโอ่…จุดใต้ตำตอ
    เจอนายช่างเข้าเต็มเปา
    ..
    ..
    ว่าแต่..36 ฤาพี่ท่าน
    เจอเข้าท่าจะสุขุมคัมภีรภาพเต็มตา เอิ๊ก เอิ๊ก!
    ..
    ..
    สดับสะเก็ดพุทธประวัติจากสหายป๋าสองเรื่อย ๆ เช่นนี้
    บวชเมื่อไรข้าพเจ้าคงนั่งธรรมาสน์วางท่าเปรียญเอก อิ อิ

    คารวะ

  7. cobain Says:

    ผมรักคุณ แต่มันไม่ได้ มันสายเกินไป

  8. cobain Says:

    เรามีความสุขมากเวลาเราอยู่ใกล้………..

  9. cobain Says:

    การที่เราจะรัก

  10. cobain Says:

    อยากอยู่ด้วยตลอด

  11. ความรักเป็นอมตะ

    ความเกลียดนั้นจะตายลงทุกวินาที

    อ้าง : วิลเลียม ซาโรยัน จาก Human Comedy


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s